เผยคำทำนายต่างๆ

❖เผย 9 คำทำนายของนอสตราดามุสที่จะเกิดเหตุในปี 2015❖

๛ ถ้าพูดถึงเรื่องการทำนาย การดูดวง หรือการที่พูดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ก็คงมีทั้งคนที่เชื่อและที่ไม่เชื่อ บางคนก็อาจจะบอกว่างมงาย
แต่บางคนก็เชื่อจนไม่ต้องมีเหตุผลมากำกับ แต่ถ้ากล่าวถึงว่า คำทำนายหรือการทำนายเกี่ยวกับโลกใบนี้หรือสถาณการณ์ที่จะเกิดขึ้น จากการทำนานของนักพยากรณ์ที่มีชื่อเสียง
อย่าง นอสตราดามุส ที่เป็นนักพยากรณ์ชื่อดังของโลก และเหตุการณ์ที่เข้าทำนายก็ได้เกิดขึ้นมาแทบทุกอย่าง ก็ถือว่าเป็นที่น่าสนใจและน่าจับตามองเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นที่ถูกทำนายไว้เป็นอย่างยิ่ง
➢➢ โดยเฉพาะในปีนี้ 2015 ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ดังนี้ ♞คำทำนายที่ 1 ในปี 2015 สหรัฐอเมริกาจะพบเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุด ที่จะนำไปสู่ความหายนะทางด้านมนุษยธรรม
♞คำทำนายที่ 2 ในปี 2015 ผู้นำ 4 มหาอำนาจของโลก รวมทั้งฝรั่งเศส และเยอรมัน จะถูกผู้ไม่หวังดีลอบทำร้าย
♞คำทำนายที่ 3 ในปี 2015 นักวิทยาศาสตร์จะค้นพบยาอายุวัฒนะ เพื่อความเยาว์อันเป็นนิรันดร์
♞คำทำนายที่ 4 ในปี 2015 ไฟฟ้าจะถูกลง เทคโนโลยีขั้นสูงจากพลังงานแสงอาทิตย์ จะถูกนำมาใช้มากขึ้น เพื่อช่วยรักษาสมดุลของเศรษฐกิจโลก
♞คำทำนายที่ 5 ในปี 2015 ความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมจะดีขึ้น แต่ในสหรัฐฯจะเกิดวิกฤตทางการเงินครั้งใหญ่
♞คำทำนายที่ 6 ในปี 2015 ภูเขาไฟวิสุเวียสหรือปอมเปอี จะระเบิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีหรือ ต้นปี 2016
♞คำทำนายที่ 7 ในปี 2015 พระเจ้าองค์ใหม่จะถือกำเนิดขึ้นบนโลก เพื่อชี้ทางสว่างให้กับผู้คนและช่วยเหลืออารยธรรมจากความชั่วร้ายรวมทั้งภัยพิบัติและสิ่งเลวร้ายต่างๆในอนาคต
♞คำทำนายที่ 8 ในปี 2015 ศาสนาใหม่จะถือกำเนิดขึ้นโดยจุดเริ่มต้นที่รัสเซีย โดยในปี 2040 ศาสนานี้จะกลายเป็นศาสนาเดียวในโลก
♞คำทำนายที่ 9 ในปี 2015 จะเกิดความรุนแรงในตะวันออกกลาง ภายในครึ่งปีแรก อิหร่านและตุรกีจะเกิดปัญหาขัดแย้งกัน ทำให้โลกหมิ่นเหม่ต่อสภาวะสงครามโลกครั้งที่ 3 ๛

✡✡”พระเจ้าจักรพรรดิ์” ในจิตทัศน์ของนอสตราดามุส✡✡

➣” เสียงนุ่มนวลแห่งมิตรไมตรีอันศักดิ์สิทธิ์ ได้ยินจากแผ่นดินทิพย์ แสงเพลิงมนุษย์ ฉายรองรับเสียงประเสริฐนั้น จะเป็นเหตุให้โลกต้องเปื้อนเลือด สมณเพศทั้งหลายที่ไม่ยึดถือศีล (พรหมจรรย์) และนำไปสู่การทำลายโบสถ์วิหารที่ไร้ความบริสุทธิ์ ”
(ซ.1 ค.96 )

นับ ว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกน่าอัศจรรย์อย่างมากเลยทีเดียว ที่นอสตราดามุสได้เขียนโคลงทำนายบทนี้ขึ้นเมื่อ 450 ปีก่อน ภายใต้สังฆจักรโรมันคาทอลิก สมมุติว่าท่านได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีประวัติยาวนานถึง 2,000 ปีกว่ามาแล้วในสมัยนั้น

ถ้า ในจิตทัศน์ของท่านไม่ได้เห็น สัจธรรมบางอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีส่วนสัมพันธ์กับศรัทธาใหม่ของโลกโดยตรง คำว่า ” มิตรไมตรีอันศักดิ์สิทธิ์ ” นี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากพระนามของ………… บุคคลผู้นี้เป็น Sacred Friend จะเป็นใครก็ตาม แต่การใช้คำว่า ” มิตรไมตรีอันศักดิ์สิทธิ์ ” หรือ ” เพื่อนผู้ศักดิ์สิทธิ์ ” แสดงให้เห็นว่าผู้ที่จะมาโปรดสัตว์ในโลกยุคนี้ จะไม่ใช่เป็นบุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน

อีกทั้งมาจากแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ หรือ Holy Ground อีกด้วย ก็ยิ่งชี้ชัดว่าน่าจะเป็นองค์………….. ซึ่งนายจอห์น ฮอค ฟันธงว่าจะเสด็จมาในโลกนี้ประมาณ ระหว่างคริสต์ศักราช 2000 ( พ.ศ.2543 ) หรือกว่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับวันเวลาที่พระเยซู หรือพระมาซิอาร์ พระมะฮุดีย์ ตามความเชื่อของมุสลิม จะเสด็จมาในวันพิพากษาโลกนี้ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อกันอย่างเงียบๆ ว่าอาจจะเป็นพระศาสดาโพธิสัตว์องค์เดียวกันก็ได้

✰การเสด็จมาของ…………….ก็คงต้องมาชำระสะสางความเสื่อมของศาสนาอยู่แล้ว ในภาวะที่มีการวิวัฒนาการ บรรดาพระสงฆ์สมณเพศผู้ยึดถือพรหมจรรย์ ก็คงไม่แตกต่างอะไรกับนักบุญทั้งหลายผู้เสียสละในอดีต วันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นคงต้องผ่านขั้นตอนตามปรกติวิสัย ซึ่งบางครั้งอาจต้องมีความเจ็บปวดอันเกิดจากการต่อต้าน หรือขัดแย้งทางอุดมการณ์และความคิดเกิดขึ้น ซึ่งในหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นในอดีต การเสียสละของนักบุญอาจถึงกับต้องเลือดตกยางออก✰

” อังคารกับคฑาของจูปิเตอร์ (พฤหัส) เล็งลัคน์
เกิดสงครามมหาวิบัติภายใต้ราศีกรกฎ
หลังจากนั้นไม่นาน กษัตริย์ใหม่จะถูกสถาปนา เป็นผู้นำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์เป็นเวลายาวนาน ”
( ซ.6 ค.24 )

✰ ✰ วรรค ที่น่าสนใจในโคลงบทนี้ ได้แก่วรรคที่มีคำว่ากษัตริย์ ที่จะนำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์ หลายฝ่ายตีความกันว่า นอสตราดามุสกำลังพูดถึงวันที่โลกชำระบาปแล้ว หลังจากกลียุคอันเกิดจากสงคราม ภัยพิบัติอันเกิดจากธรรมชาติ หรือโรคระบาด โลกจะปรากฎผู้นำใหม่ที่มาในมิติที่อยู่เหนือธรรมชาติ อาจจะเป็นพระศาสดา………… พระมาซิอา พระมะฮุดีย์ หรือพระยาธรรมิกราช ที่เสด็จมาโปรดสัตว์ตามพุทธทำนาย ตามคำทำนายในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือตามพระวัจนะในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านก็ได้

➣” บรรยากาศ ท้องฟ้า แผ่นดินโลกจะมืดลง และถูกบดบังจนมืดครึ้ม แม้แต่คนไม่เชื่อศาสนา ยังพร่ำเรียกหาพระผู้เป็นเจ้ากับนักบุญ…. ”
( ซ.9 ค.83 )

❖คำทำนายของนอสตราดามุสข้างต้นนี้❖ คล้องจองกับพุทธทำนายที่บอกว่า ท้องฟ้าจะมืดเจ็ดวันเจ็ดคืน ครุฑจะบินกลับถิ่นสถาพร คนจรจะกลับกรุง ฟูกจะมีหนาม ผีป่าจะเข้าบ้าน ผีบ้านจะเข้าไพร….และในพระคัมภีร์ไบเบิลกับพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน ทำนายว่าพระอาทิตย์จะมืดลง ดวงจันทร์จะหยุดส่องแสง ดวงดาวบนท้องฟ้าจะร่วงหล่น…ช่างเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งเลยที เดียว…..

✪(คัดลอกมาจาก หนังสือนอสตราดามุส ฉบับเพิ่มเติมเกี่ยวกับศรัทธาใหม่ เขียนโดยศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน)✪

✐๛ ช้างเผือกกับคำทำนายของหลวงปู่มั่น
ซึ่งเป็นการสนทนาระหว่างหลวงปู่ขาว กับ หลวงพ่อทูล เรื่องคำทำนายของหลวงปู่มั่น เกี่ยวกับช้างเผือก ซึ่งมีเนื้อความดังนี้
หลวงปู่ขาวเล่าเรื่องช้างเผือกให้ฟังว่า
เมื่อเสร็จธุระจากกฐินวัดป่าหนองแซงแล้ว ก็ได้กลับไปวัดถ้ำกลองเพล ได้พูดคุยธรรมกับหลวงปู่ตามปกติในวันหนึ่งได้อยู่กับหลวงปู่สององค์ หลวงปู่ได้ถามข้าพเจ้าว่า

➣➣”ทูล เคยนิมิตว่าได้ขี่ช้างเผือกไหม”

ขอโอกาสหลวงปู่ กระผมเคยนิมิตว่าได้ขี่ช้างเผือกครั้งหนึ่ง หลวงปู่พูดว่า

➣➣”ขี่อย่างไร เล่าให้เฮาฟังซิ”

✴ก็ขอโอกาสเล่าให้หลวงปู่ฟังดังนี้ ในคืนหนึ่งเมื่อเข้าสมาธิได้ที่แล้ว ในโลกนี้มีความสว่างเห็นไปหมดทุกทมองขึ้นไปบนอากาศก็มีความสว่างไสวเช่นกัน ในขณะนั้นเห็นหลวงปู่มั่นนั่งอยู่บนหลังช้างเผือกขนาดใหญ่ และมีครูอาจารย์องค์อื่นๆนั่งอยู่บนหลังช้างเผือกยืนเรียงแถวกันอยู่หลายองค์ จากนั้นช้างเผือกที่หลวงปู่มั่นนั่งอยู่ก็ลอยขึ้นสู่อากาศ และช้างเผือกตัวอื่นๆก็พาครูอาจารย์ลอยขึ้นสู่อากาศเช่นกัน จากนั้นก็มาถึงตัวช้างเผือกที่กระผมนั่งอยู่ก็ได้ลอยขึ้นไปตามช้างเผือกกลุ่มใหญ่ ได้ลอยอยู่บนอากาศเป็นวงกลม ช้างเผือกแต่ละตัวมีการประดับประดา ด้วยเครื่องเพชรนิลจินดา ประดับด้วยผ้าสีทองที่มีความสวยงามมาก ในท้องฟ้าอากาศมีรัศมีระยิบระยับแพรวพราว สว่างเต็มท้องฟ้าไปหมด แล้วมีเสียงประกาศว่า

➣➣”นี้เป็นกลุ่มคณะช้างเผือก ที่หลวงปู่มั่นได้พาหมู่คณะไปสู่พระบรมสุข คือ วิมุตตินิพพานในกาลครั้งนี้”

✴จากนั้นจิตก็ได้ถอนออกจากสมาธิ ก็ได้พิจารณาว่า เป็นเรื่องปกติที่ผู้ปฏิบัติได้มาถึงจุดนี้แล้ว ถือเป็นความสมบูรณ์ เป็นอุดมมงคล เพราะช้างเผือกเป็นช้างทรงของพระราชา จะตีความว่า ราชาธรรม นี้ก็เป็นได้ หมายถึงผู้จบในภาคการศึกษา คือจบในอาตยนะนั่นเอง หรือจะเรียกว่าเป็นผู้ที่เรียนจบในประโยค ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้แล้วอย่างสมบูรณ์

✴จากนั้นหลวงปู่ขาวเพียงแต่ยิ้มแล้วพูดว่า

➣➣”ในสมัยเฮาอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเคยประกาศให้คณะสงฆ์ทั้งหลาย ได้รับรู้ไว้ว่า เมื่อเราได้ตายไปแล้ว จะมีช้างเผือกหนุ่มตัวหนึ่ง เหาะไปมา แสดงอภินิหาร ให้คนทั้งหลายได้รู้เห็นในความสามารถต่างๆ มากมาย พระเถระทั้งหลายได้ฟังแล้ว ก็มีความเข้าใจความหมายว่า ในยุคต่อไป จะมีพระอรหันต์หนุ่มเกิดขึ้น จะได้แสดงความรู้ความสามารถ เผยแผ่ธรรมให้คนทั้งหลายได้รับรู้ความจริงในสัจธรรม จะมีผู้ปฏิบัติตามได้รับผลมากทีเดียว”

ข้าพเจ้าก็ถามหลวงปู่ขาวว่า ขอโอกาสหลวงปู่ ช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นเกิดขึ้นหรือยัง หลวงปู่ก็พูดว่า

➣➣”เกิดขึ้นแล้ว”

✴ก็ถามหลวงปู่ต่อไปว่า ช้างเผือกหนุ่มนั้นอยู่ที่ไหน กระผมอยากรู้ อยากไปกราบท่าน หลวงปู่ยิ้มๆแล้วพูดว่า “ไม่บอก หาเอาเองแล้วกัน” เรื่องช้างเผือกหนุ่มนั้น พระอาจารย์วัน อุตฺตโม และพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ก็เคยพูดในเรื่องช้างเผือกหนุ่มนี้ให้ฟังเช่นกัน เมื่อข้าพเจ้าถามท่านว่าเป็นอาจารย์องค์ใด ท่านก็ไม่บอกเช่นกัน
หากมีคำถามข้าพเจ้าว่า ช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นเกิดขึ้นหรือยัง ข้าพเจ้าก็จะตอบว่าเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าช้างเผือกเชือกนั้นอยู่ที่ไหน หรือท่านอาจจะเห็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าเป็นช้างเผือก เพราะช้างเผือกนั้นอาจใช้สีดำทาเพื่ออำพรางตัวเอาไว้จึงไม่มีใครรู้ ขอให้พวกเราค้นหาช้างเผือกหนุ่มนั้นให้พบ เมื่อพบแล้ว กรุณามาบอกข้าพเจ้าก็แล้วกัน เพื่อจะได้ไปกราบคารวะและฟังธรรมจากช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นให้สมใจ การทำนายของหลวงปู่มั่นนั้น หลวงปู่ขาวพูดว่า “มีความแม่นยำมาก พูดคำใดคำนั้น เพราะหลวงปู่มั่นมีความชำนาญด้วยญาณ อตีตังสญาณ ท่านรู้ในเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว อนาคตังสญาณ ท่านรู้ในเรื่องอนาคต”

✴อภินิหาร ๓ อย่าง✴

ที่หลวงปู่มั่นว่าช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หลายคนอาจตีความหมาย ไม่ตรงตามหลวงปู่มั่นก็อาจเป็นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ได้อ่านในตำรา หรือได้ฟังจากครูอาจารย์มามากว่า อภินิหารต้องเป็นผู้มีฤทธิ์ สามารถดำดินเหาะเหินไปบนอากาศได้ เช่นได้อ่านเรื่องอภิญญา มีจักขุญาณ มีญาณทางตาที่เรียกว่าตาทิพย์ กำหนดจิตให้เห็นรูปเทวดา นรก และสิ่งอื่นๆได้ โสตญาณ มีญาณทางหู เรียกว่าหูทิพย์ กำหนดจิตฟังเสียงในหมู่เทวดาและสัตว์นรก และกำหนดฟังเสียงอื่นๆได้ เจโตปริยญาณ เป็นญาณรู้ทางใจ กำหนดจิตรู้ในความคิดความเห็นของคนอื่นได้ มโนอิทธิญาณ เป็นฤทธิ์ทางใจ กำหนดจิตให้เป็นนั่นเป็นนี่ หรือเป็นหลายคนได้ อิทธิวิธี เป็นอภินิหารทางใจ สามารถเหาะเหินไปมาที่ไหนได้ คนส่วนใหญ่จะมาเข้าใจว่า อภินิหารต้องเป็นอย่างนี้

❖ในความหมายของหลวงปู่มั่น ว่าช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หมายถึงอภินิหาร ๓ อย่างคือ❖

✧อิทธิปาฏิหารย์ แสดงฤทธิ์ได้นานาประการ
✧อาเทสนาปาฏิหารย์ มีญาณรู้วาระจิตคนอื่น แล้วพูดดักใจคนอื่นได้
✧อนุสาสนีปาฏิหารย์ มีความสามารถแสดงธรรมได้อย่างมีเหตุผล ทำให้คนที่ฟังเข้าใจในความหมายได้อธิบายธรรมหมวดที่คนเข้าใจได้ยาก มาอธิบายให้คนเข้าใจง่าย อธิบายธรรมหมวดยาว สามารถย่นย่อธรรมที่ยาว มาอธิบายโดยย่อให้คนเข้าใจได้

✴อภินิหาร ๓ ข้อนี้ ข้อ ๑ ข้อ ๒ ที่ทำให้เกิดขึ้นได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ แต่พระพุทธเจ้ามาสรรเสริญ อนุสาสนีปาฏิหารย์ ในข้อ ๓ เพราะเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและมรรคผลนิพพาน ฉะนั้นหลวงปู่มั่นว่ามีช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หมายถึง อนุสาสนีปาฏิหารย์ เป็นผู้มีความสามารถแสดงธรรม ให้เป็นไปในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง ทำให้คนมีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ตามแนวทางที่เป็นจริง แสดงธรรมให้คนเข้าใจในอุบายการปฏิบัติ เพื่อเป็นไปในมรรคผลนิพพาน หลวงปู่มั่นมีความหมายเป็นอย่างนี้ ขอให้พวกเราได้เข้าใจ เพื่อจะได้ค้นหาช้างเผือกหนุ่มได้ง่ายขึ้น มิใช่ว่าคอยไปดู เมื่อไรหนอท่านจะเหาะขึ้นสู่อากาศ เมื่ิอไหร่หนอท่านจะดำดินและหายตัวให้ดู ถ้าจะหาในวิธีนี้ รับรองได้ว่า จะไม่พบช้างเผือกหนุ่มอย่างแน่นอน เพราะตีความหมายในอภินิหารผิดไป จึงทำความเข้าใจแก่ท่านดังนี้

๛พุทธทำนายถอดความจากศิลาจารึก เชตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย

✴✴”พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่ง เมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์….จะเสด็จมาเสริมสร้างพระศาสนาของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปอีก 5,000 พระวรรษา” ✐๛

✪✪พระเถระ ผู้ทรงธรรมฤทธิ์ คือ พระมหาเถระโพธิสัตว์ เชี่ยวชาญทางอภิญญาในสุวรรณภูมิ ที่อยู่ในหนังสือทิพย์อำนาจ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นผู้บอกไว้

๛หลักฐานจากหนังสือทิพยอำนาจ ของลูกศิษย์ หลวงปู่มั่น
หลักฐานหนังสือทิพยอำนาจ ของลูกศิษย์ หลวงปู่มั่น และหลวงปู่มั่นท่านก็ยืนยันว่าเป็นจริง มีรายละเอียดดังนี้

✴✴ ” หลังพุทธ ปรินิพพานมา พระพุทธศาสนาจะกลับเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุดคล้ายสมัยพุทธกาล พระมหาเถระโพธิสัตว์ ผู้ มีบุญญาภิสมภาร มีอิทธาภินิหาร เชี่ยวชาญทางอภิญญาในสุวรรณภูมิ จะได้เป็นประธานาธิบดีสงฆ์ ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ เริ่มต้นที่อินเดียไปยุโรปและอเมริกา ” ✐๛
✪✪หลักฐานหนังสือทิพยอำนาจ หน้า 312-313 และ328-329 ✪✪

๛หลักฐานจากหนังสือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ชื่อ หนังสือลูกศิษย์บันทึกพิเศษ วัดจันทาราม(ท่าซุง)
พระพุทธเจ้าท่านทรงพยากรณ์ไว้ว่า …

✧✧”ณ บริเวณแห่งนี้ต่อไป ความเจริญรุ่งเรืองจะมีมาก มีผู้คนเข้ามาถึงมรรคผลเป็นจำนวนหลายล้านคน ส่วนพระโพธิสัตว์ที่ได้รับคำพยากรณ์ จากพระพุทธเจ้าก็จะมารวมอยู่ที่แห่งนี้ด้วย จากนั้นจะมีผู้มีบุญใหญ่ที่ชาวโลกทั้งหลาย รอคอยกันมานานจะมาปรากฏกายให้เห็น…ซึ่งท่านผู้นี้จะเป็นผู้สอนอริยะ ประเพณี และพุทธประเพณี และท่านจะพาผู้ที่มีใจอยู่ในธรรม ไปเยี่ยมโลกธาตุจักรวาลอื่น ดุจฝูงนกบินขึ้นไปในอากาศ และอีกไม่นาน พระศาสดาทั้งหลายจะถูกรวมเป็นหนึ่งโดยท่านผู้นี้” จบคำพยากรณ์

จากนั้น✴✴ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “พระ โพธิสัตว์ใหญ่ ในขณะที่ท่านบำเพ็ญบารมีสำคัญๆ อยู่ และก็ผ่านอุปสรรคบารมีนั้นไปได้แล้ว ชาวโลกก็เห็นความสำคัญของท่านเป็นพิเศษ ยกย่องท่านเป็น “พระเจ้า” เพราะท่านมีฤทธิ์ มีคุณธรรมประจำใจ มีความบริสุทธิ์ใจต่อสัตว์โลกทั้งหลาย แม้ตถาคตเอง ขณะบำเพ็ญบารมีในปลายศาสนาพระพุทธกัสสป ชาวโลกทั้งหลายก็ยกย่องตถาคตให้เป็นพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ และพระโพธิสัตว์อีกหลายท่าน ที่เป็นพระพุทธเจ้าต่อจากตถาคตในกัปนี้ ขณะที่บำเพ็ญบารมีอยู่ในโลกมนุษย์ บริวารก็ยกย่องและเรียกท่านว่า “พระเจ้า”✎๛

✪✪ที่มาหนังสือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ชื่อ หนังสือลูกศิษย์บันทึกพิเศษ วัดจันทาราม(ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี พฤษาคม 2540 หน้าที่ 261✪✪

บิ๊กเซอร์ไพรส์

ศาสดาองค์ใหม่ถือกำเนิดแล้วบนโลก
โปรดคอยติดตาม การประกาศศาสนาและแสดงปฐมเทศนา เร็วๆนี้
จิ๊กซอร์ต่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว

พระแม่โพสพ

1424941583762

ความเป็นมาของพระแม่โพสพ จากการรวบรวมข้อมูลการจัดสร้าง พระแม่โพสพ ของวัดต่างๆ พบว่า วัดในแถบจังหวัดภาคกลาง โดยเฉพาะวัดที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาหลายสิบวัดต่างสร้าง พระแม่โพสพออกมาให้ชาวนาบูชา  ปรากฏว่าได้รับความนิยมจากชาวนา ที่เช่าบูชาหมดเกือบทุกวัด นอกจากนี้ยังมีวัดบางแห่งจัด สร้างพระแม่โพสพ เนื้อผงและเนื้อโลหะ แบบบูชาห้อยติดตัว แต่ไม่ได้รับความนิยม ด้วยเหตุที่ว่า คนจะบูชาพระแม่โพสพไว้ที่หิ้งบูชา ไม่ใช่นำมาแขวนคอ เหมือนเทพองค์อื่นๆ เช่นเดียวกับการบูชานางกวัก นอกจากนี้แล้ววัดหลายแห่งยังจัดสร้าง รูปปั้นพระแม่โพสพ ไว้ในวัด เพื่อเป็นที่สักการบูชาของชาวนาในละแวกใกล้เคียงอีกด้วย

ในบรรดาวัดที่จัดสร้าง พระแม่โพสพ รุ่นที่พิเศษที่สุดหนึ่งเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้ คือการจัดสร้างโดย พระศุภกิจ มหิทธิโก เจ้าอาวาสวัดวังหอมวิปัสสนาราม  ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช  หรือที่ลูกศิษย์เรียกสั้นๆ ว่า “พระอาจารย์ชา” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง ทางด้านเมตตามหานิยมโชคลาภโภคทรัพย์ ถือว่า ได้รับความนิยมอยู่ในลำดับต้นๆ ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา พระอาจารย์ชา ได้ทำนาปลูกข้าวทิพย์ ที่วัดวังหอมวิปัสสนาราม เป็นครั้งแรก เริ่มทำพิธีแรกนาขวัญ เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๗ พร้อมทำพิธีสวดมนต์ปลุกเสกตลอดไตรมาส เข้าพรรษา รวมเป็นเวลาถึง ๔ เดือนเต็ม และเก็บเกี่ยวรวงข้าวทิพย์บรรจุกล่องเมื่อต้นปี มีให้บูชาทั้งแบบเป็นกอและเป็นรวง ปรากฏว่า หลังจากข้าวพระอาจารย์ชาออกมาแล้ว ได้รับความนิยมจากญาติโยมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ชมรายการพลังใจ ทางเอชพลัสแชนแนล  ที่มีพระอาจารย์ชาเป็นวิทยากร ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๘.๒๐-๑๙.๓๐ น.

“อาตมาปลูกข้าวแล้วให้นำไปบูชากันเพื่อระลึกถึงคุณของพระแม่โพสพ เพราะท่านมีคุณต่อชาวนาและคนที่กินข้าวทุกคนในประเทศ ซึ่ง พระอาจารย์ชา ได้อธิบายถึงคติความเชื่อในคุณของพระแม่โพสพว่า ความรู้สึกของคนไทยที่มีต่อพระแม่โพสพ เป็นความรู้สึกสำนึกถึงบุญคุณ ที่ให้อาหารเลี้ยงชีวิต ข้าวนั่นเอง คือ แม่โพสพ คนไทย จึงให้ความเคารพข้าว ไม่ใช้คำหยาบคาย หรือแช่งด่าต้นข้าว หรือเมล็ดข้าว ถ้าทำข้าวหก ก็จะก้มลงเก็บอย่างเรียบร้อย ไม่ข้าม ไม่เหยียบ ไม่ใช้เท้ากวาด ข้าวจะเก็บไว้เป็นที่เป็นทาง อย่างเรียบร้อย ไม่ทิ้งเรี่ยราด เลอะเทอะ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ข้าวสาร หรือข้าวสุก เมื่อรับประทานข้าว จะรับประทานอย่างเรียบร้อย ไม่ทำเลอะเทอะมูมมาม เมื่ออิ่มก็จะไหว้ขอบคุณแม่โพสพ ผู้ใหญ่แต่เก่าก่อน นับถือแม่โพสพมาก เมื่อแรกทำนาจนกระทั่งถึงเวลาไถคราด เก็บเกี่ยวรวงข้าวด้วยเคียวเหล็ก จะต้องประกอบพิธีเซ่นบูชาแม่โพสพทุกระยะไป เช่น ก่อนหน้าเวลาฤกษ์แรกนา จะปลูกศาลเพียงตา สูงระดับสายตาคน ณ ที่ใดที่หนึ่ง ที่กำหนดไว้เป็นที่แรกนา ตระเตรียมเครื่องสังเวยบูชาแม่โพสพให้ครบถ้วน พร้อมทั้งกล่าวคำขวัญเป็นถ้อยคำไพเราะ อ้อนวอนแม่โพสพให้คุ้มครองรักษาต้นข้าว

ส่วน การบูชารวงข้าวทิพย์ของพระอาจารย์ชานั้น ท่านบอกว่า ให้นำบูชาขึ้นหิ้งตั้งแยกหรือรวมกับเทพองค์อื่นๆก็ได้แต่ไม่ให้วางรวมกับพระ โดยให้ตั้งกล่องข้าวเป็นแนวตั้งห้ามวางแนวนอน เมื่อจะบูชาหรือขอให้ท่านช่วยในสิ่งใดให้จุดธูป ๙ ดอก แล้วท่องคาถาบูชาพระแม่โพสพว่า โพสะวะโภชะนัง อุตตะมะ ลาภัง มัยหัง สัพพะสิทธิหิตั้ง โหตุ เสร็จแล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานขอ

1424941602312

ตำนานพระแม่โพสพ “แม่โพสพ” ตามสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พระแม่โพสพ  แปลว่า “เทวดาประจำพืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งปวง” มวลมนุษยชาติเชื่อถือ และกราบไหว้บูชามาตั้งแต่ครั้งโบราณของชาวไทย ลาว และละแวกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา บูชาเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญชาติ ที่เพาะปลูกตามฤดูกาล โดยจะทำพิธีบูชาแม่โพสพ ด้วยอาหาร มีข้าวปากหม้อ กล้วย อ้อย เป็นต้น แม่โพสพเป็นสตรีเพศ ร่างงาม แต่งกายด้วยผ้าผ่อนแพรพรรณสมัยโบราณ ห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าจีบชายกรอมลงมาถึงปลายหน้าแข้ง ทรงเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ตระการตา ไว้ผมยาวสลวยประบ่า มีกระจังกรอบหน้า คล้ายมงกุฎ และจอนหูงอนชดช้อย มือข้างหนึ่งชูรวงข้าว ส่วนอีกข้างถือถุงโภคทรัพย์เต็มถุง ประทับนั่งพับเพียบ เรียบร้อย แบบแพนงเชิงอย่างไทยโบราณ

ตำนานพระแม่โพสพ ตำนานหนึ่งเล่าว่า มีฤาษีมหากระไลย์โกฏอยู่สันโษในอรัญ บำเพ็ญพรหมขันธุ์ในกุฏิ เพลาหนึ่งเกิดอสุนีฟ้าฟาด อากาศวิปริตโกลาหล ฟ้าฝนก็ตกลงมามิหยุดหย่อน มีเมล็ดข้าวปลิวว่อนกระจาย พอฟ้าฝนหายฤๅษีก็เห็นเป็นอัศจรรย์ จึงจัดสรรนำไปปลูกริมฝั่งนทีสระน้ำ ฝนชะตลอดมา จนข้าวกล้าแตกรวง กาลล่วงเข้าฤดูหนาว เมล็ดข้าวแก่จัด พระฤๅษีโสมนัสยิ่งนัก ครั้นจะนำมากินก็กริ่งเกรงจะเบื่อเมา อันตัวเราก็เพิ่งพบคราวนี้ คราวหนึ่ง สกุลณีสกุณามาเป็นหมู่ บินจู่โจมกินข้าวสาลี ฤๅษีเห็นดังนั้นพลันรู้ว่า หมู่ปักษามิได้ตายวายชีวิต ก็คิดว่าคงเป็นอาหารอันโอชารส พระดาบสจึงเก็บพันธุ์ข้าวไว้เพาะปลูกกระจายลูกหลานเหลน ได้เป็นอาหารของมนุษย์สุดประเสริฐ โดยกำเนิดขององค์ดาบส ตราบเท่าทุกวันนี้

ตำนานพระแม่โพสพอีกตำนานหนึ่ง

พระแม่โพสพเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ เป็นสนมเอกขององค์อัมรินทร์ธิราช วันหนึ่งก็นำดอกไม้ไปถวายองค์อัมรินทราธิราช พระองค์ก็มองเห็นว่า แม่โพสพซึ่งมีเนื้อเหลืองดังทองนั้นผิวดูหม่นลง จึงบอกให้นางเสียสละเนื้อให้แก่ชาวโลก นางก็เสด็จลงมาโดยเก็บดอกไม้สวรรค์มาด้วย มาหาฤาษีตาไฟ ฤาษีตนนี้ปกติจะนั่งหลับตาตลอดเวลา จะลืมตาเวลาที่ดอกไม้ในป่าหิมพานต์บานเพียงครั้งเดียวโดยออกจากฌานด้วย ถ้าไม่ได้ออกจากฌานแล้วลืมตาไฟก็จะไหม้

      เมื่อพระแม่โพสพเข้าไปหาฤาษีนั้น กลิ่นดอกไม้ก็ไปเข้าจมูกฤาษี ฤาษีจึงลืมตา ไฟไหม้พระแม่โพสพลงเป็นเถ้า หล่นข้างหน้าฤาษี ฤาษีเห็นดังนั้นก็แปลกใจ และสงสารจึงชุบขึ้นมา พระแม่โพสพจึงบอกวัตถุประสงค์ว่าตนต้องการจะสละเนื้อของตนให้เป็นข้าวให้ชาวโลกกิน แล้ว กลายรูปเป็นเมล็ดข้าว พระฤาษีจึงใช้ไม้เท้าตีลงบนข้าวและอธิษฐาน ข้าวแตกกระจายเป็นแมลงเม่าบินลงมาตกทั่วภาคพื้นดิน มนุษย์จึงเก็บพืชพันธุ์ไปปลูกให้ลูกหลานกิน ในเดือน 10-11 ข้าวตั้งท้อง ตะวันจะอ้อมข้าวเพราะเกรงใจแม่โพสพที่กำลังตั้งท้อง

ตำนานแม่โพสพ ฉบับชาวพัทลุง
ในขณะที่ ตำนานแม่โพสพ ฉบับชาวพัทลุง ได้บอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจของ เจ้าแม่แห่งข้าว เอาไว้ดังนี้ กล่าวคือ นานมาแล้ว มีเทพธิดาองค์หนึ่ง เป็นเทพธิดาแห่งข้าว อาศัยอยู่บนสวรรค์ มีความประสงค์จะให้มวลหมู่มนุษย์ทั้งหลายนี้มีข้าวกิน จึงจำแลงกายลงมาบนโลก ในร่างของหญิงชรา อันนำพาห่อผ้ามาด้วย ซึ่งในห่อผ้านี้เอง มีเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่ หญิงชราเดินไปในหมู่บ้าน มีแต่ผู้คนรังเกียจ จนไปพบกระท่อมเก่าๆ หลังหนึ่ง ซึ่งมีผัวเมียผู้ใจบุญ แต่ยากไร้ซึ่งเงินทอง อาศัยให้ที่พักพิง หญิงชราซึ้งในน้ำใจของผัวเมียคู่นี้ จึงมอบห่อผ้าที่มีเมล็ดข้าวอยู่ข้างในให้ โดยบอกให้เอาเมล็ดข้าวนี้ไปโปรยลงสู่พื้นดิน เมื่อเมล็ดข้าวได้รับน้ำ ก็เกิดความชุ่มชื่น เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ออกรวงแล้วก็สุก และนำมากินเป็นอาหารได้ หญิงชราจึงให้ผัวเมียเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวนี้ไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านในหมู่ บ้าน  แล้วบอกว่า นี่คืออาหารที่ใช้กินต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อพูดจบหญิงชราก็หายตัวไป

ต่อจากนั้น เมื่อถึงเดือนหกฝนก็เริ่มตก ชาวนาจะแรกไถนา ประเพณีบูชาพระแม่โพสพ และทำพิธีอัญเชิญ แม่โพสพ ลงมาเพื่อช่วยดูแลรักษาต้นข้าว ต้องมีพิธีเรียกขวัญข้าว การกระทำทุกอย่างนี้ เพื่อตอบแทนคุณ และบูชาแม่โพสพ ที่ให้ข้าวแก่มนุษย์กิน จวบจนปัจจุบัน 

ตะลึง!! เอ็กซเรย์พระพุทธรูปอายุ 1,000 ปี พบร่างมนุษย์อยู่ข้างใน

e1IT0f (1) ZGQzhT

ตะลึง!! เอ็กซเรย์พุทธรูปอายุ 1,000 ปี พบร่างมนุษย์อยู่ข้างใน

เว็บไซต์ต่างประเทศรายงานเรื่องน่าตื่นตะลึง เมื่อพิพิธภัณฑ์เดนท์สในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้นําพระพุทธรูปที่มีอายุประมาณ 1,000 ปี เข้าเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ที่ศูนย์การแพทย์มีนเดอร์ ปรากฏว่าพวกเขาพบสิ่งที่แปลกประหลาดมากๆ

จากผลการทำซีที-สแกนพบว่าภายในพระพุทธรูปนั้นมีร่างกายของมนุษย์อยู่ข้างในด้วยจนเกิดข้อสันนิษฐานว่าในพุทธศาสนามีการทำ”มัมมี่”ด้วยหรือ แต่จะสังเกตุได้ว่าอวัยวะภายในหายไปก่อนที่จะนําร่างเข้าบรรจุอยู่ในพระพุทธรูปองค์นี้

อย่างไรก็ตามพระพุทธรูปนี้ก็ถูกส่งไปเก็บรักษาไว้ที่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่ประเทศฮังการี และเมื่อมีการเผยภาพนี้ออกไป เหล่าพุทธศาสนิกชนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันว่าอาจเป็นการนั่งสมาธิขั้นสูงของพระเกจิ.

ที่มา: thisiscolossal.com

ทองคำดำ

เหล็กไหลไพรดำ หรือที่เรียกว่า ไหลเพชรดำ , เหล็กไหลทองคำดำ เป็นเหล็กไหล ที่มีชีวิติในธรรมชาติ จะมีลักษณะดำ เนื้อระเอียด และ หยาบ จัดเป็นเครื่องรางของขลังที่มีอนุภาพสูงมาก จัดเป็นเหล็กไหลวิเศษ เป็นที่ต้องการของผู้รู้ เพื่อนำมาป้องกันภัยต่างๆนาๆได้ดี ชาวบ้านที่ค้นพบมักจะเรียกว่า เหล็กไหลไพรดำ

สีของเหล็กไหลไพรดำ (ไหลเพชรดำ) (ทองคำดำ)

1.สีดำขึ้นเงาไม่มาก ดูด้านๆ

เหล็กไหลไพรดำ-ไหลเพชรดำ หรือ ทองคำดำ มีอนุภาพมาก ผู้ที่ได้ครอบครองจะดูมีตะบะเดชะน่าเกรงขาม อยู่ยงต่อของมีคมทุกชนิด กันปืน เป็นแคล้วคาดทำให้ไม่ตายโหง และรอดพ้นจากภัยต่างๆป้องกันภูตผีและคุณไสยได้ดีมากอีกด้วย

เหล็กไหลชนิดนี้ รูปร่างหน้าตาคล้ายเหล็กไหลย้อย แต่เหล็กไหลไพรดำ ส่วนมากจะพบเจอตามภูเขาต่างๆ การเกิดเหล็กไหลชนิดนี้ เกิดจากผู้ทรงฤทธิ์ ได้เรียกธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ขึ้นจากใต้โลกและด้วยพลังญาณสมาบัติ ทำให้ธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้รวมตัวกันบนอากาศ และเกิดการแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ หล่นลงมาบนพื้นโลก ลักษณะโดยทั่วไป จะเป็นชิ้นๆตามธรรมชาติ ไม่มีการไปตัดหรือหักออกจากกัน จึงทำให้เหล็กไหลชนิดนี้ จะเป็นชิ้นๆ เป็นพลังงานชีวิตที่น่าทึ่งที่สุด

การค้นพบส่วนมากจะอยุ่ชายป่าเขา หรือรอบๆภูเขา หาได้จากการขุดหา บางทีก็พบเจอตามท้องนา บางคนบอกว่า เหล็กไหลชนิดนี้ จะออกหาน้ำผึ้ง พอกินอิ่มก็หล่นอยู่แถวที่กินอิ่ม จึงเป็นที่มาของเหล็กไหลชั้นยอดชนิดนี้ บางคนก็บอกว่า เหล็กไหลชนิดนี้จะคอยเฝ้าธาตุกายสิทธิ์ที่อยู่ในถ้ำนั้นๆจนกว่าผู้มีบุญจะได้พบเจอ จะไหลไปไหลมา ทั้งในถ้ำ และนอกถ้ำ จึงเป็นที่มาว่า ใครใส่เหล็กไหล 7 สี ก็ต้องมีเหล็กไหลไพรดำด้วย ถึงจะครอบคลุมโดยแท้

เหล็กไหลไพรดำ

1.คนส่วนมากที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะเรียกว่าคี่เหล็กไหล เป็นการทำลาย…….อีกทางนึง
2.เหล็กไหลย้อย อีกชนิด ที่คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยมักจะบอกว่า โคตรเหล็กไหล หรือคี่เหล็กไหล

การตรวจสอบจากญาณผู้รู้

1.มีพลังชีวิตในตัวเอง
2.ชอบน้ำผึ้ง
3.สามารถป้องกันคุณผีที่มาทำร้ายในร่างกายได้
4.แก้ไขคุณผีที่กระทำต่อร่างกายเราได้บางส่วน เช่นเจ้ากรรมนายเวรทำเรา ก็สามารถรักษาได้บางส่วน
5.ป้องกันภูตผีปีศาจได้ดีมาก ถือได้ว่าเป็นเหล็กไหลชันยอดเลยทีเดียว

ราคาขึ้นอยู่กับรูปร่าง และความสวยงามเท่านั้น จากการที่ได้ค้นหานำมาตรวจสอบเรื่องสีของหล็กไหล

สีของเหล็กไหลแต่ละชนิด เช่นสี น้ำตาลแดง สีภายนอกกับภายในเนื้อแท้ต้องสีเดียวกัน เช่น สีปีกแมลงทับ เหล็กไหลที่แท้จริง ถ้าฝ่าออกมาสีจะต้องเป็นสีนั้นๆด้วย ไม่ใช่แค่สีภายนอกเท่านั้น เป็นอันว่าแต่ละสี ถ้าฝ่าออกมาจริงๆ สีจะต้องเป็นสีนั้นๆในเนื้อในด้วย ไม่ใช่แค่เปลือกนอกเท่านั้น

ท่านพ่อลี…ปราบผี

1229929_518891811533836_1376549030_n

ออกพรรษาแล้ว ได้รู้ธรรมะก็นึกอยากจะไปโปรดโยมพ่อบ้าง จึงเดินธุดงค์ผ่านไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งเรียกว่าบ้านโนนแดง ไปพักอยู่ใกล้ศาลเจ้าดอนปู่ตา พักอยู่คนเดียวในป่านั้น ญาติในหมู่บ้านทราบเรื่อง จึงได้ส่งข่าวไปถึงโยมพ่อ รุ่งเช้าโยมพ่อรีบเดินทางมาหา พ่อเห็นเราเข้าเท่านั้น ท่านแสดงอาการดีใจเป็นอย่างมาก ด้วยความรักที่ท่านมีต่อเรา ท่านจึงรีบให้คนไปฆ่าไก่ ๒ ตัว ทำภัตตาหารมาถวาย เราเสียใจเหลือเกินที่ไม่ได้ฉันให้ท่านสักคำ เพราะถือว่าเป็น อุทิสสมังสะ คือเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าเจาะจงเพื่อถวายพระภิกษุ พระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้พระภิกษุฉัน หากภิกษุฉันทั้งได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อถวายตน ต้องอาบัติทุกกฏ โยมพ่อจึงต้องนั่งก้มหน้ากินคนเดียว

เราได้กล่าวสอนโยมพ่อและญาติพี่น้องว่า
“พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้ฆ่ากินสัตว์ ๒ ชนิด คือสัตว์ใหญ่ที่มีคุณอย่างหนึ่งได้แก่ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น เราเบียดเบียนใช้งานเขาแล้วก็ยังไม่พอยังจะกินเลือดเนื้อของเขาอีกไม่บังควรอีกอย่างหนึ่ง สัตว์ที่แปลกประหลาด เช่น ช้างเผือก โคเผือก กาเผือก ฯลฯเป็นต้น เพราะสัตว์เหล่านี้อาจเป็นพระหรือผู้มีบุญ (แต่ยังมีบาปกรรมอยู่) มาเกิดก็ได้พรุ่งนี้ให้พวกเราพากันมาทำบุญตักบาตรพระ แต่อาตมาของเตือนญาติโยมอย่างหนึ่งว่า ไม่ให้ใครฆ่าเป็ดฆ่าไก่มาทำบุญเป็นอันขาด ใครมีผักหญ้าปลาเค็มอะไรก็ให้ทำมาตามที่มี”

หลังจากเสร็จเรื่องภัตกิจแล้ว โยมบิดานิมนต์ให้มาพักอยู่ที่ป่าช้าบ้านเกิด
ซึ่งเป็นป่าช้าที่มี “ผีดุ” ตามความเชื่อของชาวบ้าน แต่เราก็มิได้หวาดกลัวอะไรคงพักอยู่เป็นเวลาหลายวันระหว่างพักอยู่ที่ป่าช้าอันแสนน่ากลัวแห่งนั้น มีญาติโยมจากที่ต่างๆ ที่ทราบกิตติศัพท์จึงพากันเดินทางมาฟังเทศน์ เราพยายามชี้แนะให้พวกเขาเลิกการเชื่อถือผิดๆ ในประเพณีเซ่นสรวงอันไร้เหตุผล เช่น บูชาพวกผีปอบ ผีกระสือ ผีไท้ ผีแถนตลอดจนผีปู่ตาในดงเนินบ้านเก่าและในที่พักให้พวกเขาหันมายึดมั่นในพระไตรสรณคมน์ไม่ไปเซ่นสรวงบูชาพวกผีเหล่านั้นอีกอีกทั้งยังได้สวดมนต์แผ่เมตตาขจัดปัดเป่า เอาคุณพระเข้าช่วยเป็นกำลังใจให้แก่ชาวบ้านทั้งหลายนอกจากนั้นเรายังได้บอกประกาศแก่พวกผีว่า ถ้าผีมีจริง ต้องเป็นผู้ไม่กินของเซ่นอย่างนี้ ให้รับส่วนบุญกุศลดีกว่า มิฉะนั้นจะต้องบังคับให้หนีโดยเด็ดขาด ต้องใช้อำนาจทางธรรมเข้าช่วย

สุดท้าย เราก็พาชาวบ้านเผาศาลผีปู่ตาจนเกลี้ยง สอนให้พวกเขาเลิกละการเชื่อถือผิดๆ มนต์กลที่เป็นเดียรัจฉานวิชาต่างๆ วันๆ มีแต่กลุ่มควันเผาเครื่องเซ่นสังเวยต่างๆ ซึ่งมีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นทำเอาชาวบ้านบางคนถึงกับเสียขวัญ… ขวัญกระเจิงทั้งคนทั้งผี กลัวว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ตน
เราจึงได้เขียนบทแผ่เมตตาแจกจ่ายให้ทุกคน แล้วให้ท่องจำติดบ้านไว้บูชา รับรองว่าจะไม่เป็นอะไร จากนั้นมาชาวบ้านทั้งหลายก็อยู่กันอย่างสงบสุขร่มเย็น โดยไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น ป่าดงดอนปู่ตาที่ว่ามีผีดุนั้น ก็ได้กลายเป็นเรือกสวนไร่นาไปเป็นชุมชนหมู่บ้านไปหมดแล้วการที่เรานำพาพี่น้องละการเชื่อถือในสิ่งที่ผิดมาตั้งแต่โบราณนั้น เป็นข่าวที่อื้อฉาวโด่งดังไปโดยทั่วเมืองอุบลฯ จึงเกิดมีคนอิจฉาริษยา พยายามหาวิธีขับไล่ใส่ร้ายโดยวิธีการสกปรกต่างๆ เช่นมีพระบางรูปไปฟ้องนายอำเภอ ด้วยกล่าวหาว่า “เราเป็นพระจรจัด”

ถึงเหตุการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม เราก็ไม่หวั่นกลัวในโลกธรรมเหล่านั้น เพราะถือว่าการที่เรามาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ไม่ได้มาสร้างความชั่ว แต่มาทำความดี มาอบรมชาวบ้านให้เกิดปัญญาหูตาสว่างในทางธรรมวันหนึ่งท่านนายอำเภอได้ออกมาตรวจราชการและได้พักค้างอยู่ในหมู่บ้านนี้ด้วยท่านนายอำเภอได้สอดส่องพฤติกรรมความประพฤติของเราท่านได้กล่าวว่า “พระที่กล้าสามารถอบรมสั่งสอนญาติโยม ให้เข้าใจพระธรรมอย่างนี้หาได้ยาก จึงขอนิมนต์ให้ท่านอยู่ไปตามสบาย”

ผลที่สุดทางอำเภอก็เห็นความดีความงามที่เราหมั่นเพียรทำ และเลื่อมใสศรัทธาตามไปด้วยตั้งแต่บัดนั้นมา เราได้พักอยู่ในหมู่บ้านนั้นอย่างสงบ ไม่มีเรื่องอะไรกวนใจให้เสียอารมณ์ธรรม

ขอขอบคุณที่มา:จากหนังสือ พระอริยเจ้าผู้มีพลังจิตกล้าแข็ง (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)

ธรรมะสุดยอด

1

ธรรมะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือคำพูด……คำสอนธรรมะทั้งหลายนั้น

มันเป็นคำสมมุติกันขึ้นมาพูด……ตัวธรรมะแท้ ๆ นั้นอยู่เหนือคำพูด

ผู้มีปัญญารู้เห็นธรรมะ……ท่านไม่ต้องการอะไร…..ไม่เอาอะไรอีกแล้ว

เพราะถ้าจะเอาความสุข…..ความสุขมันก็ดับ

ถ้าจะเอาความทุกข์……ความทุกข์มันก็ดับ

จะเอาวัตถุสมบัติข้าวของอะไรต่าง ๆ……สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันก็จะดับเหมือนกัน

แม้นแต่ร่างกายที่คนหวงแหนกันนี้…..เกิดขึ้นแล้ว ที่สุดแล้ว มันก็ดับ

คุยกับผีตัวที่ ๒๔ ฤๅษีชัชลัยหัวหน้าฤๅษีผู้มีบริวารพัน (ปฐมเหตุอาศรมแห่งธรรม)

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๔ ปีที่แล้ว ที่สวนบ้านของผู้เขียนเอง(ปัจจุบันคืออาศรมแห่งธรรม)ตอนนั้นคุณพ่อยังอยู่แล้วที่บ้านยังทำฟาร์มไก่ขาว สมัยนั้นผู้เขียนกำลังเคร่งในเรื่องการปฏิบัติ ที่บ้านพ่อแม่เป็นที่ที่ผู้เขียนชอบมาใช้เป็นที่ปลีกวิเวกเพราะมันเงียบสงบห่างจากความเจริญบ้านแต่ละหลังจะปลูกห่างกันจึงไม่ค่อยมีใครมาวุ่นวาย เวลากลับมาแต่ละครั้งก็จะถือโอกาสมาปฏิบัติธรรมในสวนบ้านตัวเองทุกครั้ง จนมีเรื่องราวที่จะนำมาเล่าให้ฟังนี่แหละ วันนั้นผู้เขียนมาบ้านและก็ปลีกวิเวกไปปฏิบัติธรรมในสวนของตัวเอง วันนั้นเลือกที่จะนั่งในที่ที่ไม่เคยนั่งพอเลือกได้ที่เหมาะก็ลงนั่งอธิฐานจิตแล้วทำสมาธิ นั่งไปได้ระยะหนึ่งก็รู้สึกมีรัศมีที่อบอุ่นมากระทบที่กายของผู้เขียน เมื่อพิจารณาลงไปก็รู้ชัดว่าไม่ใช่รัศมีความอบอุ่นที่ออกจากกายเราแต่เป็นของผู้อื่นจึงกำหนดใจถามไปที่รัศมีความอบอุ่นนั้น“ใครที่แผ่รัศมีมากระทบเรา”มีเสียงตอบมาว่า“เรามาอยู่ที่นี่นานแล้ว”“แล้วท่านเป็นใครจึงได้มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้”“เราเป็นฤๅษี เราถือเพศฤๅษี เรานั่งบำเพ็ญสมาธิอยู่ที่ป่าแห่งนี้มานานหลายปีแล้ว”ได้ฟังดังนั้นผู้เขียนจึงกำหนดรู้ในรูปของเสียงนั้นด้วยตาฌาน ปรากฏภาพพระฤๅษีขึ้นตรงหน้า ๑ องค์ หนวดเครายาวนุ่งห่มผ้าลายคล้ายลายเสือ มีชฎาสวมบนศีรษะ รูปร่างไม่เล็กไม่ใหญ่ นั่งในท่าขัดสมาธิตรงหน้าผู้เขียนห่างกันประมาณ ๕-๖ คืบ “เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่เป็นสวนในบริเวณบ้านของคน(มนุษย์) จะมีความสงบได้ยังไง”“แล้วที่เจ้ามานั่งที่นี่เพราะอะไร”ฤๅษีถามกลับ“ก็เพราะว่ามันสงบร่มรื่น”“นั่นแหละคำตอบเดียวกัน ก็เพราะมันร่มรื่นนั่นเองพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่”“พวกเรา แสดงว่าไม่ได้มีท่านองค์เดียวหรอกรึ”ผู้เขียนถาม“แน่หล่ะ พวกเราไม่ใช่มีแค่เราองค์เดียว แต่เรายังมีเพื่อนฤๅษีที่มาอยู่รวมกันทำความสงบให้เกิดแก่จิตแก่ใจนี้อีกหลายท่าน ลองพิจารณาดูสิแล้วจะเห็น”ฤๅษีเชิญให้ดูพวกพ้องของท่านผู้เขียนก็มองด้วยฌาณไปรอบๆเห็นเหล่าบรรดาฤๅษีนั่งกันอยู่เต็มสวนป่า จึงถามจำนวนฤๅษีเหล่านั้น“เต็มไปหมดเลย ทั้งหมดมีจำนวนสักเท่าไหร่กันขอรับท่านฤๅษี”ผู้เขียนถาม“๑๐๐๐ รวมทั้งเราด้วยที่อาศัยป่านี้ทำความสงบ เรารอที่จะพบเพื่อสนทนากับเจ้ามานานแล้ว”“รอที่จะสนทนากับผมมีเรื่องอันใดขอรับ”ผู้เขียนถาม“ก็เรื่องที่อยากให้เจ้ารู้ว่ามีพวกเราอยู่ที่นี่นะสิ””แค่นี้หรือขอรับ”“นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่มีอีก”“เรื่องอะไรอีกหรือขอรับ” ผู้เขียนถามต่อ“ก็เรื่องการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เรื่องเสียงและกลิ่นเหม็นของขี้ไก่ที่คอยรบกวนความสงบของพวกเราอยู่เนืองๆไงหล่ะ ที่เราอยากจะสนทนาเพื่อเตือนเจ้าและครอบครัวของเจ้า”ท่านฤๅษีตอบ ผู้เขียนจึงรับคำและขอคำชี้แนะจากฤๅษีองค์นั้น“ขอท่านฤๅษีจงบอกกล่าวในสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ตัวกระผมและครอบครัวเถิด กระผมจะตั้งใจฟัง”ฤๅษีเริ่มบรรยายความที่อยากจะบอกกล่าวต่อผู้เขียน“สถานที่แห่งนี้แต่ก่อนแต่ไรสืบเนื่องมาเป็นสถานที่ที่ทับถมแห่งอารยะธรรมและอริยชนมาช้านานหลายยุคหลายสมัย เหล่าผู้ปรารถนาความหลุดพ้นหรือความสงบมักจะมา ณ แดนนี้ ปัจจุบันสถานที่นี้ก็ยังเหมาะสมที่จะใช้ทำกิจเพื่อความสงบทางจิตได้อย่างดีทีเดียว จึงนับว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สถานที่หนึ่งในบรรดาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่มีอยู่ในโลก เราจึงอยากให้เจ้าพิจารณาดูว่า สมควรแล้วหรือที่จะเอาสถานที่อย่างนี้มาใช้เบียดเบียนชีวิตแทนที่จะเป็นเขตอภัยทานแก่สรรพชีวิต กำลังจะถึงเวลาของสถานที่แล้วเจ้าจักเป็นผู้ปลดปล่อยดวงวิญญาณทุกข์ที่รอคอยผลสัมฤทธิ์จากการปฏิบัติของเจ้า และสถานที่นี้จักเป็นที่อยู่เพื่อสร้างสมอบรมบารมีของเจ้า เมื่อถึงเวลาเจ้าจะรู้เอง แต่เวลาจากนี้เราอยากขอให้เจ้าเตือนพ่อแม่ของเจ้าให้เลิกเบียดเบียนชีวิต การเลี้ยงชีวิตด้วยชีวิตผู้อื่นหรือสัตว์อื่นแม้เป็นอาชีพเพื่อการยังชีพแต่ก็มีบาปติดตัวติดจิตวิญญาณไป ที่สำคัญเมื่อสถานที่เป็นสถานที่เพื่อประกอบบุญแต่ใช้ประกอบบาปกิจการงานอาชีพจึงไม่เจริญมีแต่ขาดทุนและจะหมดตัวในที่สุด เลิกซะตอนนี้ทุกอย่างจะยังไม่เลวร้ายเกินไป หวังว่าเจ้าคงเข้าใจในคำของเรา”“เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลยขอรับ กระผมก็คิดพิจารณาว่าเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่แล้วทำไมท่านฤๅษีไม่มาบอกผมตั้งแต่แรก ปล่อยเวลาผ่านไปนี่ก็เข้าปีที่ ๙ แล้วที่พ่อแม่ทำฟาร์มนี้มา”ผู้เขียนถามไป“ก็เพราะมันเป็นชะตากรรมของครอบครัวเจ้าที่ต้องเผชิญ อีกอย่างเวลานั้นเจ้ายังเป็นวัยรุ่น ยังไม่ได้สนใจประพฤติปฏิบัติธรรม ดวงจิตยังไม่บริสุทธิ์ เราจึงต้องรอเวลาที่เจ้าเติบโตและค้นพบดวงจิตอันบริสุทธิ์ของตัวเองก่อนฉกเช่นเวลานี้ที่เจ้าพร้อมที่จะทำงานทางจิตได้ เราจึงสามารถสื่อสารกับเจ้าได้”“อ่อ ขอรับ กระผมเข้าใจแล้ว กระผมจะนำเรื่องที่ได้พบกับพวกท่านไปบอกพ่อแม่ ให้รับรู้ ซึ่งกระผมเองก็อยากให้พ่อแม่เลิกกิจการนี้เสียทีเหมือนกัน กระผมสงสารบรรดาไก่ที่ต้องถูกนำไปเชือด อีกอย่างท่านก็แก่ชรามากขึ้นแล้วไม่อยากให้ท่านเหนื่อย ขอบคุณท่านฤๅษีมากนะขอรับ”“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”พระฤๅษีรับคำ“ขอประทานโทษขอรับ ท่านมีนามว่ากระไรหรือขอรับ กระผมจะได้เอ่ยนามท่านถูก”ผู้เขียนถาม“ชัชลัย นามของเราคือฤๅษีชัชลัย มีบริวารฤๅษี ๑๐๐๐”ฤๅษีตอบ“ชัชลัย”ผู้เขียนเอ่ยนามของท่านแล้วถามต่อว่า“แล้วท่านจะอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหน”“ไม่มีกำหนดเมื่อใดที่เจ้าเห็นเราและบริวารเราก็ยังอยู่ เมื่อใดที่เจ้าไม่เห็นเราและบริวารเราก็ไม่อยู่แล้ว”ฤๅษีตอบ“แล้วที่ท่านว่าที่แห่งนี่เคยมีอารยธรรมและมีอริยะนั่นหมายความว่าอย่างไรขอรับ”ผู้เขียนถาม“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจ้าต้องค้นหาจากการปฏิบัติเอาเอง เมื่อถึงเวลาเจ้าจะรู้ความจริงทุกประการเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ และทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกับชีวิตของเจ้าเราบอกได้เท่านี้”“ขอรับ กระผมจะจดจำคำของท่านและจะต้องรู้เรื่องราวเหล่านั้นให้ได้ในที่สุด”“เอาหล่ะนี่เราก็สนทนากันมานานพอสมควรแล้ว เราคงต้องขอตัวไปทำกิจอันสมควรแก่เพศของเราแล้ว ถือโอกาสลากันตรงนี้เลยก็แล้วกัน”“เดี๋ยวขอรับ แล้วผมจะพบท่านได้อีกหรือเปล่า”ผู้เขียนถาม“ถ้าวาสนามีก็ได้พบกัน”ฤๅษีนั้นก็อันตรธานไปจากตาฌานของผู้เขียน“ขอบคุณมากขอรับ ขอบคุณสำหรับการบอกกล่าวที่หวังดีต่อผมและครอบครัว”นั่นนับเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆในใจสำหรับผู้เขียน เป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้ผู้เขียนรู้ว่าต่อไปข้างหน้าสถานที่นี้จะทำอะไรที่จะเจริญรุ่งเรืองได้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของอาศรมแห่งธรรมในวันนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่นี้ยังมีอีกมาก มีเวลาจะมาเล่าให้ฟังกันอีกในโอกาสต่อไป ก่อนจบเรื่องราวของผีตัวที่ ๒๔ นี้ ก็อยากเชิญชวนบรรดาท่านผู้มีจิตศรัทธาต่อกันมาร่วมบริจาคสร้างพระอุโบสถวัดสุวรรณารัญญิกกาวาส มีพระมหาศุภจิตร์ ธฺมมาโภ (พรรษา ๒๘) เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระพี่ชายของผู้เขียน ก่อนออกพรรษานี้ท่านมีความประสงค์ที่จะเทพื้นปูนโดยรอบพระอุโบสถด้านนอกที่ใช้สำหรับการเดินเวียนเทียนมีพื้นที่กว่า ๓๐๐๐ ตารางเมตร เป็นเงินจำนวน กว่า ๔๐๐๐๐๐ บาท จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายมาร่วมสร้างบุญกุศลครั้งร่วมกับผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนได้ปวารณาไว้ว่าจะช่วยท่านสร้างพระอุโบสถหลังนี้ให้แล้วเสร็จให้ได้ มีความประสงค์ที่จะร่วมเทปูนติดต่อโดยตรงได้ที่โทร.๐๘๑-๖๕๐๗๓๙๗ พระมหาศุภจิตร์ ในส่วนของผู้เขียนก็ได้ปวารณาไว้ว่าจะสร้างโต๊ะหมู่บูชาประดับมุกไทย ขนาดหน้า ๑๐ หมุ่ ๙ ราคา ๖๕๐๐๐ บาท ราคานี้จากร้านรุ่งเรืองพานิชที่เสาชิงช้า ผู้มีจิตศรัทธาท่านใดจะร่วมสร้างกับผู้เขียนร่วมบริจาคโทร.๐๘๖-๕๔๒๒๔๘๖ จะรวบรวมเงินจนกว่าจะครบแล้วจึงจะจัดซื้อถวายไว้ในพระอุโบสถวัดสุวรรณารัญญิกกาวาส และขอเชิญร่วมกันปฏิบัติธรรม ในวันที่ ๒๐-๓๐ของทุกเดือน และร่วมเป็นเจ้าภาพแจกทานข้าวสารและโรงทานแก่คนยากจนครั้งที่ ๒๔ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ ร่วมบริจาคโทร.๐๘๖-๕๔๒๒๔๘๖ หมายเลขบัญชี ๒๕๐-๒-๕๘๑๖๓-๘ ออมทรัพย์ กสิกรไทย ขออานุภาพแห่งพระโพธิญาณ พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ บารมี ๓๐ ทัศน์ จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายจงประสบความสุขความเจริญ ตามความปรารถนาในทุกสิ่งทุกอย่างสมดังใจทุกประการ ขอจบเรื่องราวผีตัวที่ ๒๔ เพียงเท่านี้ พบกันในผีตัวต่อไป

ไว้พบกันใหม่ในเรื่องผีตัวที่ 25…โปรดติดตามกันต่อไป…หึ หึ หึ

ขอขอบคุณท่านเจโต สำหรับเรื่องราว…ที่นำมาเล่าถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทาน