คุยกับผีตัวที่ ๑๙ ผีแม่ของเพื่่อน (ด้วยบาปของลูกชาย)

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เรื่องราวของผีตัวต่อไปนี้เป็นอีกเรื่องราวจากประสบการณ์จริงที่ผู้เขียนได้ประสบมากับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเข้าเรื่องผีที่ว่า ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับการบวชก่อนนะครับ ตามที่เราท่านทั้งหลายมักจะได้ยินได้ฟังหรือมีความเชื่อกันอย่างมากมายกันว่าใครมีลูกชายแล้วลูกชายบวชให้จะได้ขึ้นสวรรค์ หรือลูกชายที่บวชเรียนแล้ว จะสึกออกมาหรือไม่สึกก็ตาม จะได้ขึ้นสวรรค์ ทั้งหมดก็เป็นแค่เพียงความเชื่อ ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไร เรื่องราวของผีตัวนี้ที่ผู้เขียนจะเล่าให้ฟังน่าจะเป็นอุทาหรณ์ เป็นคติ เป็นความจริงที่วิญญาณของแม่คนหนึ่งต้องประสบ ต้องได้รับ ซึ่งไม่ใช่แค่ความเชื่อแต่เป็นผลแห่งกรรมที่ต้องรับโดยที่ตนไม่ได้กระทำ อย่าคิดว่ามีแต่ความดีที่ทำเท่านั้นที่บุพพการีจะได้รับ การกระทำที่เรียกว่าความชั่วนั้น พ่อแม่ก็ได้รับเหมือนกัน ดังเรื่องราวที่ผู้เขียนจะได้เล่าให้ฟังต่อไป.->>

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงอีกเรื่องที่ยังคงอยู่ในใจในความทรงจำของผู้เขียนอย่างไม่มีวันลืม ย้อนเวลากลับไป เมื่อประมาณ 4 ปีกว่า ผ่านมา ผู้อ่านได้มีโอกาสได้ไปงานศพของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแม่ของเพื่อน ซึ่งเวลานั้นเพื่อนกำลังบวชอยู่ในพรรษา และใกล้วันที่จะลาสิกขาเพราะอีกไม่กี่วันก็ออกพรรษาแล้ว ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ ๒ ของการสวดศพ จำได้ว่าวันนั้นได้มีการนิมนต์พระที่มีชื่อเสียงมากรูปหนึ่งมาเทศน์ ก่อนสวดด้วยผู้เขียนก็เลยมีโอกาสได้ฟังเทศน์ของท่านด้วย ท่านเทศน์ได้ดี ฟังแล้วเกิดความเข้าใจอะไร อะไรที่มีประโยชน์ที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากมายโดยเฉพาะวิธีคิด เป็นปกติที่ผู้เขียนจะตั้งใจฟังเทศนาธรรมนั้น ด้วยอาการสงบ เป็นสมาธิ และอาการที่จิตสงบเป็นสมาธินั่นเอง ก็เป็นทางที่สิ่งที่เหนือธรรมชาติที่เรียกว่าผี วิญญาณ ต่างภพต่างภูมิกัน มาประชุมกัน ซึ่งทั้งหมดเรียกว่า จิต นั่นเอง จิตทุกดวง มีค่าเท่าเทียมกัน แตกต่างกันที่ที่อยู่ ที่อาศัย ภพภูมิ อันเป็นผลจากการกระทำที่เรียกว่า วิบาก หรือ ผลกรรม นั่นเอง ทำกรรมดี ย่อมได้เสวยวิบากอันดี ทำกรรมชั่ว ย่อมเสวยวิบากอันชั่ว ก็เป็นไปตาม พระพุทธภาษิตที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก” แปลว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ทุกประการ อันว่าพระพุทธพจน์นั้นเป็นความจริงเป็นสัจจะ ดังนั้นไม่ว่าคำใดก็ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสคำนั้นย่อมเป็นความจริงทั้งสิ้น ไม่มีใครสามารถที่จะ บิดพลิ้วบิดเบือนได้ แม้ว่าคนใดคนนั้นจะมีอานุภาพเพียงใดก็ตาม ดังนั้นท่านทั้งหลายที่กำลังคิดว่าตัวเองมีฤทธิ์มีอำนาจทางจิตจะสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด ผู้เขียนขอเตือนท่านทั้งหลายว่าท่านจงกลัวบาปกลัวกรรมที่ตนได้กระทำเถิด ถึงจะเก่งกล้าสามารถเพียงใดและไม่มีใครทำอะไรได้ ในที่สุดบาปของตัวนั่นแหละจะลงโทษตัวเอง ถึงเวลานั้นจะมานั่งเสียใจก็คงสายไปไม่มีใครช่วยอะไรได้นะ กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า ถึงไหนแล้ว อ่อ! เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิก็ปรากฏภาพของดวงจิตของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งตอนแรกผู้เขียนไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่พอเดาได้ว่า คงเป็นแม่ของเพื่อนที่เพิ่งตายไปแน่ ที่บอกว่าไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะผู้เขียนไม่เคยเห็นแม่ของเพื่อนคนนี้เลย เพราะไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่แค่พอรู้จักกันเท่านั้น และตอนที่เข้ามาในงานก็ยังไม่ได้ไปดูรูปที่หน้าศพเลย แต่แน่นอนว่าเป็นแม่เพื่อน เพราะดวงวิญญาณหรือผีใหม่ตนนั้นได้แนะนำตัวเองแล้ว ว่าตัวเองเป็นแม่ของเพื่อน เมื่อผีแม่ของเพื่อนแนะนำตัวแล้วก็นั่งพับเพียบลงเยื้องทางขวาด้านหน้าของผู้เขียนด้วยอาการที่แสดงออกถึงความเคารพต่อผู้เขียน สำหรับเรื่องนี้มันเป็นกฎธรรมชาติที่ดวงจิตทุกดวงจะให้ความเคารพต่อดวงจิตที่มีพลังสูงกว่าขึ้นไป ไม่ว่าดวงจิตดวงนั้นจะอุบัติอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม เช่น ดวงจิตแห่งพระโพธิสัตว์ ไม่ว่าจะอยู่ในภพใด ไม่ว่าสูงหรือต่ำ จิตดวงอื่นไม่ว่าจะอยู่ในที่ที่สูงกว่าเพียงใด ภพใดก็ตาม หากรู้ว่าจิตดวงนั้นเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว จะให้การนอบน้อมต่อจิตของพระโพธิสัตว์ทั้งสิ้น ตามนี้ มันเป็นกฎธรรมชาติ นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเรื่องที่ผู้เขียนประสบพบเจออยู่เสมอ ที่สูงกว่าเราก็ให้ความเคารพ ที่ต่ำกว่าก็

เคารพเรา แต่ไม่ได้หลงว่าตัวเองเป็นอะไร ทุกวันนี้ก็เป็นคนธรรมดาๆมากๆคนหนึ่ง บางทีมีคนมาขอเป็นลูกศิษย์ลูกหาเค้าเรียกเราว่าอาจารย์ก็บอกไปว่า เป็นเพื่อนร่วมโลกกันดีแล้ว อย่าเป็นเลยอาจงอาจารย์ ผู้อ่านว่าจริงมั้ย มันลำบากนะเป็นอาจารย์เนี่ยะ มีลูกศิษย์ดีก็เป็นบุญของอาจารย์แต่ถ้ามีลูกศิษย์ไม่ดีนี่ มันน่าปวดหัวนะก็เลยเป็นเพื่อนร่วมโลกกันก็พอ เอ้าเข้าเรื่องต่อดีกว่า หลังจากที่ผีแม่ของเพื่อนนั่งลงในส่วนที่ควรนั่งแล้ว ก็เริ่มถามคำถามต่อผู้เขียนว่า “ท่านพอจะบอกได้หรือเปล่าว่าทั้งหมดนี่มันคืออะไร” “นี่ก็คือภาวะหลังความตายของสัตว์ทั้งมวลที่สัตว์ทั้งหลายทั้งมวลนั้นจำต้องประสบพบเจอจะมีความปรารถนาแบบนี้หรือไม่ก็ตาม จากภพสู่ภพ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เป็นกฎแห่งวัฏฏะที่ว่าด้วยการเวียนว่ายตายเกิด ตายเกิด ตายเกิด” “นั่นก็หมาความว่าดิฉันตายแล้วเกิดแล้วหรือ” “ใช่ แต่เป็นการเกิดชั่วคราวยังต้องไปเกิดอีกในภพที่เหมาะสมครั้ง” “ทำไมต้องตายเกิดหลายครั้งจังเลย นึกว่าตายแล้วก็แล้วกัน” “ความจริง เมื่อสัตว์ได้ตายลง ในเวลาเดียวกันสัตว์นั้นก็เกิดขึ้นในสภาพใหม่ทันทีพร้อมกัน ซึ่งยังไม่เกี่ยวกับสถานภาพที่ยังคงต้องผลของกรรมที่กระทำ จะเป็นกรรมดีกรรมชั่วขึ้นอยู่กับจิตแต่ละดวงที่ได้กระทำไว้ตรงนี้มันลึกซึ้งต้องใช้ปัญญาส่วนละเอียดจึงจะมองเห็น ลำพังแค่การได้อ่านได้ฟังยังไม่พอ ต้องลงมือปฏิบัติกันให้เห็นจริงด้วย โดยเฉพาะเรื่องการเกิดดับของจิต นี่เรียกว่าคุณเกิดใหม่แล้วอีกครั้งในภาวะที่เรียกว่า นามหรือจิต อยู่ในภพแห่งจิต แต่ยังต้องไปเกิดในภูมิทีเหมาะสมแก่ดวงจิตของตนอีกครั้ง” “ยังไม่เข้าใจอยู่ดี” “บอกแล้วว่ามันละเอียด แต่อีกไม่กี่เพลาก็จะเข้าใจ” “แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าดิฉันจะไปเกิดในภูมิใด” ผีแม่ของเพื่อนถาม ผู้เขียนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบคำถาม “อันที่จริงแล้วด้วยอำนาจแห่งกรรมดีที่เรียกว่าบุญหรือคุณงามความดี คุณจะได้ไปเกิดในภูมิที่เรียกว่าสวรรค์ ในชั้นที่ ๑ เรียกว่าชั้นจาตุมหาราชิกาในฐานะนางเทพอัปสร แต่” “แต่อะไรหรือท่าน ทำไมต้องแต่” ผีแม่ของเพื่อนถามด้วยความสงสัย ผู้เขียนตอบไปว่า “เออ ที่ต้องมีแต่ก็มีสาเหตุ ตั้งใจฟังให้ดีนะ ตอนนี้ลูกชายของคุณกำลังบวชเป็นพระนวกะอยู่ที่วัดนี้ใช่หรือเปล่า” ผีแม่เพื่อนพยักหน้ารับ แล้วถามผู้เขียนว่า “ทำไมล่ะค่ะ ลูกชายบวชไม่ดีหรือ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพระลูกชายด้วย” “ใจเย็น แล้วตั้งใจฟังนะ เรื่องนี้มันมีความเกี่ยวพันกันอยู่ ว่าด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ของแม่กับลูก ตามความเชื่อตั้งแต่ครั้งโบราณกาลนานเน มาแล้วว่า การที่บุตรชายของใครได้บวชเป็นพระภิกษุบุพการีอันมีบิดามารดา จะได้จับชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ คุณก็คงเคยได้ยินมาเหมือนกัน” “ใช่ค่ะ เป็นสิ่งที่เราชาวพุทธทุกคน

ได้ยินได้ฟังมา แล้วมันไม่จริงหรือไงค่ะ หรือยังไง ช่วยอธิบายให้กระจ่างด้วยค่ะ” “มันมีทั้งจริงและไม่จริง” “หมายความว่าไงค่ะ ที่ว่ามีทั้งจริงและไม่จริง” ผีแม่เพื่อนถามด้วยความสงสัย “ก็มันเกี่ยวเนื่องกับการประพฤติปฏิบัติหรือการกระทำของบุคคลทั้ง 2 ฝ่ายด้วย ถ้าฝ่ายลูกชายบวชเป็นพระ แต่ฝ่ายบุพพการีทั้งพ่อแม่ กระทำแต่ความชั่วอยู่เนืองๆคุณคิดว่าพ่อแม่จะได้ขึ้นสวรรค์หรือเปล่า หรือถ้าลูกชายบวชพระแล้วประพฤติผิดศีลผิดธรรมอยู่เนืองๆ แต่พ่อแม่ทำแต่คุณงามความดีนั้น ที่พ่อแม่ขึ้นสวรรค์เพราะพระลูกชายก็คงจะไม่ใช่จริงหรือไม่ ย่อมไปสุขคติด้วยกรรมดีของพ่อแม่เอง แต่ก็มีอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกันแต่ก็เป็นความที่เกิดขึ้นแล้วตอนนี้ และตรงนี้ที่ทำให้ความเชื่อแต่ครั้งโบราณของกระผมต้องเปลี่ยนไป” ผู้เขียนบอกกับผีแม่เพื่อนไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “มันยังไงคะคุณ” “เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับและทำใจให้ได้นะครับ” “ทำไมหรือคะ ที่ว่าต้องทำใจ” “ตามความเชื่อที่เมื่อบุตรได้บวชให้พ่อแม่ พ่อแม่จะได้ขึ้นสวรรค์ ถ้าอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น บุตรนั้นจะต้องบวชและประพฤติตนตามศีลตามธรรมด้วยจึงจะเป็นไปอย่างนั้น แต่ถ้าบุตรนั้นที่กำลังบวชเป็นพระอยู่ประพฤติผิดในศีลในธรรม ขี้เกียจขี้คร้านในกิจอันสมควรแก่สงฆ์ คือเรียกว่าประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่ฐานะแห่งตนนั้นจักเกิดเป็นบุญหรือบาปกันช่วยตอบได้หรือเปล่าครับ” ผู้เขียนถาม “ถ้าบุตรนั้นที่กำลังบวชเป็นพระอยู่ประพฤติผิดในศีลในธรรม ขี้เกียจขี้คร้านในกิจอันสมควรแก่สงฆ์ คือเรียกว่าประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่ฐานะแห่งตนนั้น ดิฉันคิดว่าเป็นบาปนะคะๆ” “แล้วถ้าเป็นบาปใครควรรับบาปนั้น” “ก็พระที่บวชใช่ไหมคะ” “ใช่ แต่ยังไม่ครบยังมีผู้รับบาปอื่นด้วย ก็ความเชื่อเชื่อว่าลูกบวชแล้วพ่อแม่จะได้ขึ้นสวรรค์ คำว่าบวชในที่นั้นหมายถึงทำคุณงามความดีเพราะเราเชื่อกันว่าการบวชคือความดี เมื่อลูกทำความดีพ่อแม่จึงได้ขึ้นสวรรค์ แล้วถ้าลูกทำบาปทำชั่วพ่อแม่จะได้อะไร” “ก็ได้บาปรับบาปไปด้วย” “ถูกแล้ว เมื่อลูกที่บวชเป็นพระแต่ประพฤติชั่วเป็นบาปพ่อแม่ย่อมต้องได้รับบาปไปด้วย ดังเรื่องของคุณนี่แหละจะเป็นอุทาหรณ์ในความจริงเรื่องนี้” “เพราะอะไรหรือคะ” ผู้เขียนถอนหายใจแล้วก็ตอบไปว่า “ก็พระลูกชายของคุณประพฤติไม่สะอาดในความเป็นพระ ผลนั้นก็ตกมาถึงคุณด้วยในเวลานี้นะสิ” “ในเวลานี้หรือ” ผีแม่ของเพื่อนครุ่นคิดตามคำบอกของผู้เขียน “ถ้าพระลูกชายของดิฉันบวชแล้วประพฤติไม่ดีจะมีผลมาถึงดิฉันหรือคะ” “ใช่ ที่กระผมบอกคุณไปว่าคุณจะได้ไปสู่ภูมิที่เรียกว่าสวรรค์ชั้นที่ ๑ นั้นด้วยความดีของคุณเองที่ได้กระทำไว้ แต่ถ้าพระลูกชายที่บวชอยู่ท่านประพฤติดีประพฤติชอบตามธรรมตามวินัยให้ดีแล้วผลบุญนั้นจะสามารถส่งคุณไปสู่ภูมิที่เรียกว่าสวรรค์ชั้นที่ ๒ ได้เลยทีเดียว แต่นี่เพราะท่านประพฤติไม่สะอาดคุณจึงอยู่ได้แค่นี้” ผู้เขียนอธิบาย “แต่ แค่นี้สำหรับดิฉันก็ดีแล้วล่ะค่ะ ไม่โทษพระลูกชายหรอกเพราะของดิฉันเองก็พอใจแล้วล่ะ ไม่เป็นไรไม่อยากคิดอะไรแล้ว” “ขอบคุณค่ะ สำหรับการแนะนำแล้วดิฉันจะต้องทำยังไงต่อคะ” “ยังก่อนมันยังไม่จบแค่นี้ล่ะสิ มันยังมีต่อ” “ยังไงคะ ยังไม่จบยังมีต่อ” ผีแม่ของเพื่อนถามด้วยอาการสงสัยในคำพูดของผู้เขียน “ยังไงคะ ช่วยอธิบายให้เข้าใจที” “ก็อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละว่า ลูกทำดีพ่อแม่ย่อมได้รับผลดีด้วย แต่ถ้าลูกทำชั่วพ่อแม่ก็ย่อมได้รับผลชั่วด้วยเช่นกัน ถ้าพระลูกชายของคุณประพฤติดีคุณจะได้ไปสู่ภูมิที่เรียกว่าสวรรค์ชั้นที่ ๒ แต่เพราะพระลูกชายประพฤติไม่ดีคุณจึงไม่ได้ไป แต่ยังมีส่วนบาปของพระลูกชายที่เหลือที่ส่งผลมาสู่คุณ แทนที่คุณจะได้อยู่ในภูมิที่เรียกว่าสวรรค์ชั้น ๑ ในฐานะนางเทพอัปสร แต่ด้วยบาปที่พระลูกชายได้ทำไว้ส่งผลให้คุณได้เป็นแค่กึ่งเทพกึ่งเดรัจฉาน นั่นคือครึ่งตัวบนของคุณเป็นนางฟ้าผู้งดงามแต่กลับจะต้องมีครึ่งล่างเป็นหางปลา ที่เราเรียกกันว่า นางเงือกนั่นเอง” ผู้เขียนอธิบายมาถึงตอนนี้ ผีแม่ของเพื่อนถึงกับร้องไห้โฮออกมากับสถานะที่ตนจะได้รับ ในภูมิต่อไป ผู้เขียนก็ปล่อยให้ผีแม่เพื่อนนั้นร้องไห้อยู่สักพัก แล้วปลอบว่า “คุณอย่ามัว

เสียใจอยู่เลย ตอนนี้มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ขอให้ทำใจยอมรับเสียเถิด อันที่จริงแล้วสภาพโดยทั่วไปที่กระผม(ผู้เขียน)ได้เคยเห็นมาก่อนในเรื่องนี้คือได้เคยเห็นผู้ตายที่มีลูกบวชเป็นพระ จะปรากฏว่าเบื้องล่าง(ใต้เท้า)ของผีตนนั้นหรือจิตดวงนั้น จะมีผ้ากาสาวพัสตร์หรือผ้าเหลืองที่เราเรียกกัน แผ่เต็มผืนแล้วยกเอาจิตดวงนั้นขึ้นสู่ภพภูมิที่เหมาะแก่จิตดวงนั้น นั่นหมายถึงผ้ากาสาวพัสตร์หรือผ้าเหลืองนั้นผู้ห่มคือบุตรนั้นสะอาดในธรรมวินัย จึงยกพ่อแม่ของตนขึ้นได้ แต่ตอนนี้ที่เห็นสภาพทั่วไปเหมือนกันคือปรากฏผ้ากาสาวพัสตร์ใต้เท้าคุณแล้วยกคุณขึ้น แต่ด้วยความที่ผู้ครองผ้านั้นไม่สะอาด ผ้านั้นจึงบังเกิดรูขนาดใหญ่อยู่ที่กลางผืนผ้า เป็นเหตุให้คุณล่วงลงไปแต่ด้วยกรรมดีที่คุณเคยทำคุณจึงมีสติและจับผ้าไว้ได้แต่ก็ล่วงไปแล้วครึ่งตัว เหตุแห่งสติคือกรรมดีที่ช่วยถ้าคุณไม่มีกรรมดีที่เคยสั่งสมเอาไว้ก็คงล่วงไปทั้งตัวสู่ภพเบื้องล่างแล้ว และนี่ก็เป็นเหตุให้ร่างกายต้องมีสภาพครึ่งบนเป็นนางเทพอัปสรด้วยผลแห่งกรรมดี ส่วนร่างกายครึ่งล่างต้องเป็นปลาก็เพราะบาปที่พระลูกชายพระพฤติไม่สมควรแก่เพสที่ครองของตนคือ สมณะเพสนั่นเอง พอที่จะเข้าใจหรือยัง” หลังจากที่ผู้เขียนได้อธิบายเพิ่มเติมให้เห็นภาพมากขึ้น ทำให้ผีแม่ของเพื่อนที่ต้องไปจะไปเกิดเป็นนางเงือกนั้นพอมีสติและสงบลงได้ และแล้วเมื่อมีพบก็ต้องมีพรากผู้เขียนก็เลยต้องบอกลากับผีแม่เพื่อนที่คงได้รับความรู้ความเข้าใจในกฎแห่งกรรมไม่มากก็น้อย และด้วยสิ่งนี้ผีแม่ของเพื่อนจึงก้มลงกราบผู้เขียนในฐานะที่ให้ความรู้ความกระจ่างแก่จิตวิญญาณของเธอ “ขอบพระคุณมากนะคะ ที่กรุณาอธิบายและทำให้เข้าใจความจริงมากขึ้นถึงแม้มันจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็ดีกว่าไม่รู้ที่มาที่ไปเลย ขอให้ท่านช่วยบอกเล่าเรื่องราวนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ แก่ผู้ที่ไม่รู้อยู่แต่ความเชื่อตามๆกันไป จริงเท็จแค่ไหนสุดท้ายเดือนร้อน ถ้าทุกคนได้รู้ต่อไปถ้าเข้ามีลูกที่จะบวชเขาจะได้ดูแลอบรมตักเตือนพระลูกพระหลานของเขาให้ประพฤติตนให้ดีให้เหมาะสม ก็คงจะได้มีแต่พระดีให้เรากราบไหว้กัน ดิฉันว่าพ่อแม่ที่มีความรู้มีส่วนสำคัญที่จะอบรมตักเตือนพระลูกหลานของตัวเองได้มาที่สุด ไม่ใช่ว่าเอาแต่เชื่อว่าจะได้จับชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์กันอย่างเดียว หวังว่าวันหนึ่งคุณจะถ่ายทอดเรื่องนี้ไปให้คนอื่นได้รับรู้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างค่ะ ลาก่อน” “ครับ ลาก่อนครับ” แล้วผีแม่เพื่อนนั้นก็ค่อยหายไป ไปทำหน้าที่ที่เหลือของตนในโลกนี้อีกไม่นานก่อนที่จะได้ไปสู่ภูมิใหม่

ท่านผู้อ่านทั้งหลายความเชื่ออะไรที่เป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้จริงอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าความเชื่อนั้นจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้นตรัสเฉพาะความจริง จึงไม่ควรสงสัยในพุทธพจน์ พุทธวาจาทั้งหลายที่พระองค์กล่าว บางอย่างที่พระองค์กล่าวเป็นความจริงที่ยิ่งขึ้นไปเกินกว่าที่เราจะเห็น ได้ แต่ก็เป็นความจริงเป็นสัจจะทั้งสิ้น อย่างเรื่องนี้ก็เช่นกันที่ผู้เขียนก็เพิ่งได้รู้ความจริงเกินกว่าความจริงและความเชื่อที่ได้เคยเห็นมา เป็นครั้งแรกเหมือนกันในตอนนั้น ก็เหมือนกับท่านทั้งหลายที่ได้อ่านเรื่องนี้ก็คงจะเป็นครั้งแรกที่เคยได้อ่านได้รู้เช่นกัน ยังมีความจริงที่อยู่เหนือความจริงและความเชื่ออีกมากที่ต้องประสบพบเจอในหนทางแห่งการเวียนว่ายตายเกิด อะไรก็ตามควรใช้สติและปัญญาพิจารณาไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ก่อนเสมอจึงจะไม่ถูกหลอกและหลงทาง ยังมีความหลง ความงมงายแห่งศาสตร์ทั้งหลายที่ครอบงำจิตวิญญาณให้เชื่ออย่างไม่มีเหตุผล ที่ปรากฏอยู่ในโลก จริงแท้เป็นอย่างไรควรพิจารณา ก่อนจากกันในเรื่องนี้ก็ต้องยกคุณความดีทั้งหลายแด่ดวงจิตแห่งผีแม่ของเพื่อนในตอนนั้นตอนนี้ก็คงเป็นนางเงือกที่อยู่ภูมิที่เรียกว่าสวรรค์ชั้นที่ ๑ แล้ว และผู้เขียนก็ได้ถ่ายทอดเรื่องรางตามที่ได้สัญญาเอาไว้ตามความประสงค์แล้ว >>

ท้ายสุดขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มีสติอยู่เสมอ อย่าเป็นผู้อันหาสติมิได้

ไว้พบกันใหม่ในเรื่องผีตัวที่ 20…โปรดติดตามกันต่อไป…หึ หึ หึ

กระเบนท้องน้ำ…ขอขอบคุณท่านเจโต-2008 สำหรับเรื่องราว….มา ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s