ประวัติ หลวงปู่ภู วัดท่าฬ่อ จ.พิจิตร

หลวงพ่อภู แห่งวัดท่าฬ่อ จังหวัดพิจิตร ประวัติดั้งเดิม เป็นชาวอยุธยาเกิดเมื่อเดือน 6 ปีเถาะ พ.ศ. 2398 ที่บ้านผักไห่ เป็นบุตรของนายแฟง นางขำ มีน้องร่วมท้อง 5 คน เมื่ออายุได้ 8 ขวบ บิดาได้ย้ายภูมิสำเนามาหากินที่ บ้านหาดมูลกระบือ ( หาดขี้ควาย ) ตำบลไผ่ขวาง อ.เมือง จ.พิจิตร เมื่อท่านอายุได้ 11 ปี บิดามารดาได้นำไปฝากให้เรียนหนังสือขอม และไทยกับพระอาจารย์แช่ม ใน สำนักของพระอุปัชฌาย์อิน และได้เรียนหนังสือกับ อาจารย์ ( นิ่ม ) เมื่ออายุได้ 16 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นเณร ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม 1 ปี ก็สึกออกมาช่วยบิดาประกอบอาชีพ ท่านเป็นคนรักวิชาสนใจด้าน ไสยศาสตร์ หรือ ไสยเวทย์ เพื่อเป็นแนวทางนำไปสู่เรื่องราวต่าง ๆ ที่จะกล่าวต่อไปสักเล็กน้อย ? ไสย ? มาจากคำว่า? เสยย ? แปลว่าประเสริฐ ? ศาสตร์ ? หมายถึง วิชาการต่าง ๆ มีอาทิเช่น ทางเวทมนต์คาถาและการภาวนาเสกเป่า ฯลฯ ? ไสยศาสตร์ ? หรือ ? ไสยเวทย์ ? จึงแปลว่า ความรู้อันประเสริฐทางเวทมนต์ คาถา ซึ่งผู้ที่ทรงคุณในวิชาการด้านนี้ จะต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ คือเป็นผู้รักษาศีลเสมอด้วยชีวิตหรือเป็นผู้มีอภินิหาร หมายถึง

บุญญาธิการของแต่ละรูปนาม คำว่า ? อภินิหาร ? พจานุกรมฯ หมายถึง บุญบารมีที่สร้างสมแต่ในอดีตชาติ จึงพอสรุปใจความโดยย่อได้ว่าผู้ที่ทรงคุณทางพระเวทย์วิทยาคม อย่างสูงสุดก็ดี หรือผู้ที่มีอภินิหาร คือ บุญญาธิการที่สร้างสมแต่ในอดีตชาตินั่นเอง ถ้าขาดคุณสมบัติสองประการ ดังกล่าวก็ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล หรือถ้าจะมีอยู่บ้าง ก็คงไม่ได้รับผลชั้นสูง จนกระทั่งหลวงพ่อภู อายุได้ 23 ปี บรรดาญาติโยมจึงได้พาไปเข้าอุปสมบท ณ วัดเขื่อน อ.เมือง จ.พิจิตร เมื่อปี 2422 โดยมี พระครูศิลธรารักษ์ ( จัน ) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌายะ พระอธิการนิ่ม จาก วัดหาดมูลกระบือ กับ พระอาจารย์เรือน วัดท่าฬ่อเป็นคู่สวด ได้ฉายาว่า ? ธมุนโชติ ? แปลว่า ผู้สว่างในทางธรรม และครั้นปี พ.ศ. 2437 ชาวบ้านท่าฬ่อก็ได้นิมนต์มาอยู่วัดท่าฬ่อ เพราะวัดท่าฬ่อสมัยก่อนชำรุดทรุดโทรมขาดการเหลียวแล

เมื่อท่านมาอยู่แล้วก็ได้ก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ จนครบครัน โดยได้รับความร่วมมือช่วยเหลือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี เดิมท่านตั้งใจจะบวชระยะสั้นแต่แล้วก็ไม่คิดสึก กลับมุ่งศึกษาธรรมและออกรุกขมูลธุดงค์ เคยติดตาม หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ออกธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ ฝึกจิตจนกล้าแข็ง ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจาก หลวงพ่อเงินมาก รวมทั้งพระอาจารย์อื่น ๆ ที่พบกันกลางป่า ท่านจึงได้วิทยาคมชั้นเยี่ยมมามาก นอกจากนี้ยังมีความรุ้เรื่องสมุนไพร และแพทย์แผนโบราณ ตามแบบอย่างหลวงพ่อเงิน ซึ่งเป็น อาจารย์ของท่าน และของขลังที่ท่าน หลวงพ่อภู ได้ทำไว้มีมากมายหลายอย่างจริง ๆ จากหลังฐานที่ ปรากฏอยู่ในขณะนี้ ท่านมีความรู้ด้านภาษาขอมแตกฉานมาก ได้เขียนยันต์ต่าง ๆ เป็นหลักฐานไว้ บนกระดานชนวนเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา สิ่งเหล่านี้ท่านทำไว้มากจริง ๆ ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ในภาคเหนือ ก็จะมี หลวงพ่อภู เท่านั้น ที่มีครบทุกอย่าง ท่านสร้างเครื่องรางของขลังไว้มาก กล่าวอย่างชาวบ้านก็ต้องว่า ? มีวิทยายุทธ ครบเครื่องเรื่อง อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดเมตามหานิยม ดีจริง ๆ

ท่านเป็นผู้มีสติปัญญารอบคอบ รู้เท่าทันการณ์และโอบอ้อมอารีทุกอย่าง ชอบทำการก่อสร้างเพื่อเป็นประโยชน์ในพระพุทธ – ศาสนาและมีวิชาความรู้ทางด้านวิปัสสนา ธรรมวินัย การช่างไม้ ช่างทอง การแสดง พระสัทธรรมเทศนาเทศมหาชาติชาดก 13 กัณฑ์ กับทั้งความรู้ทางเวชศาสตร์ และไสยศาสตร์ อีกด้วย จึงทำให้บรรดาสานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนรักใคร่นับถือท่านมาก หลวงพ่อภูมักจะ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย หลังจากสำเร็จพระปาฎิโมกข์ แล้ว 5 พรรษาต่อมา พระอุปัชฌาย์เกษ์ จึงได้ให้เป็นพระคู่สวด และต่อจากนั้นมาอีก 5 พรรษาเศษ ทางวัดท่าฬ่อเกิดทรุดโทรม ลงมาก ทั้งโบสถ์และกุฏิหักพังลงเพราะขาดพระอธิการที่จะบำรุงรักษา ให้คงทนถาวรอยู่ได้ชาวบ้านท่าฬ่อและบรรดาสานุศิษย์ต่าง ๆ ก็นิมนต์ หลวงพ่อภู จากวัดเขื่อน มาประจำพรรษาอยู่ วัดท่าฬ่อ ท่านได้ทำการก่อสร้างโบสถ์ กุฎิ หอสวดมนต์ พระเจดีย์ ศาลาการเปรียญ และ ธรรมาศน์ จนเป็นผมสำเร็จทุกอย่าง ตั้งแต่นั้นมาวัดท่าฬ่อก็มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับตลอดมา และมีพระสงฆ์มาจำพรรษาอยู่ พรรษาละมาก ๆ ทุกพรรษา และที่สำคัญพระธรรมวินัยเป็น

ที่น่าเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน ผู้ที่จะมาบำเพ็ญทางการกุศลยิ่งนัก ครั้งพุทธศักราชที่ 2455 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จตรวจราชการ คณะสงฆ์ในมณฑล ภาคเหนือ ได้ทรงมาประทับแรมที่ วัดท่าฬ่อ 1 ราตรี และรับสั่งชมเชยชัยภูมิวัดท่าฬ่อยิ่งนัก ท่าน ก็ได้กระทำการปฎิสันถาร คารวะต้อนรับ และทูลปราศรัยโดยถูกต้องตามระเบียบราชการทุก ประการ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงทรงพระราชทานที่ถานันดรสมณศักดิ์ให้รับ พระราชทาน สัญญาบัตรพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว ให้เป็นพระครูธุรศักดิ์ เกียรติคุณ เจ้าอาวาสวัดท่าฬ่อ เป็น พระครูพิเศษ และได้รับพระราชทานตราเสมาธรรมจักรให้นั่งที่ พระอุปัชฌาย์อุปสมบทกุลบุตรใน แขวงอำเภอท่าหลวงและทั่วจังหวัดพิจิตร ยังความปลาบปลื้มแก่คณะศิษย์ของท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงได้แสดงมุฑิตาจิตสร้างเหรียญหางแมลงป่องถวาย และได้พัฒนาวัดเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยนั้น แม้ฝรั่งที่ไปทำทางรถไฟสายเหนือ และไม่ได้นับถือพุทธศาสนายังสยบต่อท่าน ได้ความนับถือท่าน อย่างจริงใจ และในบริเวณวัดท่าฬ่อ ท่านได้เลี้ยงสัตว์ไว้มากสัตว์ป่าทุกตัวเชื่องแม้กระกวาง

และ ไก่ป่า , แพะ ข้าวสุกก็ดีหญ้าก็ดี ที่ท่านใช้เลี้ยงสัตว์ท่านจะเสกก่อนให้กินเสมอ ปรากฏว่าสัตว์ทุก ตัวเชื่องและคงกระพันยิงไม่ออก ถึงออกก็ไม่เข้า ของขลังหลวงพ่อภูที่สร้าง ได้แก่ พระเนื้อผงดำ พิมพ์สมาธิ ตรากระต่าย ฝังตะกรุด กระต่าย ก็คือปีเกิดของท่าน และเหรียญหางแมลงป่องตะกั่วชินเงิน ( ถ้ำชา ) พระรุ่นนีมีชื่อเสียงมากด้าน อยู่ยงคงกระพัน แม้ถูกมีดถูกขวานจามไม่เคยเข้า และป้องกันภัยต่าง ๆ ดีแล ตะกรุดมหารุด และ แหวนพิรอด ตะกรุดสร้อยสังวาล ตะกรุดโทนยันต์ค้าขาย ผ้าประเจียด เหรียญใบมะยม เหรียญ แปดเหลี่ยม ฯลฯ ท่านก็ได้สร้างไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม้ตะพด ท่านทำให้อย่างวิเศษจริง ๆ

นอกจาก หลวงพ่อเงิน แล้ว หลวงพ่อภู ยังไปศึกษาวิชาจาก หลวงพ่อโพธิ์ มาอีกด้วย หลวงพ่อโพธิ์ท่านเป็นพระมอญมาจากปทุมธานี สร้างกุฏิอยู่องค์เดียวที่วัดวังมหาเน่า ปัจจุบัน คือ ( วัดโพธิ์ศรี ) เป็นอาจารย์ที่เรืองเวทย์จริง ๆ ท่านจะเก่งด้าน ตะกรุด และยันต์อักขระ ขนาดเสาไม้กุฏิท่าน เวลาไฟไหม้หญ้าคามาใกล้กุฎิ และหลังคากุฎิของท่านก็ทำด้วยหญ้าคาก็ยังไม่ไหม้ ท่านก็นั่งอยู่ในนั้น ขณะไฟไหม้ ท่านไม่หนีก็แสดงว่ามีดีจึงอวดได้ บรรดาญาติกลับไปขนถึง 3 เที่ยว บรรทุกใส่เรือล่องลงมา ยังเมืองปทุม ถ้าไม่ขลังไม่ศักดิ์สิทธิ์ ใครเล่าจะขึ้นไปขนแค่เสาตอม่อเรือนเตี้ย ๆ อย่างนั้น ทางญาติของ หลวงพ่อโพธิ์จึงเก็บกลับมาที่จังหวัดปทุมธานีหมด เหลือแต่ตำนานว่า ตะกรุดของหลวงพ่อโพธิ์ นั้นศักดิ์สิทธิ์ ( ท่านมรณภาพก่อน พ.ศ. 2440 ) ตะกรุดหลวงพ่อโพธิ์ ดอกที่สมบูรณ์มากที่สุด ดอกหนึ่ง ปัจจุบันนี้เป็นสมบัติของ หลวงพ่อเปรื่อง ท่านเจ้าอาวาสวัดบางคลาน ( ปัจจุบัน ) ผู้สนใจขอท่านชมได้ ท่านคงจะไม่หวง แต่ขอบูชาต่อไม่ได้ท่านหวงแน่ หลวงพ่อเปรื่องเล่าว่า ตะกรุดหลวงพ่อโพธิ์ดีทางคงกระพันเป็นเลิศ เขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายไม่เคย ได้กินเลือดของผู้ใช้ตะกรุดนี้อย่างแน่นอน คนถูกยิงมาก็มาก ไม่มีเข้า ตะกรุดของท่านมีประวัติดีมากด้านอยู่คง เจ้าของเดิมเป็นชาวบ้านแถบวัดวังหมาเน่านั่นแหละ พอถึงหน้าแล้ง น้ำในแม่น้ำตื้น พอเดินลุยข้ามได้ เจ้าของตะกรุดนี้ก็จูงควายข้ามแม่น้ำ ควายไม่ยอมลง แกก็ลงไปก่อน แล้วดึงเชือกสนตะพายให้ความเดินลงไปตาม พอดีมีจระเข้ขนาดใหญ่อยู่แถบนี้ เลยกัดตัวแกเข้าที่บั้นเอว แล้วคาบดำลงไปใต้น้ำ เจ้าของตะกรุดแกมีสติดี ชักมีดเหน็บที่เอว แล้วใช้มือคลำตาจระเข้ เอามีดแทงลูกตาของมัน มันจึงปล่อย

และหนีไป แกมีตะกรุดดอกนี้คาดอยู่ที่เอว จระเข้กัดยังไม่เข้า ปัจจุบัน ตะกรุดดอกนี้เป็นของหลวงพ่อเปรื่องท่านเจ้าอาวาสวัดบางคลานในขณะนี้ ? บรรดาศิษย์เอกหลวงพ่อโพธิ์มีอยู่ คือ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงพ่อภู วัดท่าฬ่อ หลวงพ่อเทียบ ยังต้องไปเรียนจากท่านหลวงพ่อโพธิ์ ที่มีวิชาผู้เรืองเวทย์ ในอดีตโอกาสไปเรียนกันท่านหลวงพ่อโพธิ์ และได้รับวิชามามาก หลวงพ่อภูได้สร้างคุณความดีต่อศาสนามาก จึงได้การแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะหมวด และพระอุปัชฌายะ ตามลำดับ และได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูธุรศักดิ์ เกียรติคุณ เจ้าคณะแขวง เมื่อพูดถึงการสร้างเครื่องราง ก็ต้องพูดถึงศิษย์เอกของท่านองค์หนึ่งคือ หลวงพ่อครุฑ ( พระครูศิล ธรารักษ์ ) ซึ่งหลายท่านบอกว่าเป็นหลานแท้ ๆ ของท่าน และต่อมาก็ได้ครอง วัดท่าฬ่อสืบต่อจากท่าน หลวงพ่อภู หลวงพ่อครุฑนี้เองที่ได้ช่วยเหลือท่านในการสร้างมงคลวัตถุใน ระยะหลังเมื่อท่านชราภาพแล้ว ผู้ที่ต้องการเช่าหาเครื่องรางของหลวงพ่อภูควรศึกษาอักขระลายมือ ของท่านให้แม่นยำ แต่ถึงแม้หลวงพ่อครุฑจะสร้างแทนแต่หลวงพ่อภูก็ปลุกเสกให้ใช้ได้ดีเช่นกัน หลวงพ่อภู ท่านได้อุปสมบท ณ วัดเขื่อน และก็ได้นิมนต์มาประจำพรรษาอยู่ ณ วัดท่าฬ่อ ตลอดมาจนได้ 46 พรรษาเศษ วันแรม 5 ค่ำ เดือน 10 พ.ศ. 2467 ตรงกับวันพุธ หลวงพ่อภู ท่าน ได้ลมเจ็บลงเพราะเป็นล้มอัมพาต พระสงฆ์ที่เป็นลัทธิวิหาริกและพุทธศาสนิกชน ชาวบ้านท่าฬ่อ ก็ได้ตามแพทย์หลวงและแพทย์เชลยศักดิ์มาช่วยกันรักษาพยาบาล จนเต็มความสามารถ ก็มีแต่ ทรงกับทรุดลงจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2467 เวลา 04.00 น. เศษ ท่านก็ได้ละสังขารมรณภาพ ล่วงลับสู่ปรโลกก่อนที่ท่านจะมรณภาพลง รวมอายุได้ 69 ปี ท่านก็เรียกบรรดาสานุศิษย์ ญาติ มิตร ทั้งหลายมีอาจารย์ครุฑซึ่งเป็นหลายของท่านเข้ามาสั่งการที่จะยกช่อฟ้าศาลาที่ทำค้างอยู่ ให้เป็นผลสำเร็จอีกต่อไปจึงทำให้บรรดาสานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนรักใคร่นับถือท่านมาก และ เมื่อท่านจากไปทุกคนก็เสียใจกันอย่างมากโดยเฉพาะบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่หลวงพ่อภูที่เลี้ยงไว้ ต่างพากันเดินร้องไห้

น้ำตาไหลนำหน้าศพหลวงพ่อภู ซึ่งเป็นที่หน้าแปลกใจยิ่งนัก ของสานุศิษย์และ พุทธศาสนิกชนทั่วไปที่หลั่งไหลเข้ามาในงานปณกิจศพหลวงพ่อภู ในเดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ ชักศพ วันขึ้น 14 ค่ำ ซึ่งเป็นวันฌาปนกิจที่วัดท่าฬ่อ ฉลองอัฐิธาตุเพื่ออุทิศส่วนกาละปะนาผลหิตานุหัต ประโยชน์ไปให้กับท่าน พระครูธุรศักดิ์ เกียรติคุณ ซึ่งเป็นที่เคารพนักถือ และเป็นพระอุปัชฌาย์ แม้ว่าหลวงพ่อภูจะสิ้นไล่หลังหลวงพ่อเงินเพียง 5 ปี แต่ทว่าท่านอายุอ่อนกว่าหลวงพ่อเงินเกือบ 50 ปี เพราะหลวงพ่อเงินอายุยืนมากถึง 114 ปี ( หลวงพ่อเงินชาตะ 2348 ? มรณะ 2462 )

credit:เขียนโดย ฐกร…http://www.bkkamulet.com

พ่อท่านนุ้ย วัดอัมพาราม อ.ท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ข้อมูลประวัติ

พ่อท่านนุ้ย สุวณฺโณ เกิดเมื่อ  พ.ศ.2397  ตรงกับเดือน 8  ปีขาล
บรรพชาตั้งแต่เป็นสามเณร  เมื่ออายุ 15 ปี อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี ณ วัดประตูใหญ่ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฏร์ธานี
และยังได้ร่ำเรียนวิชาจากพ่อท่านแก้ว วัดประตูใหญ่ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฏร์ธานี

วัดอัมพาราม หรือที่ชาวบ้าน เรียกขานกันว่าวัดม่วง อ.ท่าฉาง


 

             

พระเครื่องของพ่อท่านนุ้ย…บางส่วน


ขอขอบคุณที่มา…http://khuntalebuddha.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=2587
ขอขอบคุณท่านเจ้าของภาพพระ(เพื่อเป็นวิทยาทาน)มา ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ

ประวัติหลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ กรุงเทพมหานคร

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
 
ประวัติ

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ถือกำเนิดที่ตำบลคูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เดิมมีนามว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ หลังใช้ชีวิตฆราวาสจนมีอายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จ.ระนอง โดยมีพระระณังคมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดนางลาด อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมีพระจรูญกรณีย์เป็นอุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2474

หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวรพุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มี สำนักเรียนธรรมะ เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และกรุงเทพมหานคร จนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และเอก ในปีถัดมาที่ จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้หลวงพ่อต้องหยุดการศึกษาไว้เพียงเท่านั้น แล้วเดินทางกลับพัทลุงภูมิลำเนาเดิมและได้เริ่มแสดงธรรมในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ รวมทั้งเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนารามและวัดปิ่นบังอร รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นี้ก็ได้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเผยแพร่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป

เผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
พ.ศ. 2475 หลวงพ่อมีโอกาสร่วมเดินทางไปประเทศพม่า กับพระโลกนาถชาวอิตาลีสหายธรรม ร่วมเดินทางแสวงบุญไปประเทศอินเดียและทั่วโลกโดยผ่านทางประเทศพม่าด้วยเท้าเปล่าเพื่อเป็นพุทธบูชา แต่เมื่อเดินทางถึงประเทศพม่าก็ต้องเดินทางกลับ

ระหว่างปี พ.ศ. 2475-2476 หลวงพ่อได้มีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ หลายประเทศ จนหลวงพ่อได้ชื่อว่า เป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทยที่ได้เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป

สหายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ
พ.ศ. 2477 หลวงพ่อได้เดินทางไปจำพรรษากับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และร่วมเป็นสหายธรรมดำเนินการเผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริงตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ประกาศธรรมแก่ชาวบ้านที่เชียงใหม่
ในปี พ.ศ. 2492 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้รับอาราธนานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ และได้เริ่มแสดงธรรมในทุกวันอาทิตย์และวันพระที่พุทธนิคม จ.เชียงใหม่ พร้อมกันนี้หลวงพ่อได้เขียนบทความต่างๆ ลงในหนังสือพิมพ์และเขียนหนังสือธรรมะขึ้นจำนวนหลายเล่ม นอกจากนี้ หลวงพ่อได้เดินทางไปประกาศธรรมแก่ชาวบ้าน ชาวเขาโดยใช้รถติดเครื่องขยายเสียง จนชื่อเสียงของหลวงพ่อดังกระฉ่อนไปทั่ว จ.เชียงใหม่ ในนาม "ภิกขุปัญญานันทะ"

ในยุคนี้เองที่หลวงพ่อได้ก่อตั้งมูลนิธิ "เมตตาศึกษา" ที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ และบำเพ็ญศีลกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมากมาย

วัดชลประทานรังสฤษฎ์
ในปี พ.ศ. 2502 ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในสมัยนั้น ระหว่างที่ไปเยือนเชียงใหม่มีความประทับใจ ในลีลาการสอนธรรมะแนวใหม่ของหลวงพ่อ จึงเกิดความศรัทธาปสาทะในหลวงพ่อ และในขณะนั้นกรมชลประทานได้สร้างวัดใหม่ขึ้น ชื่อ "วัดชลประทานรังสฤษฎ์" ที่ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงได้อาราธนาหลวงพ่อไปเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อได้ดำเนินการเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยวิธีที่ท่านได้เริ่มปฏิวัติรูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิมที่นั่งเทศนาบนธรรมาสน์ถือใบลาน มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบพูดปากเปล่าต่อสาธารณชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์ เป็นการดึงดูดประชาชนให้หันเข้าหาธรรมะได้เป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงแรกๆ ได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง แต่ต่อมาภายหลังการปาฐกถาธรรมแบบนี้กลับเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปจนถึงบัดนี้ เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบข่าวว่า หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมที่ใดก็จะติดตามไปฟังกันเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดหลวงพ่อได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ และเทศนาออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ หลวงพ่อยังได้รับอาราธนาไปแสดงธรรมในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น และยังได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมและกล่าวคำปราศรัยในการประชุมองค์กรศาสนาของโลกเป็นประจำอีกด้วย

โดยที่หลวงพ่อท่านเป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทยได้สร้างงานไว้มากมายทั้งด้านศาสนาสังคมสงเคราะห์ตลอดจนงานด้านวิชาการดังนั้นหลวงพ่อจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัล
เกียรติคุณมากมาย และเป็นประธานในการดำเนินกิจกรรมทั้งที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคม เช่น สนับสนุนโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน เป็นประธานจัดหาทุนสร้างตึกโรงพยาบาล กรมชลประทาน 80 ปี (ปัญญานันทะ) และเป็นประธานในการดำเนินการจัดหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ แม้ว่าคำสอนของหลวงพ่อจะเป็นคำสอนที่ฟังง่ายต่อการเข้าใจ แต่ลึกซึ้งด้วยหลักธรรมและอุดมการณ์อันหนักแน่นในพระรัตนตรัย

หลวงพ่อปัญญานันทภิภขุ เป็นหนึ่งในบรรดาภิกษุผู้มีชื่อเสียง และเปี่ยมด้วยคุณธรรมเมตตาธรรม ผู้นำคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสมสำหรับชนทุกชั้นที่จะเข้าถึง หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่กล้าในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนา ของชาวไทยที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุ่มเฟือย โดยเปลี่ยนเป็นประหยัด มีประโยชน์และเรียบง่าย ดังนั้น หลวงพ่อจึงได้รับการขนานนามว่า "ผู้ปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย" ในปัจจุบัน

ด้วยความระลึกถึงพระอุปัชฌาย์จาก…ศิษย์กระเบนท้องน้ำ


ขอขอบคุณที่มา…http://www.buddhadasa.in.th/site/event/nandha/nandhabikku.php

ประวัติหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี

ประวัติและปฏิปทา
พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)

วัดอัมพวัน
ต.พรหมบุรี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) เกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๗๑ เวลา ๐๗.๑๐ น. (๔ฯ ๘ ปีมะโรง) ณ ตำบลม่วงหมู่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวน ๑๐ คน ซึ่งเกิดจากโยมมารดาเจิม และโยมบิดาแพ จรรยารักษ์

ชีวิตในเยาว์ชัย หลวงพ่อได้อาศัยอยู่กับยาย วัย ๘๐ ปี ณ เรือนทรงไทยหลังใหญ่กลางดงไม้ร่มครึ้มด้วยมะม่วง มะปราง ขนุน น้อยหน่า และ ละมุด ฯลฯ แผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเสรี ด้วยเนื้อที่ที่กว้างขวาง ด้านหลังติดกับลำน้ำลพบุรี ใช้ปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิด เรื่องราวจากชีวิตจริงของหลวงพ่อเริ่มต้นจากบ้านหลังนี้

เวลาตีสี่ของทุกวัน ยายจะลุกขึ้นสวดมนต์ภาวนา เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง ส่วนเด็กชายจรัญ จะลุกขึ้นก่อไฟหุงข้าวให้ยายใส่บาตร หลังจากนั้นยายหลานจะลงไปพรวนดิน ถางหญ้า พร้อมเก็บพืช ผัก ผลไม้ เพื่อนำไปขายในตลาด หากวันใด ที่ผัก ผลไม้ มีมาก ยายหาบไม่ไหว หลานชายจะแบ่งใส่สาแหรกอีกลูกหนึ่ง หาบไปส่งยายที่ตลาด แล้วจึงไปโรงเรียน

ในวัยที่กำลังเรียนหนังสือ เด็กชายจรัญไม่เคยสนใจเรียนหนังสือเลย มักชวนเพื่อนๆ ไปยิงนกตกปลา ถูกย้ายโรงเรียนหลายแห่ง เพราะทางโรงเรียนทนความประพฤติของเด็กชายจรัญไม่ไหว ทั้งๆ ที่ยายพร่ำสอนแต่สิ่งดีๆ ให้เด็กชายจรัญ แต่เขากลับไม่เคยรับฟังอย่างใส่ใจเลย

ยายให้เอาข้าวไปถวายพระแทน เพราะยายไม่ค่อยสบาย ระหว่างทางเจอเพื่อนนักเรียนที่สร้างวีรกรรมหนีโรงเรียนด้วยกันมา เพื่อนบอกว่า “ยังไม่ได้กินข้าวเลย เด็กชายจรัญ ก็นึกไปว่าจะเอาไปให้พระทำไม พระก็มีของกินตั้งเยอะแยะแล้ว” เลยตั้งวงกินกันเองกับเพื่อน พอกลับถึงบ้าน ยายถามก็บอกว่า ถวายแล้ว วันต่อมาก็ทำอีก บังเอิญ อยู่มาวันหนึ่ง สมภารได้แวะมาเยี่ยมยายที่บ้าน ความเลยแตก ถูกยายดุด่าและตีด้วยไม้เรียว พร้อมทั้งพูดสั่งสอน “เอ็งทำแบบนี้ มันเป็นบาปต้องเป็นเปรตปากเท่ารูเข็มรู้ไม๊”

ช่วงเยาว์วัย เด็กชายจรัญเรียนอยู่โรงเรียนวัดพรหมสาคร ข้ามเรือจ้างเดือนละ ๒๕ สตางค์ ที่ท่าเรือของตาก้อย ก็โกงไม่ให้เงิน ๒ เดือน แล้วก็เปลี่ยนไปขึ้นท่าเรือของยายนวมก็โกงเงินอีก ท่าเรือมี ๓ ท่า เด็กชายจรัญโกงเงินหมดทั้ง ๓ ท่า

ทุกๆ ปี ปีละ ๒ ครั้ง ยายจะจัดให้มีการเทศน์มหาชาติขึ้นที่บ้าน ลูกๆ หลานๆ ก็มาพร้อมหน้ากัน ยายจะนิมนต์พระมา ๓ รูป ขึ้นเทศน์ ๓ ธรรมาสน์ เทศน์โต้ตอบกันเรียกว่า “เทศปุจฉาวิสัชนา” เด็กๆ จะพากันวิ่งซุกซน ยายจะจับผูกขาล่ามไว้กับเสาเรือนเป็นการบังคับให้ฟังเทศน์ เด็กชายจรัญเป็นหนึ่งในจำนวนเด็กที่ถูกผูกขาล่ามเชือกไว้ด้วย

ตอนมัธยม ๒ เด็กชายจรัญชวนเพื่อนไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยที่ร้านยายกุ่ม (ใส่ไข่ ๕ ไม่ใส่ ๓ สตางค์) ทั้งที่ไม่มีเงิน เมื่อกินอิ่มแล้วก็ออกอบายให้เพื่อนๆ เดินกลับไปก่อน แล้วเด็กชายจรัญจึงแอบหยิบสตางค์ของลูกค้าคนอื่นที่อยู่ในชามเก็บสตางค์ของแม่ค้า แล้วโยนกลับลงไปให้เกิดเสียงเหมือนว่าจ่ายเงินแล้ว ทำอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง โดยที่แม่ค้าไม่ทราบในกลโกงของเด็กชายจรัญเลย

เด็กชายจรัญได้รับเงินค่าจ้าง ๑ บาท จากพวกขี้เหล้า ในการนำเต่าจำนวน ๗ ตัวไปต้ม เข้าจัดการก่อไฟแล้วตักน้ำใส่หม้อ ยกตั้งบนเตาจนน้ำเดือด แล้วจึงนำเต่าใส่ลงไปในหม้อน้ำที่เดือดนั้น เต่าทั้งหมดต่างพากันดิ้นตะกุกตะกัก ทุรนทุราย จนหม้อแตกออกเป็น ๒ เสี่ยง น้ำในหม้อไหลลงเตาจนไฟดับ

เต่าทั้ง ๗ ตัว ต่างตะเกียกตะกาย หนีตายกันสุดชีวิต เข้าไปที่กอไผ่ใกล้ๆ นั้น เด็กชายจรัญวิ่งตามเพื่อจะจับเต่ากลับมาต้มอีก แต่เขาต้องตกตะลึง เพราะภาพที่เขาเห็นคือ เต่าเหล่านั้นใช้ขาหน้าสองขาปาดน้ำตา ที่ไหลพรากๆ ออกมา เหมือนกับคำเปรียบเปรยที่ว่า “ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า” ไม่น่าเชื่อเลยว่า เต่าจะต้องไห้เป็น เขาจึงเปลี่ยนใจไม่คิดจะจับเต่ามาต้มอีก เต่าทั้ง ๗ ตัว มองหน้าเขาอย่างอาฆาตแค้น แล้วจึงพากันคลานหนีหายเข้าไปในกอไผ่ เมื่อเด็กชายจรัญไปบอกกับพวกขี้เหล้าทั้งหลายให้รู้ ก็จะขอเงินค่าจ้าง ๑ บาทคืน พวกเขาไม่ยอม ในที่สุดต้องไปขโมยปลาเกลือตากแห้งของป้า ที่ตากอยู่นอกชานเรือนมาปิ้งให้แทน

ต่อมาวันหนึ่ง เด็กชายจรัญ ได้ถอดปืนออกเป็น ๓ ท่อน เอามุ้งพันแล้วห่อด้วยเสื่อ แล้วโกหกยายว่า จะไปเรียนพิเศษ แต่ที่จริงแล้ว เด็กชายจรัญนัดกับครูฉั้ว ครูใหญ่โรงเรียนวัดแจ้งพรหมนคร เพื่อจะยิงนกให้พรรคพวกครูฉั้วที่หนองสาหร่าย เด็กชายจรัญมีอุบายในการยิงนก โดยการนำปืนวางไว้บนแพหยวกกล้วย แล้วลอยตัวตามน้ำ และนำผักตบชวามาพรางตัวอีกทีหนึ่ง เพื่อรอคอยให้นกลงมากินน้ำ ในขณะที่บนบก ชาวบ้านหลายคนคอยไล่นกไม่ให้นกลงมากินหนองน้ำที่หนองอื่น แต่ต้องลงมากินที่หนองน้ำที่เด็กชายจรัญดักรออยู่ พอมีฝูงนกบินลงมากินน้ำเป็นจำนวนมาก เด็กชายจรัญ ก็ยืนขึ้นครึ่งตัวถือปืนยืนนิ่งเสมือนหุ่นไล่กา เพื่อให้ฝูกนกเหล่านั้นตายใจ เหล่าฝูกนกหารู้ไม่ว่า ขณะที่พวกมันกำลังบินวนอยู่เป็นสายนับร้อยๆ ตัวนั้น มีคนคอยจ้องจะเอาชีวิตพวกมันอยู่ ทันใดนั้น เสียงปืนก็ดังขึ้น เปรี้ยง ! ๆ เหล่านกร่วงตกลงมาเป็นฝูง ตายนับร้อยตัว โดยฝีมือของเด็กชายจรัญนั่นเอง

นกบางตัวที่ยังไม่ตาย เขาก็วิ่งไล่ตามไปจับหักคอแล้ว ใส่ตะข้องท่ามกลางเสียงเชียร์ของชาวบ้านที่มุงอยู่ บังเอิญมีนกโชคร้ายตัวหนึ่ง ยังไม่ตายแต่มันปีกหัก จึงตกลงบนคันนา และวิ่งหนีสุดชีวิต จึงเป็นเหยื่อให้เด็กชายจรัญวิ่งไล่ตาม เพื่อจะจับหักคอให้ตายสมใจ และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิด ก็เกิดขึ้น เจ้านกตัวนั้นตกใจ และโกรธมาก จึงหันมาจิกมือเขาเต็มแรง จนเลือดพุ่งกระฉูด ด้วยความเจ็บและแค้น เด็กชายจรัญ จึงจับเจ้านกหักคอถลกหนังหัว เจ้านกร้องลั่นและสิ้นชีวิตอยางเจ็บปวดและทรมานเป็นที่สุด โดยที่เขาไม่รู้ว่ากรรมที่เข้าได้สร้างขึ้นมานั้น จะตามมาถึงในวันข้างหน้า

วันฉลองสนามบิน จ.สิงห์บุรี ตอนนั้นหลวงสรรพประสาทเป็นผู้ว่าราชการ เด็กชายจรัญ ได้ขอเงินยายจำนวน ๑๐๐บาท เพื่อนำไปซื้อเครื่องแบบลูกเสือใส่ไปงานฉลองสนามบิน และยายได้ให้เงินเพียง ๑๐ บาท แต่พอยายเผลอก็เดินตัวเบา ซ้ายย่างหนอ…ขวาย่างหนอ…แอบไปหยิบเงินใต้หมอนจำนวน ๕๐๐ บาท ไปซื้อเครื่องแบบลูกเสืออย่างสมใจ พอยายถามก็ไม่ยอมรับ พร้อมทั้งสาบาน “ถ้าขโมยจริงของให้ฟ้าผ่า”….(แต่ไม่ตาย)

จากผลกรรมนั้น ได้เกิดขึ้นกับหลวงพ่อจรัญ เมื่อหลวงพ่อกำลังเทศน์โปรดญาติโยมอยู่ที่กุฏิหลังปัจจุบัน ตอนบ่ายสี่โมงเย็น ได้เกิดสายฟ้าสีเขียวและสีแดงวิ่งมาชนกัน แล้วผ่าลงมาที่ตัวของหลวงพ่อ ปรากฏว่าจีวรไหม้หมด แต่เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ร่างกายของหลวงพ่อไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ เป็นเพราะแรงที่สาบานกับยายไว้ตั้งแต่อดีต

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงพ่อเดินทางไปแม่สอนโดยรถยนต์ รถของท่านเกิดอุบัติเหตุตกเหว รถตกไปค้างอยู่บนยอดต้นยาง ต้องนอนหนาวอยู่ ๑ วัน ๑ คืน หลวงพ่อไต่ขึ้นมาจากเหวได้อย่างสะบักสะบอม จีวรขาดวิ่นเหลือแต่สบง ไปเรียกให้คนช่วย ก็ไม่มีใครช่วย หาว่าเป็นคนบ้าวิกลจริต พากันขว้างปาจนหัวบวมไปหมด กว่าจะมีคนมาช่วย รถก็ยังอยู่ที่เดิม พระจรัญได้กำหนดสติรับรู้กรรมที่ท่านต้องมาประสบเคราะห์กรรมในครั้งนี้เพราะ เมื่อตอนที่ท่านเป็นเด็กชาย แอบไปขว้างหัวชาวบ้านอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งพบคนเมาเดินโซซัดโซเซมา ชื่อตาเถิ่ง เด็กชายจรัญหมั่นไส้ จึงถีบตาเถิ่งตกลงไปในน้ำที่มีต้นกง ต้นแสมเต็มไปหมด ตาเถิ่งได้รับบาดเจ็บและนอนจมอยู่ในน้ำ ๑ วันกับอีก ๑ คืน ผลกรรมนี้จึงมาตกกับท่านในคราวนี้เองอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

และเมื่อสมัยที่หลวงพ่อยังเป็นเด็กชายจรัญอยู่ ได้รับจ้างอาแป๊ะคนจีน เชือดคอถอนขนไก่และเป็ดในวันตรุษจีน เกิดเหตุการณ์ไก่เพศเมียที่ถูกเชือดคอแล้วลุกขึ้นมาขันและล้มเสียชีวิต เวลาผ่านไปประมาณ ๑ ชั่วโมง อาแป๊ะเดินไปตักน้ำกลับมา ปรากฏว่า เลือดไหลออกจาก ปาก หู และทวารหนัก แล้วล้มลงสิ้นชีวิตต่อหน้าต่อตาเด็กชายจรัญ เด้วยเหตุนี้เอง หลวงพ่อจรัญจึงเลิกฉัน เนื้อ เป็ด ไก่ นก และสัตว์ปีกทุกชนิดจนถึงปัจจุบันนี้

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ผลกรรมได้ตอบสนอง ขณะนั้นหลวงพ่อได้เป็นเจ้าอาวาสใหม่ๆ ได้เป็นโรคลำไส้ ปวดกระเพาะมาก ไส้เริ่มเน่า ถ่ายออกมาเป็นเลือดและน้ำเหลืองนานอยู่ ๓ ปี ลูกศิษย์ได้พาไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช หมอวินิจฉัยโรคพร้อมทั้งลงความเห็นให้ทำการผ่าตัดหลวงพ่อ ในวันรุ่งขึ้น พอตอนเช้าตีสี่ หลวงพ่อได้หลอกพยาบาลว่าต้องทำกิจวัตร คือ การเดินจงกรมทุกเช้า และได้หนีออกจากโรงพยาบาล แล้วเรียกสามล้อตุ๊กๆ เพื่อไปลงเรือกลับวัด

แม่ของเด็กชายจรัญเลี้ยงไก่ไว้จำนวน ๓๐๐ กว่าตัว วันหนึ่งเด็กชายจรัญได้ไปยืนดูวิธีการตอนไก่จากหมอ และได้ทราบว่า ไก่ที่ตอนแล้วจะอ้วนและมีเนื้อเยอะมากขึ้น ดังนั้น เด็กชายจรัญจึงรีบไปซื้อเครื่องมือ และนำวิธีการตอนไก่ ที่เห็นหมอใช้สว่านเจาะท้องไก่เอาเหล็กดึงไส้ออกมาแล้วเย็บ หลังจากนั้นก็นำไส้กลับไปใส่ไว้ในท้องเหมือนเดิม วิธีการตอนนี้ เด็กชายจรัญไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ ปรากฏว่าไก่ที่เด็กชายจรัญตอนไว้นั้น ไส้ไหลเป็นน้ำเหลือง ไส้เน่าตายไปวันละหลายๆ ตัว จนหมดเล้า เหตุการณ์นี้ เด็กชายจรัญถูกแม่ด่าไป ๓ วัน ๓ คืน

ขณะอยู่ที่วัด ต้องฉันน้ำทีละหยด แสบท้องทรมานมาก ต่อมาลูกศิษย์คือ นายเทียบนอง บุญนาค แวะมาเยี่ยม บอกว่ามียาผีบอก ให้นำเกลือ ๓ กำ ไข่ไก่ ๑๕ ฟอง โดยใช้เฉพาะไข่แดง นำมาใส่หม้อดิน ต้มจนเป็นเกลือสตุ แล้วให้เริ่มฉันทีละช้อน แล้วดื่มน้ำตาม เมื่อหลวงพ่อฉัน พอเกลือตกถึงท้องแล้ว รู้สึกปวดแสบปวดร้อนมากจนสลบ พอฟื้นขึ้นมาอีกที ปรากฏว่า อาการปวดท้องได้หายเป็นปลิดทิ้ง และฉันอาหารได้ตามปกติ

วันหนึ่งยายจะไปค้างที่วัดเพื่อฟังเทศน์ กลัวว่าจะถูกพวกโจรขโมยมาลักทรัพย์ไป จึงให้นายจรัญนำไหกระเทียมมาใส่เงินกลมไว้ด้านล่าง สายสะพาย ๒ เส้นๆ ละ ๘ บาท สร้อยข้อมือ ๑ คู่ ข้างละ ๔ บาท ร่างแหทองคำ เงิน นาก ห่อผ้าโปะอยู่ด้านบน และขุดฝังไว้ใต้ถุนบ้านแล้วปรับหน้าดินให้เสมอกัน เอาขี้ควายยาทับเหมือนที่ยาลานข้าว จากนั้นเอากระพ้อมมาครอบไว้ หลังจากส่งยายไปวัดแล้ว นายจรัญก็เตรียมการที่จะขโมยสมบัติของยาย แต่พอขุดไป ปรากฏว่า ไหที่ใส่สมบัติของยายได้หายไป เมื่อยายกลับมาก็ลืมเรื่องการฝังสมบัติไปหมดสิ้น

ต่อมายายล้มเจ็บไม่สบาย ไปเข้าฝันป้าเหลี่ยม ลูกสาวของยาย ซึ่งเป็นป้าของนายจรัญว่า “ถ้ากูตายแล้ว ให้ไปขุดเอาสมบัติในไห ที่ป่ากระชายหลังเรือน ๓ วานะ จรัญมันคิดไม่ซื่อ จะเอาทรัพย์สมบัติไปเล่นการพนัน” อีก ๒ ปีต่อมา ยายก็ตาย ป้าได้มาชวนนายจรัญไปขุดสมบัติ นายจรัญจึงออกอุบาย รู้ว่าป้าชอบกินน้ำตาลเมา จึงไปซื้อมาให้ป้ากินจนเมา และเมื่อขุดลงไปก็พบว่า ไหสมบัติได้ย้ายจากที่เดิมมา ๓ วา

แต่ผลกรรมยังไม่สิ้นสุดแค่นี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงพ่อได้ไปส่ง พันตำรวจโท ชน อินทนา พร้อมคุณนายเฉลา ภรรยา ซึ่งได้ย้ายไปอยู่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ด้วยความเป็นห่วงว่าต้องเกิดเรื่องเดือดร้อนครั้งนี้แน่ ระหว่างที่เดินทางด้วยรถไฟ เมื่อถึงสถานีชุมพร ไส้ติ่งของหลวงพ่อได้เกิดแตกขึ้นมา หลวงพ่อสลบไป แต่ท่านได้กำหนดจิต หายใจทางสะดือ อยู่ในท่าสมาธิ ทุกคนคิดว่าหลวงพ่อมรณภาพแล้ว แต่หลวงพ่อได้ตั้งสติ แข็งใจจนถึงสถานีชะอวด เดินไปจนถึงบ้านพักตำรวจ มีแพทย์หญิงคนหนึ่งมาตรวจและจะพาหลวงพ่อไปโรงพยาบาล เพราะไม่มีเครื่องมือช่วย แต่หลวงพ่อไม่ยอม จึงตั้งจิตอธิษฐาน “พ่อไก่ แม่ไก่ทั้งหลายเอ๋ย เจ้าจงมารับเมตตาจากข้าพเจ้า ที่ตอนเจ้าไม่ได้เจตนาให้เจ้าตาย เป็นเพราะไม่ได้ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อน ถ้าข้าพเจ้ารอดตายจะทำกรรมฐานไปให้ จงอย่างจองเวรจองกรรมกับเราเลย ให้อภัยเราเถิด” เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ก็อุจจาระ ปัสสาวะ ไหลออกมา ทั้งเลือด ทั้งหนองเหม็นคลุ้งไปหมด หมอให้น้ำเกลือและฉีดยาให้ คืนนั้นหลวงพ่อได้ทำกรรมฐาน พวกไก่ได้มาเต็มไปหมดและบอกหลวงพ่อว่า “นี่เป็นท่านนะ ถ้าไม่ใช่ท่าน จะเอาให้ตาย” หลังจากนั้น หลวงพ่อก็หายวันหายคืนจนเป็นปกติ

นายจรัญได้ขอห่อผ้า ซึ่งห่อทองไว้ และได้ให้เงินกลมแก่ป้าไป เมื่อนายจรัญต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อไปเรียนหนังสือต่อ ได้นำห่อผ้าซึ่งห่อทองไว้ แขวนไว้บนขื่อ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ขอขมาลาโทษแก่ยาย เพราะว่าจะนำไปเล่นการพนัน และขอให้เทวดาช่วยรักษาไว้ให้ด้วย ๔ ปี เมื่อนายจรัญกลับมา ห่อผ้าซึ่งห่อทองไว้ยังอยู่ที่เดิม ต่อมาเมื่อนายจรัญได้มาบวชเป็นพระ จึงนำทองทั้งหมดไปขายเพื่อนำเงินมาสร้างโบสถ์วัดพรหมบุรีในภายหลัง

ชีวิตในวัยหนุ่มของนายจรัญ เป็นวัยที่คึกคะนอง แกล้งคนโน้นแกล้งคนนี้ อีกทั้งเถียงยายอยู่ตลอดเวลา แต่นายจรัญ มีดีทางการเล่นดนตรีไทย เพราะคยเรียนมากับครูตั้งแต่สมัยเด็กๆ โดยแอบยายไปเรียน

เมื่อเรียนจบชั้นมัธยม ๓ นายจรัญได้ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ โดยไปอาศัยอยู่บ้านสามกระได แถวคลองบากแวก ฝั่งธนบุรี ของคุณหลวงธารา มีคุณนายชื่อ ห่วง คุณหลวงธารา เคยตีระนาดให้ รัชกาลที่ ๖ ทรงโขน นายจรัญไปอยู่เพื่อเรียนดนตรี ดีด สี ตี เป่า ต่อเพลงพิณพาทย์เป็นเวลา ๒ ปี และได้ไปเรียนช่างกลกับอาจารย์เลื่อน พงษ์โสภณ ที่บางขุนพรหม เมื่อคุณหลวงธาราและคุณนายห่วงได้สิ้นชีวิตลง นายจรัญได้ย้ายไปอาศัยอยู่กับบ้านของครูศร ศิลปบรรเลง ซึ่งต่อมาได้เป็นคุณหลวงประดิษฐ์ไพเราะ อยู่แถวบ้านบาตร หลังวัดสระเกศ เพื่อเรียนดนตรีไทยต่ออีก ๑ ปีเศษ จึงได้มารู้จักกับ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ที่นี่

ต่อมา ครูศร ศิลปบรรเลง พานายจรัญไปฝากให้สอบเข้าเป็นนายร้อยตำรวจกับ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เมื่อเขาเข้าไปเรียนได้ ๓ เดือน ถูกรุ่นพี่ขู่เข็ญ และกลั่นแกล้ง เขาพยายามอดทน แต่เมื่อถูกรุกรานหนัก ความอดทนก็สิ้นสุด ประกอบกับเป็นคนที่ไม่ยอมคนอยู่แล้ว จึงชกรุ่นพี่เจ็บตัวไปหลายคน นายจรัญจึงไปขอโทษครู พร้อมกับขอลาออก และได้ชี้แจงเหตุผลต่างๆ ให้แก่จอมพลแปลก ทราบ และขอไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอน และนำวิชาที่เรียนมาคือ ดนตรี มาใช้ประกอบอาชีพ เมื่อมาอยู่ที่ อำเภอพรหมบุรี ก็มาเล่นดนตรีคณะ จรรยารักษ์ ซึ่งมีอยู่เดิม พร้อมออกงานแสดง มีชื่อเสียงโด่งดังไปถึงเจ็ดคุ้งน้ำ นายจรัญจอกจากมีฝีมือทางด้านดนตรีแล้ว ยังมีฝีมือทางด้านการประพันธ์หนังสือ สามารถประพันธ์เรื่องนางอรพิมกับท้าวปาจิตต์ และมีคณะลิเกมาขอลอกบท เพื่อไปแสดงเป็นลิเกหลายคณะ

นายจรัญได้ไปร่วมบรรเลงพิณพาทย์ที่วัดโตนด และหลวงธาราสั่งให้เลยไปเล่นต่อในงานศพอีกวัดหนึ่งใกล้ๆ กัน คนอื่นในวงไปกันก่อน ส่วนนายจรัญเผลอนอนหลับอยู่บนศาลาวัดคนเดียว และแล้ว สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อพระวัดโตนดได้พาศิษย์วัดประมาณ ๑๐ คน มารุมทำร้าย เนื่องจากนายจรัญเคยด่าว่า พระวัดโตนดอาศัยผ้าเหลืองหากิน ไม่ปฏิบัติตามพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เป็นต้นว่า แอบกินยาฝิ่น ชอบต่อนกเขา กินข้าวค่ำ ซึ่งทำให้พระวัดโตนดโกรธแค้นมาก จึงสั่งให้ลูกสมุนทั้งสิบคนช่วยกันรุมทำร้ายนายจรัญ หนุ่มร่างเล็กล้มลุกคลุกคลานอย่างสะบักสะบอม โดยไม่ทันตั้งหลัก ลูกสมุนหนึ่งในสิบชักมีดวิ่งไล่แทงตามไปติดๆ หลังจะฆ่าให้ตาย นายจรัญเห็นท่าไม่ดีแน่ จึงวิ่งหนีเอาตัวรอดไปที่ท่าน้ำ ตั้งใจว่าจะกระโดดน้ำหนี แต่โชคดีมีคนมาฉุดข้อมือลงไปในเรือช่วยไว้ได้ทันชื่อ นายหมั่น แซ่ตั้ง ทางฝ่ายพระวัดโตนดกลัวความผิด ที่มีคนมาเห็นเหตุการณ์ จึ่งสั่งให้ลูกศิษย์วัดถอยล่าทัพกลับไป นายหมั่นแจวเรือพานายจรัญซึ่งนอนสลบไสลอยู่ ไปรักษาตัวที่บ้าน และทำยาสมุนไพรจีนให้ทาน และให้นอนพักฟื้นจนหายดี แล้วจึงพาไปส่งที่บ้านหลวงธารา เป็นเพราะสาเหตุนี้ ทำให้เขาเกลียดพระมาตั้งแต่บัดนั้น

วันหนึ่งแม่ของนายจรัญเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ นายจรัญจึงถูกแม่ขอร้องให้บวช เพื่อจะได้เห็นชายผ้าเหลืองก่อนตาย นายจรัญก็บวชทดแทนพระคุณแม่ เมื่ออายุ ๒๐ ปี ณ วัดพรหมบุรี เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ เวลา ๑๔.๐๐ น. โดยมี พระครูพรหมจริยคุณ วัดแจ้งพรหมนคร เจ้าคณะอำเภอพรหมบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดกิมเอง วัดพุทธาราม เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอธิการช่อ วัดพรหมบุรี เป็นอนุสาวนาจารย์

แม้จะเกลียดพระมาก่อน แต่เมื่อต้องมาเป็นพระ ท่านก็พยายามปฏิบัติตามพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ และปฏิบัติสมณกิจอย่างเคร่งครัด ทุกเช้าจะออกไปบิณฑบาตรในหมู่บ้าน เพื่อให้โยมยายและโยมแม่ได้ใส่บาตร เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระจรัญก็ทำความสะอาดกุฏิของท่าน เพราะท่านเป็นคนค่อนข้างมีระเบียบ เพราะโยมยายปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก

ในช่วงเวลาที่บวช พระจรัญถูกอารมณ์ทางโลกเข้าครอบงำ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย มีจิตใจรุ่มร้อน ต้องการที่จะลาสึกอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องมีเหตุที่ทำให้ท่านลาสึกไม่ได้สักที เมื่อต้องการลาสึกทีไร ก็เกิดอาการง่วงเหงา เศร้า ซึม พร้อมได้ยินเสียงกังวานให้แก้วหู…..เข้ามาแทนที่กระทันหันว่า “นะโมยังไม่ได้ ก็ยังลาสึกไม่ได้” จนท่านสมภารพูดกับพระอันดับ ๔ รูปที่จะมาสึกให้ว่า “พระจรัญไม่ได้สึกหรอก รู้สึกว่าท่านต้องบวชไปตลอดชีวิต” แล้วพระจรัญก็ทราบสัจธรรมที่แท้จริงว่า “เกลียดสิ่งไหน ก็จะเจอสิ่งนั้น เกลียดพระ ก็จะต้องมาเป็นพระ”

หลวงพ่อจรัญได้ธุดงค์ไปตามป่าเขา ลำเนาไพร และที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาความรู้ และประสบการณ์ทั้งทาง สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิชากับพระอาจารย์หลายท่าน อาทิ ศึกษาคชศาสตร์กับพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) อำเภอหนองโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ กับหลวงพ่อลี และท่านเจ้าคุณอริยคุณาธร จังหวัดขอนแก่น และได้ศึกษาการทำเครื่องรางของขลัง น้ำมันมนต์ กับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่าง จังหวัดอยุธยา และหลวงพ่อสนั่น วัดเสาธงทอง จังหวัดอ่างทอง และ หลวงพ่อจาด วัดบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี และได้ศึกษา สมถกรรมฐาน กับพระภาวนาโกศลเถร (สด จันทสโร) ที่วัดปากน้ำ อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี ศึกษาและปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐาน กับท่านเจ้าคุณอาจารย์พระราชสิทธิมุนี วัดมหาธาตุ จังหวัดกรุงเทพฯ และได้ศึกษาพระอภิธรรมกับอาจารย์เตชิน (ชาวพม่า) ที่วัดระฆัง จังหวัดธนบุรี และศึกษาการพยากรณ์จากสมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศฯ จังหวัดกรุงเทพฯ และศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตกับ อาจารย์ พ.อ. ชม สุคันธรัต
 
ต่อมาเมื่อหลวงพ่อจรัญ มาประจำอยู่ที่วัดอัมพวัน หลวงพ่อรู้ล่วงหน้า โดยสติบอกว่าต้องใช้หนี้เต่า ที่รับจ้างต้มเต่า ๗ ตัว เป็นเงิน ๑ บาท ให้พวกขี้เมาเมื่อตอนที่เป็นเด็ก สมัยอยู่มัธยม ๒ ซึ่งปรากฏว่า เต่ามันมีความสามัคคีกันดิ้นจนหม้อแตก แล้วหนีเข้ากอไผ่ไป จากกรรมที่หลวงพ่อสร้างเหล่านี้ ท่านลืมไปหมดแล้ว อยู่มาวันหนึ่งหลวงพ่อทราบว่าเจ้าของร้านเบ๊เต็กเส็ง ที่บางปะกิ ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกัน ไปผ่าท้อง ที่สุขศาลาอนามัย จึงตั้งใจไปเยียม โดยมีญาติโยมจะขอร่วมเดินทางไปด้วยจนเต็มคันรถ แต่สติได้เตือนว่า ถ้าพาคนอื่นไปด้วยต้องตายกันหมด หลวงพ่อจึงออกอุบายหลอกล่อ ไม่ให้คนเหล่านั้นไปด้วย โดยจ้างรถปิ๊กอัพไปกับคนขับเพียงลำพัง ๒ คน แล้วตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมแค่ ๑๕ นาที แล้วจะรีบกลับ

ระหว่างเดินทางกลับ ฝนตกหนักมาก ถนนสายเอเซียเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ถนนลื่นมาก ช่วงโค้งวัดเขาคู รถวิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ ๑๒๐ ก.ม./ชั่วโมง รถยนต์เกิดเสียหลักหมุน ๕-๖ ครั้ง แล้วพลิกคว่ำแปดตลบ หลวงพ่อดิ้นขลุกขลักอยู่ในรถ เพราะประตูรถล็อคหมด ศีรษะถูกกระแทกทั้งบนและล่าง รถพังหมดทั้งคัน พอดีมีรถคันอื่นมาจอดช่วย ต้องเอาชะแลงงัด แล้วช่วยนำตัวออกมา บังเอิญช่วงที่เกิดเหตุไม่มีรถยนต์วิ่งสวนทางมา ไม่เช่นนั้นคงไม่รอด หลวงพ่อต้องมานอนรักษาตัวที่วัดไม่ได้ไปหาหมอ ต้องปวดแสบ บวดร้อน ผิวหนังถลอกไปทั้งตัวเป็นเวลา ๖ เดือน ทรมานเป็นยิ่งนัก “ฉะนั้นคนเราถึงจะสร้างความดี แต่ก็ต้องมีกรรม” หลวงพ่อจึงเจริญกรรมฐานแผ่เมตตาขออโหสิกรรมแก่เต่า เพราะที่ทำไปเพียงต้องการเงิน ๑ บาท ต่อจากนั้นอาการต่างๆ จึงค่อยทุเลาหายเป็นปกติ

หลังจากนั้นสติได้บอกว่า วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๑ เวลา ๑๒.๔๕ น. หลวงพ่อจรัญ จะมีอุบัติเหตุคอหักตาย หมดอายุขัย (ถึงตอนนี้หลวงพ่อเริ่มเชื่อ เพราะจำเหตุการณ์อุบัติเหตุใช้หนี้กรรมจากเต่าได้ และเหตุการณ์ที่เคยยิงนกหักคอนก ถลกหนังหัว ตอนอยู่มัธยม ๓) หลวงพ่อจึงเรียกประชุมคณะกรรมการของทางวัด และบอกญาติโยมว่าจะสละตัวจากเจ้าอาวาส เพื่อขอลามรณภาพ และในเวลาต่อมา ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๑ คณะแพทย์และพยาบาล จากโรงพยาบาลศิริราช มาถวายอาหารเพล แต่หลวงพ่อจะเดินทางไปประชุมเจ้าคณะอำเภอที่วัดกวิศาวราราม ที่จังหวัดลพบุรี โดยมี นาวาตรี วาด เกษแก้ว ซึ่งนุ่งกางเกงขาว เสื้อขาวมาด้วยเพราะหลวงพ่อทราบว่าต้องตายด้วยกันหมด (เนื่องจากศีรษะของนาวาตรี วาด เกษแก้ว นั้นไม่มี) จากนั้นรถได้ออกจากวัดเวลา ๑๒.๓๕ น. ขับออกมาก็ประสานงานกับรถของบริษัท ทันจิตทัวร์ ของจังหวัดนครสวรรค์ ชนเข้ากับรถปิ๊กอัพของหลวงพ่ออย่างเต็มแรง ส่วนร่างของนาวาตรี วาด เกษแก้ว กระเด็นไปหลังรถบัส ตกลงมาซี่โครงเสียบตับตายในเวลาต่อมา ส่วนหลวงพ่อจรัญพุ่งทะลุกระจกรถ กระเด็นออกไป ๒๐ วา แล้วจึงตกลงมาที่หน้าบ้านของนายเชาว์ ซึ่งเป็นโรงงานทำอิฐ ตลาดปากบาง คอหักพับมาอยู่ที่หน้าอก หนังศีรษะเปิดจากหน้าผากไปถึงท้ายทอย เลือดเต็ปากเต็มคอหอย หูก็ไม่ได้ยินมีแต่เสียงซ๋าๆ หลวงพ่อตะโกน “โยมช่วยด้วยๆ “ แต่ไม่มีใครช่วย พอดีมีตำรวจทางหลวงผ่านมาพบเข้า จึงอุ้มใส่รถขนอิฐของนายเชาว์ เพื่อนำหลวงพ่อไปส่งโรงพยาบาลสิงห์บุรี บังเอิญรถไม่มีเบาะ หม้อน้ำรถก็ไม่มีฝาปิดใช้ผ้าอุดแทน อยู่ที่ก้นของหลวงพ่อพอดี ระหว่างทางที่จะไปโรงพยาบาล หลวงพ่อได้ยินเสียงของเต่า พร้อมเห็นภาพเต่าโผล่ออกมา แล้วบอกว่า “สมน้ำหน้า เดี๋ยวกูจะซ้ำ***ๆ” ขอขาดคำ น้ำในหม้อน้ำรถก็พุ่งขึ้นมา น้ำร้อนลวกใส่หลวงพ่อ ตั้งแต่หัวไปทั้งตัว ต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดทาง

เมื่อไปถึงโรงพยาบาลสิงห์บุรี พบ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ได้พากเข้าห้องเอ๊กซเรย์ ปรากฏว่ากระดูกคอขาด หมอบอกกับญาติโยมให้นำหลวงพ่อไปวัด เตรียมจัดงานศพ แต่ขอนำหลวงพ่อไปห้องไอซียูก่อน เพื่อไปเก็บแผล ล้างเลือด โดยให้นอนบนรถเข็นที่ไม่มีหมอนรอง บุรุษพยาบาล ๒ คน เป็นคนเข็น หลวงพ่อรู้ตัวว่าต้องตายแน่ เลยยกมือขึ้นเหนือหัวแล้วพูดว่า “ด้วยเดชะบุญกุศล ท้าวเวสสุวรรณ เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าใช้หนี้กรรมในโลกมนุษย์หมดแล้วยินดีจะไป ถ้าข้าพเจ้ายังใช้หนี้กรรมไม่หมด ข้าพเจ้าขอสาบานต่อท้าวเวสสุวรรณว่า ขอให้ข้าพเจ้ากลับมาแก้ตัว สร้างกรรมดีใช้หนี้ให้หมด ถ้าหมดแล้วข้าพเจ้าจะไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เพราะมนุษย์มีแต่ขี้เกียจ ขี้โกง ขี้อิจฉาริษยา”

พอสิ้นคำอธิษฐานของหลวงพ่อ ปรากฏว่าบุรุษพยาบาลได้เข็นรถไปตกร่องประตูเหล็ก โดยไม่มีใครคาดคิด จากแรงกระแทกนั่นเอง ทำให้กระดูกคอของหลวงพ่อซึ่งขาดอยู่ เกิดติดกันขึ้นมา ทำให้หลวงพ่อฟื้นคืนสติขึ้นมา ต่อมาทางโรงพยาบาลสิงห์บุรี ได้นำหลวงพ่อไปทำการรักษาต่อที่ โรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ ในระหว่างการรักษาใช้เฝือกพันที่บริเวณคอ ภายใต้การดูแลของคุณหมอประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน หลังจากนั้นก็นำตัวหลวงพ่อกลับมารักษาที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี หลวงพ่อต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเป็นเวลากว่า ๕๐ วัน หิวน้ำก็ไม่สามารถดื่มได้ ต้องหยอดด้วยหลอดกาแฟ เวลาฉันข้าวก็ใส่เข้าไปข้างๆ ปากพูดก็ไม่ได้ บบฉันอาหารเลือดก็ไหลตลอดเวลา เวลาฉันก็ต้องป้อน ไม่สามารถฉันได้เอง เลยนึกถึงคำยายที่ว่า “ต้องเป็นเปรต ปากเท่ารูเข็ม” เพราะไปกินข้าวที่ยายให้ไปถวายพระในตอนที่ยังเป็นเด็ก

พระจรัญอายุได้ ๒๕ ปี ได้ยินข่าวลือว่า มีพระรูปหนึ่งอยู่ที่ขอนแก่น สอนวิชายืดเหรียญ ท่านจึงเดินทางไปขอนแก่นเพื่อเรียนวิชานี้ และได้ไปพบกับอดีตผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง อายุ ๘๔ ปี ซึ่งเป็นต้นตอของข่าวลือ จึงได้เล่าความจริงให้พระจรัญทราบว่า ผมได้รับกล่องใส่ยาสูบเป็นทองเหลือง ซึ่งเป็นมรดกจากพ่อซึ่งเป็นกำนัน และได้รับพระราชทานมาจากในหลวงรัชกาลที่ ๖ ในกล่องมีเหรียญซ่อนอยู่ก้นกล่องใส่ยาสูบ ๑ เหรียญ จนกระทั่งผมได้มาพบพระรูปหนึ่งมาปักกลด นั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่กลางทุ่งนาเป็นเวลา ๑ เดือนของทุกปี มาอยู่ราวๆ เดือน ๓ พอเดือน ๔ ก็หายไปไม่ทราบว่าท่านหายไปไหน ผมเห็นท่านตั้งแต่ ๘ ขวบจนอายุ ๘๔ ปีแล้ว รูปร่างหน้าตาท่านเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ท่านนั่งหลับตาไม่พูดกับใคร ญาติโยมไปหา ท่านก็ไม่พูดด้วย ผมจำได้ว่าเมื่อตอนเป็นเด็ก ออกไปทำนากับพ่อ ก็แวะไปนั่งเฝ้าท่าน เมื่อท่านฉันอาหารในบาตรเสร็จ ท่านก็เทอาหารก้นบาตรมาให้ผม ผมสำนึกในบุญคุณที่ท่านให้ผมกินข้าวก้นบาตรมาตลอด ผมไปพบท่านทุกๆ ปี แต่ที่น่าแปลก คือ ท่านได้พูดขึ้นมาหลังจากที่ไม่พูดมา ๗๐ กว่าปีว่า “โยมมีของดี ในกล่องยาให้นำไปบูชา ลูกหลานจะได้อยู่เย็นเป็นสุข เพราะว่าเป็นเหรียญพระราชทานให้แก่ผู้ใหญ่ กำนันที่ทำงานดี ปกป้องคุ้มครองแก่ราษฎรให้อยู่ดีกินดี” เมื่อกลับมาบ้านผมก็เปิดกล่องยาดู พบเหรียญซ่อนอยู่ก้นกล่อง ในเหรียญมีเลขอยู่ ๓ ตัว พวกลูกหลานนำเลข ๓ ตัวไปแทงหวยก็ถูกติดต่อกัน ๓ งวด ก็เลยลือกันไปถึงบางกอก ปากต่อปาก จากคืบเป็นศอก จากศอกเป็นวา แต่พระจรัญก็ไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว จึงได้ขอให้ผู้ใหญ่บ้านพาไปพบพระรูปนั้น

พระรูปนั้นท่านอยู่ในป่า ห่างจากหมู่บ้านไป ๔ กิโลเมตร เมื่อไปพบ ท่านนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ใต้ต้นไทรกลางทุ่ง คะเนอยายุได้ราว ๗๐ ปี พระจรัญได้เข้าไปกราบ และพูดกับท่านเรื่องขอเรียนวิชายืดเหรียญ แต่ท่านไม่ตอบกลับนั่งหลับตาเฉยๆ เมื่อพระจรัญถามเรื่อง ธรรมะและการปฏิบัติ ท่านได้ตอบว่า “สติปัฏฐาน ๔ ระลึกชาติได้ รู้กฎแห่งกรรม เกิดปัญญาแก้ปัญหาได้” พระจรัญขอให้ท่านสอน “สติปัฏฐาน ๔” ให้ แต่ท่านตอบว่า “รอให้อายุ ๔๕ ปี เสียก่อนแล้วค่อยพบกัน เมื่อต้องการจะพบฉันให้เธอปฏิบัติ ดังนี้” พร้อมบอกเคล็ดลับ ๓ ข้อ และย้ำว่าไม่ให้บุคลที่สามล่วงรู้โดยเด็ดขาด เมื่อหลวงพ่ออายุครบ ๔๕ ปี หลวงพ่อจรัญได้ธุดงค์ไปในป่าดงพระยาเย็น เพื่อพบกับหลวงพ่อในป่าตามสัญญา ดงพระยาเย็นเป็นป่าดงดิบอยู่ในอาณาบริเวณเขาใหญ่ ซึ่งกินเนื้อที่ของสองจังหวัด คือ สระบุรี และ นครราชสีมา หลวงพ่อในป่าได้สอน วิธีเจริญสติปัฏฐาน ๔

๑. การกำหนดกาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
๒. การกำหนดเวทนา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
๓. การกำหนดจิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
๔. ก่ารกำหนดธรรม (ธัมมานุปัสสนาสิตปัฏฐาน)

หลวงพ่อจรัญเรียน สติปัฏฐาน ๔ อยู่กับหลวงพ่อในป่าเป็นเวลา ๑ ปี จนเกิดความรู้ความเข้าใจ แจ่มแจ้งด้วยตนเอง แล้วจึงนำหลักคำสอนของหลวงพ่อในป่า มาสอนให้กับญาติโยมและศิษยานุศิษย์จนถึงปัจจุบัน

จากผลกรรมที่หลวงพ่อได้รับ ทำให้หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม (พระธรรมสิงหบุราจารย์) ได้ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า จะสร้างคนโดยใช้วิธีการที่สำคัญ คือ การให้การศึกษาอบรมและสอนวิปัสสนากรรมฐาน ผลงานของท่านเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง ไม่เฉพาะประชาชนคนไทยเท่านั้น แม้แแต่ชาวต่างประเทศก็ยอมรับและให้ความเคารพนับถือหลวงพ่อเป็นอย่างยิ่ง ท่านเริ่มสอนวิปัสสนากรรมฐานให้กับญาติโยม และศิษยานุศิษย์ที่วัดอัมพวัน ตั้งแต่หลวงพ่อได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านได้พัฒนาวัดอัมพวันให้เจริญรุ่งเรือง โดยการสร้างศาลาปฏิบัติธรรม และมีห้องน้ำสะอาดสะอ้านจำนวนมากกว่า ๕๐๐ ห้อง ในปีหนึ่งๆ มีผู้เข้ามาปฏิบัติธรรมทั้งที่เป็นพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และคฤหัสถ์ คือ ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นจำนวนมากนับแสนคน

หลวงพ่อท่านมีเมตตาต่อผู้คนทุกถ้วนหน้า โดยไม่เลือก ชั้น วรรณะ เชื้อชาติ หรือ ศาสนา ศิษยานุศิษย์ของท่านจึงมีทั้งที่นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ท่านตั้งปณิธานมุ่งมั่นในการสร้างคน แทนการสร้างวัตถุ จึงทุ่มเทชีวิตทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญาให้กับ การเผยแพร่วิปัสสนากรรมฐานมากว่า ๔๐ ปี โดยทำงานอย่างหนัก ทั้งกลางวัน กลางคืน เพื่อพัฒนาจิตของบุคคนทุกระดับชนชั้น ให้สูงขึ้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ท่านได้อธิษฐานจิต (หลังจากอุบัติเหตุ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๑) ไว้ว่า “จะใช้หนี้โลกมนุษย์ ด้วยการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จะไม่ขอสร้างวัตถุอีกต่อไปแล

ขอขอบคุณที่มาจาก… 
หนังสือชีวประวัติหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี

ประวัติพระครูวิบูลย์ธรรมกิจ (หลวงพ่อบัวเกตุ)วัดช่องลม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ประวัติ

พระครูวิบูลย์ธรรมกิจ สถานะเดิม ชื่อบัวเกตุ นามสกุล กิจสุภาพศิริกุล เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๗ บิดาชื่อนายตงหริ่น แซ่สิ มารดาชื่อ เปีย แสงศรี เกิด ณ บ้านสวน ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี บรรพชาอุปสมบท ณ วัดช่องลม ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันจันทร์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะมเย ตรงกับวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ เวลา๑๑.๐๕ น. โดยมีพระเทพกวี (จั่น วิจญฺจโล) ท่านเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติเคร่งครัด ตามหลักพระธรรมวินัย ไม่ยอมก้าวล่วงแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นพระสงฆ์ที่กราบไหว้ได้สนิทใจ ท่านพระอาจารย์บัวเกตุ หรือพระครูวิบูลธรรมกิจ ท่านเป็นพระสายวัดเทพศิรินทราวาส และเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ ตามรอยท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( เจริญ ) ซึ่งเป็นพระบูรพาจารย์ของท่าน ซึ่งประชาชนในภาคตะวันออก และทางภาคเหนือ เคารพนับถือท่านเป็นอย่างมาก บรรดาศิษยานุศิษย์ที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสได้สร้างวัตถุมงคลต่าง ๆ หลายอย่างให้ท่านได้อธิฐานจิตปลุกเสกเพื่อ แจกจ่ายให้บรรดาศิษยานุศิษย์ทั่วไป

พระเครื่องของหลวงพ่อ…บางส่วน


เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อบัวเกตุ ปทุมสิโร วัดช่องลม นาเกลือ บางละมุง ชลบุรี

ขอขอบคุณที่มา…http://www.csn-advance.com/chon/index.php?c=showitem&item=907
                   …http://www.taradpra.com/itemDetail.aspx?itemNo=361105&storeNo=4280

ประวัติ หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข วัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม

วัดไผ่ล้อม
ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม

๏ ภูมิหลังชาติกำเนิด

เกจิยอดนิยม
นครปฐมอาคมขลัง
ที่สุดแห่งความดัง
เปี่ยมพลังบารมี
งานเสกไม่เคยพลาด
งานราษฎร์ไปทุกที่
แจกจ่ายให้ “ของดี”
ล้วนมีประสบการณ์
ดังไกลข้ามขอบฟ้า
ฮือฮาเรื่องเล่าขาน
โดดเด่นเห็นผลงาน
ลูกหลานได้ยลยิน
พระแท้ที่โดนใจ
ผู้ให้จนกายสิ้น
แสงทองส่องแผ่นดิน
วิตามินเสริมใจ
ชาตินี้หรือชาติหน้า
ยากหาพระองค์ไหน
ศักดิ์สิทธิ์ติดตรึงใจ
กราบไหว้ไม่รู้ลืม

“พระมงคลสิทธิการ” หรือ “หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข” มีนามเดิมว่า พูล ปิ่นทอง เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2455 ตรงกับปีชวด ร.ศ.131 เป็นปีที่ 3 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 6 ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมดรวม 10 คน บิดาชื่อ นายจู ปิ่นทอง มารดาชื่อ นางสำเนียง ปิ่นทอง

โยมบิดา-โยมมารดาได้ช่วยกันเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนให้ ด.ช.พูล ปิ่นทอง เป็นคนดี อยู่ในโอวาท และอยู่ในศีลในธรรม ซึ่งอุปนิสัยของเด็กคนนี้คือ เป็นผู้มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี จริงใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อทั้งเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ต้องรอให้ร้องขอ และอุปนิสัยที่เด่นชัดที่สุด คือ เป็นคนเงียบๆ พูดน้อย ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า “ต่อไปในภายภาคหน้า หนูน้อยผู้นี้จะเติบใหญ่ภายใต้ร่มกาสาวพัตร์ เป็นสุดยอดอริยสงฆ์ที่ผู้คนกราบไหว้ทั้งแผ่นดิน”

๏ การศึกษาหาความรู้
เมื่ออายุถึงเกณฑ์ ด.ช.พูล ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ด้วยความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร จึงสามารถอ่านออกเขียนได้แตกฉานกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน กระทั่งเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในปี พ.ศ.2471

แต่ด้วยชาติตระกูลที่ถือกำเนิดในครอบครัวชาวสวนผลไม้ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรมากมาย กอปรกับมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันถึง 10 คนทำให้ ด.ช.พูล ไม่ได้ศึกษาต่อเพราะต้องออกมาช่วยงานทางบ้าน แต่เพราะเป็นคนสนใจใฝ่รู้ จึงได้ฝึกการอ่านและเขียนอักขระขอม และวิชาแพทย์แผนโบราณจนมีความเชี่ยวชาญ จากปู่แย้ม ปิ่นทอง (ผู้เป็นปู่แท้ๆ) ฆราวาสผู้มีภูมิรู้ในเรื่องไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และการแพทย์แผนโบราณ

จวบจนถึงวัยหนุ่มฉกรรจ์ นายพูลผู้มีอุปนิสัยนิ่งเงียบ ไม่ค่อยพูดค่อยจาและรักสันโดษ มีความชอบวิชาการต่อสู้ตามแบบฉบับลูกผู้ชาย จึงฝึกฝนและศึกษาศิลปะแม่ไม้มวยไทย จนมีความชำนาญและเป็นนักมวยฝีมือดีคนหนึ่ง ว่างจากซ้อมเชิงมวยแล้ว ว่างจากทำไร่ไถนา ก็จะไปหัดเล่นลิเกกับครูจันทร์ คณะแสงทอง แต่ใจไม่รักลิเก ฝึกได้ระยะหนึ่งก็เบื่อ

กระทั่งอายุครบเกณฑ์ทหาร ท่านได้ทำหน้าที่พลเมืองดีของชาติ ด้วยการเข้ารับราชการเป็นทหาร สังกัดทหารม้ารักษาพระองค์ เมื่อปี พ.ศ.2477 (กองบัญชาการเดิมอยู่ที่สะพานมัฆวาน กรุงเทพมหานคร ตรงกับช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7) หลังครบกำหนด 1 ปี 6 เดือนจึงปลดประจำการ โดยได้รับยศเป็นนายสิบตรี มีเงินเดือนขณะนั้นเดือนละ 2 บาท สร้างความภูมิใจให้ท่านเป็นอย่างมาก

หลวงพ่อพูลมักเล่าประสบการณ์สมัยเป็นทหารให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาฟังอย่างสนุกสนาน ท่านภูมิใจในชีวิตทหาร ให้ช่างวาดภาพแต่งเครื่องแบบเต็มยศไว้เป็นอนุสรณ์ วันนี้ภาพนี้ยังติดอยู่ในกุฏิหลวงพ่อที่วัดไผ่ล้อม “ชีวิตทหารมีแต่เรื่องสนุก หลวงพ่อ…ชอบเล่าให้ศิษย์ฟัง อายุกว่า 90 ปี ท่านก็มีความจำดี เล่ากี่ครั้ง…กี่รอบ…ก็ไม่มีพลาด”

๏ สู่ร่มกาสาวพัตร์

หลังปลดจากทหารประจำการแล้ว จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2480 ตรงกับขึ้น 12 ค่ำ ปีฉลู ณ พัทธสีมาวัดพระงาม อ.เมือง จ.นครปฐม โดยมีพระครูอุตรการบดี (หลวงปู่สุข ปทุมสุวณฺโณ) เจ้าคณะอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดมณี เจ้าอาวาสวัดพระงาม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์ปุ่น เจ้าอาวาสวัดลาดปลาเค้า อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “อตฺตรกฺโข”

หลังบวชแล้วพระพูลได้พำนักอยู่ที่วัดพระงาม ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยด้วยความพากเพียร จนสามารถสอบไล่ได้นักธรรมตรี เมื่อ พ.ศ.2482 ที่วัดพระงามแห่งนี้ ท่านได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์พระเถระชื่อดังหลายรูปด้วยกัน อาทิ หลวงพ่อพร้อม, หลวงปู่สุข วัดห้วยจระเข้, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เป็นต้น

ในระหว่างนี้เอง พระพูลได้ให้ความสนใจการศึกษาด้านการเจริญสมาธิจิต ฝึกฝนวิปัสสนากรรมฐาน ควบคู่กับการศึกษาวิชาจากคัมภีร์ต่างๆ อย่างคร่ำเคร่ง โดยฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อพร้อม พระเถระชื่อดังแห่งวัดพระงาม พระเกจิอาจารย์รุ่นสงครามอินโดจีน ผู้ทรงคุณในด้านการสร้างพระปิดตาเนื้อทอง ด้วยพื้นฐานวิชาคาถาอาคมซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากปู่แย้ม ตั้งแต่สมัยเยาว์วัย จึงทำให้ท่านสามารถเจริญพุทธาคมได้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน พระพูลได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของ “หลวงพ่อเงิน จนฺทสุวณฺโณ” แห่งวัดดอนยายหอม ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม สุดยอดแห่งบูรพาจารย์แห่งแผ่นดินเมืองนครปฐม โดยเฉพาะหลวงพ่อเงินนั้นได้ให้ความเมตตาแก่ท่านเป็นพิเศษ ให้คำแนะนำสั่งสอนเรื่องการเจริญสมาธิภาวนา การเขียนอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกวัตถุมงคล และวิชาอาคมต่างๆ อย่างไม่ปิดบังและไม่หวงวิชาแต่อย่างใด

เมื่อได้รับคำแนะนำสั่งสอนจนเกิดความมั่นใจแล้ว หลวงพ่อพูลจึงออกธุดงควัตรไปตามป่าเขาลำเนาไพร มุ่งหน้าไปทางลพบุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก แสวงหาความวิเวกอยู่พื้นที่ภาคเหนือ เพื่อลดละกิเลส อานิสงส์การธุดงควัตรทำให้ท่านมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ สมาธิจิตสูง

๏ ด้วยเนื้อนาบุญ

ในปี พ.ศ.2486 วัดไผ่ล้อมเกิดขาดเจ้าอาวาสปกครองวัด เนื่องจากเจ้าอาวาสแต่ละรูปไม่อยู่ในศีลในธรรมแห่งเพศบรรพชิต อยู่ปกครองวัดได้ไม่นานก็ต้องลาสิขาไป สร้างความเอือมระอาจนชาวบ้านหมดศรัทธาไม่ใส่บาตรทำบุญ ทำให้วัดไผ่ล้อมกลายเป็นวัดร้าง สมัยนั้นวัดไผ่ล้อมมีสภาพเป็นเพียงวัดเก่ารกร้าง เดิมทีเป็นป่าไผ่ชาวมอญ ที่รัชกาลที่ 4 เกณฑ์เป็นแรงงานบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ ใช้เป็นที่พัก บรรยากาศของวัดร่มรื่นเหมาะแก่สมณปฏิบัติธรรม

กระทั่งผู้นำและชาวบ้านกลุ่มหนึ่งฉุกคิดว่ายังมีพระสงฆ์รูปหนึ่ง มีวัตรปฏิบัติที่หมดจดงดงาม จำพรรษาอยู่ที่วัดพระงาม นามว่า พระพูล อตฺตรกฺโข จึงพากันไปกราบนมัสการพระพูล ให้ย้ายมาประจำพรรษาอยู่ที่วัดไผ่ล้อม เพื่อกอบกู้วัดพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยเข้ารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2492

สมัยท่านรักษาการเจ้าอาวาส เห็นว่าวัดไผ่ล้อมยังไม่มีอุโบสถ จึงปรึกษากับพระเถระผู้ใหญ่และญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา ดำเนินการสร้างอุโบสถ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2490 กระทั่งเสร็จสมบูรณ์เป็นพระอุโบสถหลังแรก ในปี พ.ศ.2492 หลังจากนั้นท่านก็พัฒนาวัดต่อไป บุกเบิกถางป่าไผ่ จนได้สร้างศาลาการเปรียญในปี พ.ศ.2535 จากนั้นวัดไผ่ล้อมมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตามลำดับ ด้วยบุญบารมีของหลวงพ่อพูล ทั้งนี้ หลวงพ่อพูลเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในเมตตามหานิยม และด้านการปลุกเสกพระขุนแผน-กุมารทอง จนเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ

วัดมีโบสถ์มีศาลาการเปรียญ ไม่ช้าวัดไผ่ล้อมก็ได้โรงเรียนพระปริยัติธรรม ญาติโยมยิ่งหลั่งไหลเข้ามาทำบุญ บำเพ็ญศีลสมาธิ และศึกษาปฏิบัติธรรม ก็ได้ช่วยสร้างเสนาสนะต่างๆ จากกุฏิสองสามหลัง ก็เพิ่มขึ้นมาจนเต็มพื้นที่ จำนวนพระภิกษุสามเณรเข้ามาจำพรรษาก็มากขึ้น

ต้นปี พ.ศ.2539 อุโบสถหลังเก่าเริ่มทรุดโทรมมาก ประกอบกับน้ำก็ท่วมบ่อยๆ จึงได้สร้างอุโบสถเฉลิมพระเกียรติหลังใหม่ ปลายปีก็สร้างศาลากลางน้ำ ศาลากลางน้ำเป็นบ่อน้ำ ญาติโยมใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ท่านเลยปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ต่อมาดำเนินการสร้างฌาปนสถานไร้มลพิษ พร้อมศาลาอเนกประสงค์ไว้ใช้ในพิธีต่างๆ ในวัด ซึ่งดำเนินการรุดหน้าไปมาก

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้อุปถัมภ์สร้างโรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์) เพื่อเป็นสถานศึกษาสำหรับเยาวชนด้วย

ต่อมาสวนอายุวัฒนมงคล 90 ปี ถูกสร้างขึ้นใช้เป็นที่สำหรับญาติโยมได้พักผ่อนจิตใจ เดินดูต้นไม้ พูดคุยกับต้นไม้ “ต้นไม้ทุกต้น มีธรรมะของพระพุทธเจ้า” หลวงพ่อพูลสอนเป็นปริศนา

นับเป็นบุญของชาวบ้านโดยแท้ เพราะหลังจากหลวงพ่อพูลได้เข้ามาปกครองวัดไผ่ล้อม ท่านก็ให้ความสงเคราะห์ชาวบ้าน ไม่ว่าจะยากดีมีจนก็เข้าหาท่านได้ทุกคน สร้างความศรัทธาให้ญาติโยมทั้งใกล้และไกล หากใครมีความเดือดเนื้อร้อนใจ พวกเขาจะพากันมากราบขอบารมีหลวงพ่ออยู่เนืองๆ จนท่านกลายเป็นศูนย์รวมแห่งความรักความศรัทธา มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ และต่างกล่าวขวัญถึงหลวงพ่อของเขาว่าเป็นพระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา

๏ หลวงพ่อคือผู้ให้

วัตรปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ศิษยานุศิษย์ได้สัมผัสหลวงพ่อพูล มากว่าครึ่งศตวรรษ คือท่านเป็นพระสงฆ์ที่ไม่สะสมกิเลส ไม่สนใจชื่อเสียงเงินทอง และลาภยศสรรเสริญ จตุปัจจัยไทย ทานที่สาธุชนได้บริจาคมา ท่านไม่เคยสะสม มีเท่าไหร่ท่านก็นำไปบริจาคสร้างวัตถุสร้างความเจริญไว้แก่วัดไผ่ล้อม จนเกิดความเจริญรุ่งเรือง แลดูสวยงามสบายตา เหมาะสมที่จะเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา นอกจากนี้ยังขจรขจายไปถึงชุมชนรอบๆ วัด ทั้งสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ เรียกว่าใครที่มาขอให้ท่านช่วย หลวงพ่อไม่เคยขัด รวมทั้งกิจนิมนต์ต่างๆ ไม่ว่าใกล้-ไกลท่านก็เมตตาไปให้ แม้สุขภาพร่างกายจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยนักก็ตาม

คนเขามาให้เราช่วยก็ต้องช่วยเขาไปมันได้บุญ หลวงพ่อมักพร่ำสอนลูกศิษย์อยู่เนืองๆ แม้วัยและสังขารจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา จวบจนอายุ 93 ปี แต่ในฐานะเจ้าอาวาส หลวงพ่อพูลได้ใช้ความรู้ความสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้กับคณะสงฆ์เป็นอย่างดี ไม่มีขาดตกบกพร่อง ท่านปกครอง ลูกวัดให้อยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ใครมาอยู่กับหลวงพ่อ ห้ามขี้เกียจ ต้องหมั่นสวดมนต์เจริญสมาธิวิปัสสนา ปัดกวาดอาสนะ กุฏิ และพัทธสีมา ให้สะอาดสวยงาม เหตุนี้เองจึงทำให้พุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาที่วัดไผ่ล้อม

หลวงพ่อพูลถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเมตตามหานิยม ที่ชาวนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงนับถือเลื่อมใส เป็นหนึ่งในพระครูสี่ทิศผู้พิทักษ์องค์พระปฐมเจดีย์ ในสมณศักดิ์ “พระครูปุริมานุรักษ์” (ประจำทิศตะวันออก) ร่วมกับ พระครูทักษิณานุกิจ (ประจำทิศใต้) คือ หลวงพ่อเสงี่ยม วัดห้วยจระเข้, พระครูปัจฉิมทิศบริหาร (ประจำทิศตะวันตก) คือ หลวงพ่อชิด วัดม่วงตารส และพระครูอุตรการบดี (ประจำทิศเหนือ) คือ หลวงพ่อศรีสุข วัดปฐมเจดีย์ฯ

จากวัดรกร้าง วัดไผ่ล้อมกลายเป็นวัดพัฒนา เป็นศูนย์กลางของชุมชนมีผู้คนหนาแน่น แต่ปัญหาของชุมชนที่เจริญก็มักมีปัญหายาเสพติดตามมา หมดปัญหาเรื่องเสนาสนะที่เป็นวัตถุ หลวงพ่อพูลก็ต้องรับภาระแก้ปัญหาคน

“ระยะหลังเงินบริจาคที่หลวงพ่อได้ ส่วนใหญ่ใช้ในเรื่องยาเสพติด บางส่วนท่านช่วยจังหวัดจัดซื้อเครื่องตรวจสอบยาเสพติด เมื่อท่านรู้ว่าเด็กนักเรียนในโรงเรียนมีปัญหาติดยาเสพติด ท่านก็ให้เงินใช้ในการรณรงค์ต้านยาเสพติด ท่านบอกว่ารู้ว่าลูกหลานติดยาแล้ว ท่านก็กลุ้มใจนอนไม่ค่อยหลับ” นี่คือภารกิจล่าสุดของหลวงพ่อพูล ซึ่งเริ่มมีคนเรียกท่านว่า เทพเจ้าแห่งวัดไผ่ล้อม

ด้วยความเป็นศิษย์กตัญญูกตเวทีต่อบูรพาจารย์ ในวันวิสาขะ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี หลวงพ่อจะจัดพิธีไหว้ครู เพื่อรำลึกพระคุณอาจารย์ทั้งหลาย ในทุกวันพระจะนิมนต์พระสงฆ์ภายในวัดมารับสังฆทาน เพื่ออุทิศกุศลผลบุญให้บรรพชนและครูบาอาจารย์ ตลอดทั้งเจ้ากรรมนายเวร โดยปฏิบัติต่อเนื่องมาเป็นประจำ

๏ ลำดับสมณศักดิ์

เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. พ.ศ.2547 พระครูปุริมานุรักษ์ (หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข) วัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระมงคลสิทธิการ” ในฐานะพระสงฆ์ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนาและประเทศชาติเป็นกรณีพิเศษ สร้างความปลาบปลื้มแก่คณะศิษยานุศิษย์อย่างหาที่สุดมิได้

๏ สังขารนี้ไม่เที่ยง
แม้อายุขัยเพิ่มมากขึ้น แต่หลวงพ่อพูลไม่เคยว่างเว้นการปฏิบัติศาสนกิจ กลางวันจะฝึกสมาธิ ภาวนาจิต แผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง อันเป็นหนทางแห่งการไม่ยึดติดวัตถุจนเกิดกิเลส

เวลาเช้าจรดบ่าย จะแบ่งเวลาให้ญาติโยมที่มาหาได้พูดคุยปรับทุกข์ สนทนาข้อธรรมะ รวมทั้งการรักษาผู้เจ็บป่วยด้วยวิชาแพทย์แผนโบราณ เป็นการสงเคราะห์ผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็น โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะแต่อย่างใด

การที่หลวงพ่อต้องตรากตรำทำงานหนัก ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ไม่ได้มีเวลาพักผ่อน จนสังขารล่วงโรยมีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยครั้ง ต้องวนเวียนเข้าออกแต่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็คร่างกายอยู่เป็นนิจ แต่ไม่มีใครได้ยินท่านบ่นว่าเหนื่อยล้าสักคำ นี่คงเป็นพราะผลแห่งการฝึกฝนเจริญสมาธิวิปัสสนากรรมฐานมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ กระทั่งวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2547 หลวงพ่อได้ล้มป่วยลงอีกครั้ง คราวนี้คณะศิษยานุศิษย์ใกล้ชิดนำท่านเข้าตรวจเช็คร่างกาย ณ โรงพยาบาลนครปฐม คณะแพทย์ได้ลงความเห็นว่าท่านควรพักรักษาตัวที่ตึกสงฆ์

จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ในปีเดียวกัน คณะสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์ได้จัดพิธีฉลองสมณศักดิ์พัดยศที่ “พระมงคลสิทธิการ” ถวายหลวงพ่อ ณ วัดไผ่ล้อม ซึ่งขณะนั้นอาการของหลวงพ่อยังไม่ดีขึ้น ศิษยานุศิษย์จึงได้พาไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล โดยได้อยู่ในการดูแลของนายแพทย์วิวัฒน์ สุรางค์ศรีรัฐ และนายแพทย์มิตร รุ่งเรืองวานิช ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าหลวงพ่อมีอาการลิ้นหัวใจรั่ว และน้ำท่วมปอด

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2548 นายไชยา สะสมทรัพย์ ส.ส. จังหวัดนครปฐม และพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ได้ย้ายหลวงพ่อไปรักษาตัวยังโรงบาลสมิติเวช กรุงเทพมหานคร โดยอยู่ในการดูแลของนายแพทย์รังสรรค์ รัตนปราการ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่อก็ยังมีอาการระบบลิ้นหัวใจรั่ว และน้ำท่วมปอด ต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู และทำการฟอกไต เพื่อให้ระบบต่างๆ กลับมาดังเดิม

๏ สัญญาก็คือสัญญา

ตลอดเวลาแห่งการเจ็บไข้ได้ป่วย หลวงพ่อพูลยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เจริญพระพุทธมนต์กำเนิดจิตเป็นสมาธิเพื่อระงับความเจ็บปวด ดังนั้นจึงไม่มีใครเคยได้ยินท่านเอ่ยปากบ่นว่าเจ็บปวดใดๆ เลย แต่เนื่องจากสภาพสังขารที่เกิดชราภาพมากแล้ว อาการจึงไม่ดีขึ้นมีแต่ทรงกับทรุด ตลอดเวลาที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงบาลสมิติเวช หลายต่อหลายครั้งที่อาการของท่านทรุดลงหนัก ขนาดแพทย์ยังกล่าวว่าหมดปัญญารักษาแล้ว แต่เมื่อศิษย์ใกล้ชิดเข้าไปกระซิบที่ข้างหูท่านว่า “หลวงพ่ออย่าลืมสัญญาน่ะ” ท่านจะพยักหน้าเข้าใจ และนิ่งสงบเข้าสู่สมาธิ กำหนดจิตภาวนาจนอาการพ้นขีดอันตรายทุกครั้ง

สัญญาใจที่หลวงพ่อพูลได้ให้ไว้แก่ลูกศิษย์มีอยู่ 2 ข้อ คือ ข้อแรกคือ ท่านรับปากว่าจะอยู่เป็นประธานพิธีอธิษฐานปลุกเสกพระเครื่อง รุ่นพระขุนแผน-กุมารทอง ที่ทางวัดสร้างขึ้นเพื่อหาปัจจัยมาสร้างเมรุปลอดมลพิษ ที่ต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 35 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อพูลต้องการมอบให้กับชาวเมืองนครปฐมที่ท่านรัก เนื่องจากท่านตระหนักเล็งเห็นว่า เวลาวัดไผ่ล้อมมีการจัดงานเผาศพ ฝุ่นและควันได้ฟุ้งกระจายไป สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชาวบ้านใกล้เคียง ท่านจึงมีดำริให้ก่อสร้างเมรุปลอดมลพิษขึ้น แม้ต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาล แต่เพื่อสาธารณประโยชน์หลวง พ่อไม่เคยเสียดาย

สัญญาอีกข้อหนึ่งคือ ท่านรับปากไว้ตั้งแต่ปีก่อนว่าจะอยู่เป็นประธานพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ที่ทางวัดไผ่ล้อมจัดขึ้นทุกวันวิสาขบูชาเป็นประจำต่อเนื่องนานนับสิบปี ซึ่งพิธีนี้ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากบรรดาพุทธศาสนิกชน ศิลปิน นักร้อง นักแสดงชั้นนำของเมืองไทย เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง และในปี พ.ศ.2548 นี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งคณะศิษยานุศิษย์ทุกคนก็ต่างหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากหลวงพ่ออีกครั้ง แม้นในใจลึกๆ แล้วจะหวั่นวิตกว่าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม

 
หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข

๏ สังขารนี้ไม่เที่ยง

แม้อายุขัยเพิ่มมากขึ้น แต่หลวงพ่อพูลไม่เคยว่างเว้นการปฏิบัติศาสนกิจ กลางวันจะฝึกสมาธิ ภาวนาจิต แผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง อันเป็นหนทางแห่งการไม่ยึดติดวัตถุจนเกิดกิเลส

เวลาเช้าจรดบ่าย จะแบ่งเวลาให้ญาติโยมที่มาหาได้พูดคุยปรับทุกข์ สนทนาข้อธรรมะ รวมทั้งการรักษาผู้เจ็บป่วยด้วยวิชาแพทย์แผนโบราณ เป็นการสงเคราะห์ผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็น โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะแต่อย่างใด

การที่หลวงพ่อต้องตรากตรำทำงานหนัก ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ไม่ได้มีเวลาพักผ่อน จนสังขารล่วงโรยมีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยครั้ง ต้องวนเวียนเข้าออกแต่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็คร่างกายอยู่เป็นนิจ แต่ไม่มีใครได้ยินท่านบ่นว่าเหนื่อยล้าสักคำ นี่คงเป็นพราะผลแห่งการฝึกฝนเจริญสมาธิวิปัสสนากรรมฐานมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ กระทั่งวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2547 หลวงพ่อได้ล้มป่วยลงอีกครั้ง คราวนี้คณะศิษยานุศิษย์ใกล้ชิดนำท่านเข้าตรวจเช็คร่างกาย ณ โรงพยาบาลนครปฐม คณะแพทย์ได้ลงความเห็นว่าท่านควรพักรักษาตัวที่ตึกสงฆ์

จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ในปีเดียวกัน คณะสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์ได้จัดพิธีฉลองสมณศักดิ์พัดยศที่ “พระมงคลสิทธิการ” ถวายหลวงพ่อ ณ วัดไผ่ล้อม ซึ่งขณะนั้นอาการของหลวงพ่อยังไม่ดีขึ้น ศิษยานุศิษย์จึงได้พาไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล โดยได้อยู่ในการดูแลของนายแพทย์วิวัฒน์ สุรางค์ศรีรัฐ และนายแพทย์มิตร รุ่งเรืองวานิช ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าหลวงพ่อมีอาการลิ้นหัวใจรั่ว และน้ำท่วมปอด

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2548 นายไชยา สะสมทรัพย์ ส.ส. จังหวัดนครปฐม และพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ได้ย้ายหลวงพ่อไปรักษาตัวยังโรงบาลสมิติเวช กรุงเทพมหานคร โดยอยู่ในการดูแลของนายแพทย์รังสรรค์ รัตนปราการ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่อก็ยังมีอาการระบบลิ้นหัวใจรั่ว และน้ำท่วมปอด ต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู และทำการฟอกไต เพื่อให้ระบบต่างๆ กลับมาดังเดิม

๏ สัญญาก็คือสัญญา

ตลอดเวลาแห่งการเจ็บไข้ได้ป่วย หลวงพ่อพูลยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เจริญพระพุทธมนต์กำเนิดจิตเป็นสมาธิเพื่อระงับความเจ็บปวด ดังนั้นจึงไม่มีใครเคยได้ยินท่านเอ่ยปากบ่นว่าเจ็บปวดใดๆ เลย แต่เนื่องจากสภาพสังขารที่เกิดชราภาพมากแล้ว อาการจึงไม่ดีขึ้นมีแต่ทรงกับทรุด ตลอดเวลาที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงบาลสมิติเวช หลายต่อหลายครั้งที่อาการของท่านทรุดลงหนัก ขนาดแพทย์ยังกล่าวว่าหมดปัญญารักษาแล้ว แต่เมื่อศิษย์ใกล้ชิดเข้าไปกระซิบที่ข้างหูท่านว่า “หลวงพ่ออย่าลืมสัญญาน่ะ” ท่านจะพยักหน้าเข้าใจ และนิ่งสงบเข้าสู่สมาธิ กำหนดจิตภาวนาจนอาการพ้นขีดอันตรายทุกครั้ง

สัญญาใจที่หลวงพ่อพูลได้ให้ไว้แก่ลูกศิษย์มีอยู่ 2 ข้อ คือ ข้อแรกคือ ท่านรับปากว่าจะอยู่เป็นประธานพิธีอธิษฐานปลุกเสกพระเครื่อง รุ่นพระขุนแผน-กุมารทอง ที่ทางวัดสร้างขึ้นเพื่อหาปัจจัยมาสร้างเมรุปลอดมลพิษ ที่ต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 35 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อพูลต้องการมอบให้กับชาวเมืองนครปฐมที่ท่านรัก เนื่องจากท่านตระหนักเล็งเห็นว่า เวลาวัดไผ่ล้อมมีการจัดงานเผาศพ ฝุ่นและควันได้ฟุ้งกระจายไป สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชาวบ้านใกล้เคียง ท่านจึงมีดำริให้ก่อสร้างเมรุปลอดมลพิษขึ้น แม้ต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาล แต่เพื่อสาธารณประโยชน์หลวง พ่อไม่เคยเสียดาย

สัญญาอีกข้อหนึ่งคือ ท่านรับปากไว้ตั้งแต่ปีก่อนว่าจะอยู่เป็นประธานพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ที่ทางวัดไผ่ล้อมจัดขึ้นทุกวันวิสาขบูชาเป็นประจำต่อเนื่องนานนับสิบปี ซึ่งพิธีนี้ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากบรรดาพุทธศาสนิกชน ศิลปิน นักร้อง นักแสดงชั้นนำของเมืองไทย เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง และในปี พ.ศ.2548 นี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งคณะศิษยานุศิษย์ทุกคนก็ต่างหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากหลวงพ่ออีกครั้ง แม้นในใจลึกๆ แล้วจะหวั่นวิตกว่าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม

๏ ปาฏิหาริย์มีจริง

กว่า 4 เดือนที่หลวงพ่อต้องนอนอยู่บนเตียงคนป่วย โดยไม่มีวี่แววว่าอาการจะดีขึ้น คณะศิษยานุศิษย์ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งจะเกิดปาฏิหาริย์ให้หลวงพ่อหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย แต่รอแล้วรอเล่าทุกคนแทบหมดกำลังใจ

และเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2548 ที่ผ่านมา ก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นจริงๆ เมื่อจู่ๆ อาการหลวงพ่อพูลก็กลับกระเตื้องดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จนแพทย์ผู้ให้การรักษาเองยังแปลกใจและอนุญาตให้หลวงพ่อพูลออกจากโรงพยาบาลกลับสู่วัดไผ่ล้อม

ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม หลวงพ่อก็ได้ร่วมประกอบพิธีพุทธาภิเษกพระขุนแผน-กุมารทอง ตามที่ได้รับปากไว้ แม้ท่านจะนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ซึ่งทางวัดได้จัดสร้างห้องผู้ป่วยไอซียู พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ทันสมัยไว้ในกุฏิของท่านเป็นการเฉพาะ โดยทางคณะศิษยานุศิษย์ได้โยงสายสิญจน์จากปะรำพิธีที่อยู่กลางแจ้งหน้าอุโบสถ ไปยังกุฎิของหลวงพ่อ และให้ท่านถือไว้จนเสร็จพิธี

ต่อมาเมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม เวลา 6 โมงเช้า ก่อนหน้าพิธีไว้ครูบูรพาจารย์ 1 วัน ปรากฏว่าหลวงพ่อพูลเกิดอาการหน้ามืดและขับถ่ายเป็นมูกเลือด อาการได้ทรุดลงอีกครั้ง จนต้องรีบนำท่านส่งโรงพยาบาลสมิติเวช อย่างกะทันหัน แพทย์ตรวจพบว่าท่านเกิดอาการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะอาหารอย่างมาก และไม่สามารถทำการผ่าตัดได้เพราะร่างกายอ่อนแอ อาจละสังขารในวันเดียวกันนี้

แต่แล้วปาฏิหาริย์ครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้นโดยเมื่อช่วงเย็นวันเดียวกัน อาการของหลวงพ่อก็กระเตื้องขึ้นมาอีกครั้ง แม้แต่แพทย์เองก็รู้สึกประหลาดใจว่า ทำไมชายชราอายุร่วมร้อยปีสามารถต่อสู้กับโรคร้ายและความเจ็บปวดทรมานได้ถึงเพียงนี้ ด้านคณะศิษยานุศิษย์ที่ทราบข่าวก็ปลาบปลื้มดีใจเป็นอย่างมาก ที่ยังมีหลวงพ่ออยู่เป็นมิ่งขวัญ และมีกำลังใจที่จะจัดงานใหญ่ให้สำเร็จลุล่วงในวันรุ่งขึ้นตามที่ตั้งใจไว้

 
๏ จิตสงบสู่สมาธิ
อากาศยามเช้าของวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2548 สดใสไร้เมฆฝน พุทธศาสนิกชนต่างหลั่งไหลมาสู่วัดไผ่ล้อมเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมทำบุญตักบาตรเนื่องในวันวิสาขบูชา นอกจากนี้ยังถือโอกาสร่วมพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ประจำปี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

กระทั่งตกสายแดดกล้า เหล่าศิลปินดารา นักร้อง นักแสดงชื่อก้องฟ้าเมืองไทยกว่า 50 ชีวิต ได้เดินทางมาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยมีพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน กิตฺติจิตฺโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม (ในขณะนั้น) ศิษย์เอกของหลวงพ่อพูล เป็นผู้ประกอบพิธีให้ ซึ่งพิธีดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค แม้ฟ้าฝนก็ยังเป็นใจส่งเมฆครึ้มมาปกคลุมบริเวณวัดให้เกิดความร่มเย็น แต่ไร้ซึ่งเมฆฝนสักหยด ขณะเดียวกันที่โรงบาลสมิติเวช หลวงพ่อพูลได้กำหนดจิตเจริญสมาธิภาวนา สวดมนต์อยู่บนเตียงผู้ป่วยอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ ให้เห็น

๏ วาระสุดท้ายแห่งชีวิต

หลังเสร็จพิธีช่วงบ่าย คณะศิษยานุศิษย์ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่า หลวงพ่อทรุดหนักมากเกินกว่าที่แพทย์จะเยียวยารักษาได้แล้ว ทุกคนจึงรีบเดินทางไปให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทันดูใจเป็นครั้งสุดท้าย และเมื่อไปถึงโรงพยาบาล ภาพที่ศิษย์ทุกคนได้เห็นคือ ร่างของชายชราวัยเฉียดร้อยที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง แม้ร่างกายภายนอกดูผ่ายผอม แต่ใบหน้ากับเอิบอิ่มด้วยบุญญาบารมีฉายแววแจ่มชัด และไม่ปรากฏอาการทุรนทุรายจากความเจ็บป่วยภายในให้เห็นแม้แต่น้อย จิตใจท่านเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว แกร่งเกินกว่า***นี้จะทำได้

หลวงพ่อพูลท่านได้กำหนดจิตเข้าญาณสมาธิตามลำดับชั้น ภายในห้องไอซียูเงียบสงัด ไม่มีใครพูดคุยกันเพราะทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ มีเพียงเสียงดัง ต๊อด….ต๊อด….จากเครื่องวัดสัญญาณชีพ ที่ยังแสดงให้รู้ว่าหลวงพ่อพูลท่านยังมีลมหายใจอยู่ แต่ก็เริ่มเสียงแผ่วเบาลงเรื่อยๆ คล้ายๆ จะบอกว่า ร่างนี้กำลังจะแตกดับไปตามกฎธรรมชาติในเวลาอันใกล้นี้

๏ ถึงเวลาละสังขาร

จนกระทั่งเวลา 14.55 น. ของวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2548 เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพสงบลง ปลุกศิษย์ทุกคนให้ตื่นจาภวังค์กลับสู่โลกความเป็นจริง เพื่อให้รับรู้ว่าหลวงพ่อพูลได้ละสังขารมรณภาพจากพวกเขาไปอย่างสงบแล้ว ในวันวิสาขบูชา ด้วยโรคกระเพาะอาหารติดเชื้อและเสียเลือดในกระเพาะอาหารอย่างเฉียบพลัน ทิ้งไว้เพียงธรรมคำสั่งสอนและคุณงามความดีที่สั่งสมมาตลอด 93 ปีแห่งอายุขัย พรรษา 68

แม้ตระหนักดีว่าทุกสรรพชีวิต ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดำรงอยู่ และท้ายสุดต้องดับไป แต่ ณ ห้วงเวลานี้ศิษย์ทุกคนก็ยังไม่หลุดพ้นกิเลสทั้งมวล ต่างก้มลงกราบร่ำไห้แทบเท้าหลวงพ่ออันเป็นที่เคารพรักอย่างไม่อาย ไม่เว้นแม้ แต่แพทย์และพยาบาลก็ร่วมประสานเสียงสะอื้นไห้ดังระงมไปทั่ว เนื่องจากอาลัยรักในตัวหลวงพ่ออย่างสุดซึ้ง เพราะตลอดเวลาที่ท่านรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ท่านได้มีความเมตตากรุณาแก่ทุกคน จนเป็นที่ประจักษ์แก่ใจแล้วว่า นาม พูล อตฺตรกฺโข ศิษย์แห่งตถาคตผู้นี้ ได้เจริญรอยตามแนวทางพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างหมดจดงดงาม

ตลอดเวลาที่ผ่านมาจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต หลวงพ่อได้อุทิศตนแล้วแด่บวรพระพุทธศาสนา ทุ่มเทด้วยแรงกาย แรงใจ แรงสติปัญญา ช่วยเหลือผู้ยากไร้มิเคยขาด ที่สำคัญท่านพ้นวังวนของกิเลสและตัณหาทั้งปวง มุ่งแผ่เมตตาธรรมโดยถ้วนหน้าแก่ทุกชีวิตที่เข้ามาพึ่งใบบุญ โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ สายตาของท่านมองทุกคนด้วยความเท่าเทียม ทุกคนจึงได้รับการปฏิบัติจากหลวงพ่ออย่างดีมาโดยตลอด หลวงพ่อพูลเป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดพระธรรมวินัย ด้วยความสมถะท่านจะนิ่ง พูดน้อย จนได้รับสมญา “พระจริงต้องนิ่งใบ้”

 

๏ พลังศรัทธาหลั่งไหล

คณะสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์ได้อัญเชิญศพหลวงพ่อพูล กลับมาตั้งบำเพ็ญกุศล ณ ศาลาปุริมานุสรณ์ (พูล อตฺตรกฺโข) วัดไผ่ล้อม ในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2548 ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ และหีบทองทึบตั้งหน้าศพพระมงคลสิทธิการหรือหลวงพ่อพูล ก่อนนำร่างของท่านบรรจุใส่โลงทำด้วยไม้สักทองคำ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้บูชา

ขณะที่ศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศทราบข่าวการมรณภาพของหลวงพ่อจากสื่อมวลชนทุกแขนง ที่ได้นำเสนอข่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน มหาชนนับหมื่นต่างหลั่งไหลเดินทางกันมาที่วัดไผ่ล้อมด้วยอาการเศร้าสลด มองไปมุมไหนก็มีแต่คนร้องไห้ตาแดงก่ำ บางคนถึงกับสะอึกสะอื้นปิ่มว่าจะขาดใจ…..สิ่งนี้คงเป็นภาพที่สื่อให้เห็นถึงความรักที่สาธุชนมีต่อองค์หลวงพ่อพูลได้อย่างแจ่มชัด

พระเครื่องของหลวงพ่อ…บางส่วน

ขอบคุณข้อมูลจาก1. หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้า 1 คอลัมน์ มงคลข่าวสด
                         วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2548 ปีที่ 15 ฉบับที่ 5295

                      2. http://www.watpailom.org/

ประวัติพ่อท่านเขียว วัดหรงบล อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

พ่อท่านเขียว วัดหรงบล  อ.ปากพนัง  จ.นครศรีธรรมราช

คาถาบูชา: " นะโมนมัสการ พระอินทมุนี โพธิสัตโต อาราธนานัง นะมามิหัง นะโมพุทธายะ "

พ่อท่านเขียว ถือกำเนิดขึ้นในตะกูลชาวนา เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้นแรมไม่ปรากฏ เดือนยี่ ปีมะเมีย พ.ศ.2424 บิดาชื่อนาย ปลอด มารดาชื่อแป้น มีพี่น้อง 4คน ชาย2หญิง2 พ่อท่านเขียวเป็นพี่ชายคนโต น้องชายชื่อนายพลับ น้องสาวชื่อนางเอียด และนางปาน น้องชายและน้องสาวเสียชีวิตก่อนท่าน

การศึกษา
    
 เมื่อยังเยาว์วัย พ่อท่านเขียวอาศัยพระในบ้านช่วยสอนหนังสือให้อ่านเขียนได้ตามอักขระสมัย ท่านชอบศึกษาเล่าเรียนเป็นชีวิตจิตใจ

อุปสมบท
    
"พ่อท่านเขียว"ท่านตัดสินใจสละเพศฆราวาส เข้าสู่วัดเมื่ออายุได้ 22ปี อุปสมบท ณ วัดคงคาวดี (วัดกลาง) ปีเถาะ พ.ศ.2446 พระครูสมัยนั้น เป็นพระอุปัชฌายะ พระครูบริหารสังฆกิจ (เต็ง) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระเกื้อเป็นพระกรรมวาจา ได้รับฉายาว่า "อินทมุนี"ได้ปรนนิบัติรับใช้ รับฟังโอวาทจากพระอุปัชฌายะชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้น พ่อท่านเขียว ก็กราบลาพระอุปัชฌายะ ไปศึกษาเล่าเรียนต่อกับพระอาจารย์เอียด วัดบน พระอาจารย์เอียดเก่งทั้งทางโลก และทางธรรม อบรมนิสัยให้เหมาะแก่สมณเพศ จนท่านตั้งใจว่า ขอถือบวชอยู่ในพุทธศาสนาตลอดไป หาทางพ้นทุกข์ตัดอาสวะกิเลสให้สิ้น พ่อท่านเขียวท่านตัดสินใจเดินธุดงค์เป็นวัตร คือ ถือผ้านุ่งห่มบังสกุล 3ชิ้น มีผ้าสบง อังสะ จีวร บิณฑบาตร และฉันอาหารมื้อเดียว(เอกา)เป็นวัตร จึงกราบลาอาจารย์เดินธุดงค์สู่ป่าเขาลำเนาไพร หลวงปู่เขียวเดินธุดงค์ติดต่อกันหลายปี ผ่านจังหวัดกระบี่ ตรังสุราษฎร์ธานี ชุมพร สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ภูเก็ต พังงา และจังหวัดอื่นๆอีกหลายแห่ง

วัตถุมงคล
    
 ในปี พ.ศ.2467 พ่อท่านเขียวอายุได้ 53 ปีพอดี ท่านพระครูพิบูลย์ศีลาจารย์(เกลื่อม)เจ้าคณะ ต.บางตะพง อ.ปากพนัง ปกครองวัดกลาง(คงคาวดี)ศรัทธาต่อพ่อท่านเขียว ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านเอง ต้องการได้ของดีของอาจารย์เป็นที่ระลึก จึงหาผ้าขาวมา หาขมิ้นผงมาผสมน้ำทาใต้เท้า ใต้มือท่านแล้ว นิมนต์ท่านอฐิษญานจิตกดเป็นผ้ายันต์แต่ไม่ค่อยชัดนัก ต่อมามีผู้ต้องการมากขึ้น จึงคิดหาหมึกจีนเป็นแท่งมาฝนกับฝาละมีทาเท้าบ้าง ทามือบ้าง ให้พ่อท่านอธิษฐานจิตกดลงบนผ้าขาวเป็นผ้ายันต์ ปรากฏว่าชัดเจนสวยงามดี นับว่าผ้ายันต์รอยมือรอยเท้าพ่อท่านเขียวปรากฏแพร่หลายขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคใต้ เมื่อมีผู้ศรัทธามาขึ้นจึงแพร่หลายบอกต่อกันไป มีประชาชนมาขอลูกอมท่านบ้าง พ่อท่านเขียวท่านเคี้ยวชานหมากเสร็จคลึงเป็นลูกอมแล้วมอบให้ บางคนท่านก็เอากระดาษฟางมาลงอักขระเป็นตัวหนังสือขอม หัวใจพระเจ้า 5พระองค์ นะโมพุทธายะ เสร็จแล้วเอาเทียนสีผึ้งห่อหุ้มปั้นเป็นลูกอม พ่อท่านเขียวเป็นพระใจดี พูดน้อยใครขออะไรท่านก็จะทำให้ตามความต้องการแต่ละคน
     วัตถุมงคลที่พ่อท่านเขียว ท่านสร้างมีหลายอย่าง เช่น ผ้ายันต์รอยมือรอยเท้า เชือกคาด ลูกอมเทียน ชานหมาก พระปิดตา เหรียญ และรูปหล่อลอยองค์ พระเครื่องหลวงปู่เขียว เป็นที่ต้องการกันมาก

พุทธคุณวัตถุมงคล
    
วัตถุมงคล และพระเครื่องของพ่อท่านเขียว ล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ด้านปกป้องคุ้มครองสูงมาก เช่นผ้ายันต์รอยมือรอยเท้าผู้ที่โดนโจรปล้นวัวเกิดต่อสู้กัน เจ้าของวัวพกผ้ายันต์ท่าน กระสุนก็ไม่อาจทำอะไรคนที่พกผ้ายันต์ท่านได้ ซึ่งพุทธคุณพระเครื่องที่ท่านปลุกเสกนั้น โด่งดังไปไกลทั่วประเทศเป็นที่เล่าขานสืบต่อมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าด้านคงกระพัน มหาอุด หรือเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ถือว่า หลวงปู่เขียว วัดหรงบล เป็นสุดยอดเกจิอันดับต้นๆของภาคใต้

มรณภาพ

"พ่อท่านเขียว" ท่านมรณภาพ ในปี พ.ศ.2519 ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 1ค่ำ เดือน 7 ด้วยโรคชราตามสังขารอายุ รวมได้ 95ปี 74 พรรษา

ความศักดิ์สิทธิ์ของ พ่อท่านเขียว วัดหรงบล อีกอย่างหนึ่งที่เกือบทุกคนรู้กันดีทั่วบ้านทั่วเมือง ก็คือหลังจากพ่อท่านเขียวท่านมรณภาพแล้ว ทางวัดได้เก็บรักษาสรีระของพ่อท่านไว้ระยะหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่า สรีระร่างกายของพ่อท่านเขียวท่านไม่เน่าเปื่อย และไม่มีกลิ่นเหม็นแต่อย่างใด และเมื่อถึงวันครบกำหนดประชุมเพลิง สรีระของท่านเผาไฟไม่ไหม้ แม้แต่ จีวร ที่ห่อหุ้ม สร้างความมหัศจรรย์เป็นยิ่งนัก ปัจจุบัน สรีระร่างอันอมตะของ พ่อท่านเขียว ก็ยังประดิษฐานอยู่ใน***บแก้วที่วัดหรงบน ทุกวันนี้จะมีผู้คนไปกราบไหว้สักการบูชาอยู่เป็นประจำ
  
พระเครื่องของพ่อท่าน…บางส่วน

ขอบคุณที่มา : http://www.tumsrivichai.com
                   http://www.alangkarnprakruang.com/photankeaw.html

 

ตายไม่เน่า…เผาไม่ไหม้

ในเมืองไทยเรามีพระสงฆ์ผู้มีความศักริ์สิทธิ์ก็อยู่หลายรูป
แต่จะหาอริยะสงฆ์แบบพ่อท่านเขียว วัดหรงบน จ.นครศรีธรรมราช นั้นคงน้อยมากๆ เพราะว่าอะไรเราลองมาหาคำตอบกันดีกว่าครับ

 
“วัดหรงบน” เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ยังมีการติดต่อได้ลำบาก จากลุ่มน้ำปากพนัง ต้องล่องเรือนานกว่าชั่วโมง ก่อนขึ้นฝั่งที่ บางตะพงษ์ แล้วจะต้องเดินลัดเลาะข้ามทุ่งหญ้าไปอีกไกล จึงจะถึงวัดหรงบน เพื่อกราบนมัสการ “พ่อท่านเขียว” เกจิอาจารย์แห่งลุ่มน้ำปากพนัง เนื่องจากไม่มีถนนเข้าไปถึง อีกทั้ง “พ่อท่านเขียว” ก็ยังไม่มีคนต่างถิ่น รู้จักมากนัก นานทีจึงจะมีคนเข้าไปกราบนมัสการท่าน
 
 
 “พ่อท่านเขียว” ได้มรณภาพไปแล้ว ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ณ วัดคงคาวดี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดหรงบนนัก และเป็นเส้นทางเดินผ่านมาจากบางตะพงษ์นั่นเอง การจัดการศพของท่านนั้น พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ เจ้าอาวาส วัดคงคาวดี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน ได้ตั้งศพของพ่อท่าน ไว้ที่วัดคงคาวดีหนึ่งคืน พร้อมทำการสวดอภิธรรม เพื่อให้บรรดาสานุศิษย์ได้เคารพศพพ่อท่าน

จากนั้นรุ่งขึ้นจึงนำศพของพ่อท่านเดินทางไปยังวัดหรงบน ปรากฏว่าเมื่อชาวบ้านรู้ข่าว ต่างพากันมาร่วมไว้อาลัยพ่อท่านมากมาย และมีการสวดอภิธรรมจนครบ ๓ คืน ระหว่างงานสวดอภิธรรมนั้นได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โดยบรรดาลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือพ่อท่าน ต่างต้องการแสดงความกตเวทิตคุณ ตามประเพณีงานศพของทางภาคใต้ ซึ่งเป็นประเพณีพื้นถิ่น คือทำการจุดดินปืนที่ใส่ “กระบอกเหล็ก” ยาว ๑ ศอก (ประเพณีนี้คนภาคใต้นิยมจุดกัน) คล้ายกับพลุเพื่อส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ไกลออกไปได้ทราบว่ามีงานศพ ปรากฏว่าการจุดในคืนแรก ดินปืนด้านหมดทั้งสามลูก ไม่ยอมดังหรือติดเลยแม้แต่ลูกเดียว
 
  ต่อมาคืนที่สอง ลูกศิษย์เริ่มจุดอีกช่วง ๑๘.๐๐ น. ปรากฏว่าครั้งนี้จุดทั้งหมดห้าลูก แต่ก็ด้านหมดทุกลูก ไม่ดังและไม่ติดเช่นเดียวกันกับคืนแรก ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ ต่างพากันประหลาดใจ ว่าเป็นเพราะเหตุใด จากนั้นพอคืนที่สาม ลูกศิษย์ผู้ที่จุดดินปืนก็ ไม่ยอมลดละ ได้ทำการจุดดินปืนที่เตรียมมาใหม่ ในเวลาเดิม ๑๘.๐๐ น. แต่ปรากฏว่าจุดไม่ติด เช่นกันกับสองคืนแรก

จะมีก็เพียงควันพวยพุ่งขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่ยอมระเบิดเลยแม้แต่ลูกเดียว ทำให้ผู้ที่จุดงวยงงสงสัย ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ กระทั่งหลังการบำเพ็ญกุศลเรียบร้อย ก็จะทำการฌาปนกิจศพพ่อท่าน ตามประเพณี แต่บรรดาลูกศิษย์ต่างแตก ความคิดกันออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากให้เผาศพพ่อท่าน แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ ให้เก็บศพพ่อท่านไว้ไม่อยากให้เผา

แต่เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้เผาศพพ่อท่าน จะได้หมดห่วงหมดกังวล จึงทำให้ ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา ทำการต่อรองขอว่า “ถ้าเผาศพพ่อท่านครบ ๑ ชั่วโมงแล้วไม่ไหม้ ขอให้เก็บศพไว้บูชา” ทุกฝ่ายจึงต่างก็ตกลงกันได้ด้วยดี
 
  
การฌาปนกิจศพ “พ่อท่านเขียว” ได้ทำการตั้งเมรุเผากันที่กลางลานวัด โดยใช้ไม้ฟืนที่ชาวบ้านช่วยกันนำมาโดยใช้เหล็กสามท่อน วางรองโลงศพต่างเชิงตะกอนแบบง่ายๆ เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงรอเวลาทำการเผาตามประเพณี แต่พอถึงเวลากลับไม่มีใครกล้าจุดไฟเผาพ่อท่านเลย ดังนั้น นายเหลี้ยง ชนะเสน เถ้าแก่โรงสี บ้านใสหมาก อ.เชียรใหญ่ ซึ่งเป็นศิษย์พ่อท่านอีกผู้หนึ่ง จึงเป็นผู้อาสาจุดไฟเอง โดยไม่ลืมทำพิธีขอขมาศพพ่อท่านก่อน แล้ววานท่านอาจารย์เพชร เป็นผู้จุดไฟที่ดอกไม้จันทน์ที่ตนถืออยู่ก่อน จากนั้นนายเหลี้ยงจึงทำการจุดไฟที่กองฟืนทันที ชั่วครู่ไฟจึงค่อยๆลุกลามขึ้นไหม้ทั้งดอกไม้จันทน์

ที่บรรดาญาติโยมนำไปวางไว้ทั้งด้านบนและด้านข้างโลงศพ และฟืนที่รองอยู่ จนควันโขมงและค่อยๆโหมแรงขึ้นๆจนท่วมโลงศพ และฟืนที่สุมอยู่ โดยมี “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างก็คอยจับเวลาดูนาฬิกา ว่าจะครบ ๑ ชั่วโมงเมื่อใด ไฟได้โหมแรงขึ้นๆจนกองฟืนที่สุมไว้ไหม้เกือบหมดแล้ว แต่เวลาก็ยังเหลืออีกมากทำให้ “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างออกอาการหงุดหงิดตามๆกัน แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ จึงได้แต่เร่งเวลาให้ครบชั่วโมงโดยเร็ว แต่ไฟได้ไหม้ทั้งฟืนและโลงศพจนหมดก่อน ที่ผู้ที่จับเวลาจากนาฬิกาที่มีถึงสามคน จากทั้งสองฝ่าย ก็ได้ตะโกนบอกว่า “ครบชั่วโมงแล้ว”
 
  เสียงฆ้องเสียงระฆัง จึงตีรัวดังขึ้น ตามที่นัดหมายกันไว้ นาทีนั้นโดยไม่มีใครคาดคิด นายเหลี้ยง ผู้ที่ทำการจุดไฟรีบวิ่งเข้าไปยังกองไฟที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ แม้จะเริ่มมอดลงบ้างแล้วแต่ก็ยังมีไฟลุกอยู่เป็นส่วนมาก แต่ นายเหลี้ยง ไม่นำพาและไม่ได้หวาดหวั่นกับไฟที่ยังคุกรุ่นเหล่านั้นเลย กลับเดินแหวกควันไฟเข้าไป พร้อมเอามือช้อนลงอุ้มศพของพ่อท่านขึ้นให้ทุกคนดู ปรากฏว่าศพของพ่อท่านเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยใดๆ ให้เห็นว่าผ่านการถูกเผามาเลย แม้แต่จีวรก็ยังเหลืองอร่ามไม่มีร่องรอยถูกเผาเช่นกัน

ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ จึงต่างส่งเสียงดังลั่น ส่วนนายเหลี้ยง ที่ใช้มือช้อนใต้ศพ จึงถูกเหล็กรองโลงศพเข้าเต็มๆ แต่แทนที่เหล็กจะร้อนเพราะถูกไฟเผา ปรากฏว่าเหล็กรองโลงศพพ่อท่านเขียวกลับเย็นเฉียบ ไม่มีความร้อนดั่งเช่นเหล็กที่ถูกไฟเผามาก่อนเลย ทำให้ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างงงงวยกันยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเป็นเรื่องที่สุดอัศจรรย์โดยแท้ พอได้สติบรรดาญาติโยมต่างเฮโลไปรุมฉีกจีวรของพ่อท่านเก็บไว้ จนจีวรที่ห่อหุ้มร่างของพ่อท่านหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ
 
  เรื่องที่เล่ามานี้นับเป็นเรื่อง “อัศจรรย์” และ “เหลือเชื่อ” อย่างยิ่ง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ไปร่วมงานฌาปนกิจศพพ่อท่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ทุกคนยืนยันได้ เพราะผู้ที่เล่าเหตุการณ์นี้ก็คือ “นายเหลี้ยง ชนะเสน พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ ท่านอาจารย์ขำ วัดหงษ์แก้ว” รวมทั้ง “นายตั้ง” ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ไปร่วมงาน ต่างยืนยันได้ทุกคน แสดงว่าบุญบารมีความศักดิ์สิทธิ์ของ “พ่อท่านเขียว” นั้นยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะเพียงแค่ “ท่านมรณภาพแล้วร่างกายไม่เน่าเปื่อย” ก็ถือว่าอัศจรรย์อยู่แล้ว แต่นี่ “เผาไม่ไหม้” แม้แต่จีวรที่ห่อหุ้มร่างกายท่านก็ยังไม่ไหม้อีกด้วย

ปัจจุบัน “ศพของพ่อท่าน” ก็แข็งเป็นหินไปแล้ว สรีระของท่านแข็งและแกร่งมาก แต่คงเค้ารูปแบบเดิมทุกประการเพียงแต่แห้งลงไปบ้างเท่านั้น ขณะนี้ทางวัดได้นำ “สรีระของท่าน” ใส่โลงแก้วไว้ เพื่อให้ผู้คนทั่ว ไปได้กราบ ไหว้บูชาและได้ชม สรีระของพ่อท่านด้วยตัวเอง เพราะหากใครได้ไปกราบ “ร่างพ่อท่าน” สักครั้ง ก็นับเป็นบุญอย่างยิ่ง
 

  ย่อจากบทความของ ‘แฉ่ง บางกะเบา’
จาก นสพ.เดลินิวส์ วันที่ 1 กันยายน 2550

 

จาก “ลุ่มน้ำปากพนัง” ล่องเรือนาน กว่าชั่วโมงก่อนขึ้นฝั่งที่ “บางตะพงษ์” แล้วเดินลัดเลาะข้ามทุ่งหญ้าเวิ้งว้างไปยาวไกล มองเห็นพุ่มพฤกษ์พันธุ์นานาอยู่ข้างหน้าคนนำทางหนวดเฟิ้มบอกว่า “โน่นแหละวัดหรงบน” ผู้เขียนพร้อมด้วย “คุณประกอบ กำเนิดพลอย” และ “คุณณรงค์ เลติกุล” เดินตามไปด้วยความอ่อนล้ากว่าจะก้าวเข้า “วัดหรงบน” เพื่อกราบนมัสการ “พ่อท่านเขียว” เกจิอาจารย์ขลังแห่งลุ่มน้ำปากพนังก็แทบหมดแรงไปตาม ๆ กัน

การเดินทางไป “วัดหรงบน” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ สภาพความเป็นไปดังกล่าวนั้นเนื่องจาก “ไม่มีถนน” เข้าไปถึงอีกทั้ง “พ่อท่านเขียว”พระเกจิอาจารย์องค์นี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ยังมีคนรู้จัก “ไม่มากนัก” นานทีจึงจะมีคนเข้าไปกราบนมัสการท่านและการเดินทางไป “วัดหรงบน” ครั้งนั้นผู้เขียนและคณะก็ต้องพบกับความ “ผิดหวัง” เพราะ “พ่อท่านเขียว” ได้มรณภาพไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ณ วัดคงคาวดี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก “วัดหรงบน” และเป็นเส้นทางเดินผ่านมาจาก “บางตะพงษ์” ที่ผู้เขียนได้ผ่านมาแล้วนั่นเองดังนั้นการไปครั้งนั้นเพื่อหวังได้กราบ “ยอดเกจิอาจารย์” จึงเป็นการไป “เสียเที่ยว” แต่ไหน ๆ เมื่อไปแล้วผู้เขียนจะ “ไม่ยอม” ให้เสียเที่ยวต่อจากนี้ไปจึงขอ “ถ่ายทอด” เรื่องราวซึ่งเกิดขึ้นขณะ “พ่อท่านเขียวมรณภาพแล้ว” ที่ผู้เขียนทำการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องมาด้วยตนเองเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒

“พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์” เจ้าอาวาส “วัดคงคาวดี” ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ “พ่อท่านเขียว” ได้ตั้งศพของพ่อท่านไว้ที่วัดคงคาวดีหนึ่งคืนพร้อมทำการสวดอภิธรรม เพื่อให้บรรดาสานุศิษย์ได้เคารพศพพ่อท่านจากนั้นรุ่งขึ้น จึงนำศพของพ่อท่านเดินทางไปยัง“วัดหรงบน” รากฏว่าชาวบ้านเมื่อรู้ข่าวต่างพากันมาร่วมไว้อาลัยพ่อท่านมากมาย และมีการสวดอภิธรรมจนครบ ๓ คืน แต่แล้วระหว่างงานสวดอภิธรรมนั้นได้เกิด “เหตุอัศจรรย์” ขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อแต่ก็ “เป็นไปแล้ว” เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมี “พยาน” ที่พร้อม จะอ้างอิงได้อีกด้วยคือ….

บรรดาลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือพ่อท่านต่างต้องการแสดง “ความกตเวทิตาคุณ” ตามประเพณีงานศพคือทำการ “จุดดินปืน”ที่ใส่ “กระบอกเหล็ก” ยาว ๑ ศอก (ประเพณีที่คนภาคใต้นิยมจุดกัน) คล้ายกับพลุเพื่อ “ส่งสัญญาณ” ให้คนที่อยู่ไกลออกไปได้ทราบว่า “มีงานศพ” ปรากฏว่าการจุดใน “คืนแรก” ดินปืนด้านหมดทั้ง “สามลูก” ไม่ยอมดังหรือติดเลยแม้แต่ลูกเดียว ต่อมา “คืนที่สอง” ลูกศิษย์เริ่มจุดอีกช่วง ๑๘.๐๐ น. ปรากฏว่าครั้งนี้จุดทั้งหมด “ห้าลูก” แต่ก็ด้านหมด “ทุกลูก” ไม่ดังและไม่ติดเช่นเดียวกันกับคืนแรกผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากัน “ประหลาดใจ” ว่าเป็นเพราะเหตุใด

จากนั้น “คืนที่สาม” ลูกศิษย์ผู้ที่จุดดินปืน ก็ไม่ยอมลดละได้ทำการ “จุดดินปืน” ที่เตรียมมาใหม่ ในเวลาเดิม ๑๘.๐๐ น. แต่ปรากฏว่า “จุดไม่ติด” เช่นกันกับสองคืนแรกจะมีก็เพียง “ควันพวยพุ่งขึ้น” เล็กน้อยเท่านั้นไม่ยอมระเบิดเลยแม้แต่ลูกเดียว ทำให้ผู้ที่จุดเป็นงงสงสัยว่า เป็นเพราะเหตุใดกันแน่ กระทั่งหลังการบำเพ็ญกุศลเรียบร้อยแล้วก็จะทำการ “ฌาปนกิจศพพ่อท่าน”

ต่อไปตามประเพณีแต่บรรดาลูกศิษย์ต่างแยก ความคิดกันออกเป็นสองฝ่ายคือ “ฝ่ายหนึ่ง ให้เผาศพพ่อท่าน” แต่ “อีกฝ่ายหนึ่งต้อง การให้เก็บศพพ่อท่านไว้ไม่ต้องเผา” สรุปความคิดเห็นแล้ว “ส่วนใหญ่” ต้องการให้เผาศพพ่อท่านจะได้หมดห่วงหมดกังวลจึงทำให้ “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ทำการต่อรองขอว่าถ้าเช่นนั้น “ถ้าเผาศพพ่อท่านครบ ๑ ชั่วโมงแล้วไม่ไหม้ ขอให้เก็บศพไว้บูชา” เมื่อเป็นเช่นนี้ต่างก็ตกลงกันได้ด้วยดี ดังนั้นการ “ฌาปนกิจศพ พ่อท่านเขียว” จึงได้ทำการตั้งเมรุเผากันที่ “กลางลานวัด” โดยใช้ไม้ฟืนที่ชาวบ้านช่วยกันนำมาโดยใช้เหล็กสามท่อน วางรองโลงศพต่างเชิงตะกอนแบบง่าย ๆ เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงรอเวลาทำการเผาตามประเพณี…แต่พอถึงเวลากลับ “ไม่มีใครกล้าจุดไฟเผาพ่อท่าน”

เลย ด้วยเหตุนี้ “นายเหลี้ยง ชนะเสน” เถ้าแก่โรงสี “บ้านใสหมาก อ.เชียรใหญ่” ซึ่งเป็นศิษย์พ่อท่านอีกผู้หนึ่งจึงเป็นผู้อาสา “จุดไฟเอง โดยไม่ลืมทำพิธี “ขอขมาศพพ่อท่าน” แล้ววานท่าน “อาจารย์เพชร” เป็นผู้จุดไฟที่ “ดอกไม้จันทน์” ที่ตนถืออยู่ก่อนจากนั้นนายเหลี้ยงจึงทำการจุดไฟที่กองฟืนทันที ชั่วครู่ไฟจึงค่อย ๆ ลุกลามขึ้นไหม้ทั้ง “ดอกไม้จันทน์” ที่บรรดาญาติโยมนำไปวางไว้ทั้งด้านบนและด้านข้างโลงศพและ “ฟืน” ที่รองอยู่จนควันโขมงแล้วค่อย ๆ “โหมแรงขึ้น ๆ” จนท่วมโลงศพ และฟืนที่สุมอยู่โดยมี “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างก็คอยจับเวลาดูนาฬิกาว่าครบ “๑ ชั่วโมง” เมื่อไหร่ทั้งที่ “ไฟได้โหมแรงขึ้น ๆ” จนกองฟืนที่สุมไว้เกือบหมด แล้วแต่เวลาก็ยังเหลืออีกมากทำให้ “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างออกอาการ “หงุดหงิด” ตาม ๆ

กันแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้จึงได้แต่ “เร่งเวลาให้ครบชั่วโมง” โดยเร็วเท่านั้นกระทั่ง “ไฟได้ไหม้ทั้งฟืนและโลงศพจนหมดแล้ว” พร้อมทั้ง “ควันไฟ” พวยพุ่งท่วมลานวัดไปหมด “ผู้ที่จับเวลา” จากนาฬิกาที่มีถึงสามคนจากทั้ง “สองฝ่าย” จึงตะโกนบอก “ครบชั่วโมงแล้ว” “เสียงฆ้องเสียงระฆัง” ที่ตีรัวจึงดังขึ้นตามที่นัดหมายกันไว้ว่า “ครบชั่วโมง” จะตีฆ้องและ ระฆังบอกต่อกัน “นาทีนั้น” โดยไม่มีใครคาดคิด “นายเหลี้ยง ชนะเสน” ผู้ที่ทำการจุดไฟรีบวิ่งเข้าไปยังกองไฟที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ แม้จะเริ่มมอดลงบ้างแล้วแต่ ก็ยังมีไฟลุกอยู่เป็นส่วนมากแต่ “นายเหลี้ยง” ไม่นำพาและ ไม่ได้หวั่นหวาดกับไฟที่ยัง “คุกรุ่นเหล่านั้น” เลยกลับเดินแหวกควันไฟเข้าไปพร้อม เอามือช้อนลง “อุ้มศพของพ่อท่าน” ขึ้นให้ทุกคนดูปรากฏว่าศพของพ่อท่านเป็น “ปกติ” ไม่มีร่องรอยใด ๆ ให้เห็นว่า “ผ่านการถูกเผา” มาเลยแม้แต่จีวรก็ยังเหลืองอร่ามไม่มีร่องรอยถูกเผาเช่นกัน

เท่านั้นเอง “ผู้ที่เห็นเหตุการณ์” ต่างส่งเสียงดังลั่นส่วน “นายเหลี้ยง” ที่ใช้มือช้อนใต้ศพจึงถูก “เหล็กรองโลงศพ” เข้าเต็ม ๆ แต่แทนที่เหล็ก จะร้อนเพราะถูกไฟเผา ปรากฏว่าเหล็กรองโลงศพพ่อท่านเขียวกลับ “เย็นเฉียบ” ไม่มีความร้อนดั่งเช่นเหล็กที่ถูกไฟเผามาก่อนเลยทำให้ทุก คนที่เห็นเหตุการณ์ต่าง “งงงวยตาม ๆ กัน” เพราะเป็นเรื่องที่ “สุดอัศจรรย์” โดยแท้ และพอได้สติบรรดาญาติโยมที่ไปรวมตัวทำการ “ฌาปนกิจศพพ่อท่าน” ต่างเฮโลไปรุมฉีกจีวรของพ่อท่านจนจีวรที่ห่อหุ้มร่างของพ่อท่านหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ

ซึ่งเรื่องที่เล่ามานี้นับเป็นเรื่อง “อัศจรรย์” และ “เหลือเชื่อ” อย่างยิ่งแต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ไปร่วมงาน “ฌาปนกิจศพพ่อท่าน” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ทุกคน ยืนยันได้เพราะผู้ที่เล่าเหตุการณ์นี้ก็คือ “นายเหลี้ยง ชนะเสน, พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์, ท่านอาจารย์ขำ วัดหงษ์แก้ว” รวมทั้ง “นายตั้ง” ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ไป ร่วมงานต่างยืนยันได้ทุกคนแสดงว่า บุญบารมีความศักดิ์สิทธิ์ของ “พ่อท่านเขียว” นั้นกว้างใหญ่ไพศาล นับอนันต์จริง ๆ

และเหตุการณ์นี้ไม่เคย “ปรากฏ” จากที่ไหนและที่ใดมาก่อนอีกทั้งคงจะ “ไม่ปรากฏ” ให้ได้เห็นและให้ได้ยินอีกเพราะเพียงแค่ “ท่าน มรณภาพแล้วร่างกายไม่เน่าเปื่อย” ก็ถือว่าอัศจรรย์อยู่แล้วแต่นี่ “เผาไม่ไหม้” แม้แต่ “จีวร” ที่ห่อหุ้มร่างกายท่านก็ยังไม่ไหม้อีกด้วย ปัจจุบัน “ศพของพ่อท่าน” ก็แข็งเป็นหินไปแล้วโดยผู้เขียนมีโอกาสได้ไปสัมผัส พร้อมจับต้องดูปรากฏว่าสรีระของท่าน “แข็งและแกร่งมาก” คงเค้ารูปแบบเดิมทุกประการเพียงแต่แห้งลงไปบ้างเท่านั้น ขณะนี้ทางวัดได้นำ “สรีระของท่าน” ไว้โลงแก้วเพื่อให้ผู้คนทั่วไปได้กราบไหว้บูชาและได้ชมสรีระของพ่อท่านด้วยตัวเอง

เพราะเพียงท่านได้ไปกราบ “ร่างพ่อท่าน” สักครั้งก็นับเป็นบุญอย่างยิ่ง ฉะนั้นหาโอกาสไปกราบเถิด “พระเถระ” ที่ละสังขารแล้วแต่มีเหตุอัน “อัศจรรย์” ให้ประจักษ์เช่นนี้หาไม่ได้ง่ายนักและเมื่อไปกราบแล้วให้สอบถามชาวบ้านถึงความ “อัศจรรย์” อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยตัวของท่านเอง “บางที” ท่านอาจจะได้ประจักษ์แจ้งมากกว่าที่ผู้เขียนเล่ามาด้วยซ้ำไป…นี่ละที่โบราณว่า…“เหนือลิขิต?? ประกาศิตฟ้าดิน??” โดยแท้เลย.

ขอบคุณที่มา…  บทความจากน.ส.พ. เดลินิวส์  วันที่ : 1 กันยายน 2550

 

เมื่อปี พ.ศ. 2517 ทางกรรมการมูลนิธิเพิ่มวิทยา ซึ่งเป็นมูลนิธิเพื่อการศึกษาของโรงเรียนเพิ่มวิทยา ซึ่งหลวงปู่เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นได้ขออนุญาติ
หลวงปู่จัดสร้างมงคลวัตถุครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อนำรายได้มาเข้ามูลนิธิ ฯ มีการสร้างพระพุทธรูปบูชาโดยจำลองแบบจากพระประทานในอุโบสถ การสร้าง
ครั้งนี้กรรมการต้องการจัดพิธีพุทธาภิเษกให้ยิ่งใหญ่ได้นิมนต์พระอาจารย์มากมาย และส่งแผ่นโลหะไปให้เกจิอาจารย์ในจังหวัดต่าง ๆ ลงยันต์มาให้ถึง
219 รูป เสร็จแล้วได้นิมนต์เกจิอาจารย์อีก 108 รูป มาทำพิธีพุทธาภิเษกที่อุโบสถวัดกลางบางแก้ว เมื่อวันที่ 23 -25 เมษายน พ.ศ. 2518 พระเกจิ
อาจารย์จากจังหวัดต่าง ๆ เดินทางมากพักที่วัดกลางบางแก้วมากมายเพื่อเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก 3 วัน 3 คืน ตามกุฏิต่าง ๆ มีมาพักเต็มไปหมด แต่
แปลกที่ว่าในพิธีนี้หลวงปู่เพิ่มมิได้ลงไปร่วมปลุกเสกกับเขาด้วย

ท่านบอกว่าให้เขาเสกกันให้เสร็จเสียก่อนท่านอยู่กับวัดเสกเมื่อไหร่ก็ได้ ระหว่างนั้น ผู้เขียนก็ไปเฝ้าเดินหาพระอาจารย์ต่าง ๆ ที่มาเพื่อขอของ
ดีไปตามเรื่อง เสร็จแล้วก็ขึ้นไปคุยกับหลวงปู่ช่วยตำหมากถวายท่านบ้างคุยกับท่านบ้าง คืน วันงานพุทธาภิเษกตอนค่ำมากแล้ว ผู้เขียนขึ้นไปคุยกับ
หลวงปู่ถึงเรื่องต่าง ๆ จนถึงเรื่องพิธีปลุกเสกพระในอุโบสถ ท่านก็ถามผู้เขียนว่าพระที่มากันแล้ว นี้พักที่ไหนบ้าง ผู้เขียนก็ตอบท่านว่าพักที่กุฏิต่าง ๆ
และโรงเรียนพระปริยัติธรรม (หอบุญรังสฤษดิ์) ซึ่งคณะกรรมการเขาจัดสถานที่ไว้ให้อย่างเพียงพอ ผู้เขียนก็ถามท่านว่า “ หลวงปู่ไม่ลงไปร่วมกับ
เขาบ้างหรือครับ ” ท่านก็ยิ้ม ๆ แล้วท่านก็ตอบว่าไว้ทีหลังเพราะเป็นของเราเอง

จากนั้นก็พูดว่า “ สุธน มีพระเก่งอยู่สามรูปเธอไปหาท่านดูซิ รูปหนึ่งอยู่กุฏิท่านใบ รูปร่างผอม ๆ ดำๆ อีกรูปหนึ่งอยู่หอปริยัติธรรม
รูปร่างเล็ก ๆ ขาว ๆ ท่านอยู่ห้องด้านใต้ ส่วนอีกท่านอยู่ด้านริมแม่น้ำมีไฝที่หน้าผาก เธอไปหาท่านเถอะ ” ผู้เขียนฟังท่านพูดแล้วก็รู้สึก
ประหลาดใจว่า ท่านรู้ได้ อย่างไรเพราะท่านอยู่แต่บนกุฏิ ไม่เคยเห็นท่านลงไปไหน เพราะธรรมดาท่านไม่ลงจากกุฏิไปไหนเลยในวันธรรมดา ส่วนวัน มีงานท่านก็ไม่ลงไปนอก จากไปพระอุโบสถแล้วกลับกุฏิเท่านั้น ท่านได้เดินไปดูตามกุฏิต่าง ๆ ทำไมท่านจึงรู้และบอกเช่นนั้นได้ เมื่อท่านแนะนำเช่น นั้นผู้เขียนก็ลองเดินไปดูที่ กุฏิท่านปลัดใบก่อนก็พบว่าพระรูปร่างผอม ๆ ดำ ๆ พักอยู่จริง เมื่อเข้าไปนมัสการท่านและถามลูกศิษย์ที่ติดตามมาด้วย ก็ ทราบว่าท่านชื่อ

“ พ่อท่าน เขียว วัดหรงบน มาจากปากพนัง นครศรีธรรมราช ” และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้รู้จักกับพ่อท่านเขียวในยุคสมัย ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงและกิตติคุณของท่านมาก่อนเลย จนเมื่อผู้เขียน ได้นำเรื่องราวของท่านมาเสนอ ในนิตยสารพระเครื่องจึงทำให ้กิตติคุณของท่าน ลือชาปรากฏขจรขจายจน ถึงขณะนี้

วันแรกที่ผู้เขียนได้พบท่านก็รูสึกเลื่อมใสเพราะความเมตตาของท่านและบุคลิกลักษณะที่น่านับถือ ผู้เขียนขอของดีจากท่าน ท่านก็ส่งถุงให้ 3 ถุง เป็นถุงเหรียญของท่าน กับถุงรูปหล่อกริ่งของท่านแบบรมดำถุงหนึ่ง และกะไหล่ทองอีกถุงหนึ่ง ท่านให้ทั้งหมดสามถุง โดยไม่เรียกร้องว่าจะต้องทำบุญเท่า ใดและเมื่อถามท่านว่า ให้ทำบุญเท่าใดท่านก็บอกว่าท่านให้ มิได้กำหนดให้ทำบุญเท่าใด ผู้เขียนก็เอามาเดินแจกคน ไปรอบงานที่เหลือให้พระ ปลัดใบแจกต่อไปอีกหลายวัน แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าใดนัก หลังจากวันนั้นผู้เขียนก็ไปหาท่านอีกเพราะท่านพักอยู่วัดกลางบางแก้วหลายวัน ได้ถ่าย รูปกับพ่อท่านไว้ด้วย

จากนั้นผู้เขียนก็ไปที่โรงเรียนปริยัติธรรมด้านใต้ก็พบพระรูปร่างเล็ก ๆ ขาว ๆ ชรามาก พักอยู่ที่ห้องนั้นเพียงรูปเดียว มีลูกศิษย์ติดตามมาด้วยเป็น
ฆราวาส ชื่อนายเกษม ก็เข้าไปกราบนมัสการท่าน พระรูปนี้เห็นใบหน้าท่านแล้วก็ศรัทธาทันทีเพราะท่านมีเสน่ห์มาก ใบหน้าท่านมีแต่ความเยือกเย็น
เมตตาปราณี และเมื่อถามลูกศิษย์ก็ทราบว่าท่านชื่อ “ พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทองมาจากร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช ” และเช่นเดียวกันผู้เขียนรู้
จักท่านเป็นครั้งแรกที่นั่น ก่อนจะเดินทางติดตามไปนำเรื่องราวของท่านมาเสนอในนิตยสารพระเครื่องให้ผู้อ่านได้รู้จักในเวลาต่อมา พ่อท่านคลิ้ง
และพ่อท่านเขียว ท่านมีความคุ้นเคยสนิทสนมกันมากเวลาเข้านั่งปลุกเสกในอุโบสถวัดกลางบางแก้ว ท่านจะต้องนั่งใกล้กันทุกครั้ง ดังภาพที่ผู้เขียน
ถ่ายไว้ในครั้งนั้นและนำมาเสนอประกอบ อีกองค์หนึ่งอยู่ที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมด้านริมแม่น้ำ ผู้เขียนขึ้นไปพบท่านกำลังนั่งอยู่เพียงองค์เดียว จึงได้
ไต่ถามชื่อเสียงและที่มาของท่านก็ทราบว่าท่านชื่อ “พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ วัดดอนศาลา มาจากพัทลุง” ท่านมีไฝที่หน้าผากตามที่หลวงปู่
บอกจริง ๆ และในครั้งนี้เองผู้เขียนได้มีโอกาสรู้จักท่านเป็นครั้งแรก สืบต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ผู้เขียนได้เดินทางไปพัทลุง พบท่านที่วัดดอนศาลา
อ.ควนขนุน และนำเรื่องราวมาเสนอจนลือชื่อปรากฏกันทั่วไปอย่างกว้างขวาง

ทั้งสามรูปนี้เป็นพระที่หลวงปู่เพิ่มท่านบอกให้ผู้เขียนไปหาเมื่อปี พ.ศ. 2518 ถึงบัดนี้ 13 ปีมาแล้ว สมัยนั้นทั้งสามรูปนี้ไม่มีใครรู้จักในแวดวง
เกจิอาจารย์เลย และก็เป็นจริงตามที่หลวงปู่เพิ่มได้กล่าวว่า“ท่านเก่ง” หลวงปู่เพิ่มท่านรู้ได้อย่างไร ข้อนี้นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างยิ่ง จะเป็นอะไร
ไม่ได้ นอกเสียจากความหยั่งรู้ทางวิถีแห่งญาณอันเจิดจ้าของท่านเท่านั้นก็สามารถหยั่งรู้ได้อย่างเลิศล้ำ และเป็นจริงตามที่ได้กล่าวมา เพราะพระ
อาจารย์ทั้งสามรูปแห่งภาคใต้นี้ ล้วนมีความสามารถอย่างยิ่ง มีกิตติคุณลือชาปรากฏมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นับได้ว่า อำนาจความหยั่งรู้ทางบารมี
ญาณของหลวงปู่เพิ่ม ท่านมีความแจ่มชัดและแม่นยำมากทีเดียว สามารถชี้แนะและล่วงรู้ถึงกาลเบื้องหน้าได้อย่างถูกต้องไม่มีผิด
พลาด หลวงปู่ท่านมักเป็นผู้ถ่อมตนและสังวรอยู่ในศีลาจารวัตรอย่างเคร่งครัด หากไม่ใกล้ชิดไม่สังเกตแล้วมักจะไม่ทราบความเป็นอริยะทางการ
ปฏิบัติของท่านในทางธรรมะได้เลย

ขอขอบคุณที่มา…
http://www.wkk.ac.th/monk3/history.php
http://www.alangkarnprakruang.com/photankeaw.html