ประวัติ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท

หากเอ่ยชื่อ พระครูวิมลคุณากร คนทั่วไปอาจจะยังไม่คุ้นหูเท่าใดนัก แต่ถ้าเอ่ยชื่อ หลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่าแล้วล่ะก้อ ไม่มีใครปฎิเสธได้ว่าไม่รู้จัก โดยเฉพาะนักนิยมพระเครื่องแล้ว แทบทุกคนต่างใฝ่หาพระเครื่องของหลวงปู่ศุข มาใช้เพราะเชื่อกันว่า พระหลวงปู่ศุขนั้นให้พุทธคุณ ทั้งด้านเมตตามหานิยม และ ด้านแคล้วคลาด คงกระพัน

ประวัติ

นามเดิม :- ศุข นามสกุล เกษเวช (ต่อมาลูกหลานได้ใช้เกษเวชสุริยา ก็มี)
เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีวอก พ.ศ.๒๓๙๐ ที่บ้านมะขามเฒ่า ( เรียกกันในสมัยนั้น ปัจจุบันเรียก บ้านปากคลอง )ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท
             หลวงปู่ศุข ท่านอยู่ในละแวก วัดมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ปัจจุบันยังมี  ลูกหลานของท่านอยู่ที่บ้านใต้วัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกหลายคน หรือแม้แต่ร้านค้าขายภายในบริเวณวัดเองก็ยังมี  หลวงปู่ศุข ท่านใช้นามสกุล เกศเวชสุริยา อีกสกุลหนึ่ง ท่านเป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 9 คน ด้วยกัน    เมื่อหลวงปู่ศุข อยู่ในวัยฉกรรจ์ ท่านได้เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ทำมาหากินค้าขายเล็กๆน้อยๆ โดยยึดลำคลองบางเขน ซึ่งมีปากคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้จังหวัดนนทบุรีลงมา ปัจจุบันอยู่ข้างทางเข้าวัดทางหลวง เป็นที่ทำมาหากิน คลองบางเขนนี้ทอดขึ้นไปเชื่อมกับคลองรังสิต เมื่อก่อนนี้เป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมทางน้ำ  ที่สำคัญ และกว้างขวางเป็นอย่างมาก เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญขึ้น การสัญจรทางน้ำก็หมดความสำคัญลง ปัจจุบันคงจะตื้นเขินไปแล้วก็ได้  เพราะขาดการทนุบำรุงที่ควร     หลวงปู่ศุข ท่านทำมาหากินอยู่ในคลองบางเขนอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งได้ภรรยาชื่อนางสมบูรณ์ และกำเนิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อ สอน เกศเวชสุริยา 

บวช

             หลวงปู่ศุข ท่านครองเพศฆาราวาสอยู่ไม่นาน พออายุท่านครบ 22 ปี ท่านได้ลาไปอุปสมบท ณ วัดโพธิ์บางเขน หรือปัจจุบันชื่อว่า วัดโพธิ์ทองล่าง ซึ่งอยู่ปากคลองบางเขนตอนล่าง ส่วนวัดโพธิ์ทองบน อยู่ตอนเหนือของปากคลองบางเขน ตอนบนบริเวณจังหวัดปทุมธานี   พระอุปฌาย์ท่านชื่อ  หลวงพ่อเชย จันทสิริ อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทองล่าง ซึ่งเป็นพระสงฆ์ ฝ่ายรามัญ ที่ถือเคร่งในวัตรปฎิบัติและพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่อเชยท่านยังเป็นอาจารย์ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีความรู้และความชำนาญรู้แจ้งแทงตลอด อีกทั้งทางด้านวิทยาคม   ก็แก่กล้าเป็นยิ่งนัก หลวงปู่ศุข ท่านได้รับถ่ายทอดวิชาความรู้จากพระอุปฌาย์ของท่านมาพร้อมกับพระอาจารย์ เปิง วัดชินวนาราม และหลวงปู่เฒ่าวัดหงษ์ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศิษย์ในสายหลวงพ่อเชย วัดโพธิ์ทองล่างเหมือนกัน

ผีสมภารวัดร้าง

 "ผีสมภารวัดร้าง" ซึ่งนายยอด สุขทอง ลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านรับฟังมาและนำมาเล่าต่อ ดังมีรายละเอียดดังนี้

         ครั้งนั้นหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จาริกธุดงค์ ไปนมัสการพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี เมื่อท่านได้ถวายอภิวาทต่อรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความปิติอิ่มใจแล้วจึงได้เดินธุดงค์กลับวัดปากคลองมะขามเฒ่าของท่าน ระหว่างเดินทางกลับท่านได้จากริมาพบวัดร้างแห่งหนึ่งในเวลาเย็นย่ำสนธยา ซึ่งถึงกาลอันสมควรหาสถานที่เหมาะสมเพื่อปักกลด หลวงปู่ศุข พิจารณาวัดร้างแห่งนี้เห็นว่าพอจะอาศัย เป็นสถานที่พักผ่อนในราตรีกาลที่จะมาถึงได้ ท่านจึงแบกกลดเข้าไปในเขตธรณีสงฆ์แห่งนั้น

         บริเวณทั่วไปของวัดร้างสงัดเงียบ มีโบสถ์ ศาลาการเปรียญและกุฎิ พระครบสมบูรณ์ เพียงแต่ปราศจากพระเณรจำพรรษาคอยดูและรักษาทำนุบำรุง เสนาสนะต่างๆ ดังนั้นศาสนสถานโดยทั่วไปจึงชำรุดทรุดโทรมผุพังเป็นที่น่าสังเวช หลวงปู่ศุขรู้สึกแปลกใจระคนสงสัยทีวัดนี้ ไม่ควรจะปล่อยร้างวังเวงดังที่เห็น เพราะสังเกตดูที่ตั้งขอวัดก็อยู่ในพื้นภูมิทำเลที่เหมาะสม ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้านชุมชนเท่าไหรนัก เหตุใดจึงขาดผู้มีจิตกุศลศรัทธาอุปัฎฐากพระเณรถึงเพียงนี้ หลวงปู่เพียงแค่สงสัย แต่ไม่คิดใฝ่ใจใคร่รู้สาเหตุที่มาของวัดร้าง ท่านจึงมองหาที่พักสำหรับคืนนี้ เห็นบริเวณระเบียงด้านหน้ากุฎิหลังใหญ่ดูกว้างขวาง และเปิดโล่งโปร่งสบายก็ตรงไปยังที่น้น วางอัฐบริขารลง แล้วไปเก็บแขนงไม้มารวมกันปัดกวาดพื้นให้สะอาดพอปูอาสนะได้

         ขณะที่หลวงปู่ศุข กำลังปัดกวาดอยู่นั้น มีชาวบ้านเป็นชาย 2 – 3 คน เดินมาหาท่านแล้วนังยกมือไหว้นมัสการ คนที่มีอาวุโสที่สุดถามขึ้นว่า "หลวงพ่อมาจากไหนขอรับ" พวกกระผมเห็นหลวงพ่อเดินลัดตัดทุ่งตรงมาที่นี่ จึงรีบมาพบ" "อาตมาไปนมัสการพระพุทบาทสระบุรีมา

         กำลังจะกลับวัดปากคลองมะขามเฒ่า คืนนี้คงต้องพักที่วัดนี้ชั่วคราว พวกโยมเป็นคนบ้านนี้กระมัง""ใช่ขอรับ กระผมเองอยูเลยหลังวัดนี้ไปไม่เท่าไหร่ เอ้อ หลวงพ่อขอรับ ท่านพักอยู่ตรงระเบียงหน้ากุฎินี้เห็นทีจะไม่เหมาะสมกระมังครับ" "ทำไมหล่ะโยม อาตมาเห็นว่าเป็นวัดร้างไม่มีใครดูแลเป็นเจ้าของจึงไม่ได้ขออนุญาตใคร"

         " ไม่ใช่เรื่องขออนุญาต หรือไม่ขออนุญาตหรอกขอรับ แต่พวกกระผมเป็นห่วงหลวงพ่อ กลัวว่าหลวงพ่อจะเจอเรื่องไม่ดีไม่งามเข้าตอนกลางค่ำกลางคืน " "เรื่องไม่ดีไม่งามที่โยมว่านั่นน่ะ มันเรื่องอะไร" ชายสูงวัยทำท่าอึกอักก่อนจะตัดสินใจไปกราบเรียน "ผีที่นี่เฮี้ยนเหลือกำลังขอรับหลวงพ่อสาเหตุที่วัดนี้กลายเป็นวัดร้าง ก็เพราะผีดุนี่แหละครับ กระผมเองเคยเป็นมัคทายกวัดนี้รู้เรื่องดีเชียวละ"แล้วอดีตมัคทายกก็เล่าเรื่องผีวัดร้างให้ปลวงปู่ศุข ฟังว่า เมื่อก่อนวัดนี้มีพระเณรจำพรรษาไม่เคยขาด ชาวบ้านร้านตลาดมาทำบุญทำทานกันตลอดเวลา

         ต่อมาสมภารเจ้าวัดมรณภาพ ยังไม่ทันจะหาสมภารรูปใหม่มาปกครองดูแลวัด ผีสมภารเปิดฉากออกอาละวาดหลอกหลอนแทบทุกคืนจนพระเณรอกสั่นขวัญหาย แม้ชาวบ้านจะร่วมกันทำบุญแผ่กุศลสักเท่าไหร่ ผีสมภารก็ไม่ยอมไปผุดไปเกิด ยังคงหลอกหลอนเหมือนเดิม กระทั่งพระเณรทนไม่ไหวพากันหนีหายย้ายไปอยู่วัดอื่นหมด เคยมีพระใหม่ใจกล้ารับอาสาจะมาช่วยบูรณะวัดฟื้นฟูวัด แต่อยู่ได้ไม่กี่วันก็หอบอัฐบริขารจากไป เพราะผีสมภารเล่นงานหลวงปู่ศุขรับฟังอดีตมัคทายกวัดเล่าเรื่อผีสมภารโดยสงบ มิได้แสดงความคิดเป็นแต่ประการใด เมื่อมัคทายกกราบเรียนแนะนำให้ท่านย้ายที่ปักกลดไปอยู่นอกเขตวัดจะดีกว่า ท่านก็เฉยเสีย บอกแต่เพียงว่าคงไม่เป็นไร เพราะท่านมาอาศัยคืนเดียวแล้วก็ไป ผีสมภารคงไม่ทำอะไร

         เมื่อหลวงปู่ยืนยันเช่นนี้ ชาวบ้านก็จำต้องนมัสการกราบลากลับไป ทั้งที่ห่วงใยท่านจะทานวิญญาณร้ายของสมภารเจ้าวัดที่ตายไปไม่ไหว หลวงปู่กางกลด จัดวางบริขารและปูอาสนะเรียบร้อย เมื่อความมืดของราตรีมาเยือน วัดก็ยิ่งวังเวงหนักขึ้น หลวงปู่ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรเย็นตามกิจของท่านแล้วเข้ากลด เจริญสมาธิภาวนาเช่นที่เคยปฎิบัติมา โดยไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ตราบกระทั่งดึกสงัด ก็ปรากฎเสียงบานหน้าต่างของกุฎิหลังใหญ่กระแทกเปิดปิดดังสนั่น ทั้งๆ ที่ประตูหน้าต่างใส่ดาลลั่นกลอนปิดสนิท จะเป็นเพราะลมก็ไม่ใช่เพราะเวลานั้นลมสงบเงียบเชียบ หลวงปู่ศุข กำลังพักผ่อนต้องลุกขึ้นมานั่ง คอยดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปอีก

         ท่านก็ไม่ต้องคอยนาน เมื่อตรงหน้ากลดนั้นร่างดำมึนดูทะมึนของสมภารวัดได้ผุดวูบขึ้นมา ให้เห็นถนัดชัดเจน พร้อมกับพูดขึ้นด้วยเสียงแหบห้าวดุจไม่พอใจ " มาทำไม?" "ผมไปรุกขมูลมา จะขออาศัยนอนที่นี่สักคืน" หลวงปู่ศุข ตอบผีสมภารนิ่งแล้วหายวับ คราวนี้เกิดเสียงดังโครมครามสนั่นหวั่นไหว ภายในกุฎิไม่ยอมหยุด  ประหนึ่งต้องการขับไล่หลวงปู่ศุข ทว่าหลวงปู่มิได้หวั่นไหวต่อการแสดงฤทธิ์ของผีสมภาร ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังรู้สึกสงสารเวทนาต่อดวงวิญญาณมิจฉาทิฐิ ที่หลงวนเวียนยึดเหนี่ยวในสถานที่นี้ไม่ยอมไปผุดไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่า ทั้งๆที่บวชเรียนในพระพุทธศาสนามานานถึงขึ้นเป็นสมภารเจ้าวัด หลวงปู่ศุข สำรวมจิตแผ่เมตตาไปให้ แต่เสียงสนั่นหวั่นไหวภายในกุฎิ ก็ไม่ยอมหยุด สวดมนต์อีกหลายบท ผีสมภารก็ยังไม่รับรู้ มิหนำซ้ำ ผีสมภารยังมาปรากฎร่างยืนตระหว่างตรงหน้ากลด แผดเสียงหัวเราะเย้ยหยันแล้วคำรามลั่นบอกว่า "ไม่กลัวหรอก มีคาถาอะไรก็ว่ามาอีกซิ"

         หลวงปู่ศุข เห็นผีสมภารดื้อด้านถึงเพียงนี้ ท่านจึงกล่าวออกมาดังๆว่า "อนิจจาเอ๋ยไม่เคยเห็น ผีตายหรือจะสู้กับผีเป็น นะโมพุทธายะ" ด้วยถ้อยคำประโยคนี้ ผีสมภารก็หายวับไป ไม่มีเสียงโครมครามใดๆ ตามมาอีก และหลวงปู่ศุขก็ไม่ใส่ใจสนใจอีกต่อไป เอนกายลงพักผ่อนตามปกติของท่าน

         เช้าวันรุ่งขึ้นอดีตมัคทายกและชาวบ้านกลุ่มใหญ่รีบมาที่วัดแต่เช้า เห็นหลวงปู่ศุขเป็นปกติดีไม่มีอะไร ต่างปีตีดีใจเข้ามากราบไหวันมัสการสอบถาม ว่าเมื่อคืนมีเหตุการณ์ร้ายๆอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ หลวงปู่ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มๆ ทำนองมิให้ซักไซร้ให้มากความ ชาวบ้านจึงไม่กล้าละลาบละล้วงถามอีก จากนั้นก็กลับไปจัดหาภัตราหารเช้ามาถวาย

         เมื่อท่านกระทำภัตกิจเรียบร้อย ชาวบ้านนิมนต์ให้ท่านพักอยู่ที่นี่ก่อน เพื่อพวกเขาจะได้มีโอกาสทำบุญสร้างกุศลกันบ้าง หลวงปู่ศุข ก็เมตตารับนิมนต์ หลวงปู่พำนักอยู่ที่กุฎิร้างของสมภารเก่า ๕ คืน ไม่กรากฎมีผีสมภารออกอาละวาดอีกเลย ท่านเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วจึงเก็บอัฐบริขารเพื่อเดินทางต่อไปชาวบ้านอ้อนวอนให้ท่านเป็นสมภารวัดร้างแห่งนี้ แต่หลวงปู่ไม่อาจรับศรัทธาญาติโยมข้อนี้ได้

กลับภูมิลำเนา

             หลวงปู่ท่านเพลินอยู่ในธรรมเสียหลายปี  จนกระทั่งมารดาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าได้ชราภาพลงตามอายุขัย ด้วยความเป็นห่วงใยในมารดาและบิดา ท่านจึงได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม และได้อยู่จำพรรษาปีแรกๆที่วัดอู่ทองคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่แต่โบราณที่อยู่ลึก เข้าไปในคลองมะขามเฒ่าหรือบริเวณต้นแม่น้าท่าจีนในปัจจุบัน แต่ทว่าสภาพวัดในขณะนั้น ชำรุดทรุดโทรมลงตามสภาพ เกินกว่าที่จะบูรณะให้กลับคืนในสภาพที่ดีได้ต่อไป ท่านจึงได้    ขยับขยายออกมา ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและได้สร้างกุฎิขึ้นครั้งแรกหนึ่งหลังพอเป็นที่อยู่อาศัย ไปพลางก่อน

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

          อาจจะเป็นด้วย บุญกุศลของหลวงปู่ศุข กับเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งราชนาวี  ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นับลำดับราชสกุลวงศ์ เป็นพระโอรสพระองค์ที่ 28 และเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ ที่1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ได้สร้างสมกันมาแต่ชาติปางก่อน ดลบันดาลให้เสด็จในกรมฯ ซึ่งทรงศรัทธาเลื่อมใสในทางมหาพุทธาคมอยู่แล้ว ได้เสด็จประพาสไปในภาคเหนือ  จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่ศุขและพระองค์ท่านได้พบกัน  จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์-อาจารย์เพื่อจะได้ศึกษาทางมหาพุทธาคมและปรากฎว่า พระองค์เป็นศิษย์ที่มีความรู้ความ  สามารถได้ศึกษาแตกฉานจนกระทั่งหลวงปู่ศุขเองก็หมดความรู้ที่จะถ่ายทอด จึงแนะนำให้เสด็จในกรมฯไปศึกษาเคล็ดวิชากับหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน จังหวัดพิจิตรต่อ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนั้น    เมื่อหลวงปู่ศุขท่านมีลูกศิษย์อย่างเสด็จในกรมฯ จึงเป็นกำลังสำคัญให้ท่านสามารถที่จะสร้างวัดปากคลองมะขามเฒ่าให้เสร็จสมบูรณ์ ถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาที่คงเหลือเป็นประจักษ์พยานในปัจจุบันนี้คือ ภาพเขียนฝีมือเสด็จในกรมฯบนฝาผนังพระอุโบสถ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นภาพเขียนสีน้ำที่กรมศิลปากรยกย่องว่า เสด็จในกรมหลวงชุมพร ทรงมีฝีมือทางการเขียนภาพเป็นอย่างมาก และทรงสอดแทรกอารมณ์ขันในภาพพระพุทธ-เจ้าชนะมารในกระแสน้ำที่พระแม่ธรณีบิดมวยผม ทำให้เกิดอุทกธาราหลากไหลพัดพาเอาทัพพระยามารไปนั้น

         พระองค์ท่านเขียนเป็นภาพลิงใส่นาฬิกาและหนีบขวดวิสกี้ กำลังเดินตุปัดตุเป๋ไปเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฤาษีปัญจวัคคี โดยสอดใส่อารมณ์ที่ยิ้มเยาะเย้ยหยัน อย่างไม่อะไรไยดีต่อพระองค์เน้นความรู้สึกได้เด่นชัดมาก  ฝีมือของเสด็กในกรมฯ อีกชิ้นหนึ่งก็คือ ภาพเขียนสีน้ำมัน เป็นรูปหลวงปู่ศุขยืนเต็มตัวและถือไม้เท้า ภาพนี้เขียนในขณะที่หลวงปู่ศุข ชราภาพมากแล้ว ท่านจึงต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงในการเดิน  ซึ่งภาพนี้ก็ยังปรากฎให้เห็นอยู่ที่วัดปากคลอง  มะขามเฒ่าจวบจนทุกวันนี้  ความสัมพันธ์ ระหว่างอาจารย์ กับ ลูกศิษย์ นอกจากจะถูกอัธยาศัยกันเป็นยิ่งนัก จักเดินทางไปมาหาสู่กันเสมอแล้ว ถ้าเสด็จในกรมฯติดราชการงานเมือง หลวงปู่ก็จะลงมาหา โดยเสด็จในกรมฯได้สร้างกุฎิอาจารย์ ไว้กลางสระที่วัดนางเลิ้ง ซึ่งเต็มไปด้วยดอกบัววิค   ตอเรีย  มีใบกลมใหญ่ขนาดถาด  และรู้สึกว่ากลางใบจะมีหนามคมด้วย อันนี้ได้รับคำบอกเล่า   จาก ลุงผล ท่าแร่ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ติดสอยห้อยตามหลวงปู่ศุขมาแต่เล็ก ท่านเป็นชาวอุตรดิตถ์ หรือพิษณุโลก จำได้ไม่ถนัดนัก หลวงปู่ท่านขอพ่อแม่เขามาเลี้ยงเป็นบุตร บุญธรรม เมื่อสิ้นบุญหลวงปู่ศุข ท่านก็ เลยลงหลักปักฐานได้ภริยาอยู่ที่ตำบลท่าแร่ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท  เลยเรียกกันติดปากว่า ลุงผล ท่าแร่   แต่อย่างไรก็ตาม ภายในกำหนด 1 ปี หลวงปู่ท่านจะต้องลงมากรุงเทพฯ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย  เพราะเสด็จในกรมฯท่านจะทำวิธีไหว้ครูราวๆ เดือนเมษายน งานจะจัดเป็น 3 วัน วันแรกไหว้ครูกระบี่กระบอง  วันที่สองไหว้ครูหมอยาแผนโบราณ  และวันที่สามไหว้ครูทางวิทยายุทธ์ พุทธาคมและไสยศาสตร์ จัดเป็นงานใหญ่มีมหรสพสมโภชทุกคืน กับมีการแจกพระเครื่องรางของขลังจากหลวงปู่ศุขอีกด้วย แต่ในระยะหลังๆ หลวงปู่ศุขท่านมีอายุ   มากแล้ว สุขภาพไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าใดนัก ท่านจึงไม่ค่อยได้ลงมา

วัตถุมงคลรุ่นแรก

             สืบต่อมามารดาของหลวงปู่ได้ถึงแก่กรรมและได้จัดฌาปนกิจศพ และในงานนี้เองหลวงปู่ ท่านได้สร้างวัตถุมงคลในรูปพระพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้มรัศมีออกแจกเป็นของที่ระลึกเป็นครั้งแรก เมื่อผู้ที่ได้รับแจกพระเครื่องจากท่านไปได้ปรากฎอภินิหารทางอยู่ยงคงกระพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกันเขี้ยวงา คือสุนัขกัดไม่เข้า ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ ที่บังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะบ้านนอกอย่างใน ชนบทสมัยก่อนนั้นไม่ค่อยจะมีรั้วรอบขอบชิดเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ได้อาศัยสุนัขที่เลี้ยงไว้เป็นยามเฝ้าบ้าน ฉะนั้น การที่แวะเวียนไปบ้านหนึ่งบ้านใดนั้นจะต้องระวังเรื่องสุนัขลอบกัดให้ดี มิฉะนั้นท่านจะถูกสุนัขกัดเอาง่ายๆ พระเครื่องของหลวงปู่จึงมีชื่อเรื่องสุนัขกัดไม่เข้า เป็นปฐมเหตุก่อน  จึงเกิดความนิยมไปขอท่านมาแขวนคอบุตรหลานเพื่อกันเขี้ยวงาและภยันตรายต่างๆ  สมัยก่อน พระวัดปากคลองเนื้อตะกั่ว จะมีแขวนอยู่ในคอเด็กในท้องถิ่นเกือบจะทุกคน แล้วถ้าไปขอพรหลวงปู่ศุข ท่านมักจะถามว่า "เอ็งมีลูกกี่คน?" ท่านจะให้ครบทุกคน กิตติศัพท์ในความขลังประสิทธิในพระพิมพ์สี่เหลี่ยมของท่านจึงค่อยๆ เผยแพร่จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง ในเวลาไม่ช้าไม่นาน คุณวิเศษของท่านจึงค่อยๆ โด่งดังขจรขจายไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลัก การขนส่งสินค้า ตลอดจนการทำมาค้าขาย จะขึ้นล่องจะต้องอาศัยสายน้ำ เจ้าพระยาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เพราะในสมัยนั้นถนนหนทางทางบกยังทุรกันดาร พอตกเพลาพลบค่ำพ่อค้าพ่อขายเรือเล็กเรือใหญ่จะมาอาศัยนอนค้างแรมที่แพหน้าวัดของท่าน  เพื่ออาศัยบารมีของท่านช่วยป้องกันขโมยขโจร     ที่จะมาประทุษร้ายต่อเลือดเนื้อชีวิตและทรัพย์สิน ถ้าจะเปรียบไปแล้วหน้าวัดของท่านจึงเป็น  เสมือนหนึ่งเป็นชุมทางที่สำคัญนี่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยเสริมส่งให้เกียรติคุณของท่านแผ่ขยายไปทั่วทุกภาคของประเทศชื่อเสียงของท่านจึงเป็นที่รู้จักกันดี"หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า"

พระเครื่อง-เครื่องรางของขลัง

          การที่ท่านทำพระเครื่องรางของขลัง ได้ประสิทธิ์ มี ฤทธิ์ มีเดช ทั้งๆที่อักษรเลขยันต์พื้นๆนั้น เป็นเพราะอำนาจจิตที่ท่านได้ฝึกฝนมานั้น กล้าแกร่งยิ่งนัก โดยเฉพาะกสิณธาตุทั้งสี่ มี ดิน น้ำ ลม ไฟ นั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญ เป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจอิทธิฤทธิ์ทางใจเลยทีเดียว สำหรับการสำเร็จวิชาชั้นสูงเรียกว่า มายาการ คือความเชื่อถือและการปฏิบัติ ที่มุ่งหมายให้เกดิผลด้วยการ ใช้พลังหรืออำนาจเหนือธรรมชาติ เช่นของขลัง พิธีกรรม หรือ หลีกลี้ลับ บังคบให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ เช่น ท่านเสกใบมะขาม ให้เป็น ตัวต่อ ตัวแตน เสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย ตลอดจนการผูกหุ่นพยนต์ด้วยฟางข้าว เสกคนให้เป็นจระเข้เป็นต้น มันเป็นมายาการชั้นสูง คือการบังคับให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ

          แท้ที่จริงแล้วใบมะขามก็ยังคงเป็นใบมะขาม หัวปลี ก็ คงเป็นหัวปลี และหุ่นฟาง ก็คงเป็นหุ่นฟางเหมือนเดิม เว้นแต่อำนาจจิตของท่านทำให้เราเห็นไปเอง จากหนังสือ "พระกฐินพระราชทาน สมาคมศิษย์อนงคาราม ปี 2519 เรื่องพระใบมะขาม ท่านผู้เขียนอดีตเป็นพระมหา มีหน้าที่ไปอุปัฏฐากหลวงปู่ศุขขณะที่อาราธนาท่านมาปลุกเสกพระชัยวัฒน์ และพระปรกใบมะขาม (พ.ศ.2459)ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า เมื่อข้าพเจ้าไปอุปัฏฐากหลวงพ่อแล้ว  มีชาวบ้านชาววัดมาขอให้หลวงพ่อลงกระหม่อมบ้าง ลงตะกรุดพิสมรบ้าง โดยยื่นแผ่น เงิน ทอง นาก ให้ลงคาถา บางคนขอเมตตา บางคนขอการค้าขาย หลวงพ่อให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ลง ข้าพเจ้าถามว่า การค้าขายจะให้ลงว่ากระไร ท่านบอกว่า "นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู "  ข้าพเจ้าจึงบอกว่า "หลวงพ่อครับ ผมไม่มีความขลัง ลงไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร " หลวงพ่อบอกว่า " มันอยู่ที่ผมเสกเป่านะคุณมหา" ข้อนี้ยืนยันว่าเป็นความจริง เพราะระหว่างนั้นข้าพเจ้าให้หลวงพ่อลงกระหม่อม และท่านเสกเป่าไปที่ศรีษะตั้งหลายครั้ง เมื่อท่านเป่าที่กระหม่อมทีไร ข้าพเจ้าขนลุกชันทั่วทั้งตัวทุกครั้ง ทั้งที่ข้าพเจ้าฝืนใจไม่ให้ขนลุก ก็ ลุกซู่ทุกครั้งที่ท่านเป่า ข้อนี้เป็นมหัศจรรย์ จริงๆ ข้าพเจ้าคิดว่าจะเป็นแต่ข้าพเจ้าคนเดียว ไปสอบถามภิกษุอุปัฐาก รูปอื่นๆ ก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกัน ข้อนี้ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า "ท่านสำเร็จสมถะภาวนาแน่ๆ"

            อนึ่งท่านเป็นพระที่น่าเคารพนับถือ สำรวมในศีลเป็นอย่างดี  ไม่ใคร่พูดจานั่งสงบอารมณ์ เฉยๆ ไม่ถามอะไร ท่านก็ไม่ตอบไม่พูด บางอย่างข้าพเจ้าถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ตอบเลี่ยงไปทางอื่น เช่น " เขาว่าหลวงพ่อเสกใบไม้เป็นต่อ และเสกผ้าเช็ดหน้าเป็นกระต่ายได้ และแสดงให้กรมหลวงชุมพรฯเห็นจนท่านยอมเป็นศิษย์ " หลวงพ่อตอบข้าพเจ้าว่า ลวงโลก แล้วท่านก็นิ่งไม่ตอบว่า อะไรอีก หลวงพ่อพูดต่อไปว่า "เวลานี้ กรมหลวงชุมพรฯไปต่างประเทศ (เข้าใจว่าไปรับเรือพระร่วง ) ถ้าอยู่ก็ต้องมาหาท่าน และปรนนิบัติ ท่านจนท่านกลับวัด และว่ากรมหลวงชุมพรฯ นี้ ตกทะเลไม่ตาย แม้จะมีสัตว์ร้ายก็ไม่ทำอันตรายได้ "

ท้ายบท

              การที่เราคนรุ่นหลังจักเขียนเรื่องราวและวัตรปฏิบัติของหลวงปู่ศุข ซึ่งท่านมรณะภาพล่วงไปแล้วกว่าครึ่งศตวรรษให้ได้ใกล้เคียงกับความจริงนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆ อาศัยหลักฐานทางเอกสารที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง จากการสอบถามบรรดาลูกศิษย์ ลูกหาของท่าน ซึ่งส่วนมากจะล้มหายตายจากกันไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการที่ท่านได้รับรู้จากการเขียน ของ "ท่านมหา" ซึ่งเคยเป็นอุปัฏฐากหลวงปู่ จึงใกล้เคียงความจริงเท่าที่จะหาได้มากที่สุด

วัดปากคลองมะขามเฒ่า ตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายที่ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนเจ้าพระยา หรือสวนนกชัยนาท ห่างจากตัวเมืองก็เพียงแค่ 15 กิโลเมตร วัดปากคลองมะขามเฒ่าตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 1 ตำบลมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท การเดินทางก็สะดวกสบายครับ เดินทางบนถนนสายเอเชีย เลี้ยวซ้ายเข้ามาชัยนาท ข้ามสะพานชัยนาทแล้วเลี้ยวซ้ายตรงศาลากลางไปบนถนนหมายเลข 3213 ประมาณ 10 กิโลเมตร จะเห็นทางแยกเลี้ยวเข้าไปวัดขามเฒ่าไปอีกประมาณ 4-5 กิโลเมตร ก็จะเจอวัดมีป้ายบอกตลอดทางครับ หรือโทรไปสอบถามที่ศูนย์การท่องเที่ยวชัยนาท 056-411919,056-416377 ติดต่อสอบถามข้อมูลก่อนเดินทางครับ

ขอขอบคุณที่มา…www.itti-patihan.com

ประวัติหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

ประวัติพระครูนิวาสธรรมขันธ์​ (หลวงพ่อเดิม)

                                                                                                                                                                                            ชาติภูมิ​ ​หลวงพ่อเดิมถือกำ​เนิดเมื่อวันพุธ​ ​แรม​ ๑๓ ​ค่ำ​ ​เดือน​ ๓ ​ปีวอก​ ​จุลศักราช​ ๑๒๒๒ (แรม​ ๑๓ ​ค่ำ​ ​นั่นมิ​ใช่​วันพุธ​ ​เป็น​วันศุกร์ตรง​กับ​วันที่​ ๘ ​กุมภาพันธ์​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๐๓ ​โยมบิดาชื่อ​ ​นายเนียม​ โยมมารดาชื่อ​ ​นางภู่​ ​มีพี่น้องร่วมบิดา​ ​มารดา​ ​คือ
๑.   ​หลวงพ่อเดิม​ ​เพราะ​เหตุที่​เป็น​บุตรชายคนแรกของบิดามารดา​ ​ปู่ย่าตายาย​จึง​ให้​ชื่อว่า​ “เดิม”      ๒.   ​นางทองคำ​ ​คงหาญ     ๓.   ​นางพู​ ​ทองหนุน   ๔.   ​นายดวน​ ​ภู่มณี
๕.   ​นางพัน​ ​จันทร์​เจริญ   ๖.   ​นางเปรื่อง​ ​หมื่นนรา​เดชจั่น

      ต่อมา​เมื่อวันอาทิตย์​ ​แรม​ ๑๓ ​ค่ำ​ ​เดือน​ ๑๑ ​ปีมะ​โรง​ ​โทศก​ ​ตรง​กับ​วันที่​ ๓๑ ​ตุลาคม​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๒๓ ​โยม​ผู้​ชายของหลวงพ่อ​ได้​พา​ไปอุปสมบท​เป็น​พระภิกษุภาวะ​ ​ณ​ ​พัทธสีมาวัด​เขา​แก้ว​ ​อำ​เภอพยุหะดีรี​ ​จังหวัดนครสวรรค์​โดย​มีหลวงพ่อแก้ววัดอินทาราม​ (วัด​ใน)​ ​เป็น​พระอุปัชฌายะ​ ​และ​หลวงพ่อเงิน​ (พระครูพยุหานุศาสก์) ​วัดพระปรางค์​เหลือง​  ​ตำ​บลท่าน้ำ​อ้อย​ ​กับ​หลวงพ่อเทศ​ ​วัดสระทะ​เล​ ​ตำ​บลสระทะ​เล​ ​เป็น​คู่สวด​ ​เมื่ออุปสมบท​ ​พระอุปัชฌาย์​ให้​นามฉายาว่า​ “พุทฺธสโร”

        ​หลวงพ่อเงินวัดพระปรางค์​เหลืองนี้ต่อมา​เป็น​พระครูพยุหานุศาสก์​ ​เจ้าคณะ​แขวงพยุหะดีรี​ ​จังหวัดนครสวรรค์​ ​ประชากรนับถือ​กัน​ว่า​เป็น​พระ​ผู้​เฒ่าที่มีคาถาอาคมขลัง​ ​และ​มีชื่อเสียงทางรดน้ำ​มนต์
​เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​ ​เสด็จประพาสมณฑลนครสวรรค์ขึ้นไปตามลำ​น้ำ​เจ้าพระยา​ได้​เสด็จขึ้นแวะ​เยี่ยม​และ​โปรด​ให้​หลวงพ่อเงินรดน้ำ​มนต์ถวายเมื่อวันที่​ ๑๑ ​สิงนาคม​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๔๙

         ครั้นอุปสมบท​แล้ว​ก็มา​อยู่​วัดหนองโพ​ ​และ​ได้​เริ่มเล่า​เรียนศึกษา​เป็น​จริง​เป็น​จัง​ใน​ระยะนี้​เพราะ​เหตุที่หลวงพ่อ​ไม่​มี​โอกาส​ได้​อยู่​วัด​อยู่​วา​เล่า​เรียนศึกษา​กับ​พระมาตั้งแต่​เยาว์วัย​ ​เหมือนกุลบุตร​ทั้ง​หลาย​โดย​ทั่ว​ไป​ใน​สมัย​นั้น​ความ​รู้​ใน​วิชาหนังสือ​และ​วิทยาการต่าง​ ​ๆ​ ​ซึ่ง​โดย​ปกติกุลบุตร​อื่นๆ​ ​ที่​เคย​เป็น​ศิษย์วัด​ ​เมื่อระยะ​เด็ก​เขา​ศึกษา​เล่า​เรียน​กัน​มา​แต่ก่อนบวช​ ​หลวงพ่อ​ต้อง​มา​เล่า​เรียนเอา​เมื่อตอนอุปสมบท​แล้ว​แทบ​ทั้ง​นั้น​ ​แต่หลวงพ่อ​เป็น​คนมีมานะพากเพียร​เป็น​ยอดเยี่ยม​
หลวงพ่อเคยเล่า​ให้​ฟังว่า​ “ท่านมีนิสัย​จะ​ทำ​อะ​ไร​แล้ว​ต้อง​ทำ​ให้​สำ​เร็จ​ ​คิดอะ​ไร​ไม่​ได้​เป็น​ไม่​ยอมหยุดคิด​ ​คิดมันไปจนออกจน​เข้า​ใจ​ ​ดูอะ​ไร​ไม่​ได้​เรื่อง​ไม่​ได้​ความ​ ​ก็คิด​ค้น​มันไปจนแตกฉาน”

พออุปสมบท​แล้ว​ ​หลวงพ่อก็ตั้งต้นศึกษา​ความ​รู้​เป็น​การ​ใหญ่​ ​เมื่อมาจำ​พรรษา​อยู่​ใน​วัดหนองโพตลอดเวลา​ ๗ ​พรรษา​แรก​ได้​ศึกษา​เล่า​เรียนพระธรรมวินัย​และ​ท่องคัมภีร์วินัย​ ๑๐ ​ผูก​  ​กับ​หลวงตาชม​ ​ซึ่ง​เป็น​ผู้​ครองวัดหนองโพ​อยู่​ใน​เวลา​นั้น​ ​และ​ศึกษา​เล่า​เรียนพระปริยัติธรรม​และ​วิชาอาคม​กับ​นายพัน​ ​ชูพันธ์​ ​ผู้​ทรงวิทยาคุณ​อยู่​ใน​บ้านหนองโพ​ ​ซึ่ง​เป็น​ศิษย์รุ่น​เล็ก​ของหลวงพ่อเฒ่า​และ​ยัง​มีชีวิต​อยู่​ใน​สมัย​นั้นภายหลังเมื่อนายพัน​ถึง​มรณกรรม​แล้ว​ ​ได้​ไปจำ​พรรษา​และ​ศึกษา​เล่า​เรียน​กับ​หลวงพ่อมี​ ​ณ​ ​วัดบ้านบน​ ​ตำ​บลม่วงหัก​ ​อำ​เภอพยุหะดีรี​ ​จังหวัดนครสวรรค์​ ​อยู่​วัดบ้านบน​ ๒ ​พรรษา​ ​ใน​ตอนนี้หลวงพ่อก็หา​โอกาสไปเรียน​และ​หัดเทศน์​กับ​พระอาจารย์นุ่ม​ ​วัด​เขา​ทอง​ ​และ​ไปมอบตัว​เป็น​ศิษย์​เรียนข้อธรรม​และ​วินัย​กับ​อาจารย์​แย้ม​ ​ซึ่ง​เป็น​ฆราวาส​และ​อยู่​ที่วัดพระปรางค์​เหลือง​ด้วย​ ​จนนับว่า​เป็น​ผู้​มี​ความ​รู้​แตกฉานพอแก่สมัย​นั้น​ก็​เริ่ม​เป็น​นักเทศน์

                
                                                                                                เป็น​นักเทศน์

เล่า​กัน​มาว่า​ ​หลวงพ่อเคยเทศน์​เก่ง​ ​ทั้ง​เทศน์คู่​และ​เทศน์​เดี่ยว​ ​ฉลาด​ใน​การวิสัชนาปัญหาธรรม​ ​และ​เข้า​ใจแยกแยะ​ให้​อรรถาธิบายข้อธรรม​ให้​ผู้​ฟัง​เข้า​ใจ​ได้​ง่าย​ ​จนปรากฏว่า​ใน​ครั้ง​นั้น​มีคนชอบ นิมนต์หลวงพ่อไปเทศน์​กัน​เนื่องๆ​ ​พูด​กัน​จน​ถึง​ว่า​ ​พอเทศน์​ใน​งานนี้จบ​ ​ก็มีคน​เข้า​ไปประ​เคนพานหมากนิมนต์​ไปเทศน์​ใน​งานโน้นอีก​ ​ติดต่อ​กัน​ไป
        หลวงพ่อ​เป็น​นักเทศน์​อยู่​หลายปี​ ​แต่​แล้ว​หลวงพ่อก็​เลิกเทศน์​ ​เหตุที่​เลิกเทศน์​นั้น​ ​เพราะ​หลวงพ่อปรารภว่า​
        “มัวแต่​ไปเที่ยวสอนคน​อื่น​ ​และ​เอาสตางค์​เขา​เสียอีก​ด้วย​ ​ส่วน​ตัวเอง​ไม่​สอนสักที​ ​ต่อไปนี้​ต้อง​สอนตัวเองเสียที”

​         ต่อแต่​นั้น​มาก็​เลิกเทศน์​เป็น​เด็ดขาด​ ​แม้​จะ​มี​ใครมานิมนต์​เทศน์อีกหลวงพ่อก็​ไม่​รับนิมนต์​ ​ถ้า​เจ้าของงาน​ต้อง​การ​จะ​ได้​พระ​เทศน์จริง​ ​ๆ​ ​หลวงพ่อก็ระบุ​ให้​ไปนิมนต์พระภิกษุรูป​อื่น​ไปเทศน์​แทน​ ​แต่​ถ้า​เป็น​ธรรมสากัจฉา​ ​หลวงพ่อก็ชอบฟัง​ ​และ​ถ้า​ปัญหาธรรมที่หยิบยกขึ้นมาวิสัชนา​กัน​นั้น​ ​แก้​ไข​กัน​ไม่​แจ่มแจ้งหลวงพ่อก็​ช่วย​วิสัชนา​แยกแยะอรรถาธิบาย​ให้​แจ่มแจ้งจนคลายข้อกังขา

          เมื่อเลิก​เป็น​นักเทศน์​แล้ว​ใน​พรรษาที่​ ๙ – ๑๐ ​และ​ ๑๑ ​หลวงพ่อ​ได้​ไปเรียนทางวิปัสสนา​กับ​หลวงพ่อเงิน​ (พระครูพยุหานุศาสก์) ​วัดพระปรางค์​เหลือง​ ​อำ​เภอพยุหะดีรี​ ​จังหวัดนครสวรรค์​ ​เรื่องเรียนวิปัสสนากรรมฐาน​นั้น​ ​หลวงพ่อปฏิบัติจริงจังตลอดมา​ ​ท่านนั่งตัวตรงตามหลักพระบาลีที่ว่า​ “นิสีทติ​ ​ปลฺลงฺกํ​ ​อาภุชิตฺวา​ ​อุชุ ​กายํ​ ​ปณิธาย​ ​ปริมุขํ​ ​สตึ​ ​อุปฏฺฐเปตฺวา​ – ​นั่งคู้บัลลังก์​ ​ตั้งกายตรง​ ​ตั้งสติกำ​หนดอารมณ์​ไว้​เฉพาะหน้า” ​หลวงพ่อนั่งตัวตรงเสมอมาจนอายุ​ ๙๐ ​เศษ​ ​ก็​ยัง​นั่งตัวตรง​

เรียนวิชาอาคม

​                โดย​เหตุที่หลวงพ่อ​ได้​เคยเรียนวิชาอาคมมา​กับ​นายพัน​ ​ตั้งแต่​เริ่มอุปสมบท​ใน​พรรษา​แรก​ ​ๆ​ ​บ้าง​แล้ว​ ​ใน​ตอนนี้ก็ปรากฏว่า​ได้​เรียน​และ​หัดทำ​อีก​ ​แต่หลวงพ่อ​จะ​ไปศึกษา​เล่า​เรียนมา​จาก​สำ​นักของอาจารย์​ใด​บ้าง​ ​ไม่​ทราบ​ได้​ตลอด​ ​เท่า​ที่ทราบ​กัน​บ้างก็ว่า​ ​หลวงพ่อ​ได้​เรียน​กับ​นายสาบ้าง​ ​ไปเรียน​กับ​หลวงพ่อเทศ​ ​วัดสระทะ​เล​ ​บ้าง​ ​ไปเรียน​กับ​หลวงพ่อวัด​เขา​หน่อ​ ​ตำ​บลบ้านแดน​ ​อำ​เภอบรรพตพิสัย  จังหวัดนครสวรรค   ์บ้าง​เวทย์มนต์คาถา​หรือ​วิทยาอาคมแต่ก่อนๆ​ ​มาก็นิยม​กัน​ว่า​ ​สามารถ​ปลุกเสก​ให้​มี​เสน่ห์มหานิยม​หรือ​อยู่​ยงคงกระพันชาตรี​ ​หรือ​ขับไล่ภูตผีปีศาจ​ ​หรือ​ทำ​ให้​เกิดอำ​นาจเกิดอิทธิฤทธิ์ขึ้น​ ​และ​ทำ​ความ​ศักดิ์สิทธิ์ต่าง​ ​ๆ​ ​อย่างที่​เรียกว่าปาฏิหาริย์​ ​เป็น​ของที่นิยม​และ​เชื่อ​กัน​มา​แต่ดึกดำ​บรรพ์​ ​ดัง​จะ​เห็น​ได้​ใน​หนังสือเกี่ยว​กับ​เรื่องโบราณ​ ​มีปฐมสมโพธิ​ ​เป็น​ต้น​ ​การเรียน​และ​ฝึกหัดทำ​เวทย์มนต์คาถา
               วิทยาอาคมเหล่านี้​ ​เรียก​กัน​ว่า​ ​เรียนวิชา​ ​หรือ​เรียนคาถาอาคม​ ​แต่​โบราณมาก็สืบเสาะ​แสวงหาที่ร่ำ​เรียน​กับ​พระอาจารย์ตามวัด​ ​ดัง​จะ​เห็น​ได้​จาก​เรื่อง​ ​ขุนช้างขุนแผน​ ​เป็น​ต้น
ปรากฏว่า​ ​หลวงพ่อ​ “ทำ​วิชาขลัง” ​จน​เป็น​ที่​เลื่องลือท่าน​ผู้​อ่านบางท่าน​จะ​เชื่อ​หรือ​ไม่​ก็ตาม​ ​แต่​เห็น​จะ​มี​ผู้​รู้​ผู้​เห็น​ “ความ​ขลัง” ​ของหลวงพ่อประจักษ์​แก่ตา​และ​แก่ตนเอง​ ​แล้ว​เล่า​กัน​ต่อๆ​ ​ไป​ ​จน​เป็น​ที่ประจักษ์​แก่หู​อยู่​เป็น​อันมาก​ ​จึง​ปรากฏว่าประชาชน​ทั้ง​ชาวบ้าน​และ​ข้าราชการ​ทั้ง​ทหาร​และ​พลเรือน​ทั้ง​ใน​จังหวัดนครสวรรค์​และ​จังหวัดที่​ใกล้​เดียงตลอดไปจนจังหวัดที่ห่าง​ไกล​บางจังหวัด​ ​พา​กัน​ไปมอบตัว​เป็น​ศิษย์หลวงพ่อมากมาย​ ​ขอ​ให้​หลวงพ่อรดน้ำ​มนต์บ้าง​ ​ขอวิชาอาคมบ้าง​ ​ขอแป้งขอผงบ้าง​ ​ขอน้ำ​มันบ้าง​ ​ขอตะกรุดบ้าง​ ​ขอผ้าประ​เจียดบ้าง​ ​ขอรูป​และ​อื่นๆ​ ​บ้าง​ ​จาก​หลวงพ่อ​ ​และ​ที่​แพร่หลายที่สุดก็คือ​ ​ขอแหวนเงิน​หรือ​นิ​เกิลลงยันต์​ ​มีรูปหลวงพ่อนั่งขัดสมาธิที่หัวแหวน
              ต่อมา​เมื่อสมัยสงครามมหาอา​เซียบูรพา​ ​มีประชาชนพา​กัน​ไปหาหลวงพ่อ​ ​วันละมากมาก​ ​นอก​จาก​ขอของขลังเช่นกล่าว​แล้ว​ ​ยัง​พา​กัน​หาซื้อผ้าขาวผ้า​แดง​ ​ผืนหนึ่ง​ ​ๆ​ ​ขนาดกว้างยาวราว​ ๑๒ ​นิ้วฟุต​ ​ เอาน้ำ​หมึกไปทาฝ่า​เท้าหลวงพ่อ​ ​แล้ว​ยกขาของท่านเอาฝ่า​เท้ากดลงไป​ให้​รอยเท้าติดบนแผ่นผ้า​ ​บางคนก็กดเอา​ไปรอยเท้า​เดียว​ ​บางคนก็กดเอา​ไป​ทั้ง​สองรอย​ ​แล้ว​ก็​เอาผ้าผืน​นั้น​ไป​เป็น​ผ้าประ​เจียดสำ​หรับคุ้มครองป้อง​กัน​ตัว​ ​ฝ่า​เท้าของหลวงพ่อ​ต้อง​เปื้อนหมึก​อยู่​ตลอดทุกวัน​ ​หลวงพ่อเคยบ่น​กับ​ผู้​เขียน​ใน​เวลาลับหลัง​เขา​ว่า​
“มันทำ​กู​เป็น​หนูถีบจักร​ ​เมื่อยแข้งเมื่อยขา​ไปหมด”
ใน​เวลามีงานนักขัตฤกษ์ที่วัดหนองโพ​ ​หรือ​ที่วัด​อื่นๆ​ ​ซึ่ง​เขา​นิมนต์หลวงพ่อไป​เป็น​ประธานของงาน​ ​มัก​จะ​มีประชาชนมาขอแป้งขอน้ำ​มนต์น้ำ​มัน​และ​ของขลังต่าง​ ​ๆ​ ​กัน​เนื่อง​แน่นมากมาย​ ​ที่ก้มศีรษะมา​ให้​หลวงพ่อเสกเป่าหัว​ให้​ก็มี​ ​ที่ขอ​ให้​ถ่มน้ำ​ลายรดหัว​ไม่​น้อย​
             ผู้​เขียนจำ​ได้​ว่า​เมื่อคราวทำ​ศพหลวงน้าสมุห์ชุ่ม​ ​ที่วัดหนองโพ​ ​ใน​เดือนกุมภาพันธ์​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๙๑ ​มี​ผู้​คนมา​ใน​งานศพ​นั้น​มากมาย​ ​และ​พา​กัน​ไปนั่งล้อมหลวงพ่อ​ ​ขอ​ “ของขลัง” ​บ้าง​ ​ให้​เป่าหัว​ให้​บ้าง​ ​ ให้​ถ่มน้ำ​ลายรดหัวบ้าง​ ​ครั้นค่อยเบาบาง​ผู้​คน​ ​หลวงพ่อก็​ให้​ศิษย์​ช่วย​พยุงตัวพาลุกหนีออกมากุฏิของท่าน​ ​แล้ว​มาคุย​กับ​ผู้​เขียน​ซึ่ง​กำ​ลังนั่งคุย​กันอยูที่ชานหน้ากุฏิอีกหลังหนึ่ง​และ​ตั้ง​อยู่​ห่าง​จาก​กุฏิ หลวงพ่อ​ ​พอปูอาสนะถวาย​ ​หลวงพ่อก็นั่งลง​แล้ว​บ่นว่า​
“เดี๋ยวคน​นั้น​ให้​ถ่มน้ำ​ลาย​ใส่​หัว​ ​เดี๋ยวคน​ให้​เป่าหัว​ ​จนคอแห้งผาก​ไม่​มีน้ำ​ลาย​จะ​ถ่ม​ ​เล่นเอา​จะ​เป็น​ลมเสีย​ให้​ได้”
             แต่พอหลวงพ่อมานั่งคุย​อยู่​ได้​สักประ​เดี๋ยวก็มีคนตามมาขอ​ให้​ทำ​อย่าง​นั้น​อีก​ ​หลวงพ่อก็ทำ​ให้​อีก​ ​ไม่​เห็นแสดงอาการเบื่อหน่ายระอิดระอา​
เมื่อพระภิกษุ​ซึ่ง​เป็น​ศิษย์รุ่น​ใหม่ๆ​ ​ไปขอเรียนคาถาอาคม​กับ​หลวงพ่อ​ ​ท่านก็​เมตตาบอก​ให้​แล้ว​เตือนว่า​
“เรียน​ไว้​เถอะดี​ ​แต่ต่อไป​จะ​คิด​ถึง​ตัว”
               เห็น​จะ​หมาย​ความ​ว่า​ ​เมื่อทำ​ว่า​ได้​ขลังขึ้น​แล้ว​ ​ถูกประชาชนรบกวนเหมือนอย่างที่หลวงพ่อประสบ​อยู่​จนตลอดชีวิตของท่าน
แต่ก็สังเกตเห็นตลอดมาว่า​ ​หลวงพ่อทำ​ให้​เขา​ด้วย​ความ​ยิ้มแย้มแจ่มใส​ ​เห็น​จะ​ปลงตกประหนึ่งถือ​เป็น​หน้าที่​จะ​ต้อง​ทำ​ให้​เขา​ทั่ว​หน้า​กัน​ ​เพราะ​หลวงพ่อ​เป็น​ผู้​มีอัธยาศัยกว้างขวาง​และ​ต้อนรับปฏิสันถารดี​ ​โอภาปราศรัยเหมาะ​แก่บุคคล​และ​กาลเทศะ​ ​ไม่​มาก​ไม่​น้อย​ ​ประกอบ​กับ​ท่านมีรูปร่างสูง​ใหญ่​ ​และ​มีอิริยาบถ​เป็น​สง่า​ ​จึง​เป็น​ที่น่า​เคารพยำ​เกรงของคน​ทั่ว​ไป
           กิตติคุณ​ใน​เรื่อง​ “วิชาขลัง” ​ของหลวงพ่อ​นั้น​ ​เป็น​ที่​เลื่องลือ​กัน​แพร่หลายมานานหนักหนา​ ​มี​เรื่องเล่า​กัน​ต่างๆ​ ​หลายอย่างหลายเรื่อง​ ​ถ้า​จะ​จดลง​ไว้​ก็​จะ​เป็น​หนังสือเล่ม​ใหญ่​ ​ผู้​เขียนเคย​ได้​ยิน​ได้​ฟังมาตั้งแต่​เป็น​เด็ก​ ​ครั้นเมื่อมีอายุมากขึ้น​ ​คราวหนึ่งเมื่อมี​โอกาส​จึง​กราบเรียนถามหลวงพ่อตรงๆ​ ​ว่า​   “มีดีจริงอย่างที่​เขา​เลื่องลือ​กัน​หรือ​ขอรับ​ ?”

​         ท่านก็ยิ้ม​แล้ว​ตอบว่า​ “เขา​พา​กัน​เชื่อถือ​กัน​ว่าอย่าง​นั้น​ดี​ ​มาขอ​ให้​ทำ​ก็ทำ​ให้”
         ฟังดู​เหมือนหลวงพ่อทำ​ให้​ตามใจ​ผู้​ขอ​ ​เมื่อ​เขา​ต้อง​การ​ ​ท่านก็ทำ​ให้​ ​ผู้​เขียน​จึง​กราบเรียนต่อไปว่า​ “คาถา​แต่ละบทดูครูบาอาจารย์​แต่ก่อน​ ​ท่านก็บอกฝอยของท่าน​ไว้​ล้วนแต่ดีๆ​ ​บางบทก็​ใช้​ได้​     หลายอย่างหลายด้าน​ ​จะ​เป็น​จริงตาม​นั้น​บ้างไหม​ ?”
           หลวงพ่อ​ได้​ไปรดชี้​แจงอย่างกลางๆ​ ​เป็น​ความ​สั้นๆ​ ​ว่า​ “ของจริง​ ​รู้จริง​ ​เห็นจริง​ ​ย่อมทำ​ได้​จริง”
            ครั้น​ผู้​เขียน​ได้​ฟังอย่างนี้​ ​ก็มิ​ได้​กราบเรียนซักถามหลวงพ่อต่อไป​ ​แต่หลวงพ่อ​ได้​เมตตาบอกคาถา​ให้​จดมา​ ๗ ​บท​ ​ขอนำ​มาพิมพ์​ไว้​ต่อท้ายประวัติของหลวงพ่อนี้
 

สันโดษ​ ​และ​ ​พากเพียร

​                หลวงพ่อมีนิสัยสันโดษ​ ​จนบางคราวเห็น​ได้​ว่ามักน้อย​ ​และ​มี​ความ​พากเพียรพยายาม​ ​สบง​และ​จีวรที่นุ่งห่มก็นิยม​ใช้​ของเก่า​ ​จะ​ได้​เห็นหลวงพ่อนุ่งห่มสบงจีวร​ใหม่​ ​ก็ต่อเมื่อมี​ผู้​ศรัทธาถวาย​ให้​ครอง​  ใน​กิจนิมนต์​ ​หลวงพ่อ​จึง​ครองฉลองศรัทธา​ ​ถ้า​เป็น​ไตรจีวรแพร​ ​ครอง​แล้ว​กลับมา​จาก​ที่นิมนต์ก็มอบ​ให้​พระภิกษุรูป​อื่น​ไป​ ​ข้าวของที่มี​ผู้​ถวาย​ ​ถ้า​มีประ​โยชน์​แก่พระภิกษุรูป​อื่นๆ​ ​หลวงพ่อก็​ให้​ต่อไป​
             ของสิ่ง​ใด​ที่มี​ผู้​ถวาย​ไว้​ ​ถ้า​มี​ใครอยาก​ได้​แล้ว​ออกปากขอ​ ​หลวงพ่อก็​ให้​ ​แต่​เมื่อหลวงพ่อบอก​ให้​แล้ว​ ​ผู้​ขอ​ต้อง​เอา​ไปเลยที​เดียว​ ​ถ้า​ยัง​ไม่​เอา​ไป​และ​ทิ้ง​ไว้​ ​หรือ​ฝาก​ไว้​กับ​หลวงพ่อ​ ​เมื่อมี​ใครมา​เห็น​  ใน​ภายหลัง​และ​ออกปากขออีก​ ​หลวงพ่อก็​ให้​อีก​ ​เมื่อ​ผู้​ขอภายหลังเอา​ไป​แล้ว​ผู้​ขอก่อนมาต่อว่าว่า​ให้​ผม​แล้ว​เหตุ​ใด​จึง​ให้​คน​อื่น​ไปเสียอีก​ ​หลวงพ่อ​จะ​ตอบว่า​ ​ก็​ไม่​เห็นเอา​ไป​ ​นึกว่า​ไม่​อยาก​ได้​ ​จึง​ให้​คนที่​เขา​อยาก​ได้
            กุฏิที่มี​ผู้​สร้างถวายดี​ ​ๆ​ ​มีฝารอบชอบชิด​ ​หลวงพ่อก็​ไม่​ชอบ​อยู่​ ​ชอบ​อยู่​ใน​ศาลา​ซึ่ง​มี​แต่ฝาลำ​แพนบังลม​ใน​บางด้าน​ ​ต่อมา​เมื่อหลวงพ่อมีอายุล่วง​เข้า​วัยชรามาก​แล้ว​ ​บรรดาศิษยานุศิษย์​จึง​ช่วย​กัน​รื้อศาลาหลัง​นั้น​ไปปลูก​ไว้​ ​ณ​ ​ป่าช้า​เผาศพ​ ​ทางทิศตะวันออกของวัดหนองโพ​ ​แล้ว​สร้างกุฏิมีฝารอบขอบชิดขึ้นแทน​ใน​ที่​เดิม​ ​ถวาย​ให้​เป็น​ที่​อยู่​ของหลวงพ่อต่อมา​ ​จน​ถึง​วันมรณภาพ
           ณ​ ​ศาลาหลังที่รื้อไป​นั้น​ ​เมื่อ​ผู้​เขียน​เป็น​เด็กวัด​ ​เคยไปนอน​อยู่​ปลายตีนเตียงนอนปลายเท้าของหลวงพ่อ​ ​ครั้นตื่นขึ้นตอน​เช้า​มืด​ ​ราวตี​ ๔ ​ตี​ ๕ ​ก็​เห็นหลวงพ่อจุดเทียนอ่านหนังสือคัมภีร์​ใบลานสั้นๆ​ ​เสมอ​ ​เคยสอบถามศิษย์รุ่นเก่าก็​เล่าตรง​กัน​ว่า​ ​เคยเห็นหลวงพ่อลุกขึ้นจุดเทียนอ่านหนังสือ​เช้า​มืดอย่างนี้ตลอดมา​ ​แม้​จะ​ไปนอนค้างอ้างแรม​ใน​ดง​ใน​ป่า​ ​หลวงพ่อก็จุดเทียนอ่านหนังสือ​ใน​ตอน​เช้า​มืดเช่น​นั้น​เป็น​นิตย์​
         ​ผู้​เขียนอยากรู้ว่าหนังสือ​นั้น​เป็น​เรื่องอะ​ไร​ ​ไม่​รู้จน​แล้ว​จนรอด​ ​เพราะ​หลวงพ่อมัก​จะ​เอาติดตัวไปไหนมา​ไหน​ด้วย​เสมอ​ ​เวลาท่าน​อยู่​ ​ไม่​มีศิษย์คน​ใด​กล้า​ไปขอดู​ ​หรือ​เรียนถามว่า​เป็น​หนังสืออะ​ไร​ ​มาจนหลวงพ่อมรณภาพ​แล้ว​ ​เมื่อ​ผู้​เขียนขึ้นไปนมัสการศพหลวงพ่อ​จึง​ให้​ค้น​ดู​ ​ปรากฏว่า​เป็น​หนังสือปฤศนาธรรม​ ​สำ​นวนเก่ามาก​ ​คัมภีร์หนึ่งมี​ ๖๒ ​ลาน​ ​เรียกว่า​ มูลกัมมัฏฐาน​และ​ทางวิปัสสนา ​อีกคัมภีร์หนึ่ง​ ​มี​ ๑๖ ​ลาน​ ​เรียกว่า​ พระอภิธรรมภาย​ใน ​ตลอดอายุของหลวงพ่อเห็น​จะ​อ่านคัมภีร์​ทั้ง​สอง​นั้น​ตั้งหลายพันครั้ง
 
  ชอบเลี้ยงสัตว์พาหนะ

      ​หลวงพ่อชอบเลี้ยงสัตว์พาหนะ​ ​ตอนแรกๆ​ ​ได้​เลี้ยงวัวขึ้น​ไว้​ฝูง​ใหญ่​ ​แล้ว​ภายหลัง​ได้​ยก​ให้​นายต่วน​ ​คงหาญ​ ​ผู้​เป็น​หลานชายไป​ ​สัตว์ที่ชอบเลี้ยง​เป็น​ประจำ​ก็คือช้าง​และ​ม้า​ ​เรื่องเลี้ยงช้าง​นั้น​มิ​ใช่​แต่ชอบเลี้ยงอย่างว่าพอมีช้าง​เท่า​นั้น​ ​หลวงพ่อ​ได้​ศึกษาวิชาการช้างจน​ถึง​ร่วม​กับ​หมอข้างไปโพนจับช้างป่า​ด้วย​
      ​หลวงพ่อเคยมีช้างหลายเชือก​ ​ทั้ง​ช้างงา​และ​ช้างสีดอ​ ​ตาย​แล้ว​ก็หามา​เลี้ยง​ไว้​ใหม่​ ​แม้จนเวลามรณภาพก็​ยัง​มี​อยู่​อีก​ ๓ ​เชือก​ ​แต่​ได้​ยกมอบ​ให้​เป็น​กรรมสิทธิ์ของ​ผู้​คน​ไว้​แล้ว​ก่อนท่าน​ถึง​มรณภาพ​
      ​สัตว์พาหนะที่หลวงพ่อชอบเลี้ยง​ไว้​ก็​เพื่อ​ใช้​เป็น​พาหนะสำ​หรับบรรทุก​และ​ลากเข็นทัพพสัมภาระ​ ​ใน​การก่อสร้างถาวรวัตถุ​ ​และ​ใช้​ใน​การมหกรรมเครื่องบันเทิงของชาวบ้าน​ใน​ท้องถิ่น​ด้วย​ ​ดัง​จะ​เห็น​ได้​ใน​เมื่ออ่านประวัติของหลวงพ่อต่อไป​
      ​แม้หลวงพ่อ​จะ​ชอบเลี้ยงช้างก็จริง​ ​แต่ก่อน​ไม่​เคยเห็นท่านขี่ช้าง​ ​มาขี่ตอนหลังเมื่ออายุหลวงพ่อล่วง​เข้า​วัยชรามาก​แล้ว​
      ​แต่ก่อนหลวงพ่อชอบเดิน​และ​เดินทนเดิน​เร็ว​เสีย​ด้วย​ ​เรื่องเดินของหลวงพ่อนี้บรรดาศิษย์ตั้งแต่รุ่นก่อนๆ​ ​มาจน​ถึง​รุ่นหลังๆ​ ​ที่​เคยติดตามหลวงพ่อ​ ​ต่างระอา​และ​เกรงกลัวไปตาม​ ​ๆ​ ​กัน​บางคนเดินทางไป​กับ​หลวงพ่อครั้งเดียวก็​เข็ด​ ​เพราะ​หลวงพ่อเดินตั้งครึ่งวันค่อนวัน​ ​ไม่​หยุดพัก​และ​เดิน​เร็ว​ ​สังเกตดูก็​เห็นก้าวช้า​ ​ๆ​ ​จังหวะก้าวเนิบ​ ​ๆ​ ​คล้าย​กับ​ช้างเดิน​ ​แต่คน​อื่น​ต้อง​รีบสาวเท้าตาม​
      ​ผู้​เขียนเองเมื่อ​เป็น​เด็กเคยสะพายย่ามตามหลัง​ ​ถึง​กับ​ต้อง​วิ่งเหยาะ​ ​และ​ถ้า​มัวเผลอเหม่อดูอะ​ไรเสียบ้างก็ทิ้งจังหวะ​ไกล​จน​ถึง​ต้อง​วิ่งตาม​ให้​ทัน​เป็น​คราว​ ​ๆ
       เรื่องเดินทน​ ​ไม่​หยุดพักของหลวงพ่อนั่น​ ​ถึง​กับ​เคยมีศิษย์บางคนที่ตามไป​ด้วย​ต้อง​ออกอุบายเก็บหญ้าพุ่งชู้ตามข้างทาง​ ​เดินตามไปพลาง​ ​แล้ว​เอาหญ้าพุ่งชู้ขว้าง​ให้​ติดจีวรของหลวงพ่อไปพลาง​ ​จนเห็นว่าหญ้าติดจีวรมาก​แล้ว​ ​พอ​ถึง​ที่มีร่มไม้ก็ออกอุบายเรียนขึ้นว่า​
“หลวงพ่อครับ​ ​หญ้าติดจีวรเต็มไปหมด​แล้ว​ ​หยุดพัก​ ​เก็บหญ้าออก​กัน​เสียที​เถอะ”
​จึง​เป็น​อัน​ได้​หยุดพัก​กัน​ครั้งหนึ่ง

  ชอบ​ค้น​คว้าทดลอง

      ​หลวงพ่อมีนิสัยชอบศึกษา​และ​ค้น​คว้าทดลอง​ ​การ​ค้น​คว้าทดลองของหลวงพ่อ​นั้น​มีหลายเรื่อง​ ​ขอนำ​มา​เล่า​แต่บางเรื่อง​ ​เช่นคราวหนึ่ง​ได้​ประดิษฐ์สร้างเกวียน​ให้​เดิน​ได้​เอง​โดย​ไม่​ต้อง​ใช้​แรงวัว​หรือ​แรงควายเทียมลาก​ ​เรียกของท่านว่า​เกวียนโยก​ ​เมื่อสร้างขึ้น​แล้ว​ก็​โยก​ให้​เดิน​ได้​คล่องแคล่วดี​ ​แต่​เดิน​ได้​แต่รุดหน้า​ ​เลี้ยว​ไม่​ได้​ ​จะ​ได้​พยายามแก้​ไขอย่างไรอีก​หรือ​เปล่า​ไม่​ทราบ​ได้​ ​แต่​ไม่​ช้าก็​เลิกไป​
      ​ตามปรกติชาวบ้าน​เขา​สร้างเกวียนวัวเกวียนควาย​ใช้​กัน​ ​แต่หลวงพ่อสร้างเกวียนช้างคือ​ใช้​ช้างเทียมลาก​ ​แต่​เกวียนช้างที่หลวงพ่อสร้างขึ้นครั้งแรก​นั้น​ ​ไม่​สำ​เร็จประ​โยชน์ดังประสงค์​ ​เพราะ​เมื่อบรรทุก​แล้ว​ ​พื้นดินทานน้ำ​หนัก​ไม่​ได้​ ​กงล้อจมลงไป​ใน​พื้นดิน​ ​ต่อมาก็​เลิก​
      ​ครั้นมา​เมื่อสมัยเริ่มแรกนิยม​ใช้​รถยนต์บรรทุก​กัน​ตามหัวเมือง​ ​หลวงพ่อก็ซื้อรถยนต์​ไป​ใช้​ ​แต่รถยนต์สมัย​นั้น​แล่นไป​ได้​แต่ตามทางเกวียนที่​เรียบๆ​ ​เมื่อแล่นไปตามท้องนา​ ​ซึ่ง​มีคันนา​และ​มีหัวขี้​แต้​ ​หรือ​ใน​ท้องที่ขรุขระ​ ​ก็​แล่น​ไม่​ได้​ ​ต้อง​มีคนคอยบุกเบิกทาง​ ​เอาจอบสับเอา​เสียมแซะ​และ​เอาขวานคอยฟันคอยกรานต้นไม้กิ่งไม้ตามทางที่รถยนต์​จะ​ผ่านไป​
​     ไม่​ช้าหลวงพ่อก็​เบื่อ​ ​ต่อมาก็​เลิก​ ​แล้ว​หันกลับไปนิยมเลี้ยงช้างอย่างเดิม​ ​และ​คราวนี้​ได้​ประดิษฐ์สร้างเกวียนช้างขึ้น​ใหม่​ ​แก้​ไขจน​ใช้​บรรทุกลากเข็น​ได้​ประ​โยชน์ดีมาก​ได้​ใช้​สำ​หรับเข็นลากไม้​เสา​และ​สัมภาระ​อื่นๆ​ ​ใน​การสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งเรียกว่า​ ​วัดหนองหลวง​ ​เพราะ​สร้างขึ้น​ ​ณ​ ​ที่ริมหนองน้ำ​ชื่อ​นั้น
    ​นอก​จาก​ค้น​คว้า​ใน​ทางประดิษฐ์​แล้ว​ ​ตำ​รับตำ​ราที่ครูบาอาจารย์ทำ​ไว้​แต่ก่อน​ ​ๆ​ ​บางอย่างหลวงพ่อก็นำ​มาทดลอง​ด้วย​ ​เช่นวิชา​เล่นแร่​ ​คือทำ​แร่ตะกั่ว​ให้​เป็น​เงิน​และ​ทำ​เงิน​ให้​เป็น​ทอง​ ​บรรดาลูกศิษย์รุ่นเก่า​เล่า​ให้​ฟังว่า​ ​หลวงพ่อพยายามทดลอง​ค้น​คว้าวิชาทำ​เงิน​ให้​เป็น​ทอง​อยู่​หลายปี​ ​โดย​มีลูกศิษย์​เป็น​ลูกมือ​ช่วย​เผาถ่าน​ ​ช่วย​สูบไฟ​และ​อื่นๆ​ ​แต่ตอนผสม​ส่วน​ของธาตุ​โลหะ​และ​ผสมยาซัด​นั้น​ ​เล่า​กัน​ว่าหลวงพ่อ​ต้อง​ทำ​เอง​
      ​บรรดาศิษย์รุ่นเก่า​เหล่า​นั้น​เล่าตรง​กัน​ว่าหลวงพ่อพยายามทำ​เงิน​ให้​เป็น​ทองคำ​จน​ได้​ ​ศิษย์รุ่น​ใหญ่​ระบุ​ ​ทองที่หลวงพ่อทำ​ได้​และ​มอบ​ให้​กับ​ศิษย์บางคน​ ​ซึ่ง​ศิษย์​ผู้​นั้น​ได้​เอา​ไปทำ​เครื่องประดับ​ให้​ลูกหลานสวม​ใส่​อยู่​ต่อมา
     ​เรื่องที่​จะ​เลิกทำ​ทอง​นั้น​ ​เล่า​กัน​มาว่า​ ​วันหนึ่งหลวงพ่อถลุงเงิน​ให้​เป็น​ทอง​ ​หนักราวสัก​ ๑ ​บาท​ ​พอหลอมเสร็จเทออกมา​จาก​เบ้าทิ้ง​ไว้​ให้​เย็น​ ​เอาขึ้นทั่ง​แล้ว​ก็​เอาฆ้อนตี​แผ่ออก​เป็น​แผ่นบาง​ ​แล้ว​ก็​เอาลงหลอมดู​ใหม่​แล้ว​ก็​เอามาตี​แผ่ดูอีก​ ​เข้า​ใจว่า​ ​หลวงพ่อคงตรวจตราพิจารณาดูว่า​จะ​เป็น​ทองคำ​ได้​จริง​หรือ​ไม่​ ​แล้ว​ก็​เอาลงเบ้าหลอมดูอีก​และ​เทออก​จาก​เบ้าทิ้ง​ไว้​ให้​เย็น​เป็น​ก้อนค่อนข้างกลม​ ​แล้ว​หลวงพ่อก็หยุดไปนั่งพักเฉย​อยู่​บนอาสนะ​เป็น​เชิงตรึกตรอง​ ​ไม่​พูดจาว่ากระ​ไร​ ​บรรดาศิษย์ต่างก็หยิบมาดู​กัน​คนละทีสองที​แล้ว​คน​นั้น​ก็ขอ​ ​คนนี้ก็ขอ​
     ​สักครู่หลวงพ่อก็ลุกเดินมาหยิบทองก้อน​นั้น​ขึ้นไปถือกำ​ไว้​ใน​อุ้งมือ​แล้ว​ก็​เอามือไขว้หลังเดินไปบนคันสระลูก​ใหญ่​ใน​วัดหนองโพ​ ​เอามือที่ถือก้อนทองเดาะ​เล่น​กับ​อุ้งมือ​ ๒ – ๓ ​ครั้ง​ ​แล้ว​ก็ขว้างก้อนทอง​นั้น​ลงสระน้ำ​ไป​ ​พอเดินกลับมา​ถึง​ที่ถลุงทอง​ ​หลวงพ่อก็หยิบฆ้อนทุบเตา​ ​ทุบเบ้าถลุงแตกหมด​ ​แล้ว​ก็​เลิกเล่นเลิกทำ​แต่วัน​นั้น​มา

     รับสมณศักดิ์

        ต่อมา​ใน​รัชกาลที่​ ๖ ​เมื่อพระครูพยุหานุศาสก์​ (สิทธิ์) ​วัดบ้านบน​ ​เจ้าคณะ​แขวงอำ​เภอพยุหะคีรี​ ​จังหวัดนครสวรรค์​ ​มรณภาพลง​ ​เมื่อวันที่​ ๒๑ ​ธันวาคม​ ​พ​ ​ศ​. ๒๔๕๗ ​ได้​ทรงพระกรุณา​โปรดเกล้าฯ​ “ให้​เจ้าอธิการเดิม​ ​วัดหนองโพ​ ​เป็น​พระครูนิวาสธรรมขันธ์​ ​รองเจ้าคณะ​แขวงเมืองนครสวรรค์) (๓) เมื่อวันที่​ ๓๐ ​ธันวาคม​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๕๗ ​เนื่อง​ใน​งานเฉลิมพระชนมพรรษา​ ​พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า​เจ้า​อยู่​หัว​ ​ใน​รัชกาลที่​ ๖ ​เวลา​นั้น​หลวงพ่อมีอายุ​ได้​ ๕๕ ​ปี​ ​และ​มีพรรษา​ ๓๔ ​พรรษา​ ​ทั้ง​นี้ย่อมนำ​ความ​ปีติมา​ให้​แก่บรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อ​เป็น​อันมาก​ ​แต่ก็​ยัง​พา​กัน​เรียกท่าน​ด้วย​ความ​เคารพนับถือ​ทั้ง​ต่อหน้า​และ​ลับหลังว่าหลวงพ่อ​ ​อยู่​อย่าง​นั้น​ ​เว้นแต่ศิษย์รุ่น​ผู้​ใหญ่​ ​จึง​มัก​ใช้​สรรพนามเรียกหลวงพ่อว่า​ “ทาน” ​ส่วน​ประชาชน​ทั่ว​ไป​นั้น​คงรู้จัก​กัน​แพร่หลาย​ ​โดย​นามว่า​ “หลวงพ่อเดิม”
        ต่อมาทางการคณะสงฆ์​ได้​แต่งตั้งหลวงพ่อ​เป็น​เจ้าคณะ​แขวงอำ​เภอพยุหะคีรี​ ​จังหวัดนครสวรรค์​ ​และ​หลวงพ่อ​ได้​รับตราตั้ง​เป็น​พระอุปัชฌายะ​ ​เมื่อ​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๖๒ ​หลวงพ่อก็​ได้​ปฏิบัติศาสนกิจ​ ใน​หน้าที่​นั้น​มา​ด้วย​ความ​เรียบร้อยตลอดเวลากว่า​ ๒๐ ​ปี​ ​เมื่อท่านล่วง​เข้า​วัยชรามาก​แล้ว​ ​ทางการคณะสงฆ์​จึง​ได้​เลื่อนหลวงพ่อขึ้น​เป็น​ตำ​แหน่งกิตติมศักดิ์

    สร้างถาวรวัตถุ​ใน​วัด

       ศาลาการเปรียญหลังแรก​ ​หลวงพ่อเดิมสร้างขึ้นเมื่อ​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๕๔

       ​หลวงพ่อมีนิสัย​และ​มีฝีมือ​ใน​การสร้าง​ ​ซึ่ง​หลวงพ่อ​ได้​ก่อสร้างสิ่งที่​เป็น​ถาวรวัตถุ​ใน​พระพุทธศาสนา​ ​และ​ที่​เป็น​สาธารณประ​โยชน์​อื่นๆ​ ​ไว้​มากมาย​ ​เมื่ออุปสมบท​แล้ว​มา​อยู่​จำ​พรรษา​ใน​วัดหนองโพ​ ​ใน​พรรษา​แรก​ ​ๆ​ ​นั้น​ ​หลวงพ่อก็​เริ่มสร้างศาลาการเปรียญขึ้น​ใน​วัดหนองโพ​ ​แล้ว​เมื่อ​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๕๔ ​หลวงพ่อก็ปฏิสังขรณ์​แก้ขยายขึ้น​จาก​หลังที่หลวงพ่อสร้าง​ไว้​แต่ก่อน​นั้น​อีก​
       ก่อนหน้า​นั้น​ ​เมื่อปีมะ​โรง​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๓๕ ​หลวงพ่อ​ได้​สร้างกุฏิขึ้น​ใหม่​ใน​วัดหลังหนึ่ง​เป็น​กุฏิหลังแรกที่​ใช้​ฝา​ไม้กระดาน​ ​และ​ชื้อมา​จาก​บ้านบางไก่​เถื่อน​ (ตำ​บลบ้านตลุก​ ​อำ​เภอสรรพยา​ ​จังหวัดชัยนาท) ​เมื่อสร้างศาลา​และ​กุฏิขึ้น​ใหม่​ใน​วัดหนองโพครั้ง​นั้น​บรรดาท่าน​ผู้​เฒ่า​ผู้​แก่ปู่ย่าตายายของชาวบ้านหนองโพ​ซึ่ง​มีชีวิต​อยู่​ใน​สมัย​นั้น​ ​ต่างออกปากชม​กัน​ว่า​ “ท่านองค์นี้​ไม่​ใช่​ใคร​อื่น​แล้ว​ ​คือหลวงพ่อเฒ่า​เจ้าของวัดของท่านมา​เกิด”
      ศาลาการเปรียญหลังแรก​ ​หลวงพ่อเดิมสร้างขึ้นเมื่อ​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๕๔
     ​นอก​จาก​ศาลาการเปรียญ​และ​หมู่กุฏิ​ ​หลวงพ่อ​ได้​ร่วม​กับ​ทายกทายิกาชาวบ้าน​ ​สร้างโรงอุ​โบสถขึ้น​ใน​ที่​โรงอุ​โบสถเดิม​ ​เมื่อ​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๕๘ ​และ​ใน​คราวเดียว​กัน​ได้​สร้างพระ​เจดีย์​ ๓ ​องค์​ ​มีกำ​แพงแก้วล้อมรอบ​ไว้​ตรงหน้า​โรงพระอุ​โบสถ​ด้วย
     ​นิสัยชอบก่อสร้างของหลวงพ่อ​นั้น​ ​อาจกล่าว​ได้​ว่า​เป็น​ชีวิตจิตใจของหลวงพ่อติดต่อมาจนตลอดชีวิต​โดย​เหตุที่วัดวาอารามตามท้องถิ่น​ใน​สมัย​นั้น​ ​มักมี​แต่กุฏิสงฆ์​และ​มี​แต่ศาลาดิน​ ​คือ​ใช้​พื้นดิน​นั้น​เอง​เป็น​พื้นศาลา​ ​หลังคาก็มุงแฝก​ ​ไม่​มี​โบสถ์​ ​หลวงพ่อ​จึง​สร้างศาลาการเปรียญ​ ​เป็น​ศาลายกพื้น​ ​หลังคามุงกระ​เบื้อง​ ​และ​สร้างโรงอุ​โบสถก่ออิฐถือปูน​และ​คอนกรีต​ ​ขึ้น​เป็น​ถาวรวัตถุของวัด​
     ​โบสถ์​และ​ศาลาการเปรียญที่หลวงพ่อสร้างขึ้น​ ​มัก​จะ​กว้างขวาง​ใหญ่​โตสำ​หรับท้องถิ่น​ ​จึง​ต้อง​ใช้​เงินทอง​และ​สิ่งของเครื่อง​ใช้​ใน​การก่อสร้างมาก​ ​วัตถุปัจจัย​หรือ​เงินทองที่มี​ผู้​ถวายหลวงพ่อ​
     เนื่อง​ใน​กิจนิมนต์ก็ดี​ ​หรือ​ถวาย​ด้วย​มีศรัทธา​เลื่อมใส​ใน​ตัวหลวงพ่อเองก็ดี​ ​หลวงพ่อมิ​ได้​เก็บสะสม​ไว้​ ​หากแต่​ได้​ใช้​จ่ายไป​ใน​การทำ​สาธารณประ​โยชน์​และ​ใช้​เป็น​ทุนรอน​ใน​การก่อสร้างถาวรวัตถุ​ใน​พระพุทธศาสนา​และ​สถานศึกษา​เล่า​เรียน​ ​จนหมดสิ้น​
     ​เห็น​จะ​เป็น​เพราะ​เหตุนี้​ ​และ​เนื่อง​จาก​กิตติคุณทางวิทยาอาคมของหลวงพ่อ​ด้วย​ ​จึง​มักมีพวกทายกทายิกา​ช่วย​กัน​เรี่ยไรรวบรวมทุนถวาย​ให้​หลวงพ่อทำ​การก่อสร้าง​อยู่​เนือง​ ​ๆ​ ​วัด​ใน​ตำ​บล​ใด​  ต้อง​การ​จะ​สร้าง​หรือ​ปฏิสังขรณ์​โบสถ์วิหาร​หรือ​ศาลาการเปรียญ​ ​ขึ้น​เป็น​ถาวรวัตถุ​ใน​วัด​ ​หรือ​เริ่มก่อสร้างปฏิสังขรณ์​กัน​ไว้​แล้ว​ ​แต่ทำ​ไม่​เสร็จ​ ​เพราะ​ขาดช่าง​และ​ขาดทุนรอน​ ​ขาวบ้านสมภารวัด​ใน​ตำ​บล​นั้นๆ​ ​ก็มักพา​กัน​มานิมนต์หลวงพ่อ​ ​ให้​ไป​ช่วย​อำ​นวยการสร้าง​ ​หรือ​ไป​เป็น​ประธาน​ใน​งานก่อสร้างปฏิสังขรณ์​ ​หลวงพ่อก็ยินดี​ไปตามคำ​นิมนต์​
     ​และ​มิ​ใช่​แต่​จะ​ไปบงการ​ให้​คน​อื่น​ทำ​เท่า​นั้น​ ​แต่หลวงพ่อ​ได้​ลงมือทำ​ด้วย​ตนเอง​ด้วย​ ​เช่น​ ​ถ้า​เป็น​เครื่องไม้ก็ลงมือกะตัวไม้​ ​และ​ถากไม้ฟันไม้​ ​เลื่อยไม้​ ​ด้วย​ตนเอง​ ​ถ้า​เป็น​เครื่องปูน​ ​ก็ลงมือตัด​และ​ผูกเหล็กโครงร่าง​ ​และ​ผสมทรายผสมปูนเทหล่อ​ด้วย​ตนเอง​ ​จน​เป็น​เหตุ​ให้​คน​อื่น​นั่งเฉย​อยู่​ไม่​ได้​ ​ทั้ง​ชาวบ้าน​และ​ชาววัดต่างก็พา​กัน​ลงมือทำ​งาน​ช่วย​หลวงพ่อ​ ​บางรายหลวงพ่อก็ทำ​ตั้งแต่ตัดไม้​  ชักลาก​ ​ทำ​อิฐ​และ​เผาอิฐ​ ​เผาปูนมาที​เดียว​ ​ยิ่ง​เป็น​การก่อสร้าง​ใน​บ้านป่าขาดอน​ซึ่ง​ห่าง​ไกล​เส้นทางคมนาคม​ ​กำ​ลัง​ผู้​คน​และ​พาหนะก็​เป็น​ของจำ​เป็น​ยิ่งนัก​ ​แต่หลวงพ่อก็จัดสร้าง​ให้​สำ​เร็จจน​ได้
      ​คิดดูก็​เป็น​ของน่าประหลาด​ ​ดูหลวงพ่อช่างมีอภินิหาร​ใน​การก่อสร้างเสียจริง​ ​ๆ​ ​โบสถ์วิหาร​หรือ​ศาลาการเปรียญ​ ​ที่หลวงพ่อไปอำ​นวยการก่อสร้างปฏิสังขรณ์​ ​หรือ​ไป​เป็น​ประธาน​ใน​งานก่อสร้าง​หรือ​ปฏิสังขรณ์​นั้นๆ​ ​ย่อมสำ​เร็จเรียบร้อยทุกแห่ง​ ​ทุนรอนที่ขาด​อยู่​มากน้อย​เท่า​ใด​ ​ก็มักมี​ผู้​ศรัทธาบริจา***​ให้​จนครบ​ ​หรือ​บางแห่งบางรายก็​เกินกว่าจำ​นวนที่​ต้อง​การเสียอีก​ ​เมื่อเห็นมีคนชอบเอา​เงินทองมาถวายหลวงพ่อเนือง​ ​ๆ​ ​และ​บางรายก็ถวาย​ไว้​มาก​ ​ๆ​ ​เสีย​ด้วย​
      ​ผู้​เขียนเคยกราบเรียนถามว่า​ “หลวงพ่อทำ​อย่างไร​จึง​มีคนชอบนำ​เงินมาถวายเนือง​ ​ๆ ?”
      ​หลวงพ่อก็ยิ้ม​แล้ว​ตอบว่า​ “ก็​เรา​ไม่​เอานะสิ​ ​เขา​จึง​ชอบ​ให้​ ​ถ้า​เราอยาก​ได้​ใคร​เขา​จะ​ให้”
      ​บรรดาศิษย์รุ่นเก่า​ ​ซึ่ง​เคยติดลอยห้อยตามหลวงพ่อมาหลายสิบปี​ ​เช่น​ ​นายยิ้ม​ ​ศรี​เดช​ ​มรรคนายกวัดหนองโพ​ ​ซึ่ง​เวลา​นั้น​มีอายุกว่า​ ๘๐ ​ปี​ (บัดนี้ล่วงลับไป​แล้ว)​ ​เคยปรารภว่า​ “เงินทองสัมผัสแต่​เพียงตาของหลวงพ่อ​ ​ไม่​กระทบ​เข้า​ไป​ถึง​ใจ”
      ​เงินทองที่มี​ผู้​ถวายมากมาย​เท่า​ใด​หลวงพ่อก็​ใช้​จ่ายไป​ใน​การก่อสร้าง​และ​ทำ​สิ่งสาธารณประ​โยชน์​ ​หมดสิ้น
      ​สิ่งก่อสร้างที่หลวงพ่ออำ​นวยการสร้าง​ ​หรือ​เป็น​ประธาน​ใน​การก่อสร้าง​ ​และ​มีถาวรวัตถุ​เป็น​พยาน​ให้​เห็นมากมายหลายแห่ง​ ​จนหลวงพ่อเองก็จำ​สถานที่​และ​ลำ​ดับรายการ​ไม่​ได้​ ​นอก​จาก​จะ​มี​ใครถามขึ้น​ ​บางทีหลวงพ่อก็นึก​ได้​สิ่งก่อสร้าง​และ​ถาวรวัตถุที่หลวงพ่อสร้างขึ้นนี้​ ​เห็น​ได้​ว่าหลวงพ่อ​ได้​สร้าง​ความ​เจริญ​ให้​เกิดขึ้นแก่ท้องถิ่นเหล่า​นั้น​ ​เพราะ​เท่า​กับ​ทำ​บ้าน​และ​ตำ​บล​นั้น​ ​ๆ​ ​ให้​ตั้ง​อยู่​เป็น​หลัก​เป็น​แหล่ง​ ​และ​มีถาวรวัตถุ​เป็น​หลักฐานของหมู่บ้าน​ ​ซึ่ง​จะ​เป็น​พยานยั่งยืนมั่นคงไปชั่วกาลนาน

ปลายชีวิตของหลวงพ่อเดิม

​                หลวงพ่อ​เป็น​เสมือนต้นโพธิ​และ​ต้นไทรที่มีกิ่งก้านสาขา​แผ่ออกไปอย่างไพศาล​เป็น​ที่พึ่งพาอาศัยของประชาชน​ไม่​เลือกหน้า​ ​เนื่อง​จาก​หลวงพ่อมีอายุยืนยาวมาก​ ​บรรดาศิษยานุศิษย์รุ่น​ผู้​ใหญ่​ซึ่ง​เคยติดสอยห้อยตาม​และ​ร่วมงานร่วมการ​กัน​มา​ ​ก็ล้มหายตาย​จาก​ไปก่อนหลวงพ่อเกือบหมด​ถ้า​ว่า​กัน​อย่างฆราวาส​ ​ก็น่า​จะ​ทำ​ให้​หลวงพ่อว้า​เหว่มาก​
ครั้นต่อมาราว​ ๑๐ ​กว่าปี​ ​ก่อนหลวงพ่อมรณภาพ​ ​ร่างกายของหลวงพ่อ​ ​ซึ่ง​ใช้​กรากกรำ​ทำ​สาธารณประ​โยชน์มาช้านานหลายสิบปี​ ​ก็ทรุดโทรมจนแข้งขา​เดิน​ไม่​ได้​ ​จะ​ลุกนั่งก็​ต้อง​มีคนพยุง​ ​จะ​เดินทางไปไหนก็​ต้อง​ขึ้นคานหาม​ ​หรือ​ขึ้นเกวียนไป​
              แม้กระ​นั้น​ ​ก็​ยัง​มี​ผู้​เลื่อมใสศรัทธามานิมนต์หลวงพ่อไป​ใน​งานการบุญกุศลเนือง​ ​ๆ​ ​เพราะ​หลวงพ่อมีศิษยานุศิษย์มาก​ ​ทั้ง​ผู้​ใหญ่​ผู้​น้อยแทบ​ทั่ว​บ้าน​ทั่ว​เมือง​ ​หลวงพ่อปรารภว่า​ถ้า​ท่านแตกดับลง​ ​บรรดาหลานเหลน​และ​ศิษยานุศิษย์​ใน​ตำ​บลหนองโพ​และ​หมู่บ้าน​ใกล้​เคียง​ ​จะ​ได้​รับ​ความ​ลำ​บาก​ ​หลวงพ่อ​จึง​ได้​ปรารภ​ถึง​ความ​ตาย​ให้​เห็นประจักษ์​ ​สิ่ง​ใด​ควรจัดทำ​ขึ้น​ไว้​ได้​ก่อนท่านแตกดับ​ ​หลวงพ่อก็​ให้​จัดทำ​เตรียม​ไว้​ ​เช่น​ ​สร้าง***บบรรจุศพของท่านเอง​และ​ให้​ก่อสร้างตัวเมรุที่​เผาศพของท่าน​ไว้​ด้วย​ ​แต่บังเอิญตัวเมรุ​นั้น​ทำ​ล่าช้ามาก​ ​ยัง​มิทันเสร็จ​ ​จนหลวงพ่อมรณภาพ​แล้ว​
​              แม้​แข้งขาของหลวงพ่อ​จะ​ทานน้ำ​หนักตัวของท่านเอง​ไม่​ได้​แล้ว​ ​หูก็ตึงไปบ้าง​ ​แต่นัยน์ตา​ยัง​แจ่มใสดี​ ​มือก็​ยัง​ลงเลขยันต์​ได้​ตามเคย​ ​ปากก็​ยัง​เสกเป่า​และ​เจรจาปราศรัย​ได้​ ​โดย​มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีตลอดมา
​              ภายหลังที่หลวงพ่อกลับ​จาก​ไป​เป็น​ประธาน​ใน​งานก่อสร้างโบสถ์​ใน​วัดอินทาราม​ (วัด​ใน)​ ​ตำ​บลพยุหะ​ ​อำ​เภอพยุหะดีรี​ ​จังหวัดนครสวรรค์​ ​และ​กลับมา​อยู่​ใน​วัดหนองโพ​แล้ว​ ​ต่อมาหลวงพ่อก็​เริ่มอาพาธ​ ​ตั้งแต่วันอังคาร​ ​ขึ้น​ ๑๐ ​ค่ำ​ ​เดือน​ ๖ (ตรง​กับ​วันที่​ ๑๕ ​พฤษภาคม) ​พ​.​ศ​. ๒๔๙๔ ​อาการทรุดลง​เป็น​ลำ​ดับมา​ ​จน​ถึง​วันอังคาร​ ​แรม​ ๒ ​ค่ำ​ ​เดือนเดียว​กัน​ ​วันที่​ ๒๒ ​พฤษภาคม) ​อาการก็​เพียบหนักขึ้น​ ​บรรดาศิษยานุศิษย์​และ​หลานเหลนต่างพา​กัน​มาห้อมล้อมพยาบาล​และ​ฟังอาการ​กัน​เนื่อง​แน่น​ ​ด้วย​ความ​เศร้า​โศกห่วงใย​เล่ากันว่า“ครั้นตกบ่าย​ใน​วัน​นั้น​ ​หลวงพ่อก็คอยแต่สอบถาม​อยู่​วา​ ‘เวลา​เท่า​ใด​แล้ว​ ๆ’ ​ศิษย์​ผู้​พยาบาลก็กราบเรียนตอบไปๆ​ ​จน​ถึง​ราว​ ๑๗.๐๐ ​น​. ​หลวงพ่อ​จึง​ถามว่า​ ‘น้ำ​ใน​สระมีพอกิน​กัน​หรือ’ ​(​เพราะ​บ้านหนองโพมัก​กัน​ดารน้ำ​ดังกล่าว​แล้ว)​ ​ศิษย์ที่พยาบาล​อยู่​ ​ก็​เรียนตอบว่า​ ‘ถ้า​ฝน​ไม่​ตกภาย​ใน​ ๖ – ๗ ​วันนี้​ ​ก็น่ากลัว​จะ​ถึง​กับ​อัตคัดน้ำ’ หลวงพ่อก็นิ่งสงบ​ไม่​ถามว่ากระ​ไรต่อไปอีก​ ​ใน​ทัน​ใด​นั้น​กลุ่มเมฆก็ตั้งเค้ามา​และ​ฟ้าคะนอง​ ​มิช้าฝนก็ตกห่า​ใหญ่​ ​น้ำ​ฝนไหลลงสระราวครึ่งค่อนสระ​ ​พอฝนขาดเม็ด​ ​หลวงพ่อก็สิ้นลมหายใจ​ ​เมื่อเวลา​ ๑๗.๔๕ ​น​.  ​คำ​นวณอายุ​ได้​ ๙๒ ​โดย​ปี​ ​สรรวมแต่อุปสมบทมา​ได้​ ๗๑ ​พรรษา
​              บรรดาศิษยานุศิษย์​ทั้ง​บรรพชิต​และ​คฤหัสถ์​ได้​ช่วย​กัน​สรงน้ำ​ศพหลวงพ่อ​ ​แล้ว​บรรจุศพ​ ​ตั้งบำ​เพ็ญกุศล​ ​ณ​ ​วัดหนองโพ​ ​ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น​ ​เว้นที่​ ๒๓ ​พฤษภาคม) ​ติดต่อมาครบ​ ๗ ​วัน​ ​เมื่อวันที่​ ๒๙ ​พฤษภาคม​ ​แล้ว​ก็ทำ​ติดต่อมาอีก​และ​ทำ​บุญครบ​ ๕๐ ​วัน​ ​เมื่อวันที่​ ๑๑ ​กรกฎาคม​ ​ทำ​บุญครบ​ ๑๐๐ ​วัน​ ​เมื่อวันที่​ ๓๐ ​สิงหาคม​ ๒๔๙๔ ​จึง​เก็บศพหลวงพ่อรอ​ไว้​ ​จน​ถึง​เวลาจัดการพระราชทานเพลิงหลวงพ่อเดิม​ ​ผู้​ซึ่ง​ได้​รับการขนานนาม​และ​ยกย่อง​เป็น​ “เทพเจ้า​แห่งเมืองสี่​แคว” ซึ่ง​ชาวนครสวรรค์ทุกคน​ยัง​เคารพ​ให้​ความ​นับถือหลวงพ่อ​อยู่​เสมอ​ ​โดย​เฉพาะทางวัดหนองโพ​ได้​สร้างมณฑปที่ประดิษฐานรูปหล่อโลหะของหลวงพ่อพระรูปเหมือนหลวงพ่อเดิม​ ​ขนาด​เท่า​องค์จริง​ ​ซึ่ง​หลวงพ่อเดิมท่านหล่อสร้าง​ไว้​เมื่อปี​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๒ ​ซึ่ง​ตั้งประดิษฐาน​อยู่​ที่มณฑป​ ​ซึ่ง​มีประชาชนมากราบนมัสการทุกวันมิ​ได้​ขาด​ ​และ​ทางวัดหนองโพ​ได้​จัดงานทำ​บุญประจำ​ปีปิดทอง​ ​ไหว้พระรูปเหมือนหลวงพ่อเดิม​ ​ใน​วันขึ้น​ ๑๓ ​ค่ำ​ ​เดือน​ ๓ ​ของทุกปี

พระเครื่องของหลวงพ่อ…บางส่วน

คาถาตำรับของหลวงพ่อ…

คาถาเชิญครู

สาธุ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการ พระพุทธคุณนัง พระธรรมะคุณนัง พระสังฆะคุณนัง พระศรีรัตนตรัยแก้ว ทั้งสามประการ พระพุทธชินสีห์ พระพุทธชินราช พระธาตุจุฬามณี พระศรีสรรเพชร พระธรรมเจ้าทั้ง แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็จบ ข้าพเจ้าขออาราธนาเข้ามาอยู่ในดวงจิต ในหทัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทําการสิ่งใด ขอให้ประสิทธิ ขอเดชเดชะคุณ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ปวงเทพเทวา จงมาเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าในกาลบัดนี้เถิด สาธุ
คาถาอาราธนาหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์

อิติ อะระหัง สุคะโต พุทธสโร เดิม นามะเต อาจาริโย เม ภัณเต อายัสมา อาจาริโย เม ภัณเต โหหิ

ใช้สวดอาราธนาหลวงพ่อเดิม ก่อนว่าคาถาใดๆ บารมีท่านจะใช่วยให้เกิดความสำเร็จ สวด 9 จบ
คาถาหัวใจ108

นะอะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะอะอุ พุทธะสังมิ จิเจรุนิ จิปิเสคิ อิกะวิติ อุอากะสะ นะชาลีติ ทุสะนิมะ ทุสะมะนิ ประสิทธิสวาหะ

ใช้ภาวนา 3 จบ 9 จบ ก่อนออกจากบ้านช่วยคุ้มครองป้องกันภัย ให้มีโชคลาภ
คาถาพระเจ้าอมโลกหรือนะปฐม

นะกาโรกุกุกสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโรโกนาคะมะโนละลาฐิเต พุทธกาโรกัสสโปพุทโธ จะทะเวเนตเต ธากาโรศรีศากยะมุนี โคตะโม ยะเทวะกัณเณยะกาโร ศรีอาริยะเมตตรัยโย ชิวหาฐิเต ปัญจะพุทธานะมามิหัง

เป็นพระคาถาที่อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์มาประทับไว้ส่วนต่างๆบนใบหน้าและศรีษะ พระพุทธเจ้ากุกกุสันโธ ประทับที่กระหม่อม พระพุทธเจ้าโกนาคม ประทับที่หน้าผาก พระพุทธเจ้ากัสสะปะ ประทับที่ดวงตาทั้งสองข้าง พระพุทธเจ้าโคคม ประทับที่ใบหูทั้งสองข้าง พระพุทธเจ้าศรีอริยะเมตไตร ประทับที่ลิ้น ทำให้เป็นสง่าราศี เป็นเมตตามหานิยม ใช้ก่อนการเสกคาถาบทอื่นๆช่วยให้เกิดความขลังยิ่งขึ้น ภาวนา 5 จบ
คาถาโชคลาภ ค้าขาย
โอม อิติ สุวรรณังวา รัชตังวา มณีวา วัตถังวา บุพพะผลละ เอหิ คัจฉันติ

ใช้เสกน้ำประพรมสินค้าช่วยให้สินค้าขายดี ซื้อง่ายขายคล่อง ใช้เสกน้ำรดต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผลต่างๆ ช่วยให้เจริญงอกงามออกดอก ออกผลดี
คาถามงคล9ประการคุ้มภัย

อะสังอะ สุวิสังอะ โลสุวิสังอะ ภะพุสะปุโล สุวิสังอะ อะสังวิสุโล ปุสะพุภุพะ

สวดภาวนา 9 จบทุกเช้าค่ำ เป็นสิริมงคลดีมากอธิษฐานให้เจริญรุ่งเรืองได้

คาถาหัวใจราชสีห์

นะราชสีห์ ตะมัตถัง ปะกาเสนโต ตัวกูนี้หรือคือพญาราชสิงโห โธสุอะกันตัง

ใช้เสกภาวนาเป็นมหาอำนาจ เป็นที่เกรงขามแก่คนทั้งปวง ถ้าก้างปลาติดคอให้เสกข้าว 1 ก้อน กินทำให้กางปลาหลุดออกได้ เพียงแต่ตอนเสกข้าวนั้นให้เปลี่ยนคำว่า ตัวกูนี้หรือคือพญาราชสิงโห เป็น ตัวเจ้านี้หรือคือพญาราชสิงโห

นี่เป็นเคล็ดวิธีใช้ใน ตำรับพุทธสโร ของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ ทดลองใช้มาแล้วได้ผลจริงๆ ก้างปลาหลุดออกได้จริงๆ

คาถามหาอุด

วิเวเสนาสะนัง อุทธังอัทโธ นะโมพุทธายะ พุทธังสูญเพลิง ธัมมังสูญเพลิง สังฆังสูญเพลิง พุทธังอุด ธัมมังอุด สังฆังอุด พุทธังอัด ธัมมังอัด สังฆังอัด พุทธังปิด ธัมมังปิด สังฆังปิด พระเจ้าแผลงฤทธิ์ปิดด้วย มะอะอุ

ใช้ภาวนาก่อนออกจากบ้านไปในทิศทางใดๆ ก้าวเท้าขวาออกจากบ้านเอานิ้วหัวแม่ตีนขวาจิกกดพื้นเอาไว้ ทำจิตนิ่งอธิษฐานว่า เมอะมะอุ แม่ธรณีเอ่ยโปรดขึ้นมาเถิด มาช่วยลูกปราบศัตรูด้วย อุทธัง อัดโธ นะโมพุทธายะ
คาถาเสกนํ้าล้างหน้าในตอนเช้า

พระพุทธังล้างหน้า พระธัมมังล้างทุกข์ พระสังฆังเพิ่มสุข สวัสดีมีชัย อิติปิโสภะคะวา มนุษย์ในโลกหล้าเห็นหน้ารักกู สาธุ อิติพุทโธ เอหิสุคะโต มหาเสน่ห์เมตตา สวัสดีลาโภ นะชาลีติ

คาถาเกราะเพชรพระพุทธเจ้า

อิติปิโสภะคะวา มือข้าพเจ้าสิบนิ้วประนมขึ้นหว่างคิ้ว ขอถวายต่างธูปเทียนทอง จักขุของข้าพเจ้าทั้งสองอันแวววาว ขอถวายต่างประทีปแก้วดอกประทุมชาติ บูชาบาทพระพุทธเจ้าอันงามยิ่งนัก เป็นวงกงจักรร้อยแปดประการ พระเจ้าเสด็จไปแล้วพระทูลกระหม่อมแก้วเข้าสู่พระนิพพาน พระองค์ทรงญาณเห็นทั่วแดนไกล พระเจ้าบัญญัติให้ภาวนาให้ว่า มะอะทุกขัง อุอนิจจัง อะอนัตตา สังโฆ สังฆังตั้งใจภาวนา ศัตรูมีมาแก้ไขได้ทุกประการ เดชะพระจตุพรหมวิหารตั้งมั่นในอุเบกขา โปรดสัตว์ทั่วทิศทรงฤทธิ์แกล้วกล้า ทรงพระกรุณาหายเข็ญ พระเล็งเห็นทั่วทุกตัวสัตว์ พุทโธกําจัด ธัมโมกําจาย สังโฆสูญหายไปในบัดนี้ เป็นมารไพรีอย่าเข้ามาปน คนร้ายอกุศลถอยไปให้พ้น สารพัดศัตรูวินาศสันติ หนึ่งพิศมัยพระอาทิตย์ทั้งหก เป็นที่ชุมนุมคุ้มเสนียดและ*** พระจันทร์สิบห้าเข้ามารักษาภายใน พระอังคารแปดองค์ทรงศีลมาให้ พระพุทธสิบเจ็ดเสด็จมารักษาตัวข้าพเจ้า พระพฤหัสสิบเก้าเข้ามาสิงสู่เป็นครูทุกสิ่ง พระเสาร์ดีจริงกําลังสิบทัศน์มาช่วยกําจัดมหาอุบาทว์ พระยายมราชร้ายกาจหนักหนา ศัตรูมีมามวดม้วยบรรลัย ศัตรูที่ไหนให้บรรลัยที่นั่น พระราหูสิบสองมาช่วยป้องกัน พระศุกร์ยี่สิบเอ็ดเทวัญช่วยรักษา พระกาฬตัวกล้ามาช่วยผลาญศัตรู ทั่วทั้งชมภูอย่าให้มีอันตราย ชัยยะ ชัยยะ ข้าพเจ้าขอระลึกถึงคุณพระบารมี ทรงแสงรัศมีเลื่อมๆพรายๆ ทรงแสงพระสุริยะฉายทั่วท้องธรณี ได้สวดได้เรียน ได้เขียนบาลี โภยภัยอย่ามีกําจัดพลัดพราย พระธรรมแปดหมื่นชื่นอกชื่นใจ พระธรรมเป็นมิตรผูกจิตพิศมัย คุณมนต์คุณดลทนอยู่ไม่ได้ ศัตรูภายนอกเร่งถอยออกไป ศัตรูภายในบรรลัยสิ้นสุด เดชะพระพุทธมาอยู่ตรงหน้า พระธรรมมาอยู่ตรงหลัง พระสังฆังรักษา พระอิศวรเจ้าฟ้ามาแต่สวรรค์ มาช่วยกันรักษาตัวข้าพเจ้า ส่วนพระอินทร์พระนารายณ์อยู่เบื้องซ้ายขวา พระพรหมเสด็จมาให้พรทุกวัน เทวดาอยู่เมืองสวรรค์มาช่วยกันรักษาตัวข้าพเจ้า พระกาฬตัวกล้ามาช่วยผลาญศัตรู ทั่วทั้งชมภูอย่าให้มีอันตราย พุทธังคลาดแคล้ว พระแก้วเสด็จนําไป ธัมมังแคล้วคลาดกันอุบาทว์และ*** สังฆังว่าสงฆ์ติดเป็นธงชัย ข้าพเจ้าจะอยู่แห่งใด ไปแห่งใด จงช่วยคุ้มครองรักษา กว่าตัวข้าพเจ้าจะถึงซึ่งนิพพาน ในอนาคตกาลเบื้องหน้า พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา อะหังวันทามิทูระโต อะหังวันทามิธาตุโย อะหังวันทามิสัพพะโส นะโมพุทธายะ

ขอขอบคุณที่มาจาก​หนังสือ​ ​กิตติคุณหลวงพ่อเดิม

         ธนิต​ ​อยู่​โพธิ์​ ​เรียบเรียง

ประวัติ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา

หลวงพ่อจง  พุทธัสสโร เทพเจ้าแห่งคาามเมตตา วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา

         หลวงพ่อจง  พุทธัสสโร  เป็นครูบาอาจารย์รุ่นเก่าที่ได้ล่วงลับดับสังขารไปแล้ว  ตามวิสัยแห่งชีวิตมวลสัตว์โลกทั้งหลายที่มีเกิดแล้วต้องมีแก่ เจ็บ และตายไปในท้ายที่สุด แต่ทว่าในช่วงชีวตของพระคุณท่าน  ได้สร้างสมความดีทั้งโดยฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมไว้เป็นอเนกอนันต์ เป็นที่เล่าขานบอกกล่าวกันมาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น  แม้ว่าท่านจะล่วงลับดับขันธ์ไปนานนับเป็นสิบ ๆ ปี ก็ตาม ตรงกันข้ามสภาวะแห่งความเจริญของสังคมยุคปัจจุบันที่มุ่งเน้นในวิทยาการสมัยใหม่  เป็นสังคมวัตถุนิยม  บูชาในคุณค่าของวัตถุเหนือสภาพจิตใจ  เป็นเหตุให้พลโลกทั้งหลายล้วนมีจิตใจที่เสื่อมทราบ  มีความเห็นแก่ตัวตนของตนมากยิ่งขึ้น  จนถึงกับมองข้ามหลักศีลธรรมจรรยาว่าเป็นสิ่งไร้ค่าหาสาระไม่มี ด้วยความเป็นไปในสังคมยุคใหม่ที่ว่านั้น  จึงทำให้ผู้มีปัญญาหวนกลับมามองเห็นถึงคุณค่าแห่งศีลธรรม  ซึ่งเหตุนั้น เรื่องราวของครูบาอาจารย์ที่อุดมด้วยความดีงาม จึงโดดเด่นเป็นที่สนใจใคร่รู้ เป็นแบบอย่างอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตความเป็นมาของหลวงพ่อจง  พุทธัสสโร นี้ก็เช่นกัน  นับเป็นเนติแบบอย่างแก่ผู้ใฝ่ดีทั้งหลายได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะผู้อยู่ในเพศบรรพชิตด้วยแล้ว  หากได้อ่านได้ศึกษาอย่างถี่ถ้วนแล้ว  ย่อมจะรู้ได้ว่า  ผู้เป็นพระนั้นควรจะเป็นอยู่อย่างไร และ……เป็นพระแท้แล้วหรือยัง

ประวัติ

         หลวงพ่อจง  พุทธัสสโร  ท่านมีนามเดิมว่า “จง”  กำเนิดมาในตระกูลชาวนาในท้องที่ตำบลหน้าไม้  อำเภอบางไทร  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เรียกว่าเป็นเชื้อสายแห่งคนดีศรีอยุธยาอีกคนหนึ่ง  ที่ทั่วสรรพางค์กายล้วนเต็มเปี่ยมด้วยเลือดนักสู้  สมชาติชายไทย  บิดาท่านมีนามว่า นายยอด  มารดานามว่า  นางขลิบ  ซึ่งท่านทั้งสองมีบุตร-ธิดาด้วยกันทั้งสิ้น 3 คน คือ

         1. เด็กชายจง  ต่อมาคือ  หลวงพ่อจง  พุทธัสสโร  เป็นบุตรคนโต
         2. เด็กชายนิล  เป็นคนรอง  ต่อมาคือพระอธิการนิล  เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างใน
         3.  เด็กหญิงปลิก  เป็นน้องคนเล็ก และเป็นผู้หญิงคนเดียว
 
         สำหรับวันเดือนปีเกิดหรือวันถือกำเนิดของหลวงพ่อจง  พุทธัสสโร นั้น เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ล่วงเลยผ่านพ้นมานาน  อีกทั้งการบันทึกก็มิได้มีหลักฐานที่เด่นชัด  เป็นแต่ระบุไว้พอรู้ความว่า  ได้กำเนิดในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี  ณ  วันพฤหัสบดี เดือน 4 ปีวอก  อันเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ ที่ตรงกับวันที่ 6 เดือนมีนาคม พ.ศ.2415  และด้วยเวลานั้นยังไม่มีการใช้ชื่อสกุล  จึงไม่มีการระบุชื่อนามสกุลเดิมของท่านไว้

วัยเยาว์

         
         เด็กชายจง  บุตรชายคนโตของคุณพ่อยอด  คุณแม่ขลิบ  เมื่อกำเนิดลืมตาดูโลกแล้ว  ได้รับการเลี้ยงดูตามฐานะแห่งตระกูล  เช่นลูกหลานชาวท้องทุ่งท้องนาทั้งหลาย  มิได้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีลักษณะพิเศษเกินกว่าเด็กชาวนาคนอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย หรือแม้แต่อากัปกริยาที่จะแสดงอาการส่อแววว่า  ในโอกาสต่อมาเมื่อเติบใหญ่แล้ว  ชีวิตจะต้องก้าวเข้ามาสู่ฐานะภิกษุสงฆ์  อันเป็นที่เคารพบูชาของมวลชนทั้งหลาย  ดังที่ปรากฎเป็นเกียรติคุณเป็นที่ล่ำลือกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

         แต่ทว่าชีวิตในวัยเยาว์ของหลวงพ่อจง หรือเด็กชายจงในเวลานั้น  กลับปกปิดความเป็นคนเหนือคนสามัญทั้งหลายไว้อย่างมิดชิดแนบแน่น  ด้วยการอยู่ในฐานะเช่นผู้อาภัพอับโชค  อุดมไปด้วยทุกขโรคามากกว่าชีวิตที่เป็นสุข มีความร่าเริงเบิกบานตามวิสัยเด็กทั้งหลายโดยทั่วไป ด้วยการที่เด็กชายจง  ถูกโรคาพยาธิเบียดเบียนมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย  จึงทำให้รูปร่างหน้าตาในสมัยเป็นเด็กค่อนข้างจะผอมโซ  หน้าตาซีดเซียว  ร่างกายไม่แข็งแรงดังเช่นลูกชาวนาทั้งหลาย  ซ้ำยังมีอุปนิสัยค่อนข้างจะขี้อาย เซื่องซึม ขาดความกระตือรือร้น ชอบเก็บตัวอยู่ตามลำพัง  ลักษณะดังเป็นเช่นเด็กทุพพลภาพ ที่ร้ายไปกว่านั้น  เด็กชายจงยังถูกเคราะห์กรรมซ้ำเติมให้มีอาการหูอื้อจนเกือบหนวก  รับฟังเสียงอะไรต่างไม่ถนัดชัดเจน  นัยน์ตามืดมัว ฝ้าฟาง มองอะไรไม่ชัดเจน ทำให้อากัปกริยาการเคลื่อนไหวไปมาพลอยเชื่อช้าแบบเก้ ๆ กัง ๆไปด้วย และเป็นคนพูดน้อย  ชนิดถามคำก็ตอบคำ  หรือไม่ยอมพูดเอาเสียเลยก็มี  เหล่านี้คือบุคคลิกภาพในสมัยเยาว์วัยของเด็กชายจง

เป็นเช่นยามเฝ้าบ้าน

         จากบุคคลิกภาพดังกล่าวมาของเด็กชายจง  ผสมกับสุขภาพที่ไม่สู้จะสมบูรณ์นัก  วัยเยาว์อันควรเป็นวัยที่แจ่มใสสดชื่น จึงเต็มไปด้วยความออดแอดขี้โรค ยิ่งเติบโตจากอายุ 8 ขวบ ไปแล้ว  อาการต่าง ๆ เหล่านั้นก็ยิ่งแสดงทีท่าว่าจะกำเริบหนัก  เลยทำท่าว่าจะไปไหนมาไหนโดยลำพังไม่ได้เสียเลย เขาว่าคืนนี้มีลิเกสนุกอยากจะไปดู ก็ต้องให้ญาติพี่น้องจูงไม้จูงมือไต่เต้าตามหัวคันนา  บุกน้ำท่องโคลน เดินเดาสุ่มตามหลังคนอื่นไป พอไปถึงแล้วถึงเวลาลิเกเล่น มองเห็นตัวลิเกมั่งไม่เห็นมั่งไปตามเรื่อง  เพราะสายตาไม่ดี  และมักจะหลบฝูงชนออกไปซุ่มดูอยู่ห่าง ๆ ตามโคนต้นไม้ห่างจากผู้คนอื่น ๆ ไม่นิยมการไปรวมกลุ่มอยู่กับใคร ๆ

         การไปดูลิเกของเด็กชายจง  จะว่าเป็นการหาความบันเทิงจากการฟังเสียง ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็เพราะนอกจากตาไม่แจ่มใสแล้ว หูก็ยังไม่สามารถฟังเสียงอะไรได้ถนัดอีกด้วย  เสียงกลอง เสียงปี่ พิณพาทย์ เครื่องเสียงประกอบการแสดงของลิเก ถึงฟังได้ก็ไม่ตลอด แบบได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง  เอาเรื่องเอาราวอะไรไม่ได้ สรุปแล้ว การไปดูลิเกของเด็กชายจงจึงมีค่าเท่ากัน  จะไปหรือไม่ไปดูก็ไม่มีอะไรต่างกัน  ฉะนั้น เมื่อมีผู้ถามว่า  “ไง…ไปดูลิเกสนุกไหม”  คำตอบก็คือ หัวเราะ  หึ หึ ครั้นถูกถามว่าลิเกเล่นเรื่องอะไร คำตอบก็เช่นกันคือเพียงหัวเราะ หึ หึ  มีเหมือนกันเมื่อถูกรุกถามหนัก ๆ เข้าจึงตอบเป็นคำพูดสักคำว่า“อือม์…สนุก”และนั่นก็เป็นคำตอบที่ยาวที่สุด นาน ๆ ครั้งจึงจะมีผู้ได้ยินคำตอบอย่างนี้สักครั้งหนึ่ง  แต่จะมีเฉพาะกรณีถูกรุมเร้าหรือถูกรุมหนักเท่านั้น

         ดังนั้นต่อ ๆ มา ลิกงลิเกหรืองานวัดอะไรต่างก็ไม่มีโอกาสได้ดูกับใครอื่นเขา เพราะคนที่จะพาจูงไปคร้านที่จะเอาธุระ  ซึ่งจะเพิ่มภาระให้เกิดแก่ตนเอง ในที่สุดเด็กชายจงจึงได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่ให้เป็นพิเศษ คือเป็นยามเฝ้าบ้าน  ใครเขาจะไปไหนมาไหนก็ตามแต่  เด็กชายจงเป็นได้เฝ้าบ้านทุกครั้ง  แต่ก็มีอยู่ประการหนึ่งที่เด็กชายจงไม่ยินยอมเป็นยามเฝ้าบ้านให้เป็นเด็ดขาด  คือในเวลาที่มีการทำบุญตักบาตร  การไปวัดในวันธรรมสวนะ  เด็กชายจงเป็นต้องรบเร้าขอร้องให้พ่อแม่ ญาติพี่น้อง พาตนไปด้วยให้จงได้  ซึ่งถ้าถูกปฏิเสธห้ามปราม  เขาจะคร่ำครวญร่ำไห้แสดงความทุกข์ออกมาให้เห็นอย่างน่าสงสาร จึงเป็นอันว่า เด็กชายจงจะได้ออกนอกบ้านก็เฉพาะแต่การไปทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม ตามโอกาสงานบุญเท่านั้น

เข้าวัด….อยู่วัด

 
         ชีวิตของหลวงพ่อจง  พุทธัสสโรในวัยเด็กไม่มีสิ่งใดผันแปร คงเป็นไปอยู่เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ราบเรียบดังเช่นน้ำในอ่างดังเช่นที่กล่าวมาแต่ต้น  จนกระทั่งอายุได้  12  ปี ความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น  คือทางพ่อแม่มีความเห็นถึงอุปนิสัยของเด็กชายจง  บุตรชายคนโตตรงกันว่า  เป็นผู้มีความชอบวัด ติดวัด รักชอบในอันที่จะไปวัดมากกว่าที่เที่ยวเตร่หาความสนุกในที่ใด ๆ ทั้งหมด

         ดังนั้น  ท่านจึงสรุปความตรงกันว่า  เมื่อเด็กชายจงชอบวัด ต้องการจะไปวัดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  แทนที่ตนหรือคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องลำบากจูงมือนำพาลัดเลาะคันนา ถึงแม้จะไม่ห่างไกลเท่าใดนักก็ตามเถิด  แต่เมื่อต้องทำอยู่ทุกบ่อย ก็ให้เกิดความคิดว่าน่าที่จะให้ไปอยู่วัดเสียเลย คิดเห็นตรงกันดังนั้นแล้ว  จึงได้เผยความคิดเห็นดังกล่าวให้เจ้าตัว  คือเด็กชายจงได้รับรู้ด้วย  แทนที่จะคิดเสียใจน้อยใจในทำนองที่ว่า พ่อแม่จะตัดหางปล่อยวัดหรือเลยเถิดไปถึงว่าพ่อแม่สิ้นรักสิ้นเมตตาตนแล้ว  กลับเป็นความปลื้มปิติใจเป็นอย่างยิ่ง  เพราะวัดเป็นที่ร่มเย็น เป็นที่ปรารถนาของตนอยู่แล้ว  เด็กชายจงจึงรับคำพ่อแม่อย่างเต็มอกเต็มใจไม่มีอิดออด เวลาต่อมา เด็กชายจงจึงได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดหน้าต่างใน  อันเป็นวัดใกล้บ้าน ที่เด็กชายจงเคยไปมาหาสู่อยู่เสมอนั่นเอง  และนับเป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง  ตั้งแต่ได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว  โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมทั้งโรคหูอื้อ ตาฝ้าฟาง ที่เป็นเรื้อรังมานานปีกลับหายไปจนหมดสิ้น สามเณรจงกลับมีสุขภาพสมบูรณ์พลานามัยดีมาก  เป็นสุขอยู่ในเพศพรหมจรรย์  ดุจเป็นนิมิตให้ทราบว่า  ท่านจะต้องครองเพศมีชีวิตอยู่ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ไปตลอดชีวิต  สมดังพุทธอุทานที่ว่า….สาธุ โข ปพพฺชชา…การบรรพชายังประโยชน์ให้สำเร็จ

ดังนั้น  เมื่ออายุครบอุปสมบทในปี พ.ศ.2435  โยมบิดามารดาจึงจัดพิธีอุปสมบทให้ได้เป็นพระภิกษุต่อไป  ณ พัทธสีมาวัดหน้าต่างในที่พำนักอยู่ โดยมี พระอุปัชฌาย์สุ่น (หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ)  เจ้าอาวาสวัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อินทร์  เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอก  เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารโพธิ์  เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างใน  เป็นพระอนุสาวนาจารย์

         จากพิธีอุปสมบทในครั้งนั้น  พระภิกษุจงได้รับสมญานามตามเพศภาวะว่า “พุทธัสสโรภิกขุ”  และพำนักเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย  ตลอดจนวิชาการต่าง ๆ ที่พระภิกษุพึงจะต้องเรียนรู้เท่าที่มีอยู่ในสมัยนั้น ณ วัดหน้าต่างในนั่นเอง

เรียนวิชาอาคม

         ชีวิตของหลวงพ่อจง  หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้ว  ได้ปรากฎเหตุอันน่าแปลกมหัศจรรย์เด่นชัดขึ้น  เพราะนอกจากจะหายป่วยหายไข้แล้ว  เมื่อได้มาศึกษาหาความรู้ในด้านธรรมะ คือได้ศึกษาพระปริยัติธรรมและธรรมสิกขา  พร้อมทั้งฝึกฝนในด้านการเขียนอ่านอักษรทั้งไทยและขอมจากท่านพระอาจารโพธิ์  เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างใน  ซึ่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์

         พระภิกษุจงได้แสดงออกถึงความในอัจฉริยะ  ด้วยการเรียนรู้จดจำสิ่งที่ได้รับถ่ายทอดมาอย่างแม่นยำและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง  จนใคร ๆ ทั้งหลายที่รู้พื้นความเป็นมาต่างพากันอดแปลกใจสงสัยเสียมิได้ว่า “เอ๊ะ..ทำไมภิกษุจงจึงมิยักงมโข่งหรืออุ้ยอ้ายอับปัญญา  เหมือนกับบุคลิกที่อ่อนแออมโรค  ที่ส่อแสดงว่าน่าจะเป็นไปในทางทึบหรืออับ เรียนรู้จดจำอะไรไม่แม่นยำ” และยิ่งเพิ่มความแปลกมหัศจรรย์แปลกไกลไปกว่านั้น  ภายหลังจากที่ได้กระจ่างแจ้งในพระธรรมและภาษาหนังสือพอสมควรแล้ว  พระอาจารย์โพธิ์ที่เล็งเห็นแววว่าน่าจะเป็นไปได้ของพระภิกษุจง  ได้ให้การถ่ายทอดวิชาในด้านเวทวิทยาคมที่ท่านเชี่ยวชาญจนเป็นที่เลื่องลือ  ถือกันว่า พระอาจารย์โพธิ์คือยอดแห่งผู้ทรงเวทในสมัยนั้นให้กับพระภิกษุจงด้วย

         ผลก็ปรากฎว่า  พระภิกษุจงสามารถน้อมรับวิชาไว้ได้ทุกกระบวนมนต์ สำเร็จแตกฉานชนิดสิ้นภูมิผู้เป็นอาจารย์กันเลยทีเดียว  และด้วยการได้รับถ่ายทอดวิชาให้ชนิดไม่มีการปิดบังซ่อนเร้นภูมิรู้ใดไว้ของพระอาจารโพธิ์  จึงทำให้พระภิกษุจงได้ก้าวเข้ามาทำหน้าที่เป็นที่รวมใจ  ที่พึ่งพิงของญาติโยมแทนผู้เป็นอาจารย์ในเวลาต่อมา

 

ฝึกกรรมฐาน

       

         การแสวงหาความรู้ของพระภิกษุจง  มิได้หยุดยั้งอยู่แต่เพียงภายในวัดหน้าต่างในที่พักอาศัยเท่านั้น  เมื่อเจนจบในภูมิความรู้ของพระอาจารย์โพธิ์ผู้เป็นอาจารย์แล้ว  ท่านยังคงเสาะแสวงหาที่เรียนต่อไปอีก  ได้รู้ได้ทราบข่าวว่าที่หนึ่งที่ใด สำนักไหนมีครูบาอาจารย์ที่ทรงภูมืความรู้  จะเป็นวิชาแขนงใดก็ดี หากเห็นว่าไม่ขัดฝืนต่อธรรมวินัย เป็นวิชาที่เอื้อต่อการพัฒนาจิตใจของตน  พระภิกษุจงเป็นไม่ลดละที่จะหาทางไปฝากตนเป็นศิษย์เรียนวิชาด้วย หนทางที่ไกลแสนไกล ระหว่างทางล้วนมีแต่ความยากลำบากต้องฝ่าฟันในอุปสรรคและเสี่ยงต่อภยันตรายนานาสารพัดอย่าง  มิใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งเปลี่ยนวิถีความตั้งใจในการเรียนรู้หาวิชาของภิกษุจงได้  สองเท้าท่านคงย่ำไปจนถึงทุกสำนัก แล้วก็กลับคืนมาพร้อมความสำเร็จทุกแขนงวิชาแห่งสำนักนั้น ๆ ทุกครั้งคราวไป อย่างเช่นการไปเรียนวิชาฝ่ายกรรมฐาน กับพระอาจารย์หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง  เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า  ท่านเป็นพระมหาเถระฝ่ายอรัญวาสีผู้ยิ่งใหญ่ที่แตกฉานในสมถะวิปัสสนากรรมฐานท่านหนึ่งในยุคสมัยนั้น

         พระภิกษุจงได้ไปฝากตัวหมั่นศึกษาพากเพียรเรียนวิชาด้วยอิทธิบาทที่แก่กล้าเป็นเวลาช้านาน  จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับในภูมิธรรมจากผู้เป็นอาจารย์  จึงได้เดินทางกลับสู่วัดหน้าต่างใน

เป็นเจ้าอาวาส

 
         ในขณะที่พระภิกษุจง ยังคงพำนักอยู่กับผู้เป็นอาจารย์ คือท่านพระอาจารย์โพธิ์ ที่วัดหน้าต่างใน  ซึ่งมีบ้านเป็นครั้งเป็นคราวที่ท่านขออนุญาตจากผู้เป็นพระอาจารย์ ไปเรียนวิชายังสำนักอื่น แต่เมื่อเจนจบหลักสูตร เป็นต้องกลับคืนสู่วัดหน้าต่างในต้นสังกัด ทุกครั้งไป แม้ว่าเวลานั้น ท่นจะยังคงอยู่ในฐานะพระลูกวัดศิษย์เจ้าอาวาสท่านพระอาจารย์โพธิ์  แต่ชีวิตแห่งการบวชเข้ามาอยู่ในเพศบรรพชิตของพระภิกษุจงก็นับได้ว่า เป็นชีวิตที่ได้รับความสำเร็จผลสมความตั้งใจ  เป็นผู้รู้พระปริยัติธรรมตามฐานานุรูป  และการปฏิบัติกรรมฐานทำความเข้าใจในพระธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อใช้ปฏิบัติจิตให้บังเกิดความสงบสุขและบรรลุเข้าสู่วิถีแห่งความพ้นทุกข์  ตลอดจนเป็นผู้รอบรู้เจนจบในทางเวทย์วิทยาคม  ซึ่งมีพระอาจารย์โพธิ์เป็นปฐมพระอาจารย์ประสาทวิชาให้

         วิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา  นอกจากจะยังประโยชน์ให้บังเกิดเป็นความสุขสงบเย็นเฉพาะตนแล้ว  ยังสามารถใช้เป็นเครื่องกล่อมเกลาบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้อื่นตามควรแก่ฐานานุรูป  ตามด้วยความเหมาะควรแก่กาละเทศะต่อปวงชนทั้งหลาย ทั้งทางกายและทางใจด้วย

         ด้วยภูมิธรรมความรู้ อันเกิดจากความวิริยะพากเพียรที่หนุนเนื่องด้วยบุญบารมีเดิม  จึงทำให้ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของญาติโยมปวงชนทั้งหลาย  ซึ่งนับวันก็แต่จะมีจิตศรัทธาเลื่อมใสมากยิ่ง ๆ ขึ้น  ฉะนั้น ต่อมาเมื่อหลวงพ่ออินทร์สิ้นบุญในอันที่จะครองเพศเป็นภิกษุ  ทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอกได้ต่อไป  ทำให้หน้าที่การดูแลวัดปกครองสงฆ์ของวัดหน้าต่างนอกว่างลง  ซึ่งจำต้องรีบหาและแต่งตั้งเป็นการด่วน
 
         ในความคิดความเห็นของบรรดาศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย  ต่างเห็นพ้องต้องกันอย่างไม่มีการนัดแนะมาก่อนว่า  พระภิกษุจง  พุทธัสสโร ศิษย์ของท่านพระอาจารย์โพธิ์ วัดหน้าต่างใน  เพราะสมกว่าใครอื่นทั้งหมด ด้วยความเห็นนั้น  จึงได้ชักชวนกันไปหาท่านพระอาจารย์โพธิ์เพื่อขอพระภิกษุจงให้มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสที่วัดหน้าต่างนอก  แทนท่านพระอาจารย์อินทร์  พระอาจารโพธิ์ได้รับรู้แล้ว พิจารณาเห็นถึงความเหมาะสมหลาย ๆ ประการ  เริ่มแต่ความศรัทธาของญาติโยมชาวบ้าน  ความเหมาะสมของผู้เป็นศิษย์  จึงเห็นควรตามที่ญาติโยมเขามาขอ เมื่อศรัทธาเรียกร้อง  พระอาจารย์เห็นชอบ  พระภิกษุจงจึงมาทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอกนับแต่นั้นมา

อยู่อย่างพระ

 
         พระภิกษุจง  พุทธัสสโร  เมื่อมารับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอกแล้ว  ก็ถูกขนานนามเป็น “หลวงพ่อจง”  ซึ่งเป็นการเรียกขานด้วยความเคารพเทิดทูน  ซึ่งเมื่อได้รับความเคารพบูชาเช่นนั้น  หลวงพ่อจงท่านก็ยิ่งพยายามปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในศีลธรรมวินัย  เจริญวัตรตามฐานะที่ผู้อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพบูชาพึงจะกระทำตามสิกขาบท เฉพาะที่เกี่ยวกับชาวบ้านท่านได้สำแดงจิตอัธยาศัย  แผ่ไมตรีโอบอ้อมอารีต่อทุกบุคคลไม่เลือกหน้าว่าเป็นใคร  จะยากดีมีจนอย่างไร  หรือแม้แต่เป็นคนถ่อยชั่วจนชื่อว่าเป็นพาลชนจะเข้าหารือขอร้องให้ช่วยงานช่วยกิจธุระหรือช่วยทุกข์ หรือนิมนต์ให้ไปโปรดที่ไหน ไม่ว่าหนทางใกล้ไกลอย่างไร  ท่านเป็นยอมรับยินดีกระทำธุระปลดเปลื้องบำเพ็ญกรณีให้ผู้มาขอได้รับความสุขตามปรารถนาอยู่เสมอ  ทำตามกำลังปัญญาของท่านโดยควรแก่ฐานานุรูปและกาลเทศะด้วยความเต็มใจอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

         อากัปกิริยาของหลวงพ่อจงที่ปรากฎให้ทุกคนเห็น จะไม่มีการอำอึ้งขึ้งโกรธ แสดงความไม่ชอบใจ ไม่พอใจ หรือแม้การตั้งแง่อิดออดแต่อย่างใดเลย  ทุกคนที่ไปพบไปหาจะสัมผัสกับความเมตตา ความยิ้มแย้มยินดีทุกครั้ง

         หลวงพ่อจง มองคนทุกชั้นว่าเหมือนกัน  และเท่าเทียมกันโดยสภาพแห่งมนุษย์ ไม่มีชั้นวรรณะ  ท่านต้อนรับปราศรัยด้วยจิตใจวาจาและเครื่องต้อนรับอย่างเดียวกัน ไม่มีการตั้งเก้าอี้ หรือลาดพรมปูเสื่อเพื่อท่านผู้นั้น ชั้นนั้นชั้นนี้ กุฏิหลวงพ่อจงเปิดอ้าไว้ต้อนรับทุกคนตลอดเวลา  หลายคนเคยปรารภว่า  มานมัสการหลวงพ่อจงแล้วน่าเลื่อมใสจริง ๆ  ท่านเป็นพระแท้ไม่มียศ ไม่มีเกียรติ ไม่ติดอามิสใด ๆ เลย แม้กระทั่งน้ำชา
 
         หลวงพ่อเป็นบรรพชิตที่เหมาะสมแก่คนทุกชั้น  ไม่มีคำว่า “ขนาดเราไปหาท่านแล้วเข้าไม่ถึง”  โดยเด็ดขาด  ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อจงท่านทรงคุณธรรมอันสำคัญอยู่สามประการ คือ
 
         1.  เมตตากรุณา  หลวงพ่อจงไม่เพียงแต่สอนให้ผู้อื่นมีเมตตากรุณาต่อกันเท่านั้น  แต่ตัวของหลวงพ่อเองก็มีเมตตากรุณาประจำใจด้วยอย่างสมบูรณ์  ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคน  ไม่เคยเห็นท่านแสดงท่าทางโกรธเคืองผู้ใด ไม่ว่าเวลาไหน  ใครมาหาท่านต้องการสิ่งใดท่านจะรีบทำให้ด้วยความเต็มใจและว่องไว  บางครั้งแขกมาหาเป็นเวลาที่ท่านจำวัดแล้ว  หลวงพ่อจงท่านยังรีบลุกจากที่จำวัดมาสงเคราะห์ให้จนสำเร็จประโยชน์
         
         2.  อธิวาสนขันติ หลวงพ่อจงท่านรับแขกตลอดเวลา  ทุกเมื่อเชื่อวัน อดทนต่อความเมื่อยล้า  ไม่เคยแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยให้เห็นเลย
 
         3.  ปริจจาคะ  หลวงพ่อจงท่านบริจาคทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใด ใครขออะไรแม้กระทั่งย่ามที่ท่านถืออยู่  ท่านยินดีมอบให้ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส คุณธรรมสามประการนี้  เป็นวิหารธรรมที่หลวงพ่อจงท่านสร้างสมอยู่ชั่วชีวิตท่าน

เป็นพระทองคำ

 
         หลวงพ่อจง เป็นพระเถราจารย์ที่มีวิทยาคมแก่กล้า ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจาก หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อำเภอบางบาล และหลวงพ่อปั้น วัดพิกุล อยุธยา พระอาจารย์ทั้งสองท่านนี้  ก็เป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เช่นกัน หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก เป็นสหายธรรมสนิทสนมกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เป็นอันมาก  เนื่องจากมีพระอุปัชฌาย์องค์เดียวกัน  นัยว่าสองหลวงพ่อนี้เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน  จึงมีความสนิทสนมและต่างฝ่ายต่างเคารพนับถือธรรมปฏิบัติของกันและกันมากเป็นพิเศษ

         หลวงพ่อปาน มีสังฆกิจอย่างไร  ต้องนิมนต์หลวงพ่อจงไปในพิธีเสมอ  หลวงพ่อจงมีสังฆกิจเช่นไรก็จะต้องนิมนต์หลวงพ่อปานไปร่วมพิธีทุกครั้ง  หลวงพ่อปาน ท่านมักพูดแก่ศิษย์ของท่านเองว่า  พระอย่างหลวงพ่อจงนั้น เป็นทองคำทั้งองค์  พระขนาดนี้อย่า ไปขออะไรท่านนะ   จะเป็นบาปหนัก  เพราะแม้เทพยดาชั้นสูง ๆ ยังต้องขอเป็นโยมอุปัฎฐากเลย

         ด้วยเหตุนี้  ลูกศิษย์ของหลวงพ่อปานจึงเคารพนับถือหลวงพ่อจงมาก  และท่านยังสั่งว่า  “ถ้าฉันไม่อยู่ติดขัดเรื่องธรรมะ ให้ไปถามท่านจงนะ  ท่านจงนี้น่ะ ท่านสอนเทวดามาแล้ว  ถ้าเธอไปเรียนกับท่านจงได้  ก็นับว่าเป็นบุญของเธอ”

ปฏิบัติเป็นกิจ

 
         กิจวัตรประจำวันอันสำคัญที่หลวงพ่อจงนิยมปฏิบัติอยู่เสมอ คือ การทำวัตรสวดมนต์ทุกเช้า  เวลาใกล้รุ่งระหว่างเวลา 04.00 น. ถึง 05.00 น. และเวลาเย็นประมาณ 18.00 น. (ถ้าไม่มีแขกมาหา)  หลวงพ่อจะต้องทำวัตรสวดมนต์เป็นประจำไม่ขาด  เว้นแต่อาพาธหรือติดกิจนิมนต์ไม่ได้อยู่วัดเท่านั้น

         หลังจากสวดมนต์จบแล้ว  หลวงพ่อจะเจริญกรรมฐาน อันเป็นธุระเอกของท่านอย่างสงบนิ่ง ประมาณวันละ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงเป็นอย่างช้า  ฉะนั้น ผู้ที่เคยมาหาหลวงพ่อและรู้เวลาของท่านแล้ว เขาจะไม่รบกวนท่าน  รอจนกว่าท่านจะทำกิจเสร็จเรียบร้อย  เพราะถ้าใครไปปรากฎตัวหรือด้อม ๆ มอง ๆ ให้ท่านเห็น  หลวงพ่อจะรีบกราบพระลุกจากที่มาทันที  ด้วยความที่ท่านมีเมตตาเป็นปุเรจาริก  ปรารถนาจะสงเคราะห์ผู้อื่นให้สำเร็จประโยชน์ที่เขาต้องการ

วิธีอบรมจิต

 
         หลวงพ่อจง  พุทธัสสโร  ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในการปฏิบัติกรรมฐานอันเป็นเครื่องชำระจิตให้หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองอยู่เสมอ  ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม ในขบวนการใช้อุบายแยบคายอบรมบ่มจิตให้ได้รับความสงบ  จนบังเกิดเป็นสมาธิและฌาน  กับอาการอบรมจนให้ดวงจิตบังเกิดปัญญาที่เรียกว่า  วิปัสสนากรรมฐาน ก็ดี  หลวงพ่อจงพอใจชอบใช้ฝึกจิตในแนวทางเรียกว่าอสุภะมากกว่าวิธีอื่น

         อสุภะ  ตามความหมายก็คือ  หมายความถึงสิ่งอันเป็นซากของวัตถุ หรือซากร่างปราศจากชีวิตอันไร้ความน่าดู  ปราศจากความสวยงาม  ตรงข้ามน่าพึงชังรังเกียจ น่าพึงเบื่อหน่าย  ขยะแขยงสะอิดสะเอียน  หลวงพ่อจงพอใจใช้วิธีการเพ่งอสุภะ เป็นแนวทางอบรมบ่มจิต  ก็เพราะได้คิดว่า  มันเป็นการช่วยให้ตนสามารถมองเห็นชัดด้วยตาและบังเกิดความรู้สึกในใจให้คิดสังเวชอย่างซาบซึ้งถึงความจริงในข้อที่ว่า  ตนและสรรพสัตว์  เมื่อต้องมีอันเป็นไปบังเกิดเป็นความตายแล้ว  ก็ต้องมีสภาพน่าอเนจอนาถ ไม่น่าดู ไม่น่ารัก  แต่น่าชัง น่ารังเกียจ ทุเรศอุจาดตา  ดังนี้ด้วยกันทั้งนั้น  และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น

         ซึ่งจากข้อคิดนี้  จะทำให้ดวงจิตแห้งแล้งหดหู่  ปราศจากความร่านยินดีในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ  ปราศจากความหลงงมงายคิดว่าร่างกายเป็นสิ่งสวยงาม  จะได้เป็นเครื่องบรรเทาอัสมิมานะ  คือความสำคัญผิดเพ้อเห็นไปว่า  ร่างกายนั้นหนอ  มันเป็นตัวตนของเขาของเราจริงแท้  ซึ่งความจริงมันมิใช่  ความจริงมันเป็นเพียง อัตตะ ปราศจากตัวตน  เป็นที่รวมอยู่ของธาตุทั้งห้า ชั่วครั้งคราวโดยสภาวะปรุงแต่งแวดล้อม  ครั้นถึงกาลเวลาก็แตกดับล่วงลับสลายไป ไม่เป็นเขาไม่เป็นเรา  ดังนั้นจึงไม่บังควรไปหลงคิดรัก หลงหวงแหน หลงป้อยอ หลงรับ ใช้หาของกินรสโอชะ  หรือหลงไหลกดขี่ขูดรีดคนโกงแย่งชิงสรรพสิ่งจากที่อื่นสิ่งอื่นไปบำรุงบำเรอมัน  เพราะอย่งไรในที่สุดก็ไม่พ้นเสียเปล่าและสูญสิ้นเปล่า  เหมือนชีวิตไม่เคยมีใครรักษามันไว้ได้

         หลวงพ่อจง ชอบเพ่งมองอสุภะ  คือรูปเน่าเปื่อยของศพที่มีผู้เอามามอบให้ และท่านเก็บไว้ในห้องที่จัดไว้พิเศษ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งซ่อนเร้นมิให้ประเจิดประเจ้อต่อความรู้เห็นของผู้อื่น ท่านจะใช้เวลายามปลอดและสงัดผู้คนเข้าห้องพิเศษ  พร้อมด้วยดวงเทียนหรุบหรู่  เข้าไปนั่งเฝ้าเพ่งมองดูรูปศพคนตาย  ไม่เลือกว่าจะเป็นศพขึ้นอืดจนเป็นน้ำเหลืองหยด  จะมีกลิ่นเหม็นหรือเป็นซากศพแห้งเ***่ยวย่น  หน้าตาน่าเกลียดเพียงใด  ท่านก็จะเฝ้าจ้องมองเพ่งดูอย่างจริงจัง  เพ่งมองให้เป็นภาพติดตาจนจำขึ้นใจว่า ศพนั้นท่าทางรูปร่างเป็นอย่งนี้  แห้งเ***่ยวเป็นรอยย่นผิดหน้าตามนุษย์ธรรมดายังงั้นยังงี้  หรือมีน้ำเหลืองหยดเพราะอาการเน่าเปื่อยตรงนั้นตรงนี้ พร้อมกันนั้น  ก็กระทำจิตให้บังเกิดอารมณ์สังเวชว่า รูปกายเกิด เกิดมาแล้วก็ต้องถึงวาระมีอันเป็นเบียดเบียนให้เจ็บป่วย  ถูกทำร้ายหรือบังเกิดอุบัติเหตุเป็นภัยอันตรายถึงตาย  ตายแล้วก็มีอาการน่าอเนจอนาถต่าง ๆ นานา  เป็นเช่นนี้เสมอไป ร่างกายหนอ…ชีวิตหนอ…ต่างล้วนเป็นภาพน่าอนาถ น่าสังเวช น่าชิงชัง น่าเบื่อด้วยกันทั้งนั้น เช่นนี้แล

         เกี่ยวกับการพิจารณาซากอสุภะของหลวงพ่อจงนี้เคยมีผู้สงสัยถามว่า  เมื่อทำดังนี้และปลงอารมณ์ได้ดังนี้แล้ว  จะบังเกิดประโยชน์อะไร หลวงพ่อจงให้คำตอบว่าได้ประโยชน์คือ  ทำให้ไม่หลงไหลรักตัวตนว่าเป็นตัวตนของเขาของเรา  มันเป็นแค่ชีวิตกายที่ก่อสารรูปขึ้นได้ด้วยสภาวะแวดล้อมของธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ เข้ารวมตัวกัน  ความคิดเห็นแก่ตนเองเอาเปรียบเบียดเบียนผู้อื่นจะหย่อนหายไปจากสันดานโลภโมโทสัน เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งขัดเกลาสันดานจิตใจให้ผ่องใสสะอาด

         หากมนุษย์อันเป็นตัวสมมุติของกายเกิด ไม่หลงนึกแยกประเภทของกายเกิดว่านั่นเป็นเขา นี่เป็นเรา  ดังนี้แล้ว  การอยู่ร่วมกันในสังคม บ้านเมือง ตลอดทั่วโลกก็จะมีแต่ความสงบสุข ไม่ต้องมีการดิ้นรนจองล้างจองผลาญย่ำยีต่อกัน  นั่นคือคำตอบอันเป็นการไขข้อสงสัยในกรรมฐานที่ท่านพิจารณาอยู่ทุกเมื่อของหลวงพ่อจง


แม้รู้ก็ไม่หนี

          ภายหลังกลับจากธุดงค์เมืองพม่า  การนมัสการพระมหาเจดีว์ชะเว***องแล้ว  ได้มีลูกศิษย์ลูกหาญาติโยมมาสอบถามประสบการณ์จากท่านมากมาย  แต่วิสัยของชาวบ้านธรรมดาชอบถามเรื่องแปลก ๆ มากกว่าฟังธรรม  จึงได้มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อนายชด ได้ถามหลวงพ่อจงถึงตอนที่ไปธุดงค์เมืองพม่าว่า  ท่านปฏิบัติอย่างไรถึงรอดมาได้  ในเมื่อพระภิกษุบางรูปที่ร่วมธุดงค์ไปด้วยถึงแก่มรณภาพกลางทาง หลวงพ่อจงท่านหยุดคิดนิดหนึ่งเห็นมีลูกศิษย์อยู่ไม่กี่คน  ท่านจึงเปิดเผยโดยนัยธรรมว่า

         การธุดงค์ การออกป่า ต้องทำใจกล้าพิสูจน์ถึงเรื่องกรรม  ถ้าเกิดตายขึ้นมาก็เป็นเรื่องกรรม  ไม่มีใครช่วยอะไรได้  คณะพระธุดงค์ที่เดินทางไปด้วยกันนั้น  ล้วนแต่เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งสิ้น บางรูปได้อภิญญาสมาบัติและมีวิปัสสนาญาณ  บางองค์มีอนาคตังสญาณที่แจ่มใสมาก  ล่วงรู้อนาคตได้  แต่ท่านไม่เคยคิดหนี  ยอมรับกรรมนั้น ๆ ด้วยการเดินธุดงค์ ในครั้งที่ท่านไปธุดงค์กับคณะได้มีพระรูปหนึ่งจำชื่อไม่ได้  ยังได้บอกว่า  เข้าป่าคราวนี้ไม่ได้กลับออกมาอีกแล้ว  เช้าวันหนึ่ง ท่านร่ำลาพระภิกษุในคณะพลางบอกว่า  บ่ายนี้ท่านจะเป็นไข้ป่าและมรณภาพ  พอตกบ่าย   พระทุกรูปต่างอยู่ในกลด ทำวัตรของตนจนเย็น  มีพระรูปหนึ่งมารายงานหลวงพ่อว่า  มีพระมรณภาพในกลด  จึงไปบอกให้พระรูปอื่น ๆ ทราบ แล้วชวนกันไปดู

         พอเปิดกลดออกดู  ก็เห็นท่านนั่งมรณภาพในท่าสมาธิ  แสดงว่าท่านเตรียมตัวตายไว้แล้ว  และไม่หนีตายด้วย  ที่รอดมาได้อย่าดีใจ  เพราะกรรมเมื่อให้ผลแล้ว  หนีไม่พ้นการเชื่อเรื่องของกรรมจึงได้ชื่อว่าเป็นพระแท้  นับถือคำสั่งสอนของสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างแท้จริง

         เรื่องของกรรม  พระเก่งหรือไม่เก่งต่างก็หนีไม่พ้น  หากกรรมนั้นไม่เป็นอโหสิกรรมแล้ว  ไม่มีใครเก่งเกินกรรมไปได้

 ปฏิบัติดีย่อมมีผู้สงเคราะห์

         นายชดถามหลวงพ่ออีกว่า  การเดินทางไปธุดงค์คราวนั้น  ทราบว่าเป็นการเดินทางเข้าป่าลึก  บางตอนไม่มีผู้อาศัย แม้ชาวป่าก็ไม่มี  การขบฉันจะทำอย่างไร หลวงพ่อจงท่านตอบว่า  การบิณฑบาตเป็นกิจของสงฆ์  สงฆ์แม้จะอยู่ในที่ใดก็ตามก็ต้องบิณฑบาตตามปกติ  อยู่ในป่าก็บิณฑบาตกับชาวป่า   ชาวป่าบางคนดี ใจบุญใจกุศลเพราะกลัวพระจะลำบาก  อุตสาหก์ทำแคร่นั่งร้านให้พระอยู่  เราก็อยู่ฉลองศรัทธาและอนุโมทนาในบุญกุศลของเขา  เมื่อเข้าป่าลึก ๆ มากก็ต้องบิณฑบาตเหมือนเดิม

         ก่อนที่จะบิณฑบาต  พระท่านจะเข้าสมาบัติเต็มตามกำลังเท่าที่จะทำได้  ได้ฌาน ได้สมาบัติแค่ไหนก็เข้าเต็มตามนั้น  แล้วถอยจิตออกมาแผ่เมตตา  มีพรหมวิหารเป็นอารมณ์  เมื่อถอยจิตออกมาแล้ว  ก็เดินถือบาตรไปเถอะ ที่ไหนก็ได้ มีคนใส่บาตรทั้งนั้น นายชดสงสัยว่า  ในป่าลึก ๆ ไม่มีคน  เหตุใด จึงมีคนใส่บาตร  หลวงพ่อจง หยุดไปครู่หนึ่งคล้ายไม่อยากพูดอะไรอีก  แต่เห็นนายชดศรัทธาในธรรม  จึงตอบว่า เทวดาเขามาสงเคราะห์น่ะ  เทวดาทั้งหญิงชายเขามา แต่งกายเหมือนกับเรานี่แหละ ผิวพรรณดีหน้าตาสวยงาม เทวดาเหล่านี้คือรุกขเทพ  มีใจบุญ ใจกุศล  กลัวพระจะอดอยาก  จึงมาเป็นโยมอุปัฏฐากสงเคราะห์ด้วยการใส่บาตรให้  บางทีในป่าเกิดฝนตก  เดินไปไหนมาไหนลำบาก  พระอุ้มบาตรไปยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เยื้องจากกลดไปหน่อยหนึ่ง  ประเดี๋ยวเขาก็มาใส่บาตรให้

         พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  เทวดาสงเคราะห์เป็นเรื่องปกติ  เป็นฆราวาสก็เช่นกัน  ถ้าทำดีเทวดาเขาก็จะสงเคราะห์เหมือนกัน  แล้วเทวดาเหล่านี้ชอบฟังธรรม  ทำวัตรสวดมนต์ในใจประเดี๋ยวเดียว  ท่านก็มากันเต็มหมด  มาบอกว่า “ท่านเจ้าขา  ท่านสวดมนต์จนเสียงสะเทือนไปทั่ว  จึงได้รู้ว่ามีพระมาโปรด  นาน ๆ ท่านจะมาสักครั้งหนึ่ง  ขอได้เทศนาโปรดด้วยเถิดเจ้าข้า” เราเป็นพระ เมื่อเขาอาราธนาแล้ว ก็ต้องเทศน์ให้เขาฟัง  เทวดาบางหมู่ชอบกรณียเมตตาสูตร  เทวดาบางหมู่ชอบอาฏานาฏิยะสูตร  เทวดาบางหมู่ชอบธัมมจักรกัปปวัตนสูตร  แล้วแต่นิสัย

         เวลาเทศน์จบ  เขาสาธุพร้อม ๆ กัน ดังสนั่นไปหมด  แต่กริยาเขางดงามมาก  นี่เป็นเรื่องของเทวดาเขา นายชดผู้นี้เลื่อมใสหลวงพ่อจงมาก ต่อมาได้บวชในพระบวรพระพุทธศาสนา   เมื่อรับกรรมฐานจากหลวงพ่อจงแล้ว  ก็เข้าป่าไปไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย

ต้องด้วยตาใน

 
         เมื่อพูดถึงผีสางเทวดาแล้ว  มีเรื่องเล่ากันอีกว่า  สมัยที่หลวงพ่อจงยังมีชีวิตอยู่  ลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิดมักถามท่านเสมอว่า  ผีสาง เทวดา สวรรค์ นรก มีจริงหรือไม่

         ท่านยิ้มน้อย ๆ แล้วพูดอย่างหนักแน่นว่า  “มีจริง”  แล้วท่านก็ชี้ไปที่ลูกตาของท่าน  พลางกล่าวว่า  “ลูกตาแบบนี้มองไม่เห็น  ต้องใช้ตาใน” ท่านนิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วบอกกับลูกศิษย์ว่า  เรื่องอย่างนี้เป็นปัจจัตตัง  ปฏิบัติแล้วรู้เองเห็นเอง  บอกไปคงไม่มีใครเชื่อ  เพราะมนุษย์ทุกคนมักมีนิสัยดื้อรั้นตามธรรมชาติ  ต้องเห็นเองจึงจะเชื่อ  โบราณท่านจึงสอนเรื่องกสิณเพราะเหตุนี้ กสิณเรียนแล้วเป็นแล้ว  จะรู้หมด เห็นหมด  เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ ไปเที่ยวได้ ไปพูดคุยกับเขาได้ ไปดูใครตกนรก ใครขึ้นสวรรค์ก็ได้ รู้อนาคตล่วงหน้าได้  คนเป็นกสิณ  ถ้าปฏิบัติวิปัสสนาญาณไปด้วย จะตัดตรงถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วมาก  เพราะการได้เห็นของจริง  ทำให้จิตใจไม่กล้าใฝ่ในความชั่ว มุ่งมั่นปฏิบัติแต่ความดี

เทวมนุษย์

 
         ลูกศิษย์ของหลวงพ่อจง อีกคนหนึ่งชื่อ นายเอี่ยม  นับถือหลวงพ่อจงมาก  นายเอี่ยมผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นศิษย์ก่อนนายชดไม่นาน   นายเอี่ยมศรัทธาและเชื่อตามที่หลวงพ่อจง ท่านสั่งสอนทุกอย่าง  นายเอี่ยมทราบดีว่า  หลวงพ่อท่านชอบเพ่งอสุภกรรมฐาน  ดูซากศพหรือโครงกระดูกคนตายเป็นอารมณ์เสมอ  นายเอี่ยมได้ปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเป็นครั้งคราว  จิตใจรักพระพุทธศาสนา  ทำอะไร ๆ ก็หายใจเข้าออกเป็นพระไปหมด ก่อนนายเอี่ยมตายไม่นาน  ได้ปวารณาตัวกับหลวงพ่อว่า  ถ้าเขาตาย เขาขอถวายโครงกระดูกของเขาต่อหลวงพ่อ  เพื่อหลวงพ่อจะยังประโยชน์ในด้านอสุภกรรมฐาน  เมื่อปวารณาตัวเช่นนั้นแล้ว  นายเอี่ยมได้ก้มลงกราบหลวงพ่อด้วยศรัทธาอันเปี่ยมล้น หลวงพ่อจงได้ฟังดังนั้น  ก็ยกมือลูกศีรษะนายเอี่ยมด้วยความเมตตา แล้วบอกว่า “ลูกเอ๋ย  แม้ลูกจะยากจนข้นแค้นในโลกสมบัติ  แต่ก็รวยล้นในธรรมสมบัติ  จนหาใครมาเทียบยาก  การถวายร่างของลูกแก่หลวงพ่อนี้  ถือเป็นสังฆทานอันสูงสุด  ผลบุญของลูกครั้งนี้ จะทำให้ชาติภพของลูกข้างหน้ามีแต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ  ไม่ตกต่ำอีกแล้ว  ลูกประณมมือขึ้นนะ  หลวงพ่อจะโมทนา”

         เมื่อโมทนาเสร็จ  หลวงพ่อก็ให้นายเอี่ยมถือไตรสรณคมน์และศีลห้าเป็นหลักในชีวิตจนกว่าชีวิตจะหาไม่  นายเอี่ยมสาธุแล้วก้มลงกราบหลวงพ่อร่ำลาไป  ต่อมาไม่นาน นายเอี่ยมก็ถึงแก่กรรม  บรรดาลูกศิษย์ลูกหาอื่น ๆ ที่ไปนมัสการหลวงพ่อที่กุฏิ  มักถามท่านถึงโครงกระดูกนายเอี่ยมซึ่งแขวนไว้ในห้อง  หลวงพ่อจงบอกว่า  เป็นโครงกระดูกของนายเอี่ยมเขา  เขาสบายแล้ว  เป็นเทวดาตั้งแต่ยังไม่ตาย

บารมีทางวิทยาคม

         หลวงพ่อเริ่มมีชื่เสียงรุ่งโรจน์เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เมื่อราว พ.ศ.2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเป็นต้นมา  ซึ่งช่วงเวลานั้น เป็นเวลาที่บ้านเมืองต้องการทหารผู้กล้าหาญเข้มแข็ง  เพื่อรับสถานการณ์ของบ้านเมือง  ปัจจัยสำคัญในการปลุกใจทหารคือ เครื่องรางของขลัง

         ฉะนั้น  จึงปรากฎมีผู้ไปมากราบไหว้  ขอให้หลวงพ่อประสิทธิ์ประสาทวิทยาคมให้มากขึ้นทุกที  ในด้านบรรพชิต ปรากฎว่า ได้มาเล่าเรียนกรรมฐานภาวนาจากหลวงพ่อมากขึ้นเป็นลำดับ  กุฏิที่ท่านอยู่เดิมไม่สามารถจะเพียงพอแก่การต้อนรับแขกได้ หลวงพ่อนิล (พระอธิการนิล  ธัมมโชติ)  น้องร่วมสายโลหิตของท่าน  ในขณะนั้นยังช่วยบริหารการพระศาสนาอยู่วัด หน้าต่างนอก  พร้อมด้วยทายกทายิกา  จึงรวบรวมกัปปิยภัณฑ์ที่สาธุชนบริจา***สร้างกุฏิใหญ่ขึ้นหลังหนึ่ง  เสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. 2479  แล้วถวายเป็นที่อยู่อาศัยของท่าน

         ล่วงมาจนถึงปี พ.ศ. 2483  สงครามอินโดจีนอุบัติขึ้น  เกียรติคุณของหลวงพ่อได้เลื่องลือไปทั่วประเทศไทย  โดยได้จัดทำเสื้อแดงลงเลขยันต์ปลุกเสกด้วยวิทยาคม  แจกจ่ายให้แก่ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือนทั่ว ๆ ไป

         ด้วยอำนาจจิตตานุภาพอันทรงพลังของหลวงพ่อ  บันดาลอัศจรรย์บำรุงขวัญทหารให้เข้มแข็งกล้าหาญในการสงคราม  นับว่า หลวงพ่อได้มีส่วนในการบำรุงขวัญทหารไทยอยู่มิใช่น้อย

บรรเทาภัยในสงครามโลก

 
         เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นนั้น  ทางพันธมิตรได้ส่งเครื่องบินเข้าโจมตีประเทศไทยหลายครั้ง  จนเป็นที่หนักใจแก่ทางราชการของเรา  โดยเฉพาะกองทัพอากาศที่ไม่มีกำลังอาวุธพอที่จะต่อต้านได้

          ดังนั้น  ทางทหารอากาศจึงไปนิมนต์หลวงพ่อจง  ถึงวัดหน้าต่างนอก โดยขอให้ท่านขึ้นเครื่องบินไปโปรยผงวิเศษและข้าวตอกดอกไม้ ลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง  เพื่อพรางตาข้าศึกที่ส่ง บี 29 มาทิ้งระเบิด และเป็นที่น่าประหลาดอย่างที่สุดว่า  จุดที่หลวงพ่อโปรยผงวิเศษและข้าวตอกดอกไม้นั้น  แคล้วคลาดจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตรอย่างน่าอัศจรรย์  ไม่มีสถานที่ใดถูกระเบิดทำลายแม้แต่น้อย  นี่คือกิตติคุณที่แสดงว่า  ท่านเก่งในทางแคล้วคลาดจริงโดยปราศจากข้อสงสัย

เหล่ามิจฉายังซาบซึ้ง

         มีเรื่องขำ ๆ ที่เป็นเครื่องยืนยันคุณธรรมของหลวงพ่อจงอยู่เรื่องหนึ่งคือ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง  ข้าวของทุกอย่างมีราคาแพงและหายาก  ค่อนรุ่งคืนวันหนึ่ง  หลวงพ่อตื่นขึ้นปฏิบัติกิจวัตรไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำ  ท่านพบขโมยสองคนกำลังช่วยกันหาบโอ่งน้ำ  โดยวิธีใช้ไม้ขวางปากโอ่งเอาเชือกผูก  ใช้ไม้ทำคานหามคราวละหลาย ๆ ใบ  ทำให้โอ่งแกว่งไปมาขณะหาบ แทนที่หลวงพ่อจะเข้าไปห้ามปรามหรือขอร้องไว้  ท่านกลับแนะนำว่า “ควรเอาไปคราวละใบไม่ต้องรีบร้อน  โอ่งจะได้ไม่แตกร้าวเสียหาย” ขโมยเหล่านั้นแทนที่จะโกรธเคืองท่าน  กลับซาบซึ้งในความเมตตากรุณาของท่าน  ไม่สามรถจะเอาชนะความดีของท่านได้  จึงวางโอ่งน้ำไว้แล้วลากลับไป

         เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ  แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่า  ในขณะประสบอนิฏฐารมณ์เข้าเฉพาะหน้า  หลวงพ่อยังมั่นอยู่ด้วยคุณธรรมไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งเร้าอารมณ์ได้เลยแม้แต่น้อย

เน้นหนักด้านเมตตา

         เมื่อกล่าวถึงวิทยาอาคมของหลวงพ่อที่มีผู้นิยมและต้องการนั้น  เท่าที่ทราบมีสามสาขา คือ
 
             1.  วิทยาคมทางด้านคงกระพันชาตรี
             2.  วิทยาคมทางด้านเมตตา
             3.  วิทยาคมทางน้ำมนต์

         ในบรรดาวิทยาคมทั้งสามสาขาที่ประมวลมานี้  วิทยาคมทางเมตตาเป็นที่เลื่องลือมากกว่าอย่างอื่น  หลวงพ่อจงท่านเฝ้าสอนให้ทุกคนมีเมตตาต่อกัน  อย่าเบียดเบียนกันเป็นนิตย์  แสดงว่าท่านให้ทั้งที่พึ่งพาทางกายและทางใจพร้อมกันไป  แทนที่จะมุ่งให้ทุกคนยึดมั่นในวัตถุเช่นอาจารย์อื่น ๆ การกระทำของหลวงพ่อจง และวิทยาคมทางเมตตาของท่านจึงมุ่งเสริมสร้างสังคมให้รู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข  อันเป็นยอดปรารถนาของคำสั่งสอนทั้งมวลอันเป็นโลกียะ  ถ้าจะกล่าวว่าหลวงพ่อจงท่านเป็นนักสงเคราะห์ก็ไม่ผิดมิใช่หรือ

เมตตาธรรม

         หลวงพ่อจง ท่านเป็นผู้หนักในการปฏิสันถาร  ที่เรียกว่า ปฏิสนฺถารคารวตา ทั้งในการต้อนรับ ความอามิส และการต้อนรับด้วยธรรมที่เรียกว่าโอภาปราศรัย จะเห็นว่าไม่ว่าท่านผู้ใด  เมื่อมาถึงหลวงพ่อแล้ว  ท่านจะให้ความสนใจเท่าเทียมกัน  เมื่อทราบธุระที่มาหาแล้ว  หลวงพ่อจะจัดทำให้ในทันที โดยที่สุดแม้การรดน้ำมนต์  หลวงพ่อจงท่านจะรดน้ำพระพุทธมนต์ให้อย่างทั่วถึง  บางครั้งผู้ที่มีโรคภัยใจไม่สงบ  เมื่อถูกน้ำพระพุทธมนต์เข้าแล้ว  แสดงอาการดิ้นรนต่าง ๆ  ร้องครวญครางเป็นที่น่าเวทนา หลวงพ่อจงท่านกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความว่องไว  คล่องแคล่ว  แม้การเดินทาง  หลวงพ่อจงก็เดินเร็ว  คนหนุ่ม ๆ เดินตามท่านไม่ทัน จะขึ้นรถลงเรือ  หลวงพ่อไม่ชักช้า

         ในการสนทนา  หลวงพ่อจงเป็นผู้พูดน้อย  มักจะเป็นผู้ฟังมากกว่า  ท่านไม่เคยโต้แย้งหรือแสดงอาการไม่พอใจใคร  แสดงถึงส่วนลึกของจิตใจของหลวงพ่อจงว่า  ท่านมีเมตตาและมีความปรารถนาดีต่อทุกคน  คำที่หลวงพ่อจงใช้ในการสนทนา พวกเราจำได้อยู่เสมอ คือ  จ๊ะ…อ้อ…ดี….จ๊ะ

ไปทุกที่ที่นิมนต์

 
         เพราะความที่ท่านมีเมตตากรุณานี่เอง  จนบางครั้ง มีผู้นิมนต์ท่านไปในที่ต่าง ๆ คลาดกำหนดกลับอยู่เสมอ ใครนิมนต์ไปที่ไหนหลวงพ่อจงท่านไม่ขัด  ไปได้ทุกที่และไปได้กับทุกคน  หลวงพ่อจงถือว่ากิจเช่นนั้นมีปรากฎอยู่แล้วในพระวินัย  ที่เรียกว่าการขัดนิมนต์ และท่านกล่าวว่า  “ถ้าเขานิมนต์แล้วเราไม่ไป  ศรัทธาของเขาจะเสียหาย” นับได้ว่า หลวงพ่อจง ปฏิบัติตามพระวินัยนิยมแล้วทุกประการ  เข้าหลักว่า โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่หมอง  ถูกต้องตามพระวินัยอย่างแท้จริง

เฝ้าแพ

 
         หลวงพ่อจง ท่านเป็นพระเถระที่มีความเมตตา  มีพรหมวิหารสูง  ในขณะที่ท่านปกครองวัดหน้าต่างนอกโดยเป็นเจ้าอาวาสนั้น  วันหนึ่ง ท่านไปนั่งพักอยู่โคนไม้ริมท่าน้ำ  พวกล่องแพคิดว่าท่านเป็นพระลูกวัดแก่ ๆ  รูปหนึ่ง  ได้หันมาจอดแพและร้องบอกท่านว่า  ให้ช่วยดูแลแพด้วย เพราะกลัวถูกขโมย ท่านก็พยักหน้าหงึก ๆ  แล้วพวกนั้นก็ข้ามไปอีกฟากหนึ่ง  กว่าจะกลับมาได้ก็ดึกดื่นค่อนคืน  ครั้นยังเห็นหลวงพ่อจงยังนั่งอยู่ที่เดิม  พวกล่องแพก็ตัวสั่นงันงกรีบจ้ำเข้าไป  พอจะถึงตัวท่านก็ก้มลงคลานไปกราบกันสลอน  พลางกล่าวขอขมาโทษที่ล่วงเกินใช้ท่าน  ด้วยกลัวบาปกลัวกรรม หลวงพ่อจงท่านยิ้ม ๆ แล้วพูดว่า  “ไม่ต้องกราบฉันดอก  ฉันเพียงแต่เฝ้าแพให้เฉย ๆ ไม่มีใครมาขโมยฉันก็สบายใจ”

         พวกล่องแพได้ยินดังนั้นต่างก็มองหน้ากัน  แล้วรีบก้มลงกราบอีกครั้งพลางบอกว่า  “ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับหลวงพ่อ  ความจริงพวกกระผมยังไม่เสร็จธุระ  กว่าจะเสร็จจริง ๆ คงจะตีสาม  พวกผมข้ามไปฟากโน้น  เขาถามว่าฝากแพไว้ที่ไหน  พวกกระผมก็เล่าให้เขาฟังว่า  ฝากพระแก่ ๆ ที่ท่าน้ำวัดหน้าต่างนอกไว้  เขาก็ถามอีกว่า  ฝากองค์ไหน  พอบอกลักษณะของท่านให้เขาฟัง  เขาก็ตกใจ รีบไล่พวกผมกลับมาขอขมาลาโทษท่าน  เขาบอกว่าท่านคือ หลวงพ่อจง  พวกผมมาจากจังหวัดอื่น  ได้ยินชื่อมานาน  ไม่ทราบว่าเป็นท่าน  ขอหลวงพ่อได้โปรดอภัยให้พวกกระผมด้วย   เพราะกลัวบาปกรรมติดตัวที่ใช้ท่านเฝ้าแพ”หลวงพ่อจงยิ้มน้อย ๆ แววตาส่อด้วยความเมตตา  แล้วพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไรนี่นา  ฉันรับปากเฝ้าให้พวกเธอเอง  เธอใช้ฉัน ฉันก็เฝ้าให้  ไม่มีบาปมีกรรมอะไร” แต่พวกแพยังย้ำว่า  พวกเขาไม่สบายใจ  เมื่อหลวงพ่อท่านเห็นว่า  พวกล่องแพมีความสำนึกผิดจริง ๆ ท่านก็สั่งสอนว่า “พวกเธอทีหน้าทีหลังอย่าใช้พระ  เพราะพระเป็นเนื้อนาบุญของเธอ  ขึ้นชื่อว่าพระแล้ว  ขอเธอจงยกเว้น  เมื่อเธอสำนึกผิด  ความบาปทั้งปวงจึงเป็นอันยุติ  บาปกรรมจะไม่มีติดตัวพวกเธอทั้งหลาย”  “สาธุ”  พวกล่องแพพากันพนมมือท่วมหัวไปตาม ๆ กัน

โปรดมิจฉาเป็นเนื้อนาบุญ

 
         พูดถึงการเสียสละของท่านแล้ว  ใคร ๆ ได้ฟังก็ถึงแก่น้ำตาคลอเบ้า ด้วยปลื้มปิติ  ไม่คิดว่าสุปฏิปันโนภิกษุเช่นท่านนี้ ยังมีอยู่ในโลกอันสับสนวุ่นวายนี้ มีเรื่องของท่านอีกเรื่องหนึ่ง  เล่ากันว่า  ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่  การเดินทางไปไหนมาไหนมักจะต้องไปทางเรือ  เพราะสะดวกกว่าทางอื่น  เรือแจวของวัดจึงต้องมีประจำ  และเรือแจวลำนี้ผูกติดกับสะพานหน้าวัดอยู่เป็นประจำ ตกดึกคืนหนึ่ง  ขโมยมาย่องหมายจะลักเอาไป  หลวงพ่อท่านนั่งสมาธิอยู่ในกุฏิ  ท่านทราบดี  ท่านก็รีบลงมาแก้เชือกให้ขโมยคนนั้น  แล้วบอกว่า “เอาไปเถอะนะ  ฉันหาใหม่ได้  ถ้าไม่มีสตางค์ คืนนี้ตีสี่ไปที่พระพุทธฉายจำลอง  เทวดานางไม้ตรงนั้นเขาจะสงเคราะห์ให้ จงเอาไปเถิด  จะได้ตั้งตัว  แล้วเลิกเป็นโจรเสีย  เพราะการอทินนาของวัดเป็นบาปหนัก  หลวงพ่อไม่อยากให้บาปตกแก่เธอเลย” ขโมยคนนั้นได้ยินท่านพูด  ถึงกับร้องไห้แล้วก้มลงกราบถวายเรือคืนแต่โดยดี

         ต่อมาไม่นาน  ขโมยคนนี้ได้มาขอบวชกับหลวงพ่อจง  และมานะพยายามปฏิบัติจนสำเร็จอภิญญา  ภายในเวลาพรรษาเดียว หลวงพ่อจงได้เรียกมาพบแล้วบอกว่า “โลกีย์วิชาเธอได้แล้วถึงอรูปพรหม  และมีอภิญญา 4  นับจากนี้  เธอจะอยู่ในหมู่ฝูงชนไม่ได้  ขอให้เธอจงเข้าป่าไป  ให้ชาวป่าและรุกขเทวดาท่านสงเคราะห์  จงทำวิปัสสนาญาณประหารกิเลสให้แจ้งชัด  จงอยู่เอกาอย่าวิตกกังวล  ตกดึกจะมีครูที่ไม่ใช่มนุษย์มาสอนเธอ  ชาติภพของเธอจะสิ้นสุดลงในสามพรรษาข้างหน้า  ไปเถิดลูกเอ๋ย” พระทรงอภิญญารูปนั้นฟังแล้วน้ำตาไหลอาบแก้ม  ปลื้มปิติในความเมตตาของหลวงพ่อ  และตื้นตันใจที่ตนเลือกพระอาจารย์ร่ำเรียนกรรมฐานไม่ผิดองค์เลย หลังจากกราบลาหลวงพ่อจงแล้ว  พระอภิญญาองค์นั้นก็เข้าป่าไป  และไม่ได้ออกมาอีกเลยจนบัดนั้น

ฤทธิ์ยักษ์เฝ้าทรัพย์

 
         เมื่อราวปี พ.ศ.2470  ท่านสมภารวัดหนึ่งในละแวกใกล้เคียงกับวัดหน้าต่างนอก  ไปรื้อวิหารของวัด  ซึ่งวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่ มีลายแทนใบหนึ่งระบุว่า มีสมบัติพระทองคำซ่อนอยู่ใต้วิหารนี้  สมภารเกิดความโลภ จึงสั่งให้พระลูกวัดช่วยกันรื้อพระวิหาร  เพื่อหวังขุดเอาพระทองคำไปขาย  พอวิหารถูกรื้อเสร็จ ท่านสมภารวัดก็ถึงกับล้มป่วยมีอาการเพียงหนักมาก บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของสมภารรูปนั้นก็พากันมากราบไหว้  หลวงพ่อจงถึงวัดหน้าต่างนอก  พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า  สมภารวัดมีอาการประสาทหลอน ร้องโวยวายคล้ายถูกผีหลอกตลอดเวลา  หลวงพ่อจงจึงรีบเดินทางไปยังวัดนั้น  ขณะยังเดินไปไม่ถึงวัดดี  หลวงพ่อจงก็บอกแก่พระลูกวัดที่มาตามท่านว่า “สมภารไม่ได้โดนผีหลอกดอก  ไม่ได้เจ็บป่วยเป็นอะไรด้วย  แต่ยักษ์ที่เฝ้าพระวิหารทำเข้าแล้ว   ไปรื้อวิหารโดยไม่ประสงค์จะสร้างให้ดีกว่าเก่า  เป็นเพราะอยากได้สมบัติใต้วิหาร  มันถึงเป็นเช่นนี้”

         พอไปถึงวัด  ท่านเห็นสมภารเอะอะโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์  มีอาการดิ้นพรวดพราด  หลวงพ่อจงเดินเข้าไปใกล้แล้วบริกรรมอยู่ครู่หนึ่ง  สมภารวัดรูปนั้นถึงกับล้มตึงแน่นิ่งไป  บรรดาพระลูกวัดเห็นดังนั้น  ก็รีบเข้าไปประคอง  ปากก็ละล่ำละลักขอให้หลวงพ่อช่วย  ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ฟื้น  พอจะเอ่ยปากพูดต่อ  หลวงพ่อจงท่านเอามือป้องคล้ายจะบอกว่าไม่ต้อง ท่านหยุดนิดหนึ่งจนสมภารฟื้น  แล้วพูดขึ้นว่า “พรุ่งนี้เช้าตั้งเครื่องสังเวย  ขอขมาลาโทษเขาเสียนะ  เขาเอาจริง  เวลานี้เขามาอยู่ที่นี่ด้วย  เขาถามฉันว่า  ท่านรื้อวิหารต้องการขุดสมบัติใช่ไหม  เขาให้ท่านรับปาก  ท่านต้องเลิกหาสมบัติ  และวิหารนั้นจะต้องสร้างใหม่ให้สวยงามและใหญ่กว่าเก่า  ท่านทำได้ไหม  ถ้าท่านทำไม่ได้  เขาจะเอาชีวิตท่าน”

         สมภารวัดหน้าซีดเหมือนไก่ต้ม  รีบพยักหน้าหงึก ๆ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเป็นเม็ดโต ๆ รีบรับปากแต่โดยดี  พอวันรุ่งขึ้นก็รีบจัดตั้งเครื่องสังเวยขอขมาลาโทษ  แล้วจัดการสร้างวิหารให้งามใหญ่กว่าเดิม

หลวงพ่อจง เดินไปวัดบางนมโค

     เรื่องหลวงพ่อจงเดินไปวัดบางนมโคนี้ บันทึกโดยพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง สมัยที่หลวงพ่อปานท่านยังมีชีวิตอยู่ วัดบางนมโคได้จัดงานฉลองศาลาและมีสวดมนต์เย็น พระอื่นก็มากันครบแล้ว ขาดแต่หลวงพ่อจง หลวงพ่อปานท่านจึงให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำผู้เป็นศิษย์พาคนเรือนำเรือเร็วไปรับหลวงพ่อจงมาจากวัดหน้าต่างนอก เมื่อไปถึง ปรากฏว่ามีแขกมารอพบหลวงพ่อจงเพื่อขอให้ท่านรดน้ำมนต์ ท่านก็เลยบอกหลวงพ่อฤาษีลิงดำให้นำเรือกลับไปก่อน อีกสักพักหนึ่งหลังจากท่านรดน้ำมนต์ให้ญาติโยมแล้ว ท่านจะเดินมาที่วัดบางนมโคเอง

         หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เห็นว่าระยะทางจากวัดหน้าต่างนอกไปวัดบางนมโคก็ประมาณสี่กิโลเมตร เรือเร็ววิ่งประมาณสิบนาทีเศษ แต่ถ้าเดินก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง อีกทั้งใกล้เวลาจะเริ่มพิธีแล้ว ท่านจึงจอดเรือรอ แต่หลวงพ่อจงบอกให้ท่านไม่ต้องรอ ให้กลับไปก่อน แล้วท่านจะรีบเดินตามมาให้ทันพิธี

         เมื่อหลวงพ่อฤาษีลิงดำกลับมาถึงวัดบางนมโค ก็ขึ้นไปกราบเรียนหลวงพ่อปาน รายงานท่านว่าหลวงพ่อจงกำลังรดน้ำมนต์อยู่ นิมนต์ให้ท่านมาเรือท่านก็ไม่มา ท่านจะเดินมา อีกสักครู่ท่านคงจะมาถึง

         พอหลวงพ่อปาน ได้ฟังก็ยิ้ม หัวเราะชอบใจ บอกว่านี่เจ้าลิงดำ หลวงพ่อจงเล่นตลกกับแกเสียแล้ว แกไปดูบนศาลาสิ ก็เลยกราบท่านแล้วขึ้นไปดูบนศาลา ปรากฏว่าพบหลวงพ่อจงนั่งอยู่หน้าอาสนสงฆ์ นั่งอยู่หน้าพระองค์อื่นทั้งหมด เพราะท่านมีอาวุโสมาก หลวงพ่อฤาษีลิงดำจึงเข้าไปกราบ ท่านจึงถามว่ามานานแล้วรึ ก็กราบเรียนท่านไปว่าเพิ่งมาถึง ไปหาหลวงพ่อปานสักสองนาทีแล้วก็ขึ้นมาบนศาลานี่  เลยมานั่งสงสัยว่าหลวงพ่อจงท่านเดินยังไง คนหนุ่ม ๆ ยังเดินตั้งเกือบชั่วโมง ก็เมื่อไปถึงวัดหน้าต่างนอกตอนนั้น หลวงพ่อจงกำลังจะรดน้ำมนต์ แต่ท่านมาถึงวัดบางนมโคก่อนเรือเร็วของหลวงพ่อฤาษีลิงดำเสียอีก ขณะที่กำลังคิดสงสัยอยู่นั้น หลวงพ่อจงก็ถามว่าแปลกใจรึ ท่านบอกว่าไม่มีอะไรแปลก พระในพระพุทธศาสนาถ้าปฏิบัติถึงขั้นก็เดินเก่งทุกคน ถ้าปฏิบัติยังไม่ถึงก็ยังเดินไม่เก่ง

 

แก่ได้-หนุ่มได้

     
        ค่ำวันหนึ่ง  บรรดาลูกศิษย์ลูกหาพากันมานมัสการหลวงพ่อจง  รอกันอยู่ครู่หนึ่งท่านก็ก้าวลงจากกุฎิ  พอท่านนั่งลงเท่านั้น  บรรดาลูกศิษย์ต่างก็ก้มลงกราบกันสลอน  เพราะทุกคนประหลาดใจไปตาม ๆ กัน  ที่หลวงพ่อในค่ำคืนนี้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง เปลี่ยนแปลงไปจากตอนกลางวันที่เขาเห็นมา  เนื้อตัวของท่านขาวผ่อง  มีความเนียนคล้ายเป็นประกาย  ดูหนุ่มขึ้นมาก

         บรรดาลูกศิษย์ต่างก็จ้องมองตะลึงกัน  เหมือนไม่เชื่อสายตา  ก่อนที่ใครจะพูดอะไรออกมา  หลวงพ่อจง ท่านก็เอ่ยขึ้นว่า “อย่าสงสัยไปเลยลูก  ร่างกายคนเรามันเป็นอนิจจัง  มันจะร้อน จะหนาว  มันจะแก่  มันจะหนุ่มเป็นเรื่องของร่างกาย  เราอย่างไปเกี่ยวข้อง  รักษาจิตให้ดีอย่างเดียวพอแล้ว” หลวงพ่อท่านพูดแค่นี้  ทำให้บรรดาลูกศิษย์ไม่มีใครกล้าถามอะไรต่อไป  เพราะเกรงจะเป็นการล่วงเกินท่าน

อิทธิเครื่องมงคล

 
         หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก  ได้สร้างอิทธิเครื่องมงคลไว้มากมายหลายชนิด  มีทั้งเหรียญ  ผ้ายันต์  ตะกรุด  แผ่นยันต์มหาลาภ และกันไฟ ดังนี้
 
         1. เสื้อยันต์แดง  เสื้อยันต์ของท่านมีชื่อเสียงมาก   เมื่อครั้งสงครามอินโดจีน  ท่านได้สร้างขึ้นไว้แจกแก่ทหารที่ออกสู่สมรภูมิ  ในคราวสงครามโลกครั้งที่สองเช่นกัน เสื้อยันต์ของท่าน ได้ปรากฎเกียรติคุณในสนามรบมาแล้วอย่างโด่งดัง  จนกิตติศัพท์แพร่หลายไปทั่วประเทศ และด้วยเหตุนี้  จึงมีประชาชนพากันหลั่งไหลไปรับแจกที่วัดหน้าต่างนอก ตลอดระยะเวลาที่เกิดสงครามอย่างไม่ขาดสาย
 
         2. ผ้ายันต์สิงห์มหาอำนาจ  สร้างกันมาแต่สงครามโลกครั้งที่สอง  และสร้างต่อมาอีกหลายรุ่น  ผ้ายันต์ของท่านนี้มีคุณวิเศษครบเครื่อง  ใช้ได้สารพัด ไม่ว่าคลาดแคล้ว  คงกระพัน  และทางด้านโชคลาภ  เป็นต้น

     ประสบการณ์จากทหารและตำรวจชายแดนหลายท่านยืนยันว่า  ผ้ายันต์ของหลวงพ่อจงเป็นมหาอุดชั้นหนึ่ง
 
         3. แผ่นยันต์  พิมพ์ด้วยกระดาษสองสี  คือตัวยันต์และตัวหนังสือเป็นสีดำ รูปหลวงพ่อบริเวณจีวรพิมพ์ด้วยสีเหลือง แผ่นยันต์นี้สร้างครั้งแรกในปี พ.ศ.2490  เมื่อคราวสร้างเจดีย์ข้าวเปลือก  หลวงพ่อท่านสร้างแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่จะมาร่วมงาน ปรากฎว่าแผ่นยันต์นี้ อำนวยโชคลาภแก่เจ้าของบ้านที่นำไปบูชา  ท่านจึงสร้างแจกอีกต่อมาหลายรุ่น  บางรุ่นเป็นสีเดียว  เช่น  สีฟ้า  สีดำ  แผ่นยันต์นี้นิยมกันมากเมื่อหลังสงครามโลกสงบ ๆ ใหม่ ๆ  เพราะนอกจากจะอำนวยโชคลาภดังกล่าวแล้ว  ยังป้องกันไฟไหม้ได้ชะงัดนัก
 
         4.  ปลาตะเพียนเงิน-ตะเพียนทอง  ปลานี้หลวงพ่อจงท่านสร้างเป็นคู่ ตัวเมียกับตัวผู้  เดินอักขระขอม ปั๊มนูนไม่เหมือนกัน  ท่านสร้างเมื่อปี พ.ศ.2490 เศษ ๆ ได้มีผู้เคยพบปลาตะเพียนคู่นี้ในกุฎิท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์)  วัดสุทัศนฯ ซึ่งท่านมรณภาพเมื่อปี  พ.ศ.2495  เข้าใจว่า หลวงพ่อจงมอบให้แก่ท่านเจ้าคุณโดยเฉพาะ ปลาตะเพียนคู่  เป็นเครื่องรางที่ชาวจีนนับถือกันอย่างมากมายมาช้านาน เครื่องถ้วยชามของชาวจีนเก่า ๆ มักจะทำเป็นปลากลับหัว  อันหมายถึง บ่อเกิดของชีวิตแห่งโชคลาภ  การปลุกเสกปลาตะเพียนของหลวงพ่อจงนี้  ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน  กล่าวคือ ท่านปลุกเสกแล้วให้ลูกศิษย์ปล่อยลงที่ท่าน้ำหน้าวัดคู่หนึ่ง ปรากฎว่า  ปลาตะเพียนที่เป็นโลหะตั้งตัวตรงแบบปลาจริง ๆ และไม่จมน้ำด้วย   และที่น่าประหลาดไปกว่านั้นก็คือ  ปลาตะเพียนของหลวงพ่อจง ลอยทวนน้ำ ไม่ใช่ลอยตามน้ำ  และเป็นที่ร่ำลือกันว่า  ปลาตะเพียนของท่านว่ายน้ำได้

ทุกงานพิธี

 
         เนื่องจากคุณธรรมอันวิเศษที่หาได้ยากของหลวงพ่อจง  มีกิตติศัพท์แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง  งานปลุกเสกเครื่องมงคลในกรุงเทพที่ใหญ่ ๆ ทุกงาน  หลวงพ่อจงจะต้องได้รับนิมนต์มาร่วมพิธีด้วยทุกครั้งไป  และถือว่าเป็นพระเถราจารย์ที่ขาดเสียมิได้ ด้วยคุณธรรมอันสูงส่งของท่านดังนี้  วิทยาคมที่ปรากฎชัดส่วนมากคือ แคล้วคลาด  คงกระพัน เมตตามหานิยม และมหาลาภ แม้กระทั่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ)  จะสร้างเครื่องมงคลครั้งใด  ก็ต้องมีบัญชาให้ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) นิมนต์หลวงพ่อจงมาร่วมปลุกเสกด้วยทุกครั้งไปมิเคยขาด

มนต์กำกับ

 
         เกี่ยวกับเครื่องรางของขลังซึ่งท่านปลุกเสกเวทวิทยาคม  กระทำภาวนาด้วยบุญฤทธิ์อธิษฐาน  อันเป็นพลังจิตแกร่งกล้าในแนวที่ให้ความนิยมกันมากนั้น  ส่นมากแรก ๆ ท่านก็ใช้แนวทางความรู้อันที่เรียกมาจากท่านพระครูโพธิ์  เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างใน  ผู้เป็นปรมาจารย์องค์แรกของท่าน  แต่ต่อมาเมื่อท่านได้ศึกษารอบรู้ในหลักการ  อันเป็นกฎเกณฑ์ของผู้จะไต่เต้าเข้าหาความสำเร็จในอภิญญา  อันเป็นพุทธวิธีชั้นสูงสุด

         จากนั้นมา  ท่านก็ใช้ความรอบรู้อันเกิดจากภูมิปฏิภาณของผู้ใกล้เป็นสัพพัญญูเยี่ยงท่าน  ผู้เป็นองค์อรหันต์แต่โบราณกาลมานั้น  เข้าบำเพ็ญธรรมกิจ  เพื่อให้บรรลุผลในทางอิทธิบารมี  จนสามารถอาจดลบันดาลให้ผลดี  ตามความต้องการของบุคคลที่เป็นคนดีสมมโนรสปรารถนา ดังนั้น  ก็สามารถพูดได้ว่า  วิทยาอาคมของท่านมิใช่ในแนวทางไสยศาสตร์ หลวงพ่อจงเมื่อให้นิ่งของปลุกเสกของท่านแก่ผู้ใด  ท่านจะต้องบอกเตือนสติด้วยการให้คติเสมอว่า  ขอให้รักษาตัว รักษาใจไว้ให้จงดี  ศีลธรรมอย่าลืม  หากหมั่นบูชาพระ  รำลึกถึงพระ และหมั่นศรัทธาปฏิบัติพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เป็นนิตย์แล้ว  ยากนักจะมีโพยภัยเหล่าใดเบียดเบียนบีฑาราวี ขอให้ท่องไว้ในใจเสมอว่า  เวรย่อมมีขึ้นเฉพาะเมื่อได้มีการก่อเวร  มีหนี้ก็หนีไม่พ้น  จะต้องชดใช้เขาในเวลาหนึ่ง  คนเราไม่ทำบาปพึงไว้ใจได้ว่า  ต้องไม่มีบาปใดติดตามสนองปองผลาญ  จงหมั่นแจกจ่ายเมตตาอย่าให้ขาดสาย  คงต้องได้กุศลแรงกว่ากุศลอื่นใดหลายเท่านัก

เหนือยอดฉัตร

 
         มีเรื่องเล่าลือกันมาเรื่องหนึ่งซึ่งพูดถึงกันมาก  เรื่องมีว่า ครั้งหนึ่ง ณ ตำบลบางช้าง  บรรดาเกจิอาจารย์มากหลาย  มีท่านโอภาสี หลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อปาน  หลวงพ่อเจิ่น  ท่านพระอาจารย์ฟ้อน  หลวงพ่อเดิม  หลวงพ่อเงิน และหลวงพ่อจง ฯลฯ  ได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีสงฆ์ ในงานพิธีนั้นเขาได้เอาไม้ไผ่มาจักตอกสลับเป็นรูปฉัตรเจ็ดชั้น  รูปลักษณ์คล้ายเจดีย์ยอดสูงเรียว  สูงราวสักสองวาเห็นจะได้ เจ้าของบ้านผู้นิมนต์พระสงฆ์ไป  ได้เกิดกระทำพิธีขึ้นอย่างหนึ่ง  แล้วอาราธนาขอให้เหล่าเกจิอาจารย์ปีนขึ้นไปบนยอดฉัตร  ถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งสวรรค์มาประทานพรให้เจ้าของพิธี อันนี้จะเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่อย่างไร  เมื่อเขาอาราธนานิมนต์ สงฆ์เหล่านั้นท่านก็อีหลักอีเหลื่อ แต่บางองค์เห็นว่าจะกระทำมิได้ เพราะไม่ไผ่สานถักเป็นรูปฉัตรสูงตั้งสองวานั้นมีลักษณะแบบบาง  ตามรูร่องที่ทำไว้ให้เหยียบไม่มั่นคง  อาจงอหักหรือล่มล้มลงมา มีอันตรายโดยง่ายด้วย
 
         ซึ่งต่างองค์ต่างก็ปฏิเสธ  มีหลวงพ่อเดิมเห็นว่าควรรับนิมนต์ ไม่ควรขัดอัธยาศัยของเจ้าของบ้าน  แต่ดูเหมือนติดจะคิดลองดีหลวงพ่อจง  ซึ่งขณะนั้นต่างมีชื่อโด่งดังในทางคล้ายคลึงกัน  พร้อมกับถามหลวงพ่อจงว่า “หากท่านเห็นด้วย  เราทั้งสองควรรับนิมนต์เป็นผู้แทนสงฆ์อื่นเสียด้วยก็จะดี   จะได้เสร็จกิจไป  เพราะเคยได้ยินว่าท่านก็มีพลังจิตในทางทำตัวเบาเยี่ยม”
พลางก็ชี้ฉัตรด้านข้างเป็นสัญญานว่าให้หลวงพ่อจงไปที่นั่น  ส่วนหลวงพ่อเดิมเอง ยึดเอาฉัตรที่ตั้งตรงหน้าตั้งท่าป่ายปีนขึ้นไป
ควรทราบเสียก่อนว่า  อันฉัตรที่ทำด้วยไผ่สานนี้ไม่มีที่เกาะจับ  แม้จะสอดเท้าเข้ารูที่เว้นเป็นช่องไว้ก็จะสอดเข้าได้เพียงปลายนิ้วเท้าเท่านั้น ฝ่ายหลวงพ่อจงไม่ว่าอะไร หัวร่อ หึ หึ หึ  ออกเดินดุ่มไปหาฉัตรที่ห่างออกไปราวสามวาทันที
 
         หลวงพ่อเดิมสอดปลายเท้าเข้ารู มือเพียงแตะฉัตรก้าวอย่างแผ่วเบาปราดขึ้นไปท่ามกลางผู้คนรอบ ๆ ชะเง้อมองอย่างตื่นเต้น  พลางปรายตามองดูหลวงพ่อจง แต่แล้วก็ต้องตะลึง เพราะหลวงพ่อเดิมขึ้นไปได้ราวห้าศอก  หลวงพ่อจงขึ้นไปยืนคร่อมยอดฉัตรซะแล้ว

ดับไฟป่า

 
         เรื่องราวเกี่ยวกับความเก่งกาจ  แผลง ๆ ซึ่งบุคคลและสงฆ์อื่นยากจะทำได้  ยังมีเรื่องพิลึกพิลั่นมาเล่าลือสืบเนื่องกันอีกมาก หลายกระทงความ ครั้งหนึ่งหลวงพ่อจง ท่านไปปัตตานี  และสงขลา  ตามคำอาราธนาให้ไปประกอบพิธีมงคลทางพุทธศาสนา  มีกลุ่มคนนอกศาสนาสติไม่ใคร่เรียบร้อย  มักชอบตลบตะแลงลิ้นพ่นหาว่าพระสงฆ์ไทยไม่ดีจริงไม่เก่งจริง  (ไม่รู้วาในทางใด  แต่สันนิษฐานว่าคงจะเป็นในทางสำแดงอิทธิพลอย่างใดอย่างหนึ่ง)  กล่าวท้าทายกระทำว้าวุ่นหลายครั้งครา ต่อภิกษุสงฆ์ไทยหลายองค์ วันที่เกิดกรณีนี้  พอดีหลวงพ่อจง ต้องเดินทางผ่านสวนยางพาราของเขาไป ซึ่งไม่ห่างจากบริเวณทางที่รถกำลังจะต้องหยุด  เห็นมีไฟป่าลุกลามปามเข้าหาสวนยางกำลังคุโชนระบาด  ส่วนตัวมนุษย์นอกศาสนานั้นก็เดินทางไปในรถโดยสาร  (รถขนหินของกรมทางฯ)  ขบวนนั้นไปด้วย เขาร้องเอ็ดตะโรและคร่ำครวญต่าง ๆ นานา ว่าฉิบหายแล้ว ฉิบหายแน่

         หลวงพ่อจง เห็นเป็นการน่าเวทนา  จึงพูดว่า  ไม่ฉิบหายน่า  พูดแล้วท่านก็ปีนขึ้นไปขนยอดกอไผ่จีนข้างที่ทำการกรมทาง  เอายอดไผ่มาอมในปาก สะบัดไปแล้วร้อง ดับ..ดับ…ดับ..  ซึ่งอีกสิบนาทีต่อมา  ไฟป่าก็ดับโดยอัศจรรย์  ทำให้มนุษย์นอกศาสนาตะลึงจังงัง และแต่นั้นมา หมอนั่นไม่กล้ากระทำวุ่นวาย ท้าทายใครต่อใครในพุทธศาสนาอย่างคนปากพล่อยสามหาวอีก  พร้อมทั้งมีจิตใจหันไปเคารพศรัทธาเลื่อมใสต่อภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งสืบไปในระยะหลังของชีวิต

สอนสั่งครั้งสุดท้าย

 
         ครั้นต่อมาในวันที่ 14  มกราคม  พ.ศ.2508  หลวงพ่อจงได้ล้มป่วยลงเป็นอัมพาตทางด้านขวาของร่างกายหมดความรู้สึก  แต่ใบหน้าของท่านยังอิ่มเอิบ  ผิวพรรณผ่องใสมาก  ท่านมีอาการยิ้มแย้มเหมือนไม่รับทราบความเจ็บป่วยนั้น ลูกศิษย์ลูกหาพากันห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง  ได้ตามนายแพทย์จากกรุงเทพฯไปรักษา  ท่านพยายามห้ามปรามอย่างไรก็ไม่เป็นผล  ท่านบอกแก่ลูกศิษย์ว่า “ตามหมอมาก็ไม่มีประโยชน์  ป่วยคราวนี้ไม่มีวันหาย  อย่าห่วงเลยนะ  มันจะเจ็บ  มันจะป่วย  มันจะตาย  ไปห้ามมันไม่ได้ ลูก ๆ  ทุกคนจงจำไว้  เวลาจะเจ็บ เวลาจะป่วย เวลาจะตาย อย่าเอาจิตไปเกาะเกี่ยวเวทนา  จะได้ไม่เกิดทุกข์”
 
         นี่คือคำสั่งสอนครั้งสุดท้ายของ หลวงพ่อจง  พุทธัสสโร  ที่ให้ลูกศิษย์เห็นถึงคุณวิปัสสนาญาณชั้นสูง  ถึงสังขารุเปกขาญาณ จากนั้นมา  ท่านก็นอนนิ่ง  นาน ๆ จะหายใจสักครั้ง  ทราบจากลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดว่า  ท่านเข้าสมาบัติอนุโลมปฏิโลมตลอดเวลา จนกระทั่งถึงวันอังคาร  ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีมะโรง อันเป็นวันมาฆบูชา
 
         ตรงกับวันที่  19  กุมภาพันธ์  พ.ศ.2508  เวลา 01.55 น.  ท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบเหมือนคนนอนหลับ  ท่ามกลางความโศกสลดในมวลหมู่ลูกศิษย์ที่นั่งเฝ้าโดยใกล้ชิดทั้งหลายนั่นเอง………

พระเครื่องและวัตถุมงคลของหลวงพ่อ…บางส่วน



ขอขอบคุณที่มา…http://www.itti-patihan.com

ประวัติหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร

ประวัติ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร
หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ มีนามเดิมว่า "เงิน" เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 10 ปีฉลู ซึ่งตรงกับวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2348 บิดาชื่อนายอู๋ มารดาชื่อนางฟัก เป็นชาวบ้านตำบลบางคลาน จังหวัดพิจิตร มีพี่น้องร่วม บิดาเดียวกันทั้งหมด 6 คน คนที่ 1 ชื่อ พรม คนที่ 2 ชื่อทับ คนที่ 3 ชื่อ ทอง คนที่ 4 ชื่อ เงิน คนที่ 5 ชื่อ หล่ำ คนที่ 6 ชื่อ รอด (ในหนังสือประวัติของท่านมีผู้เขียนไว้เป็น ๒ กระแส แต่ต่างยืนยันว่าท่านเกิดปีฉลู กระแสแรกว่าท่านเกิดปีฉลู พ.ศ. 2348 อีกกระแสท่านเกิดปีฉลู พ.ศ. 2360)

ประวัติหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน “หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ” เป็นชาวบ้านบางคลาน อำเภอบางคลาน จังหวัดพิจิตร เป็นบุตรคนที่ 4 บิดาของท่านชื่อ อู๋ เป็นชาวบ้านบางคลาน มารดาของท่านชื่อฟัก เป็นชาวบ้าน จังหวัดกำแพงเพชร ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งรัตนโกสินทร์ มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น 6 คนด้วยกัน

เมื่อปี พ.ศ. 2356 หลวงพ่อเงินอายุได้ 5 ขวบ นายช่วงซึ่งเป็นครูของท่าน ได้พาหลวงพ่อเงินไปอยู่กรุงเทพฯ จนกระทั่งหลวงพ่อเงินเติบโตเข้าศึกษาเล่าเรียนได้ จึงได้นำหลวงพ่อเงินไปฝากไว้ที่วัดตองปู (วัดชนะสงคราม) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือที่วัดชนะสงครามตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. 2363 หลวงพ่อเงินอายุได้ 12 ปีจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุครบบวชท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดชนะสงคราม ฉายา พุทธโชติ แล้วหลวงพ่อเงิน ท่านได้จำพรรษา เพื่อปฏิบัติธรรมวินัยเรียนทางวิปัสสนากรรมฐานอยู่ได้ 3 พรรษาขณะที่ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดชนะสงคราม ท่านได้ไปถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาศิลปวิทยาคมตลอดจนเรียนวิปัสสนาธุระ ในทางเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี จากเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒจารย์(โต) พรหมรังสีวัดระฆังโฆสิตาราม

     พออายุได้ ๒๐ ปี บิดา-มารดาและบรรดาญาติมีความประสงค์จะให้อุปสมบทแต่ “หลวงพ่อเงิน” ไม่ยอมเพราะเกรงว่า อายุของท่านจะไม่ครบบริบูรณ์จริง บรรดาญาติก็อนุโลมตามกระทั่งหลวงพ่ออายุได้ ๒๒ ปี ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๗๓ ได้กำหนดวันอุปสมบทไม่ทราบว่าอุปัชฌาย์ชื่ออะไรเช่นกันได้ฉายาว่า “พุทธโชติ” หลังจากอุปสมบทแล้วได้ศึกษาเล่าเรียน ธรรมะจนแตกฉาน แล้วทำการฝึกฝนวิปัสสนาจนมีญาณสมาธิแก่กล้า จึงมุ่งศึกษาพุทธาคมจาก “หลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า” จนมีความชำนาญทางพุทธาคมมาก มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เล่าลือกันในบรรดาชาวบ้านมากมายพอได้อุปสมบทแล้ว ท่านก็ยังศึกษาวิปัสสนากรรมฐานต่ออีกด้วย ต่อมาอีก 3-4 ปี โยมปู่ของท่านป่วยหนัก ท่านจึงได้เดินทางกลับมายังอำเภอโพทะเล ท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดคงคาราม ประมาณ 1 พรรษา แล้วจึงย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดท้ายน้ำ ท่านเป็นพระเรืองวิชา ชอบเล่นแร่ แปลธาตุ แต่หลวงพ่อเงินท่านเคร่ง ธรรมวินัย ชอบความสงบ ท่านจึงได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านวังตะโก ลึกเข้าไปทางลำน้ำเก่า และต่อมาก็ได้สร้างวัดหิรัญญาราม (วัดวังตะโก)

"วัดวังตะโก" เกิดขึ้น เป็นพระอาราม "หลวงพ่อเงิน" ได้เป็นผู้สร้างไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2377 ต่อมาวัดวังตะโก หรือวัดหิรัญญารามก็เจริญอย่างรวดเร็ว มีผู้คนเคารพนับถือและถวายตัวเป็นศิษย์ ขอมาฟังธรรม ขอเครื่องรางของขลัง และขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคให้ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์และสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณฝ่ายวิปัสสนา

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลานท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้น มีผู้คนมาให้ท่านช่วยรดน้ำมนต์ให้ไม่ขาดสาย ลูกศิษย์ของหลวงพ่อเงินที่มีชื่อเสียงโด่งดังต่อมาก็มีหลายท่าน เช่น หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง ที่มีชื่อเสียงในด้านตะกรุดคู่ชีวิต หลวงพ่อน้อย วัดคงคาราม ผู้สร้างตะกรุดหนังปลากระเบน และตะกรุดหนังอีเก้ง ปลัดชุ่ม วัดท้ายน้ำ หลวงพ่อหอม วัดหลวง หลวงพ่อนวล วัดหาดมูลกระบือ หลวงพ่อฟุ้ง วัดปากน้ำ หลวงพ่อขำ วัดโพธิ์เตี้ย หลวงพ่อไป๋ วัดท่าหลวงพล ผู้สร้างเหรียญหล่อหลวงพ่อเพชรจำลอง หลวงปู่ภู วัดท่าฬ่อ เป็นต้น นอกจากนี้ศิษย์ฆราวาสก็คือเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

ท้ายที่สุดหลวงพ่อเงินท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับสมณศักดิ์เป็นท่านเจ้าคุณ ฝ่ายวิปัสสนาจารย์ หลวงพ่อเงินท่านได้มรณภาพ ด้วยโรคชรา เมื่อวันศุกร์เดือน 10 แรม 11 ค่ำ ปีมะแมเวลา 5.00 น.ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2462รวมอายุได้ 111 ปีพรรษา 90 ณ วัดวังตะโก ตำบลบางคลาน อำเภอบางคลาน จังหวัดพิจิตร คงทิ้งไว้แต่เรื่องราวอันเป็นปาฏิหาริย์มากมาย นับว่าท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีอายุยืนนานมากที่สุดรูปหนึ่ง ประวัติหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร พระเครื่องหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานนับเป็นอีกหนึ่งในจำนานของวงการพระเครื่องไทย

พระเครื่อง หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
 หลวงพ่อเงิน ท่านได้สร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลไว้ เช่น ตะกรุด (ปัจจุบันหาได้ยาก) พระเครื่องหลวงพ่อเงิน พระเครื่องรูปเหมือน เนื้อทองเหลืองที่นับเป็นงานใหญ่และเป็นมาตรฐาน ได้แก่ พระรูปเหมือนพิมพ์นิยม สามารถแยกเป็นแม่พิมพ์ต่างๆ ได้ดังนี้คือ พิมพ์ชายติด พิมพ์ชายห่าง พระรูปเหมือนพิมพ์ขี้ตา แยกแม่พิมพ์เป็นพิมพ์สามชาย พิมพ์สี่ชาย พิมพ์ห้าชาย และเหรียญหล่อพิมพ์จอบใหญ่ เหรียญหล่อพิมพ์จอบเล็ก ซึ่งก็แยกออกเป็นพิมพ์แข็งตรง พิมพ์แข็งติด พิมพ์เท้ากระดก และพิมพ์ตาขีด นับเป็นพระเครื่องที่มีชื่อเสียงของ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน

พระหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ทุกพิมพ์ถ้าอยู่ในสภาพสวยสนนราคาขึ้นหลักล้านทั้งสิ้น ปัจจุบันหาพระแท้ๆ ได้ยากครับ พุทธคุณของท่านนั้นเด่นทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด และโชคลาภ วันนี้ก็ได้นำรูปพระหลวงพ่อเงิน พิมพ์นิยม พิมพ์ขี้ตา เหรียญจอบใหญ่ และเหรียญจอบเล็ก มาให้ชมกันอย่างละหนึ่งองค์ครับ

คำบูชาคาถาหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร
ตั้งนะโม ๓ จบ
อะกะ อะธิ อะธิ อะกะ ธิอะ กะอะ
วันทามิ อาจาริยัญจะ หิรัญญะ นามะกัง ถิรัง สิทธิ ทันตัง มหาเตชัง อิทธิ มันตัง วะสาทะรัง
( สิทธิ พุทธัง กิจจัง มะมะ ผู้คนไหลมา นะชาลี ติ สิทธิ ธัมมัง จิตตัง มะมะ ข้าวของไหลมา นะชาลี ติ สิทธิ สังฆัง จิตตัง มะมะ เงินทองไหลมา นะชาลี ติ ฉิมพลี จะ มหาลาภัง ภะวันตุ เม )

ขอขอบคุณ…http://www.tumsrivichai.com

ประวัติหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร

ชีวประวัติ
พระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ) ท่านเป็นชาวสมุทรสงคราม ถือกำเนิดในสกุล รัตนคอน ณ บ้านใกล้คลองบางน้อย ตำบลบางพรหม อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม มีนายลอย และนางทับ เป็นบิดามารดา เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน ตรงกับวันที่ ๒๗ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๐ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน รวม ๒ ท่านโดยท่านเป็นคนโต คือ

๑. พระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ)

๒. นายเฉื่อย รัตนคอน (ถึงแก่กรรมไปแล้ว)

ฉายแววแต่เยาว์วัย
ประกายแห่งสติปัญญา และลักษณะแห่งความเป็นผู้นำของท่านได้ฉายแววมาแต่เยาว์วัย ดังเป็นที่ประจักษ์แก่บิดา มารดา และญาติๆ ว่า ท่านเป็นผู้มีความเข้มแข็งว่องไวประจำนิสัย มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด รู้แยกแยะผิดชอบชั่วดี มิเคยสักครั้งที่จะนำความหนักใจให้กับบิดามารดา ชอบที่จะติดตามบิดามารดาไปวัดอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความกตัญญู มีความขยันมานะอดทน มีน้ำใจเสียสละ มีวาจาไพเราะสุภาพอ่อนโยน จึงเป็นที่รักยิ่งของบิดามารดา หลายครั้งท่านมักแอบไปวัดเพียงลำพังเพื่อฟังการสวดมนต์ของพระภิกษุ-สามเณร จนถึงกับสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำในบางบทบางตอน และถึงแม้ท่านจะเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่มท่านก็หาได้มีจิตใจฝักใฝ่สตรีเพศดุจคนรุ่นเดียวกันไม่ จึงนับว่าเป็นนิมิตหมายแห่งการดำเนินสู่มรรคาแห่งการตัดวัฏฏะอย่างสิ้นเชิง

การศึกษาเบื้องต้นในปฐมวัย
เมื่อครั้งเยาว์วัยทั้งสองท่านได้ศึกษาเล่าเรียนเบื้องต้นอยู่ที่วัดเกาะแก้ว ปากคลองบางน้อย ตำบลบางพรหม อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม ครั้นต่อมาบิดามารดาได้เสียชีวิตไปหมด พระภิกษุแก้ว (ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงตาแก้วโม่ง) ซึ่งเป็นญาติกับท่าน ได้จำพรรษาอยู่กับพระอุดรคณารักษ์ ที่วัดเชตุพนฯ ได้นำท่านมาฝากไว้กับพระอธิการสุข (เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี) มาแต่เพียงหลวงปู่โต๊ะคนเดียว ส่วนนายเฉื่อยนั้นคงอยู่ที่วัดเกาะแก้วตามเดิม พระอธิการสุขกับพระภิกษุแก้วนั้นท่านทั้งสองเป็นเพื่อนที่รักใคร่สนิทสนมและเคารพนับถือกันมาก ในระยะที่นำมาฝากไว้ที่วัดประดู่ฉิมพลีนั้น อายุของท่านขณะนั้นได้ ๑๓ ปีเศษ

สู่ความเป็นเหล่ากอของสมณะ
ครั้นเมื่อท่านมีอายุย่างเข้า ๑๗ ปี ก็ได้ทำการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดประดู่ฉิมพลี เมื่อในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ โดยมีพระอธิการสุข เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีในสมัยนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ บรรพชาได้วันเดียวพระอธิการสุข ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และผู้อุปการะของท่านก็ได้มรณภาพ นายคล้าย นางพันธ์ ซึ่งเป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ของพระอธิการสุข และมีบ้านอยู่ใกล้วัดประดู่ฉิมพลีจึงได้อุปาการะท่านต่อมา ซึ่งเมื่อท่านได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ท่านก็มีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาพระปริยัติธรรม ท่องเรียนพระสูตรต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและว่องไว มีความประพฤติไม่เป็นที่หนักใจแก่หมู่คณะ สนใจในการเจริญสมาธิกรรมฐานอย่างมุ่งมั่น ความในข้อนี้พระอาจารย์พรหม ผู้ซึ่งอบรมสอนสมาธิกรรมฐานให้กับท่านในสมัยนั้น ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า แทบทุกคืนจะเห็นสามเณรโต๊ะหลบไปนั่งกรรมฐานเพียงลำพังในโบสถ์ บางครั้งก็เห็นไปเดินจงกรมอยู่ในป่าริมคลองบางหลวงเพียงลำพัง พระอาจารย์พรหมยังได้เล่าอีกว่า สามเณรโต๊ะมักชอบเก็บตัวอยู่เงียบๆ พูดน้อย แต่ช่างซักถามในข้อธรรมต่างๆ

สู่เพศบรรพชิต
ครั้นเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดประดู่ฉิมพลี เมื่อวันอังคาร เดือน ๘ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ เวลา ๑๕.๓๐ น. โดยมี

พระครูสมณธรรมสมาธาน (แสง) วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์

พระครูอักขรานุสิต (ผ่อง) วัดนวลนรดิศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระครูธรรมวิรัติ (เชย) วัดกำแพง เป็นอนุสาวนาจารย์

มีฉายาในพระพุทธศาสนาว่า "อินฺทสุวณฺโณ"

เมื่อท่านได้อุปสมบทแล้วท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมด้วยความวิริยะอุตสาหะด้วยจิตที่มุ่งหวังที่จะบรรลุสู่แดนเกษม ต่อมาพระอธิการคำเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีในสมัยนั้นได้ลาสิกขาบทออกไป ท่านจึงรับภาระหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี เมื่อท่านมีอายุได้ ๒๖ ปี พรรษา ๖ และมีฐานานุกรมที่ พระใบฎีกา ท่านได้รับภาระ เป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีสืบมาจนถึงแก่กาลมรณภาพ และถึงท่านจะมีภาระหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ ท่านก็มิย่อท้อต่อการศึกษาและการปฏิบัติทั้งทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ด้วยความมุมานะจนสอบได้ น.ธ.ตรีได้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ครั้นเมื่อพระอาจารย์พรหม ผู้ซึ่งให้การอบรมสมาธิกรรมฐานแก่ท่าน ได้มรณภาพไปแล้วท่านก็ได้ออกแสวงหาศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ออกธุดงธ์
โดยในขั้นต้นท่านได้ออกจาริกธุดงค์ไปศึกษากับพระอาจารย์รุ่ง (หลวงพ่อรุ่ง) วัดท่ากระบือ จังหวัดสมุทรสาคร จากนั้นก็ได้ไปศึกษาวิปัสสนากับหลวงพ่อโหน่ง วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และได้ธุดงค์ไปทางเหนืออีกหลายครั้ง พร้อมทั้งศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อกับพระอาจารย์หลายอาจารย์ด้วยกัน ซึ่งในระยะนั้นหลวงปู่ไม่ค่อยได้อยู่วัดประดู่ฉิมพลี นอกจากเทศกาลเข้าพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วต่อจากนั้นท่านก็ได้เดินธุดงค์ไปทางภาคใต้ และได้จำพรรษาอยู่ที่ปัตตานี จากนั้นท่านได้เลยไปจำพรรษาอยู่ที่สิงคโปร์หลายปี เมื่อหลวงปู่กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่ฉิมพลีตามเดิมแล้ว ท่าได้สร้างรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งทำด้วยไม้สักประดับมุก และได้นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดในประเทศสิงคโปร์ (จำชื่อวัดไม่ได้) ปัจจุบันนี้รอยพระพุทธบาทจำลอง ได้กลายเป็นวัตถุโบราณไปแล้ว

เห็นทุกขเวทนา
เมื่อหลวงปู่โต๊ะได้อุปสมบทแล้วใหม่ๆ ได้มีโรคระบาดเกิดขึ้น คือ ไข้ทรพิษ หลวงปู่ท่านได้เป็นโรคนี้เหมือนกัน และเป็นชนิดร้ายแรงด้วย แทบจะเอาชีวิตไม่รอด เมื่อถึงเวลานอนต้องใช้ใบตองรองนอน ต่อจากนั้นท่านได้ตักเอาน้ำขึ้นมาแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าจะมีชีวิตอยู่ ขอให้จงเกิดมีนิมิตเห็นพระ ถ้าจะไม่มีชีวิตอยู่ก็ขออย่าให้ได้เห็นอะไรเลย และในคืนนั้นเอง หลวงปู่ท่านก็ได้นิมิตไปว่า หลวงพ่อวัดบ้านแหลมได้มาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ ครั้นรุ่งเช้าท่านก็ได้เอาน้ำพระพุทธมนต์ที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ทางศีรษะนอนขึ้นมาฉันและประพรมอีกครั้งหนึ่ง นับแต่นั้นมาโรคดังกล่าวก็ทุเลาเป็นปกติ

ตำแหน่งในทางคณะสงฆ์
หลวงปู่ท่านได้บริหารงานวัดด้วยความเที่ยงธรรมสม่ำเสมอ ประกอบด้วยเมตตาธรรมอนุเคราะห์ให้ได้รับความร่มเย็นทั่วหน้า ทางคณะสงฆ์จึงได้พร้อมใจถวายสมณะศักดิ์ให้แก่ท่านเป็นลำดับ ดังนี้

พ.ศ. ๒๔๕๕ เป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีเป็นพระใบฎีกาฐานานุกรมของพระอุดรคณารักษ์ วัดพระเชตุพนฯ

พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นพระครูสังฆวิชิต ฐานานุกรมของ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) วัดมหาธาตุ แต่ครั้งยังเป็นพระเทพโมลี

พ.ศ. ๒๔๖๓ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่พระครูวิริยกิตติ

พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทในราชทินนามเดิม (พัด จ.ป.ร.)

พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นเจ้าคณะตำบลวัดท่าพระ

พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นพระอุปัชฌายะ

พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกในราชทินนามเดิม

พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษในราชทินนามเดิม

พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ "พระสังวรวิมลเถร"

พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ "พระราชสังวราภิมณฑ์"

ปฏิปทาและจริยาวัตร
หลวงปู่ท่านเป็นผู้เยี่ยมด้วยความสะอาด แห่งความประพฤติทั้งทางกาย วาจา ใจ และเยี่ยมด้วยจิตซึ่งทรงไว้ด้วยคุณธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และ วิมุตติญาณทัศนะตามลำดับ เป็นลูกศิษย์พระตถาคตผู้งกงามด้วยความประพฤติทั้งภายนอก และภายในไม่มีที่ติ มีความองอาจกล้าหาญต่อการละชั่ว ทำดี ดำเนินตามรอยบาทวิถีที่พระศาสดาพาดำเนิน เป็นผู้ซื่อตรงต่อตนเอง และต่อพระธรรมวินัย อยู่ที่ใดไปที่ใดมีสุขโตเป็นที่รองรับ มีโอชารสแห่งธรรมเป็นที่ซึมซาบ มีความสว่างไสวอยู่ด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องส่องทาง ท่าเป็นผู้เทิดทูน ศาสนธรรม ไว้ได้ทั้งทางปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อย่างเต็มภาคภูมิ

ตลอดเวลาที่ท่านทรงสมณเพศอยู่นั้น ท่านตั้งมั่นในสัมมาปฏิบัติ ที่ทรงดอกทรงผลตลอดต้นชนปลาย ท่านเป็นผู้รักสันโดษ มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ท่านเอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ของพระภิกษุ-สามเณรอย่างใกล้ชิด ให้ความอนุเคราะห์สงเคราะห์อย่างสมเหตุสมผลอย่างสม่ำเสมอ กิตติศัพท์กิตติคุณฟุ้งขจรไปถึงไหน ก็เกิดความหอมหวนชวนให้เคารพเลื่อมใสในที่นั้นๆ และในการประชุมเพื่ออบรมธรรม ท่านก็เปิดโอกาสให้ผู้สนใจถามปัญหาธรรมะอยู่เป็นประจำ ซึ่งท่านก็ตอบอย่างกระจ่าวแจ้งชัดถ้อยชัดคำไม่มีอ้ำอึ้ง ยังความกระจ่างให้บังเกิดแก่ผู้ซักถามอย่างน่าอัศจรรย์แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นผู้แตกฉานในธรรมทั้งโดยอรรถ และโดยพยัญชนะ

หลวงปู่ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยอัปจายนธรรม มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัว ในเรื่องนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดในพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ได้ไปพบปะสนทนาธรรมกับหลวงปู่ ตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็น พระศาสนโสภณ จนถึงกับกราบอาราธนาให้หลวงปู่ไปสอนกรรมฐานบรรยายธรรมเป็นประจำที่วัดบวรนิเวศวิหาร แต่หลวงปู่ท่านก็ยังคงอ่อนน้อมถ่อมตน ทั้งที่พรรษายุกาลท่านมากกว่า

อัธยาศัยและกิจวัตร
พระราชสังวราภิมณฑ์ ท่านมีอัธยาศัยงดงาม สุภาพอ่อนโยน มากด้วยเมตตากรุณา ยินดีสงเคราะห์ อนุเคราะห์แก่ผู้อื่น สัตว์อื่น โดยเสมอหน้า ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เป็นผู้ซื่อตรง ถ่อมตน ยึดมั่นในระเบียบประเพณีและความกตัญญูกตเวที ทั้งมีความภักดีในองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์อย่างแน่นแฟ้น ผู้ที่มีโอกาสได้เข้าใกล้ชิดคุ้นเคยกับท่าน จะยืนยันในความที่กล่าวนี้ได้ทุกคน อีกประการหนึ่ง ท่านเป็นคนหมั่นขยันและแน่วแน่ ตั้งใจทำสิ่งใดแล้วเป็นต้องทำจนสำเร็จ กิจที่ท่านปฏิบัติเป็นนิจในแต่ละวันจนตลอดชีพของท่าน คือ

๐๔.๐๐ น. ตื่นขึ้นเจริญสมณธรรม

๐๘.๐๐ น. นำภิกษุ-สามเณร ทำวัตรสวดมนต์ และเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

๑๔.๐๐ น. อนุเคราะห์ศิษย์ที่มาถวายสักการะบ้าง ที่มาขอบารมีธรรมบ้าง ที่มาสนทนาธรรมบ้าง

๑๘.๐๐ น. นั่งบำเพ็ญสมณธรรมไปจนถึง ๒๐.๐๐ น. แล้วนำภิกษุ สามเณรทำวัตรค่ำ

ในระยะหลังท่านนั่งบำเพ็ญสมณธรรมนานเข้าจนถึงเวลา ๒๒.๐๐ น. หรือ ๒๔.๐๐ น. โดยไม่ย่อท้อต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเนื่องแต่ความเสื่อมของสังขาร ในวันธรรมสวนะท่านจะแสดงธรรมแก่ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาเป็นประจำ และทุกวันพฤหัสบดีจะมีภิกษุ สามเณรจากวัดต่างๆ รวมทั้งผู้สนใจในการปฏิบัติธรรม มาขอฝึกปฏิบัติกรรมฐานเป็นจำนวนมาก นับว่าท่านได้เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวอย่างยิ่งของคนทั่วไป

การปฏิบัติธรรม
พระราชสังวราภิมณฑ์ ท่านสนใจศึกษาด้านวิปัสสนาธุระมาแต่ยังเป็นสามเณร เท่าที่ทราบท่านศึกษากับพระอาจารย์พรหม วัดประดู่ฉิมพลีก่อน พระอาจารย์พรหมมรณภาพแล้ว จึงไปศึกษากับหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งหลวงปู่โต๊ะมีความชื่นชม และเคารพในความเก่งกล้าสามารถของหลวงพ่อรุ่ง เป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ หลวงปู่โต๊ะ ยังได้ไปเรียนวิชาอาคมกับ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ก่อนหน้าที่หลวงพ่อเนียมจะมรณภาพในอีก 2-3 ปี ต่อมา แล้วออกธุดงค์ไปทางภาคเหนือหลายครั้ง ต่อมาจึงได้มารู้จักคุ้นเคยกับหลวงพ่อสด คือ พระมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำ ซึ่งมีอายุแก่กว่าท่าน ๔ ปี หลวงพ่อสดได้ชักชวนท่านให้ไปเรียนกับพระอาจารย์โหน่งที่จังหวัดสุพรรณบุรีอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้แล้วหลวงปู่โต๊ะ ยังได้เรียนวิชาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์อีกหลายท่าน อาทิ หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่ ยานนาวา และอีกหลายพระอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น หลังจากนั้น ท่านก็กลับมาปฏิบัติจิตภาวนา โดยตัวของท่านเองที่วัดต่อมา

แม้ว่าท่านจะมีภารกิจในด้านบริหารหมู่คณะและการสงเคราะห์ อนุเคราะห์ผู้อื่นส่วนมากก็ตาม ท่านก็หาได้ละเลยเพิกเฉยส่วนวิปัสสนาธุระไม่ คงขะมักเขม้นฝึกฝนอบรม ตามโอกาสอันควรตลอดมา จึงปรากฏว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจพระศาสนาส่วนนี้อยู่รูปหนึ่ง และโดยอัธยาศัยที่เคยอบรมด้านวิปัสสนาธุระมามาก จึงได้รับอาราธนาให้เข้าร่วมในพิธีประสิทธิ์มงคลต่างๆ แทบทุกงาน ทั้งในกรุงและหัวเมือง ตลอดจนถึงต่างประเทศ

เมื่อครั้งหลวงปู่โต๊ะ เริ่มได้รับนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกใหม่ๆ นั้น ท่านได้เล่าให้ลูกศิษย์ของท่านฟังว่า เวลาที่ท่านจับสายสิญจน์ในพิธี ท่านจะรู้ได้ทันทีว่า ในพิธีนี้ มีพระอาจารย์องค์ไหนเก่ง หลังจากนั้นหลวงปู่ก็จะติดตามไปเรียนวิชา และศึกษาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์องค์นั้น……

ตอนที่หลวงปู่โต๊ะ เป็นเจ้าอาวาส ใหม่ๆนั้น ท่านไม่ค่อยจะได้อยู่ที่วัด ในช่วงออกพรรษาท่านมักจะออกธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ บางครั้งก็หายเข้าไปในป่าลึกนานๆ หลวงปู่ได้เดินธุดงค์ไปถึงทางภาคใต้ ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งที่ จ.ปัตตานี ท่านยังธุดงค์ไปถึงทางภาคเหนือ ไปนมัสการพระพุทธบาท 4 รอบ และพระบรมสารีริกธาตุหลายครั้ง ได้จำพรรษาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ และได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิชาอาคมต่างๆ จากหลายพระอาจารย์อีกด้วย……

หลวงปู่โต๊ะท่านไม่ชอบความอึกทึกครึกโครม หลวงปู่เป็นพระฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านชอบเก็บตัวเงียบๆ ภายในกุฏิ บางครั้งท่านจะออกจากวัดประดู้ฉิมพลี เดินลัดสวนผ่านหน้าวัดสังขจายน์ ไปยังวัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่ คณะ 5 เพื่อสนทนาธรรม และแลกเปลี่ยวิชาอาคมกับสหธรรมิก อาทิ พระครูพรหมยานวินิต (หลวงพ่อกล้าย) , พระครูญาณสิทธิ์ (เชื้อ) , หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง และ พระพันโทหลวงจำรัส….

ต่อมาระยะหลัง หลวงพ่อกล้าย ได้สร้างคณะ และหอสวดมนต์ มีผู้คนพลุกพล่านมาก หลวงปู่จึงไม่ได้ไปที่นั่นอีก ท่านเห็นว่า ที่กุฏิท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิเมธี (เจีย) วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ท่าเตียน เป็นสถานที่เงียบสงบดี หลวงปู่จึงมักไปที่นั่นเสมอ เวลาใครจะนิมนต์ท่านไปไหน ก็มักไปหาท่านที่กุฏิท่านเจ้าคุณเจีย….

ผู้คนเริ่มรู้จักหลวงปู่โต๊ะจริงๆ ตอนที่ท่านมีอายุ ๗๗ – ๗๘ ปี ในช่วงนั้นท่านได้รับกิจนิมนต์ไปร่วมในพิธีพุทธาภิเษกบ่อยมาก เวลาที่ท่านไปถึงในงานพิธีฯท่านจะตรงเข้าไปกราบพระประธานก่อนเสมอ แล้วท่านจะขึ้นนั่งปรกทันที เมื่อช่วงพัก หลวงปู่มักจะถามว่า “มีพระเปลี่ยนฉันหรือเปล่าจ๊ะ” ถ้าญาติโยมตอบว่า “นิมนต์หลวงปู่ตามสบาย” หลวงปู่ก็จะขึ้นนั่งปรกต่อ และจะนั่งต่อไปจนเสร็จพิธี ท่านจะปฏิบัติเช่นนี้ต่อเนื่องกันเสมอมาทุกพิธี จนเป็นที่รู้กันในบรรดาพระคณาจารย์และถวายเกียรติให้หลวงปู่เป็นประธานในพิธีนั่งปรกบริกรรมเสมอ เวลาท่านนั่งปรกแต่ละพิธี จะใช้เวลา ๓ ถึง ๔ ชั่วโมง บางทีไปนั่ง ๓ ถึง ๔ วัดในวันเดียวกันก็มี พอเข้าพิธีก็จะนั่งหลับตานิ่งไม่ขยับเขยื้อน หรือเปลี่ยนอิริยาบถใดๆ ทั้งสิ้น ท่านจะนั่งตัวตรง หลังไม่ติดพนักธรรมาสน์ เดินลมหายใจอย่างสม่ำเสมอ

ถ้ำสิงโตทอง
พระราชสังวราภิมณฑ์ท่านมีสถานที่บำเพ็ญธรรมของท่านอีก ๒ แห่ง คือที่สำนักสงฆ์ถ้ำสิงโตทองแห่งหนึ่ง และที่วัดพระธาตุสบฝาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งท่านไปสร้างกุฏิไว้อีกแห่งหนึ่ง ที่วัดพระธาตุสบฝางท่านไม่ค่อยได้ไปจึงจะไม่กล่าวถึง จะกล่าวถึงถ้ำสิงโตทองแต่เพียงแห่งเดียว

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ท่านได้เดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี ได้ไปพบกับพระมานิตย์เข้าพระมานิตย์พูดกับท่านถึงถ้ำสิงโตทอง ที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี และชวนท่านให้ไปชม หลังจากนั้นท่านก็มีโอกาสได้ไป และไปเห็นว่าสถานที่นั้นเป็นที่สงบสมควรแก่นักปฏิบัติธรรม ทั้งอยู่ไม่ห่างไกลกรุงเทพ ฯ มากนัก ท่านจึงไปอยู่ปฏิบัติธรรมที่ถ้ำสิงโตทองเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ แล้วเริ่มปรับปรุงให้มีความสะดวก เหมาะสมที่จะตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรม คือได้สร้างกุฏิสำหรับท่านพักหลังหนึ่ง กุฏิเล็กอีกหลายหลัง ตามไหล่เขาข้างถ้ำสิงโตทอง พร้อมทั้งโรงครัวและที่พัก สำหรับลูกศิษย์ที่ประสงค์จะติดตามไปค้างแรมหาความสงบสุข อยู่กับท่าน ท่านได้สร้างพระพุทธบาทจำลอง พระพุทธรูปแบบและปางต่าง ๆ เช่น แบบพระพุทธชินราช พระปางลีลา ปางมารวิชัย กับรูปเจ้าแม่กวนอิม เชิญไปไว้ที่ถ้ำในบริเวณใกล้ ๆ กันนั้นขึ้นอีกหลายแห่ง ได้เชิญพระพุทธรูปที่ผู้มีศรัทธาสร้างถวาย ไปประดิษฐานไว้ให้สักการะกัน ครั้งหลังที่สุดท่านได้สร้างรูปพระมหากัจจายนะนำไปประดิษฐานไว้ที่หน้าถ้ำกลาง ต่อมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๙ พระมานิตย์ซึ่งรับหน้าที่ดูแลถ้ำสิงโตทองมรณภาพลง ท่านได้ส่งพระรูปอื่นไปดูแลแทน ได้มีผู้ศรัทธาถวายที่ดินเพิ่มให้อีก ท่านจึงวางโครงการก่อสร้างให้เพิ่มเติมอีก จะสร้างโบสถ์ ศาลาการเปรียญ กุฏิ โรงเรียนเด็กสำหรับลูกชาวไร่ สระน้ำ พร้อมกับซื้อที่บริเวณหน้าถ้ำเติมอีก ๙๐ ไร่เศษ รวมกับเนื้อที่เดิมเป็น ๑๔๐ ไร่ ทำถนนเชื่อมกับถนนส่วนใหญ่ ให้เป็นทางเข้าออกที่สะดวก องค์ท่านควบคุมดูแลการดำเนินงานนี้อย่างใกล้ชิด

ประวัติการสร้างพระเครื่องของพระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ)
เกี่ยวกับประวัติในการสร้างพระเครื่องของหลวงปู่โต๊ะนั้น พระเครื่องชุดแรกสุดของท่าน จะมีทั้งหมด ๑๓ พิมพ์ด้วยกัน เช่น พระสมเด็จสามชั้น พิมพ์ขาโต๊ะ, พระสมเด็จพิมพ์เจ็ดชั้น และ พระสมเด็จสามชั้นพิมพ์หูบายศรี เป็นต้น

พระเครื่องทั้ง ๑๓ พิมพ์นี้ หลวงปู่โต๊ะได้ลงมือสร้างด้วยความตั่งใจ และปรารถนาจะให้ขลังเป็นพิเศษ โดยพยายามเสาะหาวัตถุดันเป็นมงคลและอาถรรพ์เวทย์ต่างๆ ที่มีความขลังความศักดิ์สิทธิ์มาทำ และกดพิมพ์ด้วยมือของท่านเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะหลวงปู่ได้ผู้ช่วยทำงานซึ่งเป็นอาสาสมัคร อันประกอบด้วยพระเณร และฆราวาสมาจากวัดพลับ บางกอกใหญ่ คอยแนะนำส่วนผสมและวิธีการสร้างพระเครื่องต่างๆ

ผงพุทธคุณที่หลวงปู่ได้เสาะหามาผสมในการสร้างพระเครื่องชุดแรกนี้ มีผงวิเศษที่จัดเป็นแม่เชื้อของผงทั้งหมดโดยในยุคที่หลวงปู่ออกธุดงค์บ่อยๆ นั้น หลวงปู่ได้เคยไปธุดงค์ด้วยกันกับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และหลวงพ่ออีกองค์หนึ่งซึ่งจำชื่อและความเป็นมาไม่ชัดเจน

เมื่อท่านได้กลับมาที่วัดประดู่ฉิมพลีแล้ว ท่านทั้งสามก็ได้ทบทวนวิชาที่ได้เล่าเรียนกันมา ก็ได้ผลลัพธ์ออกมาคล้ายกัน ต่างจึงตกลงที่จะเขียนสูตรผงนั้น โดยใช้ดินสอพองมาละลายน้ำมนต์แล้วปั้นเป็นแท่งเหมือนกับชอล์ก แล้วเอาใบตำลึงมาตำ คั้นน้ำมาทาแท่งดินสอพองเวลาจับจะได้ไม่ติดมือ จากนั้นก็จะลงมือเขียนตามอักขระเลขยันต์ จากปถมัง ตรีสิงเห อิทธิเจ และมหาราช ว่าไปจนครบสูตร จะเว้นไม่ได้ หากขาดไปวันหนึ่งก็ต้องเอาผงที่เขียนไว้แล้วมารวมกัน แล้วเขียนขึ้นมาใหม่ทำทุกวันต่อเนื่องกันไปจนครบสูตร

เมื่อเขียนเสร็จได้เท่าไร ต่างองค์ต่างก็จะแบ่งขึ้นมาเป็นสามกอง โดยต่างองค์ก็จะมอบให้แก่กันองค์ละกอง แล้วจึงเอาผงทั้งหมดมาผสมรวมกัน ผงที่สร้างขึ้นมานี้ ก็จะเป็นสีขาวเรื่อๆ เล็กน้อย นวลละเอียด มีพุทธคุณทางเมตตา และทางด้านอื่นๆ อีกสูงมาก ผงวิเศษที่สร้างขึ้นมานี้ก็คือ ผงวิเศษหรือที่ลูกศิษย์ของท่านได้เรียกกันว่าเป็นผง อิทธิเจ

ส่วนผสมผงทั้งหมดที่ได้มานั้น มีของวัดพลับมากที่สุดซึ่งเป็นพระวัดพลับที่ชำรุด และแตกหักจากคราวกรุแตก นอกจากนี้ ยังได้มวลสารสำคัญคือผงจากพระสมเด็จ วัดระฆังฯ ธนบุรีจำนวนเล็กน้อย ซึ่งเป็นของฆราวาสบ้านอยู่ใกล้กับวัดระฆังฯ

วิธีการแช่พระเครื่องในตุ่มน้ำมนต์ของหลวงปู่โต๊ะ
ด้วยความประสงค์ที่จะให้พระเครื่องของท่านมีความขลัง และดูน่าบูชา ท่านจะเอาพระเครื่องเหล่านี้ไปแช่น้ำมนต์ในตุ่มมังกร ซึ่งตั้งอยู่ในโบสถ์ และปลุกเสกตลอดพรรษา

วิธีการแช่พระเครื่องในตุ่มน้ำมนต์ของหลวงปู่โต๊ะนั้น ลูกศิษย์หลวงปู่ท่านหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ตุ่มมังกรที่ใช้ใส่น้ำมนต์นั้น มีอยู่ด้วยกันหลายใบมีขนาดแตกต่างกัน เล็กบ้างใหญ่บ้าง บางตุ่มก็จะมีดิน มีทรายปะปนอยู่ด้วย และในระหว่างนั้น ถ้าหากว่ามีใครเอาพวงมาลัยดอกไม้สดมาถวายแด่หลวงปู ท่านก็จะเอาพวงมาวัยนั้น ใส่ลงไปในตุ่มมังกรน้ำมนต์นั้นด้วย เป็นการหมักเอาดอกไม้สดปนอยู่ในน้ำมนต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สีสันขององค์พระแตกต่างกันออกไป

หลวงปู่จะตั้งจิตอธิษฐาน ปลุกเสกภาวนา พระเครื่องที่แช่น้ำมนต์ในตุ่มมังกร ไปเรื่อยๆ ตลอดพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วหลวงปู่ก็จะเอาพระเครื่องที่แช่ในน้ำมนต์จนได้ที่แล้วนั้น ออกมาแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหา และผู้ที่ไปหาท่านในตอนนั้น ถ้าหากพระเครื่องแช่ไว้นานกว่านั้น พระจะติดกันเป็นก้อน

คราบต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนองค์พระจึงไม่เหมือนกัน บางตุ่มที่ใส่น้ำมนต์ใหม่ๆ น้ำยังใสอยู่ องค์พระที่แช่ไว้ คราบจะออกขาวเล็กน้อย ถ้าหากเป็นตุ่มเก่า ที่แช่น้ำมนต์มาก่อนนานเป็นพรรษา คราบน้ำมนต์ก็จะตกตะกอนมีคราบจับเกาะเป็นปื้น มีสีน้ำตาลหรือสีสนิมชัดขึ้น เรื่องของคราบน้ำมนต์ที่เกาะบนองค์พระ จึงมีความแตกต่างกันไป

ในการกดพิมพ์สร้างพระเครื่องของหลวงปู่โต๊ะนั้น ท่านจะกดพิมพ์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีเวลาว่าง หลวงปู่จะทำด้วยความเพลิดเพลิน สบายใจ และทำด้วยใจรักยิ่ง หลวงปู่จะกดพิมพ์พระสลับกันไปทั้ง ๑๓ พิมพ์ โดยไม่ได้เจาะจงว่า จะทำพิมพ์นั้นจำนวนเท่านี้ พิมพ์นี้จำนวนเท่านั้น และพระทั้งหมด ๑๓ พิมพ์ ทำไว้จำนวนเท่าไร หลวงปู่ก็ไม่ได้กำหนดไว้เป็นหลักฐาน ท่านเพียงแต่บอกว่า ได้ลงมือสร้างพระมาตั้งแต่ตอนที่ท่านอายุได้ ๓๐ ปีเศษๆ

หลวงปู่ยังบอกด้วยว่า มีพระเณร และฆราวาสจากวัดพลับมาช่วยเห็นกำลังสำคัญในการสร้างพระเครื่องรุ่นแรกนี้ ตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งการแกะบล็อกแม่พิมพ์พระเครื่องชุดแรกนี้ด้วย

มีลูกศิษย์เคยถามหลวงปู่ว่าบล็อกแม่พิมพ์พระ ๑๓ พิมพ์นี้ ใครเป็นผู้แกะแบบพิมพ์ หลวงปู่บอกว่า ตัวท่านเองก็จำไม่ได้แน่นอน เพราะเป็นเวลาผ่านมานานแล้ว ท่านจำได้แต่เพียงว่า บล็อกแม่พิมพ์ของพระสมเด็จ พิมพ์ขาโต๊ะ นั้น ท่านได้มาจากฆราวาสผู้หนึ่ง ซึ่งฆราวาสผู้นี้ได้ไปพบบล็อกแม่พิมพ์อันนี้เข้าโดยบังเอิญ ที่บนขื่อหรือบนเพดานของหลวงพ่อโบสถ์น้อย วัดอัมรินทราราม บางกอกน้อย ธนบุรี

หลังจากที่หลวงปู่โต๊ะ ได้ใช้บล็อกแม่พิมพ์อันนี้ กดพิมพ์พระสมเด็จขาโต๊ะได้จำนวนหนึ่ง ไม่นานนัก (ไม่กี่ร้อยองค์) หลวงพ่อโชติ วัดตะโน ได้มาขอยืมบล็อกแม่พิมพ์นี้ไปจากหลวงปู่โต๊ะ ต่อมาบล็อกแม่พิมพ์อันนี้ก็ได้หายไป นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายออย่างยิ่ง

หลวงปู่จะทำพระเครื่องชุดแรกนี้ ร่วมกับอาสาสมัครจากวัดพลับ จนหลวงปู่มีความชำนาญ และเข้าใจวิธีการสร้างพระทุกอย่างทุกขั้นตอนได้ดีแล้ว หลังจากนั้นหลวงปู่จะกดพิมพ์พระด้วยมือของท่านเองมาโดยตลอด และได้พิมพ์สร้างพระเครื่องชุดแรกนี้มาเรื่อยๆ ทั้ง ๑๓ พิมพ์ สลับกันไป สร้างไปแจกไป ไม่หวงแหนเลย ใครมาหาท่านในช่วงนั้น ท่านก็จะแจกพระเครื่องให้เสมอ

จวบจนกระทั่งประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ กว่า ในวันหนึ่ง หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปฉันเพลที่ตลาดพลู ไปพบกับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

หลวงสด ได้ถามหลวงปู่โต๊ะว่า ผงพุทธคุณที่ได้สร้างกันขึ้นมานั้น ได้เอาไปทำอะไรบ้าง หลวงปู่ตอบว่า ได้เอาไปสร้างพระเครื่องแล้ว และก็ได้แจกจ่ายพระเครื่องนั้นให้กับลูกศิษย์ตลอดเวลาที่ผ่านมา

หลวงพ่อสด จึงได้บอกกับหลวงปู่โต๊ะว่า อย่านำผงไปสร้างพระแจกหมดเสียก่อน ให้รอท่านด้วย ท่านจะสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม จะได้ขอผงมาสร้างพระแจกบ้าง

หลังจากนั้นมา หลวงปู่โต๊ะ จึงได้เพลามือในการแจกพระเครื่องรุ่นแรก ๑๓ พิมพ์ของท่าน พร้อมกับแบ่ง ผงพุทธคุณ จำนวนหนึ่ง ให้กับหลวงพ่อสด เพื่อเอาไปสร้างพระผงของขวัญ จนเป็นที่โด่งดังในเวลาต่อมา

ในตอนนั้น ถ้าหากหลวงปู่โต๊ะไม่ได้รับการบอกกล่าวจากหลวงพ่อสดหลวงปู่ก็คงจะแจกพระเครื่องของท่านไปจนหมด ไม่เหลือมาให้ได้แจกกับศิษย์รุ่นหลังๆ ยังมีโอกาสได้รับพระจากมือของหลงวงปู่โดยตรงอีกจำนวนมากมายหลายท่านด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม พระเครื่องรุ่นแรกนี้ หลวงปู่ก็ได้แจกไปจนหมดสิ้นแล้วมิได้เหลือให้แจกกันอีก ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๒ เป็นต้นมา

นอกจากพระเครื่องขุดแรก ๑๓ พิมพ์นี้แล้ว หลวงปู่ยังได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำ พระกลีบบัวเนื้อเมฆพัด, พระสมเด็จพิมพ์ห้าชั้น, พระสมเด็จพิมพ์คะแนน และพระสมเด็จเนื้อผงผสมชานหมากก่อนปี ๒๕๐๐ อีกด้วย

หลังจากปี ๒๕๐๐ ไปแล้ว หากมีการสร้างพระเครื่องของหลวงปู่ ทั้งของวัดหรือนอกวัดก็ตาม ลูกศิษย์และฆราวาสที่มีความเคารพนับถือ และศรัทธาในตัวหลวงปู่ จะเป็นผู้ขออนุญาตจากหลวงปู่ แล้วจัดทำและสร้างมาถวายให้ทั้งนั้น แต่หลวงปู่ท่านก็ตั้งใจปลุกเสกให้อย่างเต็มที่ ดังเราจะเห็นได้จากความนิยมของวงการพระเครื่อง ที่ได้ให้ความสนใจในพระปิดตาจัมโบ้, พระปิดตารุ่นปลดหนี้, พระปิดตาจัมโบ้รุ่นสอง และพิมพ์อื่นๆ อีกหลายพิมพ์ด้วยกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเครื่องรุ่นหลังๆ นี้พระปิดตาเกือบทุกพิมพ์ต่างก็ได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งราคาเช่าหาก็จัดว่าไม่แพงจนเกินไป แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า พระปิดตาทุกๆ พิมพ์นั้น ทางวัดได้จำหน่ายไปหมดสิ้นแล้ว จะเหลือก็แต่จำนวนเพียงเล็กน้อยที่ท่านพระครูวิโรจน์กิตติคุณ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ท่านได้เก็บรักษาเอาไว้เพื่อตอบแทนสมนาคุณ แก่ผู้ที่มาร่วมเป็นกรรมการบำเพ็ญกุศล เป็นเจ้าภาพคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่โต๊ะ วันที่ ๕ มีนาคมของทุกปีเท่านั้น

สำหรับท่านที่ยังไม่เคยไปกราบไหว้หลวงปู่โต๊ะ ผู้เขียนก็อยากจะขอแนะนำให้ท่านลองแวะไปนมัสการดูสักครั้ง ท่านจะได้มีโอกาสสักการะ บูชารูปหล่อของหลวงปู่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเททองหล่อไว้ และจะได้กราบไหว้หุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่โต๊ะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวท่านเองด้วย

เบื้องปลายชีวิต
พระราชสังวราภิมณฑ์ อยู่ในสมณเพศมาตั้งแต่อายุได้ ๑๗ ปี ท่านได้เล่าเรียนพระธรรมวินัย มีความรู้แตกฉานลึกซึ้ง และถือวิปัสสนาธุระเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตอันยาวนานถึง ๙๔ ปีของท่าน เป็นรัตตัญญูผู้รู้กาลนาน เป็นครูของสาธุชนทุกหมู่เหล่า เป็นที่เคารพบูชา ศรัทธาเลื่อมใสของบุคคลทุกเพศวัย ทุกชาติชั้น นับแต่สามัญบุคคลจนถึงองค์พระประมุขของชาติ แม้อายุพรรษาจะมากเพียงใด ท่านก็มิได้ขัดศรัทธาของผู้ที่อาราธนาไปในการบุญกุศลต่างๆ มีการไปนั่งเจริญสมาธิภาวนาอำนวยสิริมงคล เป็นต้น จึงในระยะหลังๆ นี้ทำให้สังขารร่างกายท่านต้องตรากตรำมากเกินไป และเกิดอาพาธขึ้นบ่อยๆ แม้จะได้รับการเยียวยารักษาและดูแลพยาบาลอย่างดีเพียงใด กายสังขารของท่านก็ทนอยู่ไม่ไหว ท่านอาพาธครั้งสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ หลังจากกลับจากถ้ำสิงโตทอง มีอาการอ่อนเพลียลงตามลำดับ ก่อนมรณภาพ ๗ วัน ท่านลุกจากเตียงไม่ได้เลย แต่ยังพอฉันได้บ้าง นายแพทย์ต้องให้น้ำเกลือทุกวัน อาหารนั้นถวายข้าวต้มกับรังนกตุ๋น ทุกเช้าราว ๐๗.๐๐ น. ถึงวันที่ ๕ มีนาคม เวลาเช้าศิษย์ผู้พยาบาลก็ถวายข้าวต้มกับรังนกอีก คราวนี้สังเกตเห็นว่าแขนข้างขวาท่านบวม จึงกราบเรียนกับท่านว่า "แขนหลวงปู่บวมมาก" ท่านก็พยักหน้ารับคำแล้วฉันและหลับตาพักต่อไป โดยให้ออกซิเจนช่วยการหายใจตลอด เวลา ๐๙.๐๐ น. ท่านอ่อนแรงลงอีก และพอถึงเวลา ๐๙.๕๕ น. ท่านก็สิ้นลมด้วยอาการสงบดุจนอนหลับไป ณ กุฏิสายหยุด นับอายุได้ ๙๓ ปี ๑๐ เดือน กับ ๒๒ วัน

ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ควรทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดให้เชิญศพไปตั้งที่ศาลา ๑๐๐ ปี วัดเบญจมบพิตร พระราชทานเกียรติยศศพเป็นพิเศษเสมอ พระราชาคณะชั้นธรรม พระราชทานโกศโถบรรจุศพ พร้อมฉัตรเบญจาเครื่องประกอบเกียรติยศครบทุกประการ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่การศพโดยตลอด เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน และตามโอกาสอันควรหลายวาระ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และในการบำเพ็ญพระราชกุศลออกเมรุและพระราชทานเพลิงเผาศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พระราชสังวราภิมณฑ์ ตลอดจนศิษยานุศิษย์ ทุกคนหาที่สุดมิได้

พระเครื่องของหลวงปู่…บางส่วน

ขอขอบคุณข้อมูลส่วนใหญ่จาก หนังสือ "ภาสุรธรรม" ฉบับประกาศกิตติคุณ หลวงปู่โต๊ะ ๑๐๘ ปี วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร หน้าที่ 4-17

คณะผู้จัดทำ(หนังสือ) ศ.ดร.วิปัศยา ยิ่งพูนทรัพย์ มีนาคม ๒๕๓๘

ข้อมูลที่เกี่ยวกับพระเครื่องนำมาจากหนังสือที่จัดทำโดย คุณ ประสิทธิ์ ปริชาน

สำนักปฏิบัติธรรม สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี

สวนโมกขพลาราม
สำนักปฏิบัติธรรม โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ

 
 

 ท่านพุทธทาส ภิกขุ
ภาพ :
www.buddhadasa.org
สวนโมกขพลาราม อยู่บริเวณเขาพุทธทอง ริมทางหลวงหมายเลข 41 บริเวณกิโลเมตรที่ 134 เดิมชื่อวัดธารน้ำไหล มีท่านพุทธทาสภิกขุเป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2502 เพื่อเป็นสถานที่แสวงหาความสงบและศึกษาธรรม มีโรงมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยภาพศิลป์ บทกวี คติธรรมคำสอนในพุทธศาสนานิกายต่าง ๆ ภาพพุทธประวัติ ภาพจำลองจากภาพหินสลัก เรื่องพุทธประวัติในอินเดีย รอบบริเวณร่มรื่น เหมาะสำหรับเป็นที่ฝึกอบรมจิตใจและศึกษาพุทธศาสนา

มีการสอนฝึกสมาธิแก่ชาวต่างประเทศ ทุกวันที่ 1-10 ของทุกเดือน และสำหรับคนไทย ทุกวันที่ 20-27 ของทุกเดือน ตั้งแต่เวลา 8.30-17.00 น.

ติดต่อรายละเอียดได้ที่ โทร. 0 7743 1552, 0 7743 1597 หรือ www.suanmokkh.org และใกล้ ๆ กับสวนโมกขพลารามมี สวนรุกขชาติเขาพุทธทอง เป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่มีค่าไว้มาก

 

 โรงมหรสพทางวิญญาณ
ภาพ :
www.buddhadasa.org

ที่มาของชื่อ " สวนโมกข์พลาราม " : เราว่าไปคนเดียว คิด คิด คิดไปตามกฎเกณฑ์ หรือตามถ้อยคำที่มีไช้อยู่ และเพื่อขบขันบ้าง เรามันมีนิสัยฮิวเมอริสท์อยู่บ้าง ฟลุคที่ว่ามันมีต้นโมก และต้นพลา ที่สวนโมกข์เก่านั้น เอาโมกกับพลามาต่อกันเข้า มันก็ได้ความหมายเต็มว่า " กำลังแห่งความหลุดพ้น " ส่วนคำว่าอาราม แปลว่า ที่ร่มรื่น ที่รื่นรมย์ เมื่อมันฟลุคอย่างนี้มันก็ออกมาจริงจัง ตรงตามความหมายแท้จริงของธรรมะ มีความหลุดพ้น เรียกว่า " โมกข-พลาราม " เป็นชื่อสำนักป่าที่จัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมวิปัสนาธุระ

 

 ข้อมูลวัด
 สวนโมกขพลาราม SUAN MOKKHABALARAM
68/1 ถนนเพชรเกษม หมู่ 6 ตำบลเสม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84110
โทรศัพท์ (077) 431552
 
ความสำคัญ : สำนักปฏิบัติธรรม โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ
สังกัดคณะสงฆ์ : –
เว็บไซต์ : http://www.suanmokkh.org
http://www.buddhadasa.org
http://www.buddhadasa.com
http://www.rosenini.com/spiritualtheatre/ 

ขอขอบคุณที่มา…http://www.dhammathai.org/watthai/south/suanmokkh.php

ศาลหลักเมือง จ.นครศรีธรรมราช

ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

คำและความหมาย

มีคำอยู่สามคำที่คล้ายคลึงกัน แต่มี่ความหมายต่างกันชัดเจน คือ คำว่า หลักเมือง คำว่า ศาลหลักเมือง และคำว่า ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ขอแสดงความเข้าใจและคิดเห็นดังนี้

1. หลักเมือง  หมายถึง นิมิตหมาย ว่าได้สร้างเมือง ณ ที่ตรงนั้น เมื่อวัน เดือน ปี เวลา นาที เท่านั้น เท่านี้ 
2. ศาลหลักเมือง  หมายถึงสิ่งก่อสร้าง เป็นอาคารสวยงาม กะทัดรัด มั่นคง เป็นเทวสถานที่สถิตของเจ้าพ่อตามข้อ 3 
3. ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  หมายถึงที่สิงสถิตของเทพเจ้าผู้มีมเหศักดิ์ ดูแลปกป้อง คุ้มครองบ้านเมืองและประชาชน 

แบบอย่างการสร้างหลักเมือง

แบบอย่างการสร้างหลักเมืองที่ชัดเจนที่สุด คือ การสร้างหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ ณ วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54 น. เรื่องราวที่บันทึกไว้เป็นดังนี้

"หลังจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จกรีธาทัพเหยียบพระนคร ได้เพียงสองวัน วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2325 ก็มีพระบรมราชโองการสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันตก ได้ทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 เวลา 06.54 นาฬิกา พระราชวังใหม่ให้ตั้งในที่ซึ่งพระยาราชเศรษฐีและพวกจีนอยู่เดิม โดยโปรดให้ย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ที่สวนตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง แล้วจึงได้ฐาปนาสร้าง พระราชนิเวศน์มณเฑียรสถาน ล้อมด้วยปราการระเนียดไม้ไว้ก่อน พอเป็นที่ประทับ"

จากข้อความข้างต้นมีเรื่องสำคัญอยู่ประการหนึ่งคือการยกเสาหลักเมือง ซึ่งถือว่าเป็นมิ่งขวัญสำคัญของเมือง แต่เสาหลักเมืองและดวงชาตาพระนคร ที่ปรากฏในปัจจุบัน มิใช่ของที่สถาปนาในรัชกาลที่ 1 เพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรับปรุงขึ้นใหม่ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 4 ว่า

"แลที่ศาลเจ้าหลักเมือง ศาลพระกาฬ ศาลพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และศาลเจ้าเจตคุปต์นั้น เดิมเป็นแต่หลังคาตังไม้มุงกระเบื้อง ทรงพระกรุณาโปรดให้ช่างก่อรอบ มียอดปรางค์อย่างศาลพระกาฬที่กรุงเทพทวารวดี ศรีอยุธยาเก่าทั้งสี่ศาลและหอกลางนั้นเดิมสองชั้นสามชั้น ขัดแตะถือปูนทำเป็นยอดเกี้ยว โปรดให้ทำใหม่ก่อผนังถือปูน แปลงเป็นยอดมณฑป…  แล้วทรงพระราชดำริถึงหลักเมืองชำรุด ทำขึ้นใหม่ แล้วจะบรรจุดวงชาตาเสียใหม่ ณ วันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรมเก้าค่ำ (จุลศักราช 1214) พระฤกษ์จะได้บรรจุดวงพระชาตาพระนครลงด้วยแผ่นทองคำหนัก 1 บาท แผ่กว้าง 5 นิ้ว จารึกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ กรมหมื่นบวรรังษี กับพระสงฆ์ราชาคณะอีกสามรูป รวมห้ารูป เมื่อเวลาจารึกได้เจริญพระปริตแล้วพระฤกษ์ 12 พระยาโหราธิบดีได้บรรจุที่หลักเมือง เสร็จแล้วก็มีการสมโภช…."

ลักษณะของเสาหลักเมืองที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   ทรงให้สร้างใหม่นั่นเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ สูง 108 นิ้ว กว้างผ่านศูนย์กลาง 30 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว ปลายเสาเป็นชัยพฤกษ์ สูง 108 นิ้ว กว้างผ่านศูนย์กลาง 30 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว ปลายเสาเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ บรรจุเทวรูปและดวงซาตากรุงเทพมหานครที่เรียกกันว่า "เจ้าพ่อหลักเมือง" ก็ควรได้แก่ เทวรูปองค์นี้ไม่ใช่ตัวเสาและเทวรูปองค์นี้ก็มีพิธีประกาศเทวดาอัญเชิญเทพเจ้าเข้าประดิษฐานในเทวรูป  ดังปรากฏในหนังสือประกาศพระราชพิธี เล่ม 1 มีความตอนหนึ่งว่า "ข้าแต่ท้าวเทวราชสุรารักษ์  อันควรจะเสด็จสถิตนิวาสนานุรักษ์ บนยอดหลักสำหรับพระมหานคร ข้าพระพุทธเจ้า ขออัญเชิญเทพยมหิทธิมเหศวรผู้ทรงศักดิ์สิทธิ์จงเข้าสิงสู่สำนักในเทวรูป ซึ่งประดิษฐานบนยอด บรมมหานครโตรณ อันบบรจุใส่สุพรรณบัตร จารึกดวงพระชันษากรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์มหินทรายุทธยาบรมราชธานีนี้ จงช่วยคุ้มครองป้องกันสรรพไพรีราชดัษกร อย่าให้มาบีฆาถึงพระมหานครราชธานี และบุรีรอบขอบเขตขัณฑ์สีมามณฑล ทั่วสกลราชอาณาประวัติ" เนื่องจากพระราชพิธีอัญเชิญเทวดาสิงสถิตในเทวรูปดังกล่าวนี้เอง จึงทำให้ "เจ้าพ่อหลักเมือง"  มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของมหาชนมาก จากบันทึกรับสั่งสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทาน ม.ร.ว.สุมนชาติ  สวัสดิกุล ในหนังสือวงวรรณคดี ฉบับเมษายน 2491 ได้ทรงอธิบายประเพณีการตั้งหลักเมืองไว้ว่า "หลักเมืองเป็นประเพณีพราหมณ์มีมาแต่อินเดียไทยตั้งหลักเมือง ขึ้นตามธรรมเนียมพราหมณ์ ที่จะเกิดหลักเมืองนั้นคงเป็นด้วยประชุมชน  ประชุมชนนั้นต่างกัน ที่อยู่เป็นหมู่บ้านก็มี หมู่บ้านหลาย ๆ หมู่รวมเป็นตำบล ตำบลเป็นตำบล ตำบลตั้งขึ้นเป็นอำเภอ  อำเภอนั้นเดิมเรียกว่าเมือง เมืองหลายๆ เมืองรวมกันเป็นเมืองใหญ่ เมืองใหญ่หลายๆ เมือง เป็นมหานคร คือ เมืองมหานคร" 

"ตัวอย่างหลักเมืองที่มีเก่าที่สุดในสยามประเทศนี้ คือ หลักเมืองศรีเทพในแถบเพชรบูรณ์ ทำด้วยศิลาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานบัดนื้ เรียกเป็นภาษาอินเดียในสันสกฤตว่า "ขีน" ในภาษามคธว่า "อินทขีน" หลักเมืองศรีเทพทำเป็นรูปตาปู หัวเห็ด หลักเมืองชั้นหลังมาก็คงทำด้วยหินบ้าง ไม้บ้าง หลักที่กรุงเทพมหานคร ทำด้วยไม้" "เมื่อพระพุทธยอดฟ้าจุฟ้าจุฬาโลกข้ามฟากมาจากธนบุรี สิ่งแรกที่กระทำคือตั้งหลักเมือง คิดดูด้วยปัญญาก็เห็นเป็นการสมควร เป็นยุติได้แน่นอนว่าจะตั้งเมืองที่ตรงนี้ ถ้าไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมาย ความไม่แน่ก็คงมี อาจเปลี่ยนแปลงโยกย้ายได้ที่ปักไปแล้วคนเป็นใจด้วยทุกคน อนึ่ง ควรสังเกตไว้ด้วยว่า การตั้งเมืองใหญ่มีของสองอย่างกำกับกัน คือหลักเมืองและพระบรมธาตุฯ"

ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานหลักเมือง   ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสร้างสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดนครศรีธรรมราชในคราวประชุมเมื่อวันที่ 14 มกราคม  2529  และข้อเสนอของชมรมศรีธรรมราช 28  จังหวัดจึงได้ร่วมกับภาคเอกชนก่อสร้างศาลขึ้นบนที่ดินราชพัสดุบริเวณทิศเหนือของสนามหน้าเมือง  เนื้อที่ 2 ไร่   ประกอบด้วยอาคาร 5 หลัง   หลังกลางเป็นที่ประดิษฐานหลักเมือง   ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายศิลปะศรีวิชัย  เรียกว่าทรงเหมราชลีลา   วางศิลาฤกษ์เมื่อ 4 สิงหาคม  2532   ส่วนอาคารเล็กทั้งสี่หลังถือเป็นศาลบริวารสี่ทิศ   เรียกว่าศาลจตุโลกเทพ   ประกอบด้วยศาลพระเสื้อเมือง   ศาลพระทรงเมือง   ศาลพระพรหมเมือง   และศาลพระบันดาลเมือง   วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม  2535  ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในพ.ศ.2542

หลักเมืองนครศรีธรรมราช

ทำขึ้นจากไม้ตะเคียนทองที่ได้มาจากภูเขายอดเหลือง  อันเป็นภูเขาลูกหนึ่งในทิวเขานครศรีธรรมราช   ในท้องที่ตำบลกระหรอ   กิ่งอำเภอนบพิตำ   จังหวัดนครศรีธรรมราช   ขนาดความสูง 2.94 เมตร   เส้นรอบวง 0.95 เมตร   ออกแบบร่างโดยพันตำรวจเอกสรรเพชญ  ธรรมาธิกุล(ยศขณะนั้น)  ร่วมกับพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช(อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค Cool   ลวดลายที่แกะสลักตั้งแต่ฐานซึ่งเป็นวงรอบเก้าชั้นมี 9 ลาย   ส่วนบนของเสาเป็นรูปจตุคามรามเทพ (สี่พักตร์)  หรือเทวดารักษาเมือง   เหนือสุดเป็นเปลวเพลิงอยู่บนยอดพระเกตุ   รูปแบบการแกะสลักจินตนาการจากความเชื่อในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน  ซึ่งเคยมีอิทธิพลทางศิลปกรรมในภาคใต้และนครศรีธรรมราชแต่ครั้งโบราณ   เริ่มแกะสลักเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม  2529  โดยคณะอาจารย์วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช 6 ท่าน   ประกอบพิธีเบิกเนตรหลักเมืองเมื่อวันที่ 5 มีนาคม  2530   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจิมยอดชัยหลักเมืองเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม  2530   ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ศาลหลักเมืองในวันรุ่งขึ้น

ขอขอบคุณที่มา   :    http://www.jatukarm-ramatep.com/library/comment_lakmuang.html
                      :    หนังสือศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช