วัดสังกัสรัตนคีรี ยอดเขาสะแกกรัง จ.อุทัยธานี

ปีนบันได 449 ขั้น สู่ยอดเขาสะแกกรัง นครแห่งวัฒนธรรมและวิถีชีวิต  อุทัยธานี
                อุทัยธานีดินแดนมรดกโลกที่ยังคงมนต์เสน่ห์แห่งความสุขของผู้คนและมีความหลากหลายของวิถีชีวิต ที่มีทั้งชาวไทย จีน ลาวครั่ง และกะเหรี่ยงโป  ที่มีทั้งชุมชนเรือนแพ  ชุมชนบนฝั่ง ชาวสวนบนเกาะเทโพ แม้จะต่างวิถีต่างวัฒนธรรมแต่ก็สามารถหลอมรวมผสมผสานจนกลมกลืนกันได้จนเป็นเอกลักษณ์ของเมืองแห่งนี้ ที่ยังคงมีความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาที่มียอดเขาสะแกกรังซึ่งเป็นศูนย์กลาง ทั้งทางด้านศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองอุทัยธานีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ทริปนี้เราพา ขึ้นบันได 449 ขั้น สู่ยอดเขาสะแกกรัง ซึ่งมีวัดที่สำคัญคือ วัดสังกัสรัตนคีรี ที่ประดิษฐานพระคู่บ้านคู่เมืองอุทัยธานี คือพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์  และบนยอดเขาสะแกกรังประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองพร้อมพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ แห่งรัชกาลที่ 1 เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเมืองพระชนกจักรี หรืออุทัยธานีนครแห่งวัฒนธรรมและวิถีชีวิต
 

                จังหวัดอุทัยธานี ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าและภูเขาสูง สภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางธรรมชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่ควรค่าแก่การดูแลรักษาและนำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทยทุกคน  ดินแดนบางส่วนพบหลักฐานว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์และเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณหลายเมือง ได้แก่เมืองโบราณบึงคอกช้างในสมัยทวารวดี เมืองโบราณบ้านใต้ เมืองโบราณบ้านคูเมือง และเมืองโบราณการุ้ง    ชื่อเมืองเรียกเพี้ยนเป็น  เมืองอุไทย  ตามสำเนียงชาวกะเหรี่ยงและมีฐานะเป็นหัวเมืองหน้าด่านชั้นนอกสกัดกั้นกองทัพพม่าที่จะเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีการอพยพผู้คนมาตั้งบ้านเรือนที่ริมฝั่งแม่น้ำสะแกกรังมากขึ้น และได้กลายเป็นที่ตั้งของตัวเมืองอุทัยธานีในปัจจุบัน
 
เขาสะแกกรังเป็นภูเขาที่ตั้งกั้นเมืองอุทัยอยู่ทางทิศตะวันตกก่อนที่จะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เหมือนดั่งเป็นร่มเงาให้กับจังหวัดอุทัยทั้งจังหวัด แต่เดิมเรียกกันว่าเขาแก้ว บริเวณเชิงเขาเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญของจังหวัด คือวัดสังกัสรัตนคีรี ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2443  ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเมืองอุทัยมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่ชาวเมืองต่างให้ความเคารพศรัทธาเป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังใหม่ฝั่งตรงข้ามบันไดทางขึ้นยอดเขาสะแกกรัง

                พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปหล่อเนื้อสำริดขนาดใหญ่ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3  ศอก สร้างในสมัยพระเจ้าลิไทย ฝีมือช่างสุโขทัย ส่วนเศียรกับส่วนองค์พระเป็นคนละองค์ เข้าใจว่ามีการซ่อมแซมให้เป็นองค์เดียวกันก่อนที่จะนำมายังเมืองอุทัย  มีประวัติว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1โปรดเกล้าฯ ให้นำพระพุทธรูปชำรุดไปไว้ตามหัวเมืองต่าง ๆ  เมืองอุทัยธานีได้ รับ 3 องค์ โดยอัญเชิญลงแพมาขึ้นที่ฝั่งที่ ท่าพระ และนำขึ้นประดิษฐานอยู่ที่ วัดขวิด มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีขนาดใหญ่( คือพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบัน)  อยู่ที่ วัดขวิด ต่อมาเกิดไฟไหม้เมืองอุทัยธานีวัดขวิดถูกยุบ รวมกับวัดทุ่งแก้ว และได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้มาไว้ที่วัดสังกัสรัตนคีรีแห่งนี้  และได้ทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระเศียรพร้อมกับถวายนามว่า พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ จนเป็นชื่อเรียกมาจนถึงปัจจุบัน

บริเวณวิหารพระพุทธมงคลศักดิ์เป็นลานขนาดใหญ่ จัดให้เป็นที่จอดรถสะดวกสบาย  ด้านข้างวิหารเป็นศาลาขนาดใหญ่มีจุดบริการดอกไม้ธูปเทียนบูชา และใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนสำหรับคนที่เข้ามานมัสการพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนคนทั่วไปเข้ามากราบไหว้ขอพรพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ เป็นจำนวนมาก ในทุก ๆวัน เป็นพระพุทธรูปที่มาอุทัยแล้วก็ต้องเข้าไปนมัสการกราบไหว้ครับ หลังจากกราบไหว้ขอพรแล้วก็ต้องขึ้นไปตีระฆังศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาสะแกกรังอีกหนึ่งอย่าง ชาวอุทัยบอกว่า ถ้ามาอุทัยแล้ว ไม่ไปชมเรือนแพ ไม่มาไหว้พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์และไม่ขึ้นไปตีระฆังบนยอดเขาก็เหมือนมาไม่ถึงอุทัยธานีครับ

                ยอดเขาสะแกกรังเป็นดินแดนที่ชาวอุทัยยกให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทางขึ้นสู่ยอดเขาสะแกกรังขึ้นไปได้สองทาง คือทางรถยนต์ และจากบริเวณลานวัดจะมีบันได 449 ขั้นตัดตรงขึ้นสู่ยอดเขาสะแกกรัง  บนเขาสะแกกรังมีศาสนสถานที่สำคัญหลายแห่ง  คือพระมณฑปทรงไทยสวยงามมีนามว่าสิริมหามายากุฎาคาร ซึ่งที่บนนี้เขาเปรียบให้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ ซึ่งตามพุทธประวัติกล่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาที่เมืองกัสนคร และกลายมาเป็นชื่อวัดสังกัสรัตนคีรี ซึ่งสมมุติให้วัดเป็นกัสนคร ภายใน มณฑป ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งย้ายมาจากวัดจันทาราม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2448 ด้านหน้ามณฑปมีระฆังใบใหญ่ตั้งอยู่  พระปลัดใจและชาวอุทัยธานีร่วมกันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2443 ถือกันว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ไปเที่ยวอุทัยธานีแล้วไม่ได้ขึ้นไปตีระฆังใบนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงอุทัยธานีครับ

บนยอดเขาสะแกกรังด้านทิศเหนือพระมณฑป เป็นพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ แห่งรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีพระนามเดิมว่านายทองดี รับราชการตำแหน่งพระอักษรสุนทรศาสตร์ เสมียนตรากรมมหาดไทย และต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ครั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี (พระนามเดิมนายทองด้วง) ได้สถาปนาพระอัฐิพระบิดาเป็นสมเด็จพระชนกธิบดี เมื่อปี พ.ศ. 2338 เมืองอุทัยถือว่าเป็นเมืองต้นราชวงศ์จักรี

                พระบรมรูปของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ เป็นรูปหล่อขนาดสองเท่าขององค์จริงประทับนั่งบนแท่นพระหัตถ์ซ้ายถือดาบประจำตำแหน่งเจ้าพระยาจักรี ทั้งฝักวางบนพระเพลาซ้าย และทรงวางพระหัตถ์ขวาบนพระเพลาขวา ด้านขวามือมีพานวางพระมาลาเส้าสูง ไม่มียี่ก่า (ขนนก) สวมพระบาทด้วยรองเท้าแตะไม่หุ้มส้นพระบาท มีพิธีถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์แห่งนี้ ในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับช่วงที่ดอกสุพรรณิการ์ หรือดอกฝ้ายคำ ดอกไม้ประจำจังหวัดบานสะพรั่งอยู่บนเขาสะแกกรังสวยงามมาก ๆ ใครที่อยากร่วมในพิธีก็เชิญได้เลยตรวจสอบวันเวลาให้แน่นอนก่อนการเดินทางครับ

บนยอดเขาสะแกกรัง สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์เมืองอุทัยธานีได้อย่างกว้างขวางสวยงาม และด้านทิศตะวันตกสามารถมองเห็นวิวสวย ๆ ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้อีกด้วย และถ้าเราขึ้นมาบนยอดเขาโดยทางบันไดเราก็จะได้เดินศึกษาธรรมชาติไปได้ด้วยอีกกิจกรรมหนึ่ง บนยอดเขาอากาศดีมาก ๆ มีจุดนั่งพักผ่อนชมวิวหลายจุดและมี ศาสนสถาน ที่ให้เข้าไปไหว้พระทำบุญหลายแห่ง ทั้งวิหารพระพุทธรูปสำคัญ วิหารพระบรมสารีริกธาตุ  ศาลเจ้าจีน  เป็นต้น   มีจุดบริการอาหารเครื่องดื่มและของฝากของที่ระลึกอีกหลายอย่างหลังจากทำบุญกันแล้ว ก็เชิญแวะซื้อหากันได้เลยครับราคาไม่แพง

                เนื่องมาจากยอดเขาสะแกกรังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และวัดสังกัสรัตนคีรีเป็นวัดสำคัญ ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 (ตุลาคม) ของทุกปี ชาวอุทัยธานี จะจัดงานประเพณี ตักบาตรเทโว โดยจะจัดงานจำลองเหตุการณ์  คล้ายในพุทธประวัติมากที่สุด มีพระสงฆ์ ทุกรูปที่จำพรรษา อยู่ในอำเภอเมืองอุทัย เดินลงจากยอดเขาสะแกกรังทางบันได  เป็นภาพที่สวยงามมาก ๆเหมือนดังในพุทธประวัติ และในทุก ๆ ปี มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากทั้งชาวอุทัยธานีและคนทั่วไปเดินทางมาทำบุญกันอย่างคับคั่ง ใครที่ต้องการไปร่วมในพิธีทำบุญก็เชิญได้เลยครับ ตรวจสอบวันเวลาที่แน่นอนก่อนการเดินทาง งานเขาจัดใหญ่ทุกปี

การเดินทางมาเที่ยวเมืองอุทัย นอกจากที่เราจะได้ขึ้นเขาสะแกกรังดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว จังหวัดอุทัยยังมีที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายจุด อาทิ ล่องเรือชมวิถีชีวิตชุมชนเรือนแพแห่งเดียวในเมืองไทย ,วัดจันทาราม (วัดท่าซุง),วัดอุโบสถาราม,วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม,เกาะเทโพ,พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เดินทางเที่ยวได้แบบสบาย ๆเพราะอยู่ในตัวเมืองทั้งหมดครับ

                เขาสะแกกรังวัดสังกัสรัตนคีรี ตั้งอยู่ที่ สุดถนนท่าช้าง ในเขตเทศบาลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี  เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เช้าจนเย็น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 056-512916,056-520826 สอบถามข้อมูลก่อนการเดินทางครับ

การเดินทางมายังอุทัยธานีก็ไม่ยากครับ  เดินทางทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไปอุทัยธานีได้หลายเส้นทาง ได้แก่
1. จากถนนพหลโยธินผ่านจังหวัดสระบุรี อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาลงแพขนานยนต์ ที่อำเภอ มโนรมย์ ผ่านวัดท่าซุง (วัดจันทาราม) ศาลากลางจังหวัด เข้าตลาดอุทัยธานี รวมระยะทาง ประมาณ 305 กิโลเมตร 
2. จากทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเซีย) ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 333 แยกท่าน้ำอ้อยบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 206 ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร ผ่านหน้า โรงพยาบาลเลี้ยวซ้ายเข้าตลาดอุทัยธานี รวมเป็นระยะทางประมาณ 222 กิโลเมตร
3 เริ่มต้นจากถนนสาย 32 เช่นกัน เมื่อถึงประมาณกิโลเมตรที่ 30 (อยู่ในเขตจังหวัดอยุธยา)เลี้ยวซ้ายเข้าทาง หลวงหมายเลข 334 และจากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 309 ไปตามเส้นทาง ข้ามสะพานจังหวัดอ่างทอง จากนั้นมาตามถนนสาย311ผ่านจังหวัดสิงห์บุรี ผ่านจังหวัดชัยนาทที่อำเภอสรรพยา จากนั้นเลี้ยวเข้าเส้นทางหมายเลข 3183 เข้าจังหวัดอุทัยธานี รวมเป็นระยะทางประมาณ 283 กิโลเมตร

เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง  มีบริการเดินรถระหว่างกรุงเทพฯ-อุทัยธานีทุกวัน จากสถานีขนส่งหมอชิต 2 กิโลเมตร 11 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ทั้งรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศตั้งแต่เวลา04.30-17.50 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2936 2852 – 66 สถานีเดินรถอุทัยธานี โทร. 0 56511914, 0 56512859, 0 56511058

ขอขอบคุณที่มา…http://www.moohin.com/trips/uthaithani/watsankatrattanakhiri/

วัดพระพุทธฉาย ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี

                       
ภูมิทัศน์ภายในวัดพระพุทธฉาย                                      พระมณฑปทรงเจดีย์ ๕ ยอด อายุประมาณ ๔๐๐ ปี
                                                                           สร้างครอบรอยพระพุทธบาท  สมัยกรุงศรีอยุธยา
                                                                           คงสภาพสมบูรณ์อยู่แห่งเดียวในประเทศไทย

สถานที่ตั้ง

พระพุทธฉายเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานติดอยู่ ณ เงื้อมเขาพุทธฉาย อยู่ภายในมณฑปสองยอดบนไหล่ภูเขา บริเวณวัดพระพุทธฉายหมู่ที่ ๑ ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ทางเข้าวัดพระพุทธฉาย เป็นถนนแยกจากถนนพหลโยธิน ตรงกิโลเมตรที่ ๑๐๒ (หมู่บ้านโคกหินแร่ ตำบลหนองยาว) เข้าไป ๕ กิโลเมตร (ระยะทางตามถนนจากตัวเมืองสระบุรี ลงทางใต้ ๖ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไป ๕ กิโลเมตร) ก็จะถึงที่ประดิษฐานพระพุทธฉายได้โดยสะดวกสบาย

การค้นพบพระพุทธฉาย

สันนิษฐานว่า ได้ค้นพบในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๖๓ – ๒๑๗๑) สมัยที่ค้นพบพระพุทธฉายได้สร้างมณฑปครอบพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ เป็นสถานที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน ตลอดจนพระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อๆมา และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เป็นต้น จากพงศาวดารตำนานที่ปรากฏชัดว่า “สมเด็จพระเจ้าเสือพร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพาร ได้เสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธบาท เป็นต้น จนถึงกษัตริย์พระองค์สุดท้ายสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พระองค์ได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธฉาย ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรงุศรีอยุธยาฉบับพันจันทนมาศ (เจิม หน้า ๔๘๔ ได้ กล่าวไว้ในบท “สมโภชพระพุทธบาท” เกี่ยวกับพระพุทธฉายว่า ในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ว่า “ครั้นเดือนอ้ายเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธฉาย แรมอยู่ ๓ วัน ฯลฯ แล้วเสด็จกลับมาสมโภชพระพุทธบาท ๗ วัน”

จากประวัติและพระราชพงศาวดารดังกล่าวมาแสดงให้เห็นว่า พระพุทธฉายได้เจริญมาสมัยหนึ่งแล้ว ปรากฏจากหลักฐานและวัตถุโบราณนานับประการ ที่ยังปรากฏเป็นหลักฐานจนถึงปัจจุบันนี้ เช่น มณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธบาทบนยอดเขาลม เป็นต้น แต่เนื่องจากภัยทางสงคราม บ้านเมืองไม่สงบสุข มีการรบทัพจับศึก เกิดการระส่ำระสายเปลี่ยนแปลงแผ่นดิน บ้านเมืองเดือดร้อนดังปรากฏในประวัติศาสตร์ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา จนกว่าจะตั้งกรุงธนบุรี และกรุงเทพฯ ขึ้นเป็นเมืองหลวง พระพุทธฉายก็ได้ถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาช้านานจนชำรุดทรุดโทรมลง มณฑปเดิมซึ่งสร้างไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และศาสนสถานถาวรวัตถุต่าง ๆ ได้ขาดการดูแลเอาใจใส่ และ ภัยธรรมชาติได้ทำลายเสียหายเป็นอย่างมาก

กาลเวลาได้ผ่านมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการบูรณะฟื้นฟูพระพุทธฉายอีกครั้งหนึ่ง ตามศิลาจารึกที่ค้นพบเป็นหลักฐานว่า “พระพุทธศาสนาล่วงมาได้ ๒๓๗๔ ปีมะโรง นักษัตรจัตวาศก มีพระคุณเจ้าสมภาร ๔ วัด คือพระปลัด วัดปากเพรียว ๑ สมภารวัดบางระกำ ๑ สมภารดวงวัดเกาะเลิ่ง ๑ และสมภารวัดบางเดื่อ ๑ สมภารทั้ง ๔ พร้อมทั้งญาติโยมได้มีอุตสาหะพากันมาบูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธฉาย เป็นเวลาถึง ๗ ปี และในปีที่ ๘ จึงพระมหายิ้ม ได้มาร่วมกับสมภารทั้ง ๔ พร้อมด้วยญาติโยม ได้บูรณะปริสังขรณ์พระพุทธปฏิมากร ระเบียงมณฑป ลงลักปิดทอง บ้างจำลองลายสุวรรณอันบวร ปฏิสังขรณ์พระสถูปเจดีย์ สร้างหอระฆัง สร้างศาลา เป็นต้น ด้านบนยอดเขาได้บูรณะพระมณฑปและลานพระโมคคัลลานะ ขุดบ่อน้ำ บูรณะพระอุโบสถ และตบแต่งสถานที่เป็นเวลาอีก ๓ ปี จนถึงปีฉลูจึงเสร็จตามความประสงค์ ได้จัดมหกรรมฉลององค์พระพุทธฉาย เมื่อปีเถาะ เบญจศก” จากศิลาจารึกที่นำมาโดยสังเขปนี้ จะเห็นได้ว่าพระพุทธฉายได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาในระยะหนึ่ง กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช และสมเด็จพระพันวษาอัยยิกาเจ้า ได้เสด็จมาฟื้นฟูบูรณะพระพุทธฉาย ทรงสร้างมณฑปขึ้นใหม่เป็นมณฑปสองยอดแทนมณฑปเดิม และทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุอื่น ๆ มีเสนาสนะสงฆ์ เช่น ศาลา พระอุโบสถบนยอดเขาลม   ปฏิสังขรณ์มณฑปยอดเดี่ยวบนยอดภูเขาด้านตะวันออก  ซึ่งยังเหลือเป็นอนุสรณ์อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ นอกจากนั้นพระองค์พร้อมด้วย พระราชวงศ์และข้าราชบริพาร ยังได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธฉายอีกหลายครั้ง ดังปรากฏในประวัติศาสตร์การประพาสต้นและจดหมายเหตุ การบำเพ็ญพระราชกุศลนับเนื่องเกี่ยวกับพระพุทธฉาย เกี่ยวกับพระอุปัชณาย์รัน และพระอธิการรูปอื่น ๆ อีกมาก ให้ทรงลงพระปรมาภิไธยย่อ จปร. ติดอยู่ ณ เงื่อมผาด้านทิศตะวันตกของมณฑปพระพุทธฉายพร้อมด้วยนามาภิไธยพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งปรากฏชัดเจนจนถึงปัจจุบันนี้ ในรัชกาลต่อ ๆ มาก็ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จมาพระพุทธฉายเป็นประจำ จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอฯ ได้เสด็จมาทรงทอดผ้าพระกฐิน เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๖

พระพุทธฉายได้บูรณะซ่อมสร้างมาเป็นเวลาช้านาน ชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอย่างมาก จนทางข้าราชการร่วมกับคณะสงฆ์เห็นว่าจะปล่อยทิ้งรกร้างไว้อีกต่อไปไม่ได้ปูชนียสถานที่สำคัญจะถูกทำลายลง จึงได้ส่งพระครูพุทธฉายาภิบาล (นาค ปานรัตน์) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน มาเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๑ เพื่อบูรณะซ่อมสร้างสถานที่พระพุทธฉายให้เจริญต่อไป เจ้าอาวาสได้ซ่อมแซมใหญ่ โดยซ่อมมณฑปที่ชำรุดซึ่งสร้างไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ให้คงสภาพถาวรตามรูปทรงเดิม แล้วก่อสร้างต่อเติมชานมณฑปด้านหลังเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขึ้นไปนมัสการ ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ได้ก่อสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่แทนหลังเดิมซึ่งสร้างครั้งรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงเทพฯ บนยอดภูเขาตามเดิม ส่วนมณฑปเก่าครอบพระบาทจำลองบนยอดเขายังคงไว้เป็นอนุสรณ์ ในลำดับต่อมาได้สร้างบันไดจากพื้นล่างด้านตะวันออกพระพุทธฉายขึ้นไปจนถึงยอดภูเขายาวประมาณ ๒๗๐ ขั้น เพื่อให้ความสะดวกแก่ประชาชน จะได้ขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ข้างบน และภายในพระอุโบสถ ได้บูชารอยพระพุทธบาทจำลอง และชมวิวทิวทัศน์อันสวยสดงดงามพร้อมด้วยบูชาสักการะพระรูปพระโมคคัลลานะ ที่ได้สร้างขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ ประดิษฐานอยู่ ณ ลานพระโมคคัลลานะ ในวิหารพระปฏิมากรเป็นประหนึ่งสังเวชนียสถาน อันจะเกิดเป็นกุศลผลบุญต่อไป

การก่อสร้างซ่อมแซมพระพุทธฉายได้รับการเอาใจใส่ตลอดเวลา ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้จัดสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้น ณ ไหล่ภูเขาลมด้านทิศตะวันตกมณฑปพระพุทธฉายไว้อีก ๑ องค์ ศาสนสถานต่าง ๆ ในบริเวณลานวัดพระพุทธฉายได้บูรณะซ่อมสร้างขึ้นใหม่เสมอมา มีศาลาจตุรมุข ที่ประดิษฐานพระเชียงแสนซึ่งมีพุทธลักษณะงดงามมาก และพระปางทวาราวดี ต่อมาก็ได้สร้างพระปางอู่ทอง ประดิษฐานอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือพระปางเชียงแสน พร้อมด้วยวิหาร นอกจากนั้น ทางวัดยังได้จัดสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ อีกหลายประการ รวมทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สนามนั่งพักพาอาศัยสำหรับไว้เป็นที่สงบจิตใจสติอารมณ์เป็นอย่างดี ทางวัดได้จัดสร้างมณฑปพระพุทธฉายอีกครั้งสำเร็จเรียบร้อยโดยเปลี่ยนเป็นคอนกรีตทั้งห้อง ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะได้ถาวรอีกต่อไปเป็นเวลานาน การก่อสร้างวิหาร ศาลาการเปรียญ ศาสนสถานต่าง ๆ ทางวัดจะดำเนินการพัฒนาเป็นลำดับไป โดยไม่มีการหยุดยั้ง เพื่อจรรโลงพระพุทธฉายให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
 

สิ่งสำคัญ

๑.
 พระพุทธฉาย จากลานวัดเชิงภูเขา มีบันไดคอนกรีต (๗๒ ขั้น) ขึ้นไปยังระเบียงคต ซึ่งล้อมหน้าผา ตอนที่ปรากฏพระพุทธฉาย องค์พระพุทธฉายเป็นเส้นเงาสีแดงช้ำ แม้ไม่คมชัดก็พอให้เห็นขอบนอกพระบรมฉายาลักษณ์ได้ซึ่งสูงประมาณ ๕ เมตร ตรงเชิงหน้าผาประดิษฐานพระพุทธรูปข้างละ ๕ องค์  
 
๒.
 พระพุทธไสยาสน์ องค์ใหญ่ยาว ๑๕ วาเศษ อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ มณฑปพระพุทธฉาย ไสยาสน์ทอดองค์หันพระบาทมาทางมณฑปพระพุทธฉาย (พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ต่างกับองค์อื่น คือ พระบาทซ้ายไขว้ทับขวาซ้อนเหลื่อมกัน) และตรงหน้าผาทางด้านหลัง มีรอยจารึกพระปรมาภิไธย “จปร.” กับพระนามพระราชวงศ์องค์อื่น ๆ และพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ของพระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอฯ (เมื่อครั้งทอดผ้าพระกฐิน ๓ พ.ย. ๒๕๑๖)  
 
๓.
 วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสน และพระบาทจำลอง อยู่เชิงภูเขาระดับเดียวกับวิหารคต ใกล้ ๆ มีพระพุทธรูปปั้น ๓ องค์ (ปางเชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง ) หน้าวิหารมี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งนำมาจากลังกาประเทศ และหอระฆัง ซึ่งผู้ไปนมัสการฯ ตีดังเหง่งหง่างดังอยู่เป็นประจำทุกวัน อันเป็นที่น่าอนุโมทนาให้เกิดศรัทธาปสาทะเป็นอย่างยิ่ง และใกล้สถานที่นั้นมีถ้ำพระฤาษี ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล  
 
๔.
 พื้นด้านข้างล่าง มีสนามสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีศาลารายที่พักสงฆ์ บริเวณวัดมีกุฎีเจ้าอาวาส ศาลาจตุรมุขประดิษฐานพระปางเชียงแสน และปางทวาราวดี วิหารพระปางอู่ทอง ด้านหลังวิหารได้ก่อสร้างณาปนสถาน บริเวณด้านตะวันออกมีศาลาการเปรียญ และวิหารที่เสนาสนะสงฆ์อีกหลายประการ
 
๕.
 พระอุโบสถ อยู่บนยอดเขาพระพุทธฉาย ภายในมีพระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์เป็นประธาน ทางด้านตะวันออกของพระอุโบสถมีพระสถูป หรือมณฑปเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ประดิษฐาน พระบาทจำลอง ด้านหน้ามณฑปเป็นลานที่ชื่อว่า ลานโมคคัลลานะ ไว้เป็นที่สักการะ แทนพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ฯ
 

ติดกับเขตพุทธาวาสเป็นลำธาร มีหมู่บ้าน โรงเรียน และค่ายลูกเสือพระพุทธฉาย ค่ายลูกเสือประจำจังหวัดสระบุรี เปิดเมื่อ ๒๒ ก.พ. ๒๕๐๘ สถานที่ควรสนใจอีกประการคือ ด้านหน้าจากถนนแยกเข้าวัดพระพุทธฉาย ตรงไปอีก ๔ ก.ม. เป็นวนอุทยานแห่งชาติเขาสามหลั่น สถานที่ทัศนศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจ สมควรที่จะได้ชมเพื่อเป็นการศึกษาถึงความงามตามธรรมชาติ

ทุก ๆ ปี จะมีงานเทศกาลในเดือน ๓ ตั้งแต่ขึ้น ๑ ค่ำ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ และในเดือน ๔ ตั้งแต่ขึ้น ๘ ค่ำถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ นอกจากนั้นทางวัดได้เปิดให้นมัสการได้ทุกวัน

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย มีองค์พระพุทธฉาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงปกป้องคุ้มครองทุก ๆ ท่าน จงได้รับแต่สุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการ ฯ  



สันนิษฐานว่า  ค้นพบครั้งแรก
รัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม 
กรุงศรีอยุธยา 
ราว พ.ศ. ๒๑๖๓ – ๒๑๗๑

พ.ศ. ๒๕๓๗ พบรอย
พระพุทธบาทเบื้องขวา  วัดพระพุทธฉาย
ตรงกลางมีรอยธรรมจักร
ประทับอยู่บนพื้นหิน ยอดเขาพระพุทธฉาย 

ประวัติการค้นพบครั้งแรก

รอยพระพุทธบาทเบื้องขวา วัดพระพุทธฉาย ประทับรอยอยู่ในเนื้อหินยอดเขาลม(เขาพระพุทธฉาย) สันนิษฐานว่า มีการค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม กรุงศรีอยุธยา ในครั้งนั้นมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งออกไปถึงลังกาทวีปเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทที่เขาสุมณกูฏถูกพระสงฆ์ลังกาถามว่า รอยพระพุทธบาทที่มีอยู่ทั้งหมดนั้น เขาสุวรรณบรรพตก็อยู่ในประเทศไทยคนไทยไม่ไปบูชารอยพระพุทธบาทที่นั่นดอกหรือจึงต้องออกมาบูชาถึงลังกาทวีป พระภิกษุสงฆ์จำนวนนั้นกลับมานำความขึ้นบังคมทูลพระเจ้าทรงธรรม พระองค์จึงโปรดให้มีตราสั่งไปยังหัวเมืองเที่ยวตรวจค้นดูตามภูเขาว่าจะมีรอยพระพุทธบาทอยู่ ณ ที่แห่งใด

เมื่อค้นพบจึงโปรดให้สร้างเป็นมหาเจดียสถานมีพระมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท และโปรดให้สร้างสังฆารามแล้วทรงพระราชอุทิศที่ส่วนหนึ่งโดยรอบพระพุทธบาทและพระพุทธฉายถวายเป็นพุทธบูชาต่อมาถึงรัชสมัยพระเสือ ราว พ.ศ.๒๒๔๖-๒๒๕๑ ปรากฏว่า ทรงปฏิสังขรณ์พระมณฑปโปรดให้เปลี่ยนแปลงเป็นพระมณฑป ๕ ยอด โดยไม่มีผู้ใดซ่อมแซมอีกเลย รวมอายุของพระมณฑปนับจากสมัยพระเจ้าเสือได้ประมาณเกือบ ๔๐๐ ปี

เหตุที่พระมณฑปซึ่งมีอายุเกือบ ๔๐๐ ปี คงสภาพอยู่ได้ก็คงด้วยอำนาจความศักดิ์สิทธิ์แห่งรอยพระพุทธบาทเป็นแน่แท้ ไม่เช่นนั้นแล้วคงตั้งอยู่ไม่ได้แน่เพราะเหตุมีพายุฝนหลายครั้งหลายหนด้วยกันจนสิ่งปลูกสร้างขึ้นภายหลังยังถูกพายุฝนพัดพังพินาศจนหมดสิ้นคงเหลืออยู่แต่พระมณฑปหลังนี้เท่านั้นเป็นที่อัศจรรย์
 

 
 

รอยพระพุทธบาทจำลอง วัดพระพุทธฉาย
ก่อนพบ รอยพระพุทธบาทประทับอยู่บนหิน

 
 
ทุบพื้นซิเมนต์พบรอยพระพุทธบาท
วัดพระพุทธฉาย ประทับอยู่บนหิน

 

ประวัติการค้นพบครั้งหลัง

ปีพุทธศักราช  ๒๕๓๗  โดยกรมศิลปากรได้ตั้งงบประมาณเพื่อบูรณะซ่อมแซมพระมณฑป ๕ ยอดซึ่งชำรุดทรุดโทรมไปมากตามกาลเวลา และได้เข้าดำเนินการซ่อมแซม เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๗ การซ่อมแซมดำเนินการมาถึงเดือน  สิงหาคม  ช่างได้เคลื่อนย้ายรอยพระพุทธบาทจำลองออกไป  เพื่อจะทำการซ่อมแซมนั้น  ขณะที่เคลื่อนย้ายรอยพระพุทธบาทจำลองออกไป  และทำการทุบพื้นซีเมนต์เก่า  ก็พบว่าภายใต้พื้นปูนซีเมนต์เก่านั้น  มีทรายหยาบๆ อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อคุ้ยทรายออกจึงปรากฎเห็น  "รอยพระพุทธบาท" เด่นชัด ลักษณะเป็นรอยพระพุทธบาทเบื้องขวา  ตรงกลางมีรอยธรรมจักร  ถูกต้องตามลักษณะทุกประการ ฯ

   

 

พระพุทธฉาย (เงาพระพุทธเจ้า) คือเงาเลือนลางที่เป็นรอยประทับอยู่ที่หน้าผา เชิงเขา บริเวณวัดพระพุทธฉาย มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปยืน สันนิษฐานว่าค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดให้สร้างวัดพระพุทธฉาย ราวพ.ศ.๒๑๖๓-๒๑๗๑

ตำนานพระพุทธฉายโดยย่อ พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่เขาฆาฏกะ(เขาพระพุทธฉาย)เพื่อโปรดนายพรานฆาฏกะจนสำเร็จพระอรหันต์ ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ พระฆาฏกะได้ทูลขอให้ประทานสิ่งอันเป็นอนุสรณ์ เพื่อสักการะกราบไหว้ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงพุทธปาฏิหาริย์ให้เงาของพระองค์ติดอยู่ในเนื้อหิน ที่เงื้อมเขาพระพุทธฉายบรรพต
 

สถานที่ตั้ง

พระพุทธฉาย(เงาพระพุทธเจ้า) เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานติดอยู่ ณ เงื้อมเขาพระพุทธฉาย อยู่ภายในมณฑปสองยอดบนไหล่ภูเขา อยู่ในเขตหมู่ที่ ๑ ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ทางเข้าวัดพระพุทธฉาย เป็นถนนแยกจากถนนพหลโยธิน ตรงกิโลเมตรที่ ๑๐๒ (หมู่บ้านโคกหินแร่ ตำบลหนองยาว) เข้าไป ๕ กิโลเมตร (ระยะทางตามถนนจากตัวเมืองสระบุรี ลงทางใต้ ๖ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไป ๕ กิโลเมตร) ก็จะถึงที่ประดิษฐานพระพุทธฉายได้โดยสะดวก
 

การค้นพบ

สันนิฐานว่า พระพุทธฉาย(เงาพระพุทธเจ้า) ค้นพบในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หลังจากพบรอยพระพุทธบาท วัดพระพุทธฉาย ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๖๓-๒๑๗๑) สมัยที่ค้นพบพระพุทธฉายได้สร้างพระมณฑปครอบพระบรมฉายาลักษณ์ไว้เป็นสถานที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน ตลอดจนพระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อมา และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เป็นต้น  จากพงศวดารตำนานที่ปรากฎชัดว่า "สมเด็จพระเจ้าเสือพร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์และข้าราชการบริพาร ได้เสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธฉาย แล้วเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท  เป็นต้น  จนถึงกษัตริย์พระองค์สุดท้ายสมัยกรุงศรีอยุธยา  สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พระองค์ได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธฉายก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ๓ ปี (พ.ศ.๒๓๐๗) ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนมาศ (เจิม) หน้า ๔๘๔  ได้กล่าวไว้ในบท "สมโภชพระพุทธฉาย" เกี่ยวกับพระพุทธฉายว่า  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ว่า "ครั้นเดือนอ้ายเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธฉาย  แรมอยู่  ๓  วัน  ฯลฯ แล้วเสด็จกลับมาสมโภชพระพุทธบาท  ๗  วัน"

จากประวัติและพระราชพงศาวดารดังกล่าวมาแสดงให้เห็นว่า  พระพุทธฉายได้เจริญมาสมัยหนึ่งแล้ว ปรากฎจากหลักฐานและวัตถุโบราณนานับประการ  ที่ยังปรากฎเป็นหลักฐานจนถึงปัจจุบันนี้ เช่นมณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขาลม  วัดพระพุทธฉาย  เป็นต้น  แต่เนื่องจากภัยทางสงคราม บ้านเมืองไม่สงบสุข มีการรบทัพจับศึก เกิดการระส่ำระสายเปลี่ยนแปลงแผ่นดินบ้านเมืองเดือดร้อน  ดังปรากฎในประวัติศาสตร์ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาจนกว่าจะตั้งกรุงธนบุรี และกรุงเทพฯ ขึ้นเป็นเมืองหลวง พระพุทธฉายก็ได้ถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาช้านานจนชำรุดทรุดโทรมลง มณฑปเดิมซึ่งสร้างไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และศาสนสถานถาวรวัตถุต่างๆ ได้ขาดการดูแลเอาใจใส่และภัยธรรมชาติได้ทำลายเสียหายเป็นอย่างมาก

กาลเวลาได้ผ่านมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการบูรณะฟื้นฟูพระพุทธฉายอีกครั้งหนึ่ง ตามศิลาจารึกที่ค้นพบเป็นหลักฐานว่า "พระพุทธศาสนาล่วงมาได้  ๒๓๗๔ ปีมะโรง นักษัตรจัตวาศก  มีพระคุณเจ้าสมภาร ๔ วัด คือพระปลัดวัดปากเพรียว ๑ สมภารวัดบางระกำ ๑ สมภารดวง วัดเกาะเลิ่ง ๑ และสมภารวัดบางเดื่อ ๑ สมภารทั้ง ๔ พร้อมทั้งญาติโยมได้มีอุสาหะพากันมาบูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธฉาย เป็นเวลาถึง ๗ ปี และในปีที่ ๘ จึงพระมหายิ้ม ได้มาร่วมกับสมภารทั้ง ๔ พร้อมด้วยญาติโยม ได้บูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธปฏิมากรระเบียงมณฑป  ลงลักปิดทอง บ้างจำลองลายสุวรรณอันบวร ปฏิสังขรณ์พระสถูปเจดีย์ สร้างหอระฆัง สร้างศาลา เป็นต้น ด้านยอดเขา ได้บูรณะพระมณฑปและลานพระโมคคัลลานะขุดสระบ่อน้ำ  บูรณะพระอุโบสถ และตบแต่งสถานที่เป็นเวลาอีก ๓ ปี จนถึงปีฉลูจึงเสด็จตามความประสงค์ ได้จัดมหกรรมฉลององค์พระพุทธฉาย เมื่อปีเถาะ เบญจศก"  จากศิลาจารึกที่นำมาโดยสังเขปนี้ จะเห็นได้ว่าพระพุทธฉายได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาในระยะหนึ่ง กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช และสมเด็จพระพันวษาอัยยิกาเจ้า ได้เสด็จมาฟื้นฟูบูรณะพระพุทธฉายทรงสร้างมณฑปขึ้นใหม่เป็นมณฑปสองยอดแทนมณฑปเดิม และทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุอื่นๆ มีเสนาสนะสงฆ์  เช่น  ศาลา  พระอุโบสถบนยอดเขาพระพุทธฉาย ปฏิสังขรณ์มณฑปครอบรอยพระบาทจำลองยอดเดี่ยว บนยอดภูเขาด้านตะวันออกพระอุโบสถบริเวณลานพระโมคคัลลานะ วัดพระพุทธฉาย  ซึ่งยังเหลือเป็นอนุสรณ์อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ นอกจากนั้นพระองค์พร้อมด้วยพระราชวงศ์และข้าราชบริพาร ยังได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธฉายอีกหลายครั้ง  ดังปรากฎในประวัติศาสตร์การประพาสต้นและจดหมายเหตุ การบำเพ็ญพระราชกุศลนับเนื่องเกี่ยวกับพระพุทธฉาย เกี่ยวกับพระอุปัชฌาย์รัน และพระอธิการรูปอื่นๆ อีกมาก  ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยย่อ  จปร.  ติดอยู่  ณ  เงื้อมผาด้านทิศตะวันตกของพระมณฑปพระพุทธฉาย  พร้อมด้วยนามาภิไธยพระบรมวงศานุวงศ์  ซึ่งปรากฎชัดจนถึงปัจจุบันนี้  ในรัชกาลต่อๆ มาก็ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จมาพระพุทธฉายเป็นประจำ จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน  พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  และพระเจ้าลูกเธอฯ ได้เสด็จมาทรงทอดผ้าพระกฐิน เมื่อวันที่  ๓ พฤศจิกายน  ๒๕๑๖

พระพุทธฉายได้บูรณะซ่อมสร้างมาเป็นเวลาช้านาน ชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอย่างมาก จนทางข้าราชการร่วมกับคณะสงฆ์เห็นว่าจะปล่อยทิ้งรกร้างไว้อีกต่อไปไม่ได้  ปูชนียสถานที่สำคัญจะถูกทำลายลง จึงได้ส่ง พระครูพุทธฉายภิบาล (นาค  ปานรัตน์)  มาเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๑  เพื่อบูรณะซ่อมสร้างสถานที่พระพุทธฉายให้เจริญต่อไป เจ้าอาวาสได้ซ่อมแซมใหญ่ โดยซ่อมที่มณฑปที่ชำรุดซึ่งสร้างไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงเทพฯ บนยอดภูเขาตามเดิม ส่วนมณฑปเก่าครอบพระบาทจำลองบนยอดเขายังคงไว้เป็นอนุสรณ์ ในลำดับต่อมาได้สร้างบันไดจากพื้นล่างด้านตะวันออกพระพุทธฉายขึ้นไปจนถึงยอดภูเขายาวประมาณ ๒๗๐ ขั้น เพื่อให้ความสะดวกแก่ประชาชน จะได้ขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปปางต่างๆ ข้างบนและภายในอุโบสถ  โดยบูชารอยพระพุทธบาทจำลองและชมวิวทิวทัศน์อันสวยสดงดงาม พร้อมด้วยบูชาสักการะพระรูปพระโมคคัลลานะ  ที่ได้สร้างขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖  ประดิษฐานอยู่ ณ ลานพระโมคคัลลานะ ในวิหารพระปฏิมากรเป็นประหนึ่งสังเวชนียสถานอันจะเกิดเป็นกุศลผลบุญต่อไป

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล…
http://www.watphraphutthachai.com/watphrabuddhachay/boransatan/boran8.htm

วัดโพธิสัตว์บรรพตนิมิตร อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

   กว่า 4 ปีบนผืนแผ่นดินบริเวณแห่งนี้ที่ได้ก่อกำเนิดเป็น วัดโพธิ์สัตว์บรรพตนิมิต มีเส้นทางการเดินทางและความเป็นมาของพระนักสู้แห่งกองทัพธรรมรูปหนึ่ง ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็น เทพเจ้าแห่งเมืองนักรบ เมืองด่านหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินสยามแต่โบราณกาลด้วยกองกำลังทหาร แต่สำหรับ ครูบาบุญคุ้ม กลับปกป้องกองทัพแห่งธรรม ด้วยคำกล่าวประโยคหนึ่งที่ยึดหัวใจคนทั้งปวงว่า “ สงบนิ่งชนะทุกสรรพสิ่ง”  ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวทั้งปวง จากพระธุดงค์ ผู้ปฎิบัติกรรมฐานวิปัสสนา ตามป่าเขาลำเนาไพรเพื่อยกจิตวิญญาณให้เข้าถึงหลักแห่งอมตะธรรม โดยน้อมนำพระธรรมคำสั่งสอน แห่งองค์พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ไปใคร่ครวญและปฏิบัติตามแล้วจึงนำคำสั่งสอนที่ ปฏิบัติ แล้วนั้นมาเผยแพร่แก่สาธุชน หลายคนฟังจากท่านแล้ว ซาบซึ้งตรึงใจและได้ข้อคิดพิจารณาว่าทำอย่างไร

เราจะมุ่งเข้าสู่ทางธรรมที่ถูกต้อง เป็น สัมมาทิฐิ นอกจากนี้ครูบาบุญคุ้มยังได้ริเริ่ม สร้างปูชนียะวัตถุขึ้น เพื่อเป็นการประกาศพระพุทธศาสนาทางด้านรูปธรรมคือจุดเริ่มต้น ให้เป็นจุดยึดเหนี่ยวก่อนการเข้าสู่หนทางการละเอียดแยบคายคือการได้รับฟังธรรม เพื่อการเข้าถึงธรรมต่อไป จากชีวิตในวัยเด็กที่แสนจะลำบากในครอบครัวที่มีพี่น้อง 7 คน เป็นผู้หญิง 2 คน ผู้ชาย 5 ของ บิดาชื่อนายหุ้ม และ มารดาชื่อนางสม โดยครูบาบุญคุ้มมีชื่อเดิมคือ อภิลักษณ์ ทาสีเพชร เป็นคนที่ 4 เกิดเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2509  ปีมะเมีย ที่ บ้านดอนฮี  อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ในวัยเด็กของครูบาบุญคุ้มนั้น ออกจะผิดแผกไปจากเด็กในวัยเดียวกันโดยทั่วไป ไม่ค่อยได้รวมกลุ่มเล่นกับเพื่อนๆ แต่ชอบจะหาผ้าห่ม มาคลุมตัวเล่นเป็นพระ แม้แต่เงินก็ไม่ขอพ่อแม่แต่ใช้วิธีไปหาผักมาขายขายได้สตางค์มาก็เก็บไว้ จนในที่สุดได้บรรพชาสามเณรตั้งแต่เยาว์วัยศึกษาเล่าเรียนจาก หลวงปู่หล้า เขมปัตโต แห่งวัดปู่จ้อก้อ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ท่านเป็นอาจารย์ สายวิปัสสนาของ หลวงปู่มั่น ภูริทัต พระบุพพาจารย์ใหญ่ ด้านวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเมื่อเติบใหญ่พอจะออกธุดงค์ได้ ได้ธุดงค์ไปจนถึงจังหวัดเชียงใหม่ ได้ไปนมัสการ หลวงปู่หล้า จันโท วัดป่าตองตึง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และน้อมถวายตัวเป็นศิษย์ จากนั้นได้ฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่เกษม เขมโก แห่ง สำนักสุสานไตรลักษณ์ จังหวัด ลำปาง ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้อยู่ในระยะหนึ่งครูบาบุญคุ้มได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในวันเดียวกับที่ ประชุมเพลิงหลวงปู่หล้า วัดปู่จ้อก้อ มี พระครูจันทวิสุทธา วัดศรีมงคล เหนือ จังหวัดมุกดาหาร เป็น พระอุปปัชฌาย์ พระครูมุกดาหารโมลี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระประยูร   กันยาศีโล เป็น พระอนุสาวนาจารย์  ภายหลังได้ลาครูบาอาจารย์ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อศึกษาหลักธรรมไปตามจังหวัดต่างๆ ทั้งในเขตพม่าและเขตเขมร กระทั่งเมื่อได้ ธุดงค์
ผ่านจังหวัด สุพรรณบุรี มาถึงพระแท่นดงรัง ได้อยู่ที่นั่น 1 ปี พยายามพาลูกศิษย์สร้างสำนักสงฆ์ขึ้น แต่ก็มีปัญหา ก่อนตัดสินใจอะไร ครูบาบุญคุ้มเหมือนจะมีจิตสัมผัสก่อนทุกครั้ง เวลานั้นครูบาบุญคุ้มได้มีสัมผัสขึ้นว่ามีอุปสรรคเกิดขึ้นที่พระแท่นดงรัง หลังจากนั้น ก็เกิดนิมิตขึ้นว่าเห็นตัวเองไปยืนอยู่หน้าโบสถ์ แต่ว่าโบสถ์หลังเก่ามาก ในที่สุดก็มีคนขัดขวางอาตมาทำไม่ได้ จนกระทั่ง วันหนึ่ง คิดไปคิดมาว่าไม่สบายก็อยากสึก แต่พอตกกลางคืนก็เกิดนิมิตขึ้นเห็นพระประธานองค์ใหญ่มากมีแสงสีทองพุ่งออกมาโดนครูบาบุญคุ้ม  ตัวครูบาบุญคุ้มก็เป็นสีทองหมดเลย พอตื่นเช้าก็เจอพระธุดงค์จึงชวนกันออกธุดงค์ ไปทางทิศตะวันตก เรื่อยๆ
จนมาแยกกับเพื่อนที่ สะพานสมเด็จพระสังฆราช จังหวัด กาญจนบุรี ครูบาบุญคุ้มได้เดินทางถึง ตำบล หนองหญ้า เข้าไปบำเพ็ญอยู่ในภูเขา ลูกหนึ่งอยู่ใน ช่องเขา เรียกว่า ทางผ่านเขาช่องเสด็จ ตกกลางคืนได้นิมิตว่ามีคนใส่ชุดขาวมีความรู้สึกเหมือน เจ้าแม่กวนอิม และนำฉัตรมาถวาย 4 ต้น อาตมามีความรู้สึกว่าอาตมาจะต้องสร้างวัด ต้องเผยแพร่ธรรม แก่ศิษย์ เมื่อไปอยู่ในถ้ำทางเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้มาขับไล่ให้ออกไป แต่ครูบาบุญคุ้มท่านได้บอกว่า มาแสวงหาความเงียบสงบสันโดษเท่านั้น ไม่ได้เคยคิดจะเอาอะไรติดไม้ติดมือไปจนในที่สุดเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ก็ได้ตกลงให้ครูบาบุญคุ้มท่านอยู่บำเพ็ญต่อไป และสืบสานภูมิปัญญาล้านนา อยู่มาวันหนึ่งครูมาบุญคุ้มได้คิดอยากเดินทางกลับ ใจจะเลือกว่าจะกลับระหว่าง จ.เชียงใหม่หรือว่าจะกลับไปที่บ้านเกิดคือจังหวัดยโสธร ดีในช่วงนั้นได้มีชาวบ้านได้เกิดแรงศรัทธาบอกว่ามีที่ดินแห่งนึ่งนิมิตให้ครูบาบุญคุ้มไปอยู่ เมื่อเข้าไปอยู่จึงรู้ว่ากันดารมากน้ำและไฟฟ้ายังไม่มี ซึ่งก็คือที่สร้างสำนักสงฆ์วัดโพธิ์สัตย์บรรพตนี่เอง

จากนั้นครูบาเจ้าบุญคุ้มได้นำธูปจำนวน ๑๙ ดอก มาจุดอธิษฐาน ปรากฏว่ามีผึ้งจำนวนมากเกาะทำรังใหญ่บนต้นตะโก มีความรู้สึกว่า วันนี้ฤกษ์งามยามดี

.ต่อมาตั้งจิตอธิษฐานว่า หากว่าข้าพเจ้ามีบารมี ขอให้ข้าพเจ้าได้น้ำ ขอให้ข้าพเจ้ามีลูกศิษย์ลูกหามาช่วยสร้างวัดภายใน ๑ ปี ข้าพเจ้าจะบวชตลอดชีวิต และปฏิบัติธธรรมรับใช้พระพุทธศาสนา เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชั่วกาลนาน
วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2544 ได้รับบริจาคที่ดิน 2 ไร่จึงปลูกกุฏิเป็นเพิงแฝก และได้เข้าไปอยู่ในวันที่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 มีสามเณร 3-4 รูปได้มาขออยู่อาศัยด้วย มีอยู่คืนหนึ่งฝนตกหนักมีพายุใหญ่เณรหนาวมากครูบาบุญคุ้มจึงนำจีวรไปคลุมไว้เป็นช่องๆและคลุมตัวเองกันหนาวแต่ทุกๆคนเปียกหมด พอรุ่งเช้าครูบาบุญคุ้มได้บอกแก่สามเณรว่าสึกเถอะลูกเณรมันเป็นทุกข์ แต่ตรงนั้นสามเณรกลับไม่สึกอยากอยู่ด้วยกันแต่อยู่ด้วยความยากลำบาก ไปบิณฑบาตได้ข้าวมาฉันนิดหน่อย

ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครูบาบุญคุ้มได้คิดจะสร้างวัดขึ้นให้ได้ ตกกลางคืนคืนหนึ่งครูบาบุญคุ้มได้นิมิตว่ามีคนหามเสลี่ยงเป็นแถวเต็มไปหมดเหมือนคณะเจ้าเมืองเก่าๆ มากราบครูบาบุญคุ้มและได้พูดขึ้นว่าสถานที่นี้ต่อไปจะมีความเจริญรุ่งเรืองจะมีคนมีบุญบารมีมาก่อสร้างวัดให้ หลังจากนั้นไม่นานมีชาวสวิตเซอร์แลนด์และอุบาสกอุบาสิกาบอกความประสงค์ว่า จะร่วมกันสร้างกุฏิสงฆ์ให้สัก11 หลังพร้อมศาลา ครูบาบุญคุ้ม ท่านบอกว่าเป็นไปไม่ได้เพียงแต่ระยะเดือนกว่าๆ หลังจากนั้นอีกเดือนก็ปรากฏผลขึ้นเขาเริ่มลงมือสร้างกุฏิให้ 11 หลัง หลังละประมาณ 8-9 หมื่นบาท เป็นกุฏิทรงล้านนาทั้งหมด ตามที่ครูบาบุญคุ้มฝันเห็นและสร้างศาลาการเปรียญอีก 1 หลังมี 6 ห้อง ใช้ปัจจัยในการสร้างทั้งสิ้น 2-3 ล้านบาท พร้อมทั้งถมที่ให้ด้วย หลังจากได้สร้างกุฏิเสร็จแล้วครูบาบุญคุ้มยังมิได้ย้ายเข้าไปยังอาศัยอยู่ในกุฏิแฝกเพราะกุฏิยังไม่เสร็จและก่อนถึงวันเกิดในเดือนมิถุนายนจะมีคนมาสร้างกุฏิให้ครูบาบุญคุ้มก็ยังไม่เชื่อแต่ไม่นานชาวสวิตเซอร์แลนด์ ขนไม้มาจอดที่ด้านหน้าวัดมาบอกว่าจะสร้างกุฏิให้และหาที่ตั้งกุฏิปัจจุบันข้างกุฏิเขาขุดดินไปขายทิ้งไว้เป็นบ่อร้างมาแต่เดิม บ่อนั้นเก็บน้ำไม่ได้ครูบาบุญคุ้มได้ให้สร้างกุฏิตั้งไว้ที่ด้านข้างบ่อดินจะเกิดความอุดมสมบูรณ์และหันหลังพิงเขาใหญ่เหมือนมีแขนสองข้างโอบล้อมเรา ต่อมาครูบาบุญคุ้มได้ฝันเหมือนมีคนบอกในฝันว่า ครูบาเจ้าท่านอย่าได้ทุกข์ใจเรื่องน้ำต่อไปหากท่านได้น้ำให้ท่านเดินหาต้นมะขามเทศ หากเจอต้นมะขามเทศให้เจาะน้ำได้เลย และในฝันมีคาถามาให้ 3 บท สวดแล้วให้เอาสิ่งมงคลไปโปรยลงในน้ำต่อไปน้ำจะเต็มบ่อทำให้วัดของท่านอุดมสมบูรณ์เขียวขจีชั่วนาตาปีซึ่งเมื่อเจาะแล้วได้น้ำอุดมสมบูรณ์มาจนกระทั่งทุกวันนี้มีบางคนถามครูบาบุญคุ้มว่าท่านเป็นพระกรรมฐานทำไมสร้างวัดใหญ่โตมโหฬาร และเน้นขนบธรรมเนียมประเพณีศิลปะล้านนา ซึ่งถ้าไม่มีประเพณีต่อ ครูบาเจ้าบุญคุ้มว่าต่อไปจะมีแต่คนป่าถอดผ้าเดินเพราะเดี๋ยวนี้เขานุ่งผ้าเหนือสะดือกันแล้ว

หลากหลายสิ่งหลากหลายอย่างที่ท่านบรรจงสร้างขึ้นในบวรพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเนรมิตสิ่งก่อสร้างต่างๆขึ้นที่ วัดโพธิ์สัตย์บรรพตนิมิตหมายรวมถึงการ เคร่งครัดปฏิบัติจนเป็นที่ศรัทธาในหมู่พุทธศาสนิกชน เรียกว่าคลองใจชาวพุทธก็ว่าได้ ลุ่มแม่น้ำแควมีพระดีชื่อครูบาเจ้าบุญคุ้มผู้เปรียบเสมือนดวงใจของชาวลุ่มน้ำแควเป็นพระแท้ที่ผู้คนศรัทธาในญาณบารมี น้ำใจไม่เคยเหือดแห้งสาดส่องดุจแสงสุรีย์เบิกฟ้านี่คือคำกล่าวที่สะท้อนตัวตนของท่านอย่างแท้จริง ครูบาเจ้าบุญคุ้มกล่าวว่าจุดที่สำคัญของการเผยแพร่ธรรมผู้ฟังจะต้องได้รับผลที่เกิดขึ้นคือสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเพราะผู้มีธรรมจะแก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้ ผู้ที่แสดงธรรมต้องมีเป้าหมายที่จะกล่าวธรรมออกไปการแสดงธรรมจึงนะเกิดผลสำเร็จกับผู้รับธรรม ครูบาเจ้าบุญคุ้มเป็นผู้สืบทอดสายครูบามาจากเมืองเหนือผู้ที่ไปกราบท่านหลายคนต่างรู้สึกชื่นใจเย็นใจ จากพระธรรมที่ท่านเทศนาและเมตตา บารมี ที่ท่านแผ่ออกมา คนที่มาหาท่านด้วยความทุกข์ใจก็มากมาหาของดีก็มากที่มาฟังด้วยความรู้จริงในทางสายอริยมรรคหลากหลายเหตุผลที่ต้องการมาพบครูบาเจ้าบุญคุ้มล้วนไม่มีผิดหวังเพราะครูบาเจ้า ท่านเป็นสายพระเกจิและสายนักปฏิบัติสำหรับท่านที่ต้องการกำลังใจ ท่านก็มีวัตถุมงคลช่วยเสริมกำลังใจซึ่งหลายท่านนำพกติดตัวซึ่งก็ได้ผลดีมีประสบการณ์ด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งเป็นสุดยอดเครื่องรางตะกรุดไผ่ตัน อันเป็นอันเป็นเครื่องรางของดีที่ครูบาเจ้าบุญคุ้มพกติดตัวตลอดนั้นว่ากันว่ามีพุทธคุณทั้งแก้และกันของไม่ดีต่างๆทั้งยังเป็น เมตตามหานิยมได้ด้วยตะกรุดไผ่ตันที่ครูบาเจ้าบุญคุ้มพกติดตัวนั้นเป็น ของดีที่ได้จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ และถ่ายทอดสุดยอดเคล็ดวิชานี้ให้กับท่าน ทั้งศิษย์ใกล้ไกลต่างถวิลหาอยู่เนืองๆ สมัยที่เดินธุดงค์อยู่ในป่าเขาครูบาเจ้าบุญคุ้มก็ได้สิ่งมงคลนี้ปัดเป่าเภทภัย และคุ้มครอง ภยันตราย จากคุณไสย มนต์ดำที่คนเล่นของส่งมาลองภูมิซึ่งครูบาท่านรู้อยู่เต็มอกจึงตั้งจิตเจริญสมาธิแผ่เมตตาและ บริกรรมพุทธาคม กำกับด้วยตะกรุดไผ่ตันที่ประดุจพลังพุทธเวทย์ทุกวันจนเกิดเป็นพลังมวลสารศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธานุภาพมหาศาลสามารถต้านทานสิ่งอัปมงคลมิให้เข้าสู่ตัวได้ นอกจากตะกรุดตันแล้วครูบาเจ้ายังได้เก็บผงพิเศษที่ได้จากการสร้างตะกรุดไผ่ตันมาจัดสร้างวัตถุมงคลชุดพิเศษนั่นคือ พระผงรูปเหมือนมงคลจักรวาล พระผงรูปเหมือนมงคลจักรวาลนี้ เป็นของดีที่รวมอนุภาพพลัง วิเศษที่สุดของที่สุด นั่นคือตะกรุดเงิน ทุกองค์ตอกหมายเลขกำกับ เช่น พญาครุฑออกศึก พญาครุฑออกทัพสยบความจน ของดีที่ผ่านการปลุกเสกหนุนชาติ จากพลังจิตของครูบาเจ้าบุญคุ้มล้วนเป็นเครื่องรางของขลังที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เว้นแม้แต่ พระท่ากระดาน พระปิดตาแร่เหล็กไหลมหาลาภ พระยาจระเข้ เมตตาค้าขายดี ตะกรุดข้อมือ สร้อยคอกะลาตาเดียว ราหูอมจันทร์ ไม้ขนุนแก่ 12 นักษัตร นกคุ้มมหาลาภ พระผงพิมพ์น้ำตาลแว่นโภคทรัพย์ กำไลข้อมือตะกรุดเงินแคล้วคลาด พญาครุฑมหาอำนาจและอื่นๆอีกมากมาย หากใครมีไว้พกติดตัวและเวลานำออกไปใช้ตั้งจิตอธิฐานถึงบารมีครูบาเจ้าบุญคุ้มจะคุ้มครองป้องกันภัยและบันดารโชคลาภได้ราวปาฏิหาริย์สิ่งสำคัญที่ทำให้ครูบาเจ้าบุญคุ้มเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา นอกเหนือจากการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและวัตถุมงคลที่โด่งดัง ยังมีเรื่องของการอนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนาอีกด้วย
.  

สืบสานภูมิปัญญาล้านนา ครูบาเจ้าบุญคุ้มเป็นผู้สืบสานด้วยการแห่ตุงและเสลี่ยงภายในวัดและในตัวเมืองกาญจนบุรี ท่านเล่าขานตำนานตุงว่าเริ่มเทศกาลสงกรานต์หรือวันปีใหม่ของไทยชาวล้านนามักมีการประดับธงหรือตุงจะมีสีและลวดลายทั้งที่ทำจากผ้า กระดาษและวัตถุอื่นๆมีการใช้ตุงปรากฏเป็นหลักฐานนานนับพันปี และพัฒนาไปตามความเชื่อในแต่ละสังคมจนใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน การใช้ตุงทางภาคเหนือปรากฏเป็นหลักฐานเป็นครั้งแรกในพระธาตุดอยตุงชาวเหนือนิยมใช้ตุงในการประกอบพิธีกรรมต่างๆทั้งทางศาสนาและพิธีที่เกี่ยวกับชีวิตงานเทศกาลและเฉลิมฉลองต่างๆตามคติความเชื่อการจัดงานของท่านครูบาเจ้าบุญคุ้มบาทเดียวก็ไม่มี ขอขอบคุณเทวดาหรือผู้มาร่วมงานเทวดาทั้งหมดในนี้ คนใดฟังเทศน์จิตใจในขณะนั้นเป็นพรหมคนใดรักษาศีลขึ้นสู่ไตรลักษณ์ เค้าเรียกเริ่มเป็นอนาคามี คนใดไม่ฟังเทศน์หรือฟังธรรมระวังจะเกิดไปเป็นเปรตอสุรกายคือมีแต่โลภอยากได้ของเค้า คิดแต่กอบโกยแต่อนาคตของเราไม่แน่ว่าเมื่อใดยังมีชีวิตต้องทำความดีที่สุด คืออนาคตอย่างตรงนี้ไม่ใช่คิดว่าพรุ่งนี้จะได้เท่าไหร่ จะถูกโกง ใครจะมาทวงหนี้ ถ้าอนาคตมี ไม่เป็นไรวางในเป็นกลาง มัชฌิมา
และให้ถือคติสงบนิ่งชนะทุกสรรพสิ่งไม่ว่าอะไรมารุมเร้าให้นิ่งๆใครว่าเราให้เฉยๆ ให้เราเอาคนเหล่านั้นเป็นครูเราจะไม่เป็นคนอย่างนั้นกล่าวในวันสงกรานต์นำศิลปวัฒนธรรมประเพณีเผยแพร่ว่าครูบาว่างานใดก็ตามหากว่าตามหากว่าเรามีความตั้งใจ หากว่าเรามีความเชื่อมั่น หากว่าสิ่งนี้เราทำลงไปทำคุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมให้คนส่วนมากได้มีความชื่นชมยินดีและผู้ที่อยากจะทำหรือสืบสานไม่ให้สิ่งเก่าแก่ที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณที่สืบทอดกันมายังรุ่นหลังตั้งแต่รุ่นของปู่ย่าตาทวดได้สูญหาย หรือเป็นวัฒนธรรมที่โดดเด่นมีความงามและความอ่อนโยนอยู่ในตัวเอง มีศิลปะอันงดงามบ่งบอกสิ่งที่ดีสิ่งที่สวย และยังบ่งบอกถึงอนาคตบอกถึงอดีตให้เราได้รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างครูบาท่านว่าเป็นธรรมะชนิดหนึ่ง หากใครมองทะลุได้ ศิลปะวัฒนธรรมประเพณี เป็นบ่อเกิดแห่งพลังสามัคคีให้แก่คนที่รักคำว่าพุทธ พุทธ คือเบ่งบาน จะเป็นศีลก็ได้ จะเป็นสมาธิอย่างเช่น มาร้อยดอกไม้หากว่าเราไม่มีจิตดี สมาธิไม่ดี ใจไม่ดี เราร้อยดอกไม้ไม่ได้สวยไหนจะสอดด้ายลงรูเข็มจับมันใส่ลงรูเข็มนั้นนิดเดียว เปรียบเสมือนธรรมะ เราจะนำด้ายแยงเข้าไปในรูเข็ม เราจะต้องมีสมาธิที่ดีอย่ามองการตบแต่งถ้าให้เกิดความสวยงามแต่หารู้ไม่ว่ามันลำบากกว่าจะได้มาลำบากมาก ผู้ที่จะอนุรักษ์ประเพณีนั้นต้องรักมันจริงๆ ครูบาเจ้าบุญคุ้มท่านยกตัวอย่างยุกต์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามถ้าคนรุ่นใหม่เห็นประเพณีชอบทุกคน แต่ว่าใครจะทำให้โดดเด่นสำคัญกว่า ต่อสังคม หรือต่อประเทศชาติ สมาธิสำคัญเบื้องหลังการทำงานสืบสานประเพณีกว่าจะออกมาได้อย่างสวยงามมันลำบากมาก เปรียบเสมือนการปฏิบัติธรรม เราบวชมาตั้งแต่เด็กๆ บวชมาตั้งแต่เณรกว่าเราจะฝ่ากิเลสไม่ลุ่มหลงไม่ยึดติด เหมือนกับการปฏิบัติมารักษาประเพณี หรือการตบแต่งขบวนบุพชาติหรือมาต้องลายคือการฉลุลายออกมาให้เป็นภาพที่เก่าแก่นำติดกับไม้ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้างทำให้เกิดความสวยงาม ก็เปรียบเสมือนกับการแสดงธรรมนำมาแต่งนำมาเสริมจิตใจที่มันหายไปให้เกิดพลังที่สวยงาม วันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่คิดพิจาณาประเพณีจะเป็นตัวช่วย พระพุทธศาสนาให้คงอยู่ยืนนานได้ ประเพณีหรือวัฒนธรรมสำคัญ วัฒนธรรมก็คือการรักษาลูกหลานของเขา ประเพณีจะต้องกตัญญูกตเวทิตา ลูกหลานเราอยู่ที่ไหนก็เรียกมารวมกันเรียกว่ารวมพลัง เช่นประเพณีสงกรานต์ ตักบาตรเทโว เข้าพรรษาเป็นต้น จุดมุ่งหมายในการสร้างตุงจึงทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาสร้างกุศลให้ตนเองและอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะได้พ้นจากเวรกรรมและได้ขึ้นสวรรค์ โดยเฉพาะภัยที่เชื่อว่าเกิดจากภูตผีปีศาจ หรือบาปกรรมทั้งหลาย และยังใช้ในทางไสยศาสตร์หรือพิธีกรรมเทศกาลต่างๆ เช่นพิธีสวดพุทธมนต์ พิธีสืบชะตา งานปอยหลวง ทอดกฐิน ประเพณีสงกรานต์ หรืองานอวมงคลเกี่ยวกับคนตาย ปัจจุบันชาวล้านนาส่วนใหญ่ ก็ยังนิยมสร้างตุงเพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆงานเทศกาลหรือเฉลิมฉลองเราจึงเห็นตุงประดับประดาตามสถานที่จัดงานต่างๆเพื่อ ความสวยงามแต่ทั้งนี้ควรนำตุงไปใช้ให้เหมาะสม เพราะหากไม่มีการอนุรักษ์หรือศึกษารูปแบบตามคติความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ตุงให้เข้าใจ อย่างถ่องแท้ ก่อนนำไปใช้แล้ว อนาคต การใช้ตุงในพิธีต่างๆตามความเชื่อเดิมอาจจะถูกดัดแปลงให้ผิดเพี้ยนไปในที่สุด ครูบาเจ้าบุญคุ้มจึงได้สืบสานประเพณี แห่ตุงแบบวัฒนธรรมล้านนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาให้เป็น มรดกธรรม มรดกไทย มรดกโลก ต่อไป
 
  

..สำหรับการสร้างเสนาสนะต่างๆ ภายในวัดโพธิสัตว์ ที่สวยงามเหมือนเข้าสู่แดนสวรรค์ ครูบาเจ้าบุญคุ้ม บอกว่า เป้าหมายแรกเพื่อต้องการให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่า ความสามารถของคนไทย และพระพุทธศาสนายั่งยืนอยู่ได้มาจากพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ การสร้างทุกสิ่งขึ้นมาในวัดมาจากเม็ดเงินอันบริสุทธิ์ของชาวพุทธที่นำมาสร้างศิลปะและวัฒนธรรมประดับประเทศชาติ มาประดับไว้ใน จ.กาญจนบุรี เพื่อให้คนที่มาได้นำไปปฏิบัติและเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป

.เป้าหมายที่สอง คือการขยายอาณาเขตเอาไว้อบรมจริยธรรมเด็กนักเรียนชั้นมัธยมที่กำลังหลงใหลในการเที่ยวเตร่ หลงในโลกีย์ต่างๆ ที่กำลังสูญเสียอย่างมาก การสร้างสถานบำบัดจิตของคนที่กำลังจิตตก รวมทั้งเป็นสถานที่เพื่อรองรับคนที่มาปฏิบัติธรรม

.ในอนาคตอันใกล้ ที่เป็นความหวังอันสูงสุดคิดไว้ว่า จะสร้างโรงพยาบาลรักษาคนที่เป็นโรคมะเร็ง โรคไต เพราะมีลูกศิษย์ที่วัดเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องไปรักษาในกรุงเทพฯ ปณิธานที่มีอยู่สูงมาก ไม่รู้ว่าจะมรณภาพไปก่อนหรือเปล่า

.มาวันนี้ ชีวิตที่ดำรงอยู่ภายร่มกาสาวพัสตร์ จึงมี ๔ เป้าหมายของการทำหน้าที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ประกาศศาสนา สร้างประเพณีให้เด่นชัด คนจะได้ไม่หลงทาง

.และอีกอย่าง อยากสร้างสังคมให้มีความสงบ ด้วยคำว่าพุทธให้ปรากฏอยู่ในใจคน "อาตมาอยากให้ชาวพุทธมารักษาสืบทอดถาวรอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ได้อยู่แบบมีโลกีย์ทุกวัน ไม่หลงตัวเอง ไม่หลงใหลอยู่กับวัฒนธรรมตะวันตก ที่มาเผยแพร่ความเน่าเปื่อยเสียหายในสังคมเรา เขาเลิกเน่า แต่ตัวเองยังเน่า วันนี้การปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่เป็นเรื่องงมงาย วัดจึงตั้งสถานปฏิบัติธรรมบำบัดจิต ให้เป็นศูนย์ล้างบาปในใจพุทธ ด้วยการใช้ธรรมะล้างบาปในใจก่อนปฏิบัติธรรม คือ โลภ โกรธ หลง" ครูบาเจ้าบุญคุ้ม กล่าวทิ้งท้าย
  
 บริเวณภายในวัด
 
   
  
 
 
 
 
 
 

ขอขอบคุณที่มา…http://krubaboonkoom.siam2web.com/  

วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

‘พระพุทธชินสีห์และพระโต’
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ

ภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร
มีพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสำคัญอยู่ ๒ องค์ คือ
พระสุวรรณเขต (พระโต) และพระพุทธชินสีห์

พระพุทธรูปองค์ข้างหลังชื่อ “พระสุวรรณเขต” หรือ “พระโต”
หรือ “หลวงพ่อเพชร” (พระประธานในพระอุโบสถสมัยแรก)
เป็นพระพุทธรูปโบราณหล่อโลหะขนาดใหญ่
ขนาดหน้าพระเพลา (หน้าตัก) กว้าง ๙ ศอก ๒๑ นิ้ว
พุทธลักษณะเป็นฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ผสมผสานกับศิลปะขอม
หันพระพักตร์ออกมาทางด้านหน้าของพระอุโบสถ
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ผู้สร้างวัดบวรนิเวศวิหาร
ได้ทรงอัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี
เพื่อมาเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
โดยรื้อออกเป็นท่อนๆ ตามรอยประสานเดิม แล้วนำมาประกอบขึ้นใหม่
สันนิษฐานว่าเดิมเป็นพระทวาราวดี ลักษณะแบบขอม พระศกเดิมโต
พระยาชำนิหัตถการ นายช่างของสมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ
เลาะพระศกเดิมออกเสีย แล้วทำพระศกใหม่ด้วยดินเผาให้เล็กลง
ตามที่เห็นว่างามในเวลานั้น ประดับเข้าที่แล้วลงรักปิดทอง
มีพระสาวกใหญ่นั่งคู่หนึ่ง เป็นพระปั้นขนาดหน้าตักกว้าง ๒ ศอก


พระโต (องค์หลัง)-พระพุทธชินสีห์ (องค์หน้า)
สององค์พระประธานต่างความงามต่างสมัยในพระอุโบสถ

ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ของพระสุวรรณเขตหรือพระโต
เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารของ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดแห่งนี้ เมื่อยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร

ส่วนพระพุทธรูปองค์ข้างหน้าชื่อ “พระพุทธชินสีห์”
(พระประธานในพระอุโบสถสมัยหลัง)
ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระสุวรรณเขตหรือพระโต
ลักษณะของพระพุทธชินสีห์ต่างจากพระพุทธรูปอื่นแบบเก่าในบางอย่าง
เช่น มีนิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ นิ้ว นิ้วพระบาททั้ง ๔ นิ้ว ยาวเสมอกัน
ต้องตามคัมภีร์มหาปุริสลักษณะ แสดงว่าผู้สร้างได้ทราบคัมภีร์นั้น
พระพุทธรูปที่ได้สร้างกันขึ้นชั้นหลังได้ถือเป็นแบบสืบมาจนทุกวันนี้
แต่ก่อนนั้นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในเมืองไทย ทั้งทางเมืองเหนือและเมืองใต้
ทำปลายนิ้วพระหัตถ์เป็นหลั่นกัน เหมือนกับนิ้วมือคนสามัญ
 

พระโต (องค์หลัง)-พระพุทธชินสีห์ (องค์หน้า)

แต่เดิมพระพุทธชินสีห์เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญของหัวเมืองฝ่ายเหนือ
พระพุทธรูปสำริดขนาดหน้าพระเพลา (หน้าตัก) กว้าง ๕ ศอก ๔ นิ้ว
เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองปางมารวิชัยสมัยสุโขทัยผสมเชียงแสน
และเป็นที่กราบสักการะของพระมหากษัตริย์และสาธุชนมาเกือบ ๗๐๐ ปี
ประดิษฐาน ณ พระวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก

ประวัติการสร้างพระพุทธชินสีห์ ตำนานกล่าวว่า
เมื่อปี พ.ศ. ๑๕๐๐ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกมหาราช
แห่งเมืองเชียงแสน เสด็จมาตีเมืองสองแควได้
แล้วสร้างเมืองสองแควขึ้นใหม่ พระราชทานนามว่า เมืองพิษณุโลก

จากนั้นได้สร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นพระอารามหลวง
อีกทั้ง ได้ทรงหล่อพระพุทธรูป ๓ องค์ ได้แก่
พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา
โปรดให้ประดิษฐานพระพุทธชินสีห์ ณ พระวิหารทิศเหนือ
และประดิษฐานพระศรีศาสดา ณ พระวิหารทิศใต้
พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา (พระศาสดา)
จึงประดิษฐานอยู่ในพระวิหารเดียวกันตลอดมาถึง ๙๐๐ กว่าปี

 

ครั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
พระวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธชินสีห์ชำรุดทรุดโทรมขาดผู้รักษาดูแล
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ จึงโปรดให้อัญเชิญมายังกรุงเทพฯ
เพื่อมาประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่ประทับของ
สมเด็จพระสังฆราชถึง ๔ พระองค์ และเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์
และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ครั้งทรงผนวช อีกหลายพระองค์ด้วย

“พระพุทธชินสีห์” จึงเป็นพระคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์
และสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มาช้านาน

พระพุทธชินสีห์นั้นเป็นพระพุทธรูปที่ชาวพิษณุโลกและชาวเมืองเหนือ
เคารพบูชาอย่างยิ่งองค์หนึ่ง ในคราวที่อัญเชิญพระพุทธชินสีห์ลงมากรุงเทพฯ
ในปี พ.ศ. ๒๓๗๓ นั้น มีบันทึกที่กล่าวถึงความรู้สึกของชาวเมืองไว้ว่า

“..เมื่ออัญเชิญออกจากวิหารนั้น ราษฎรพากันมีความเศร้าโศกร้องไห้เป็นอันมาก
เงียบเหงาสงัดไปทั้งเมือง เหมือนศพลงเรือน แลแต่นั้นมาฝนก็แล้งไป ๓ ปี
ชาวเมืองพิษณุโลกได้ความยากยับไปเป็นอันมาก ตั้งแต่พระพุทธชินสีห์ลงมาถึง
กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพก็ทรงพระประชวรพระโรคมานน้ำ
ได้ปีเศษก็เสด็จสวรรคต ราษฎรพากันกล่าวว่า
เพราะเหตุที่ไปอัญเชิญพระพุทธชินสีห์อันเป็นสิริของเมืองพิษณุโลกลงมา..”


พระโต (องค์หลัง)-พระพุทธชินสีห์ (องค์หน้า) พระประธานในพระอุโบสถ
เบื้องหน้ามีพระรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราช ๓ พระองค์ประดิษฐานเรียงกันบนฐานชุกชี

‘พระพุทธชินสีห์’ แต่เดิมประดิษฐานไว้ในมุขหลังของ
พระอุโบสถของวัดบวรนิเวศวิหารที่เป็นจตุรมุข
ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยยังทรงผนวช
และทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารนั้น ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาต
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ
ออกสถิตหน้าพระสุวรรณเขตหรือพระโต พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ดังทุกวันนี้

พระพุทธชินสีห์ประทับบนแท่นหล่อสำริด สถิตสถาพรมั่นคง
ภายใต้ฉัตรตาล ๙ ชั้น ดูร่มเย็นเป็นสุข พระอุณาโลมฝังเพชร
มีเครื่องราชสักการะ ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ถวายเป็นพุทธบูชา
เป็นพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ชาติไทย
เสด็จพระราชดำเนินมาถวายเครื่องราชสักการะสืบมายาวนาน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนับถือเลื่อมใสพระพุทธชินสีห์มาก
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๓ ได้โปรดให้ทำกาไหล่พระรัศมีองค์พระด้วยทองคำ
ฝังพระเนตรฝังเพชรใหม่ และตัดพระอุณาโลม แล้วปิดทองทั้งองค์พระ
ปี พ.ศ. ๒๓๙๗ ทรงให้หล่อฐานด้วยทองสำริด ปิดทองใหม่ทั้งองค์พระและฐาน

เบื้องหน้าพระพุทธชินสีห์มีโต๊ะหมู่บูชาตั้งอยู่บนฐานชุกชีที่รับฐานพระ
ถัดลงมาเป็นม้าหมู่บูชา ๓ ที่ เป็นผลงานการออกแบบของ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
สถาปนิกเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระรูปหล่อ ๓ องค์ ซึ่งประดิษฐานเรียงกันบนฐานชุกชี ประกอบไปด้วย
พระรูปหล่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
(พระองค์เจ้าฤกษ์ ปัญญาอคฺคโต) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๘
พระรูปหล่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
(พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ มนุสฺสนาโค) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๐
และ พระรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
(ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์ สุจิตฺโต) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๓
ซึ่งทุกพระองค์ทรงเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

พระสุวรรณเขต (พระโต) และพระพุทธชินสีห์
เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามอย่างน่าพิศวง
และเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป

 
พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร

 
พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร อีกมุมหนึ่ง   
 

พระนอนตะแคงซ้าย “วัดป่าประดู่” จ.ระยอง

พระนอนตะแคงซ้าย" วัดป่าประดู่ "จ.ระยอง


 
‘พระนอนตะแคงซ้าย’
วัดป่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

จังหวัดระยอง ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทย มีชายฝั่งทะเล
ยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร มีเนื้อที่ ๓,๕๕๒ ตารางกิโลเมตร

จังหวัดระยอง เริ่มปรากฏชื่อในพงศาวดารเมื่อปีพุทธศักราช ๒๑๑๓ ในรัชสมัยของ
สมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าเมืองนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ
ปีพุทธศักราช ๑๕๐๐ ยุคที่ขอมมีอานุภาพเฟื่องฟูแถบดินแดนสุวรรณภูมิ
ปรากฏจากหลักฐานคือ ซากศิลาแลง คูค่ายที่ยังหลงเหลืออยู่
ในเขตอำเภอบ้านค่าย อันเป็นศิลปะการก่อสร้างแบบขอม

ประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเมืองระยอง ระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาใกล้จะเสียทีแก่พม่าเป็นครั้งที่ ๒
ในรัชสมัยของพระเจ้าเอกทัศน์ ปีพุทธศักราช ๒๓๐๙ พระยาวชิรปราการ หรือพระยาตาก
พร้อมไพร่พลประมาณ ๕๐๐ คน ได้ตีฝ่าวงล้อมทัพพม่า มาหยุดพักไพร่พลที่เมืองระยอง
ก่อนเดินทัพต่อไปยังเมืองจันทบุรี เพื่อยึดเป็นที่มั่นในการกอบกู้อิสรภาพคืนจากพม่า ในปีพุทธศักราช ๒๓๑๑

จังหวัดระยอง เป็นแหล่งอาหารทะเลและผลไม้นานาชนิด เป็นเมืองอุตสาหกรรม
และเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งมีความสำคัญ
ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่สำคัญ

ระยองได้รับการขนานนามให้เป็นเมือง “สุนทรภู่” เมืองแห่งกวีเอก ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์
ผู้ประพันธ์วรรณกรรมประเภทร้อยกรอง ได้อย่างไพเราะสละสลวย และเต็มไปด้วยจินตนาการ
โดยเฉพาะนิทานกลอนสุภาพ เรื่องพระอภัยมณี ซึ่งฉากหนึ่งในนิทานเรื่องนี้
คือ หมู่เกาะน้อยใหญ่ และท้องทะเลที่สวยงามในจังหวัดระยอง
   

   

นอกจากธรรมชาติอันงดงามแล้ว ในขณะเดียวกันระยองยังมีสถานที่ท่องเที่ยว
ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายแห่ง และถ้าเป็นรูปแบบพระพุทธรูปแล้ว
ก็ต้อง “พระนอนตะแคงซ้าย” (พระพุทธไสยาสน์)
ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดป่าประดู่
ในเขตเทศบาลเมือง ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
เดิมองค์พระตั้งอยู่กลางแจ้ง ต่อมามีการสร้างพระวิหารครอบเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔

“วัดป่าประดู่” สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประวัติความเป็นมาก่อนสร้างวัด
ประมาณเมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๒ พระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ อุปัชฌาย์เทียน เดิมจำพรรษาอยู่ที่ วัดเนิน
(หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดอินทรสมบัติ ปัจจุบันรวมกับวัดลุ่ม) ได้มาพบสถานที่แห่งนี้เป็นวัดร้าง
มีต้นตะเคียนเป็นจำนวนมาก มีซากวัดที่เหลือแต่ ซากโบสถ์ ซากพระพุทธรูปปางไสยาสน์
และ ซากองค์พระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์
วัดป่าประดู่แห่งนี้จึงเคยมีชื่อเดิมว่า วัดป่าเลไลยก์

อุปัชฌาย์เทียนจึงได้มาจำพรรษาเพื่อบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ที่นี่ บรรดาชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง
พากันศรัทธาเลื่อมใสในท่าน จึงชักชวนกันสร้างกุฏิถวาย และร่วมกันฏิสังขรณ์วัดนี้จนเจริญสืบมา

ต่อมา เพื่อให้สอดคล้องกับนามหมู่บ้านที่วัดตั้งอยู่คือ ตลาดท่าประดู่ อีกทั้งเพราะมีต้นประดู่ใหญ่
อยู่ภายในวัดเป็นจำนวนมาก (แต่ปัจจุบันเหลือเพียงต้นเดียวตรงปากประตูทางเข้าวัด)
และเพื่อมิให้ชื่อวัดพ้องกับวัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีด้วย
จากเหตุผลดังกล่าวจึงได้เปลี่ยนนามวัดเป็น “วัดป่าประดู่”

ปัจจุบัน พระพุทธรูปทั้งสององค์ได้รับการบูรณะไว้ จึงถือเป็นพระเก่าแก่คู่บ้านเมืองของระยองแห่งหนึ่ง
วัดได้รับการพัฒนามาโดยตลอด ปัจจุบันกำลังก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่สวยงาม

วัดป่าประดู่ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นพระอารามหลวง เป็นวัดที่มีความสำคัญต่อชุมชน
ในการปฏิบัติศาสนกิจ และพิธีการทางศาสนาของประชาชนในเมืองระยอง

ที่วัดป่าประดู่ มีพระพุทธรูปนอนตะแคงซ้ายที่เก่าแก่ เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่แปลกที่สุดในประเทศไทย
โดยปกติแล้ว เมื่อมีการสร้างองค์พระปางสีหไสยาสน์ มักจะสร้างประทับอยู่ในท่านอนตะแคงขวา
แต่พระพุทธไสยาสน์ที่วัดป่าประดู่สร้างในท่านอนตะแคงซ้าย มีความยาว ๑๑.๙๕ เมตร สูง ๓.๖๐ เมตร ขนาดใหญ่

ในปี พ.ศ.๒๔๗๘ พระครูสมุทรสมานคุณ (แอ่ว) อดีตเจ้าอาวาส ได้บูรณะองค์พระส่วนที่ชำรุดแล้วปิดทองเสียใหม่

มีผู้สันนิษฐานว่า เป็นการสร้างตามพระพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้ากระทำยมกปาฏิหาริย์ให้พวกเดียรถีย์ชม
โดยมีพระพุทธนิมิตแสดงอาการอย่างเดียวกับพระพุทธเจ้าเป็นคู่ ๆ เมื่อถึงอิริยาบถไสยาสน์
จึงผินพระพักตร์เข้าหากัน เป็นการนอนตะแคงซ้าย และขวาในลักษณะเดียวกัน
ผู้สร้างคงเจตนาสร้างให้มีนัยของพุทธปาฏิหาริย์ดังกล่าว จึงสร้างเป็นพระนอนตะแคงซ้าย…..

องค์พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าประดู่ มีลักษณะพิเศษกล่าวคือ มีการหนุนพระเศียรด้วยหัตถ์ซ้าย
สังเกตจากพระเกศ ไรพระศก จีวรแล้ว น่าจะอยู่ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา
จนกระทั่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ดูแลรักษาอย่างดี

วัดป่าประดู่ ได้รับการยกฐานะเป็น พระอารามหลวง ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๓
อยู่คู่บ้านคู่เมืองระยอง และมีงานสมโภชใหญ่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นประจำทุกปี

ทุกวันจะมีประชาชนผู้ศรัทธา เดินทางเข้าไปกราบไหว้ขอพร เพื่อให้สมหวังในเรื่องต่างๆ
ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล อย่างไม่ขาดสาย

การเดินทางไปสักการะพระนอนตะแคงซ้าย (พระพุทธไสยาสน์) วัดป่าประดู่
สามารถใช้เส้นทาง ถ.สุขุมวิท เข้าตัวเมืองระยอง ใกล้กับโรงพยาบาลระยอง
และโรงเรียนวัดป่าประดู่ ถือเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายที่สุด


พระวิหารวัดป่าประดู่ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “พระนอนตะแคงซ้าย”


ด้านหน้าพระวิหารวัดป่าประดู่


พระอุโบสถวัดป่าประดู่

 

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือไหว้พระประธาน ๗๖ จังหวัด กองบรรณาธิการข่าวสด สำนักพิมพ์มติชน

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กรุงเทพมหานคร

‘พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร’
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กรุงเทพฯ

‘พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร’ หรือ ‘พระแก้วมรกต’
พระประธานคู่บ้านคู่เมือง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ
มีเส้นจีวรคาดเข่าทั้งสองข้าง พระองค์อวบอ้วน พระพักตร์กลมอูม
พระขนงโก่ง หลังพระเนตรอูม พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์บางสลักขอบทั้งสองเส้น
พระหนุเป็นปม พระรัศมีซึ่งอยู่เหนือพระเกตุมาลาเป็นต่อม
ชายสังฆาฏิยาว ฐานรองรับเป็นฐานเขียง มีหน้ากระดานโค้งออกข้างนอก

ทำด้วยมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ หน้าตักกว้าง ๔๘.๓ เซนติเมตร
สูงตั้งแต่ฐานเฉพาะทับเกษตรถึงพระเมาลี ๒๖ เซนติเมตร
และสูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร ๖๖ เซนติเมตร
ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
(วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอรวบรวมได้ว่า
องค์พระแก้วมรกตสร้างขึ้นในประมาณปีพุทธศักราช ๕๐๐
โดยพระนาคเสนเถระ เมืองปาฏลีบุตร รัฐปัตนะ อินเดีย
สถิตอยู่ได้ประมาณ ๓๐๐ ปี ต่อมาในสมัย พระเจ้าสิริกิติกุมาร
เกิดสงครามกับพวกนอกศาสนา จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกต
ไปประดิษฐานไว้ที่เกาะลังกา ในประมาณปีพุทธศักราช ๘๐๐
และสถิตอยู่ที่เกาะลังกามาเป็นเวลานานถึง ๒๐๐ ปี

ต่อมาในปี พ.ศ.๑๐๐๐ พระเจ้าอนุรุทธมหาราช หรืออโนรธามังช่อ
แห่งพุกาม ประเทศพม่า ซึ่งมีพระเดชานุภาพมาก ได้ส่งพระเถระ
ไปขอพระไตรปิฎกและพระแก้วมรกต โดยให้บรรทุกเรือสำเภามา
แต่ระหว่างทางเกิดลมพัดแรงจึงถูกพายุพัดพาไปที่กัมพูชา
ภายหลังพระเจ้าอนุรุทธมหาราชได้ส่งคนไปขอพระแก้วมรกตคืน
แต่พระนารายณ์วงศ์แห่งกรุงกัมพูชาให้คืนมาแต่พระไตรปิฎก
แต่ไม่คืนพระแก้วมรกตมาด้วย
ต่อมาเกิดน้ำท่วมที่กัมพูชาจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกต
มาที่เมืองอินทปัฐ นครวัด และประดิษฐานเป็นเวลา ๓ เดือนเศษ

ในปีพุทธศักราช ๑๘๙๐ ได้มีผู้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาที่กรุงศรีอยุธยา
ในรัชสมัยของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)
และในช่วงรัชสมัยของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ซึ่งทรงครองราชย์ครั้งที่ ๒ นั้น ได้มีการปราบปรามกรุงสุโขทัยให้เป็นเมืองขึ้น
ขณะนั้นเมืองวชิรปราการ (กำแพงเพชร) ซึ่งเป็นหัวเมืองหนึ่งแห่งกรุงสุโขทัย
จึงต้องตกเป็นของกรุงศรีอยุธยาด้วย

ซึ่งต่อมากรุงศรีอยุธยาได้ส่งขุนนางผู้ใหญ่คือ พระยาญาณดิศ
ไปปกครองเมืองกำแพงเพชร นางจันทร์ผู้เป็นมารดาของพระยาญาณดิศ
ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย ซึ่งที่เมืองกำแพงเพชรนี้เองที่สันนิษฐานว่า
พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระแก้ว
ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร
โดยด้านทิศเหนือของวัดสร้างติดกับบริเวณวังโบราณ (สระมน)
วัดพระแก้วนี้จัดได้ว่าเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ ไม่มีพระสงฆ์พำนักจำพรรษา
โดยจะมีเฉพาะเขตพุทธาวาสเท่านั้น เช่นเดียวกับที่
วัดมหาธาตุ สุโขทัย และวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา

เชื่อกันว่าเดิมนั้นพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่ตอนหน้าสุดของวัด
โดยจะมีฐานไพทีขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง ด้านบนมีฐานมณฑปย่อมุม
แต่ปัจจุบันส่วนยอดได้หักพังหมดแล้ว ซึ่ง ณ ตรงนี้เองที่เชื่อกันว่า
ในอดีตเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต และในตำนานพระพุทธสิหิงค์
ได้กล่าวไว้ว่า พระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชร
ในสมัยพระยาญาณดิศเป็นเจ้าเมือง ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระญาติวงศ์กับกษัตริย์อยุธยา

ภายหลังพระยาญาณดิศ ได้มอบพระแก้วมรกตให้กับ เจ้ามหาพรหม
แห่งเมืองเชียงราย เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๗๙
ซึ่งในเวลานั้นเมืองเชียงรายเกิดความระส่ำระส่าย
เจ้าเมืองเชียงรายหวังจะซ่อนพระแก้วมรกตให้พ้นจากสายตาของศัตรู
จึงได้เอาปูนทาพร้อมลงรักปิดทอง แล้วนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์
ที่ วัดพระแก้ว เชียงราย ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า วัดป่าเยี้ยะ
และสถิตอยู่ที่วัดพระแก้วเชียงรายเป็นเวลา ๔๕ ปี

จากนั้นก็อัญเชิญลงมาประดิษฐานที่ลำปางอีกเป็นเวลา ๓๒ ปี
ณ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๙๗๙-๒๐๑๑
จากลำปางอัญเชิญขึ้นเหนือไปประดิษฐานที่ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา ๘๕ ปี


 

จากเชียงใหม่ไปประดิษฐานที่เมืองเวียงจันทน์ ๒๒๕ ปี
แต่เก่าก่อนตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา
เมืองเวียงจันทน์ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา
ครั้งเมื่อกรุงศรีอยุธยามีศึกหนักกับพม่าจนตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า
ทางเวียงจันทน์ถือโอกาสแข็งเมืองแยกตัวเป็นอิสระ

จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กอบกู้เอกราชได้
และตั้งราชธานีใหม่ จึงได้ส่ง เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ไปตีเมืองเวียงจันทน์ให้กลับมาเป็นเมืองขึ้นเหมือนเดิม
ศึกครั้งนั้นทัพของเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้รับชัยชนะโดยเด็ดขาด
ก่อนได้อัญเชิญ ‘พระแก้วมรกต’ กลับคืนสู่แผ่นดินไทย

ครั้งแรกเมื่ออัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมายังประเทศไทยในสมัยกรุงธนบุรี
ได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ วิหารน้อย วัดอรุณราชวราราม
ประดิษฐานอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ เป็นเวลา ๕ ปี

เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเมื่อชนะศึกเมืองเวียงจันทน์
และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาก็เกิดความยินดี
ดั่งว่าพระแก้วมรกตเป็นพระคู่บารมีคู่บ้านคู่เมือง
ครั้นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์
ได้สำเร็จ และได้ตั้งเมืองขึ้นใหม่มีชื่อว่า กรุงรัตนโกสินทร์

 
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขณะทรงเครื่องฤดูฝน

 
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขณะทรงเครื่องฤดูหนาว


 พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขณะทรงเครื่องฤดูร้อน

รวมระยะเวลาที่องค์พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในประเทศไทย
ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๓๒๑ จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา ๒๒๗ ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
มีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
เพื่อเป็นพุทธบูชา สำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน

เครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน เป็นเครื่องต้นประกอบด้วยมงกุฎพาหุรัด
ทองกร พระสังวาล เป็นทองลงยา ประดับมณีต่างๆ จอมมงกุฎประดับด้วยเพชร
เครื่องทรงสำหรับฤดูฝน เป็นทองคำ เป็นกาบหุ้มองค์พระอย่างห่มดอง
จำหลักลายที่เรียกว่าลายพุ่มข้าวบิณฑ์ พระเศียรใช้ทองคำเป็นกาบหุ้ม
ตั้งแต่ไรพระศกถึงจอมเมาฬี เม็ดพระศกลงยาสีน้ำเงินแก่
พระลักษมีทำเวียนทักษิณาวรรต ประดับมณีและลงยาให้เข้ากับเม็ดพระศก

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
ทรงสร้าง เครื่องทรงสำหรับฤดูหนาว ถวายอีกชุดหนึ่ง
ทำด้วยทองเป็นหลอดลงยาร้อยด้วยลวดทองเกลียว
ทำให้ไหวได้ตลอดเหมือนกับผ้า ใช้คลุมทั้งสองพาหาขององค์พระ

บุษบกทองที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
สร้างด้วยไม้สลักหุ้มทองคำทั้งองค์ ฝังมณีมีค่าสีต่างๆ ทรวดทรงงดงามมาก
เป็นฝีมือช่างรัชกาลที่ ๑ เดิมบุษบกนี้ตั้งอยู่บนฐานชุกชี

 

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างพระเบญจาสามชั้นหุ้มด้วยทองคำ สลักลายวิจิตรหนุนองค์บุษบกให้สูงขึ้น
บนฐานชุกชีด้านหน้าประดิษฐาน พระสัมพุทธพรรณี
เป็นพระพุทธรูปที่คิดแบบขึ้นใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ โดยไม่มีเมาฬี มีรัศมีอยู่กลางพระเศียร
จีวรที่ห่มคลุมองค์พระเป็นริ้ว พระกรรณเป็นแบบหูมนุษย์ธรรมดาโดยทั่วไป

หน้าฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒
องค์ด้านเหนือพระนามว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
องค์ด้านใต้พระนามว่า พระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระพุทธรูปทั้ง ๒ พระองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์สูง ๓ เมตร
ทรงเครื่องแบบจักรพรรดิหุ้มทองคำ เครื่องทรงเป็นทองคำลงยาสีประดับมณี

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม พระแก้วมรกต
ถือได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไทยมาช้านาน
ดังมีใจความในหนังสือเรื่อง ตำนานพระแก้วมรกต
ที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ได้ทรงพระราชนิพนธ์สำหรับอาลักษณ์อ่านในพระอุโบสถ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันสวดมนต์เย็น พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล
พิมพ์ในหนังสือตำนานพระแก้วมรกตฉบับสมบูรณ์ ของสำนักพิมพ์บรรณาคาร
(พ.ศ.๒๕๐๔) กล่าวถึงพระราชพิธีตอนสถาปนาพระนคร
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ความว่า…

…ชีพ่อพราหมณ์ ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร
แลสมโภชพระอารามกับทั้งพระนครถ้วนคำรบสามวันเป็นกำหนด
จึงพระราชทานนามพระนครใหม่ให้ต้องกับพระนามพระพุทธรัตนปฏิมากรว่า
กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์มหินทราอยุธยาบรมราชธานี
เพราะเป็นที่เก็บรักษาพระมหามณีรัตนปฏิมากรองค์นี้ไว้เป็นเครื่องสิริ
สำหรับพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ผู้สร้างพระนครนี้…

ข้อความข้างต้นจึงมีความชัดเจนเกี่ยวกับความหมายของพระแก้วมรกต
ในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของกรุงรัตนโกสินทร์
ซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของสยามประเทศแห่งใหม่
ต่อจากกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว
เป็นวัดที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของเมืองไทย
ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ
ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมอยู่ไม่ขาดสาย


ด้านหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

 
ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

 

‘พระพุทธเทวปฏิมากร’
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ

“วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร”
หรือที่ชาวบ้านเรียกกันโดยทั่วไปว่า “วัดโพธิ์”
ถือเป็นพระอารามหลวงประจำรัชกาลในรัชกาลที่ ๑
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงสถาปนาวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่จากวัดโบราณเก่าแก่ที่มีอยู่เดิม
โดยนับเป็นวัดที่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างราชธานี

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย
จัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร
ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย
เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง และทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน
เป็นมรดกความทรงจำโลก (Memory of the World) เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๑

ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนประมาณ ๙๙ องค์
พระเจดีย์ที่สำคัญคือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงเป็นเหตุให้เรียกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ว่า ‘อาณาจักรแห่งเจดีย์’

 

ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้ว วัดโพธิ์ได้รับความนิยมเที่ยวเป็นลำดับที่ ๒๔ ของโลก
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนในปีนั้นถึง ๘,๑๕๕,๐๐๐ คน

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
โดยเมื่อมีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๓
พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมสรรพวิชาแขนงต่างๆ
จารึกลงบนศิลาจารึกหรือแผ่นศิลา รวมทั้งได้ปั้นฤๅษีดัดตน ประดับไว้ภายในบริเวณวัด

ในศิลาจารึกทั้งหมดอาจจะแบ่งความรู้ต่างๆ ออกได้เป็น ๘ หมวด ได้แก่
หมวดประวัติการสร้างวัดพระเชตุพนฯ, หมวดตำรายาแพทย์แผนโบราณ,
หมวดอนามัย, หมวดประเพณี, หมวดวรรณคดีไทย, หมวดสุภาษิต, หมวดทำเนียบ
(จารึกหัวเมืองขึ้นของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น) และหมวดพระพุทธศาสนา

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม นับเป็นวัดสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์วัดหนึ่ง
“พระพุทธเทวปฏิมากร” พระประธานในพระอุโบสถ ก็เช่นเดียวกัน

พระพุทธเทวปฏิมากร นามอันมีความหมายว่า เทวดามาสร้างไว้
เนื่องด้วยเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามเป็นอย่างยิ่งสมกับชื่อ
เป็นพระพุทธรูปโบราณ ปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๕ ศอกคืบ ๔ นิ้ว

ที่ใต้ฐานชุกชีพระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร
พระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ก่อไว้ ๓ ชั้นนั้น
ในชั้นที่ ๑ ได้บรรจุพระบรมอัฐิ (บางส่วน)
และพระบรมราชสรีรางคารของบุรพกษัตริย์รัชกาลที่ ๑ ไว้ด้วย

มีหลักฐานปรากฏใน ‘ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ’ ไว้ว่า

เดิมพระพุทธเทวปฏิมากรประดิษฐานอยู่ ณ วัดศาลาสี่หน้า (วัดคูหาสวรรค์)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างวัดโพธาราม
ให้เป็นวัดใหญ่สำหรับพระนคร และได้ทรงขนานนามใหม่ว่า
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระองค์ได้ทรงเลือกหาพระพุทธรูป
ที่มีพุทธลักษณะงามสมควรเป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัด
จึงได้พบและเลือกพระพุทธรูปองค์นี้จากวัดศาลาสี่หน้า (วัดคูหาสวรรค์) ดังกล่าว

ครั้งนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ
ถวายพระนามว่า “พระพุทธเทวปฏิมากร”

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
โปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระอุโบสถเก่า ซึ่งสร้างไว้ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑
ลงทั้งสิ้น แล้วทรงสร้างขึ้นใหม่ให้ใหญ่โตกว่าเก่า

ส่วนฐานพระพุทธเทวปฏิมากรนั้นรื้อของเก่าทำขึ้นใหม่ขยายเป็น ๓ ชั้น
พระสาวกเดิมมี ๒ องค์ ทรงสร้างขึ้นใหม่อีก ๘ องค์
รวมเป็นพระสาวก ๑๐ องค์ ดังที่ปรากฏอยู่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ครั้นถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
มีพระราชดำริถึงพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ซึ่งพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลนั้นได้รับพระราชทานไปกระทำสักการบูชา
เมื่อเจ้านายพระองค์นั้นๆ สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ไม่มีใครพิทักษ์รักษา
ได้เชิญมาเป็นของหลวง มีอยู่ควรจะประดิษฐานไว้ให้มหาชน
ได้กระทำสักการบูชาโดยสะดวก จึงโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระบรมอัฐิ
ในกล่องศิลา แล้วเชิญมาบรรจุไว้ในพุทธอาศน์พระพุทธเทวปฏิมากร
และยังมีคำที่เล่าสืบกันมาว่าถึงพระอุณาโลมพระพุทธเทวปฏิมากรนั้น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้โปรดให้สร้างถวายในครั้งนั้นด้วย

อนึ่ง พระพุทธเทวปฏิมากรพระองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จะทรงเคารพนับถือว่าเป็นเจดีย์สถานสำคัญแห่งหนึ่งมาช้านานแล้ว
เพราะปรากฏในจดหมายเหตุว่า เมื่อได้ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเสร็จแล้ว
ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยสถลมารค
เมื่อ ณ วันอังคาร เดือน ๖ แรม ๕ ค่ำ ปีกุน พุทธศักราช ๒๓๗๙

ครั้งนั้น จึงได้เสด็จประทับพระอุโบสถทรงกระทำสักการบูชา
พระพุทธเทวปฏิมากรเป็นปฐม เรื่องนี้เลยเป็นพระราชประเพณีตั้งแต่นั้นสืบมา
คือ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยสถลมารคนั้น
ย่อมเสด็จประทับ ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ทรงกระทำสักการบูชาพระพุทธเทวปฏิมากรสืบมาทุกรัชกาล


พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม


วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ‘อาณาจักรแห่งเจดีย์’

 
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๑-๔