ท้าวหิรัญพนาสูร

m3677780-12
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ในขณะที่มีการค้นคว้าเรื่องราวทางภารตวิทยาของอินเดียหรืออนุทวีป ในฐานะเมืองขึ้นของจักรวรรดิอย่างคึกคัก ส่งผลให้พระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องราวอันเร้นลับของอินเดียที่ถ่ายทอดผ่าน คัมภีร์และปกรณัมต่างๆ และทรงเป็นต้นแบบในการรับเอาคติความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับ “ภารตะวิทยา”
ท้าวหิรัญพนาสูรปรากฏขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คำว่า “หิรัญ” หมายถึงเงิน สีเงิน หรือบางแห่งแปลความหมายว่าทอง ส่วน “พนาสูร” เป็นคำเชื่อมกันระหว่าง “พนา” แปลว่า “ป่า” กับ “อสูร” ดังนั้น จึงสื่อความหมายถึงเทพาสูรผู้เป็นใหญ่แห่งป่า ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า “ท้าวหิรัญฮู” มีผู้อธิบายว่า “ฮู” มาจาก “Who” ในภาษาอังกฤษ เนื่องจากในปี พ.ศ.2449 ขณะที่ยังทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงเสด็จประพาสมณฑลพายัพ ซึ่งเส้นทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยป่าเขา ภยันตราย และโรคภัยไข้เจ็บ ขณะเมื่อทรงจะออกจากอุตรดิตถ์ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จรู้สึกหวั่นวิตกต่อ ภยันตราย พระองค์จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า “ธรรมดาเจ้าใหญ่นายโตจะเสด็จ ณ ที่แห่งใดๆ ก็ดี คงจะมีทั้งเทวดาและปีศาจฤๅอสูร อันเป็นสัมมาทิฏฐิ คอยติดตามป้องกันภยันตรายทั้งปวง มิให้มากล้ำกรายพระองค์และบริวารผู้โดยเสด็จได้ ถึงในการเสด็จครั้งนี้ก็มีเหมือนกัน อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดมีความวิตกไปเลย”
ด้วยกระแสพระราชดำรัสดังกล่าว ทำให้บรรดาข้าราชบริพารขุนนางใหญ่น้อยอุ่นใจคลายความกังวล ในขณะเสด็จประพาสนั้นปรากฏมีข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเกิดนิมิตฝัน เห็นบุรุษผู้หนึ่งร่างสูงใหญ่ล่ำสัน บอกนามว่า “หิรัญ” และแจ้งว่าตนเป็นอสูรแห่งป่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ จะคอยดูแลปกป้ององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าราชบริพารในขณะเดินทาง จึงทรงโปรดฯ ให้ตั้งเครื่องสังเวยในป่าริมพลับพลานั้น และเมื่อทรงเสวยก็จะแบ่งพระกระยาหารไปตั้งเป็นเครื่องเซ่นเสมอๆ ปรากฏว่าการเสด็จพระราชดำเนินหัวเมืองพายัพครั้งนั้นปราศจากเภทภัย อันตราย ไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย และประสบความสำเร็จสมดังตั้งพระราชหฤทัยไว้ทุกประการ
ด้วยเหตุ ดังกล่าวการเสด็จประพาสในคราวต่อๆ มาข้าราชบริพารจึงทำพิธีอัญเชิญเทพาสูรที่ปรากฏในนิมิตตามเสด็จไปด้วยทุก ครั้ง และมีผู้คนมากมายพบเห็นบุรุษในลักษณาการอย่างโบราณ รูปร่างสูงใหญ่ นั่งบ้าง ยืนบ้าง ตามขบวนเสด็จไปด้วยเป็นอันมาก จนข่าวคราวร่ำลือถึงข้าหลวงมณฑลเทศาภิบาลต่างๆ ทำให้ผู้คนเลื่อมใส เคารพท้าวหิรัญพนาสูรกันแต่ครั้งนั้น และโปรดให้หล่อรูปท่านท้าวประดิษฐานไว้ประจำพระราชวังพญาไท “รูปท้าวหิรัญพนาสูร” จึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนเคารพกราบไหว้ให้ป้องกันภยันตราย ให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และประสบความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
6348341852988400001
จากนั้นก็มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับกิติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของ ท้าวหิรัญพนาสูร อีกเยอะแยะมากมาย เช่น มหาดเล็กคนสนิทของรัชกาลที่ 6 ผู้หนึ่ง คือ “จมื่นเทพดรุณทร” ท่านผู้นี้ได้เล่าให้ข้าราชบริพารฟังต่อ ๆ กันมาว่า “ในหลวง (ร.6) ทรงเรียกท้าวหิรัญพนาสูรว่า “ตาหิรัญฮู” ซึ่งคนในวังสมัย ร.6 จะรู้ถึงกิตติศัพท์ของ “ตาหิรัญฮู” ดีว่าสำแดงเดชและอภินิหารอย่างไรบ้าง จึงเล่ากันปากต่อปากเรื่อยมา อย่างเรื่องแรกเกิดขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างรูปท้าวหิรัญพนาสูร โดยให้พระยาอาทร ธรศิลป์ (ม.ล.ช่วง กุญชร) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีมิสเตอร์แกลเลตตี นายช่างชาวอิตาเลี่ยนที่มาทำงานในกรมศิลปากรเป็นผู้หล่อ เมื่อหล่อเสร็จก็จะยกขึ้นตั้งบนฐานในพระราชวังพญาไท มิสเตอร์แกลเลตตีก็เอาเชือกผูกคอท้าวหิรัญฮูชักรอกขึ้นไป เสร็จแล้วมิสเตอร์แกลเลตตีก็ป่วยกะทันหันทำงานไม่ได้ เพราะคอเคล็ดโดยไม่รู้สาเหตุ พอพระยาอาทรไปเยี่ยม ท่านพอจะรู้สาเหตุจึงบอกว่าคงเป็นเพราะเอาเชือกไปผูกคอรูปหล่อท้าวหิรัญฮู ให้เอาดอกไม้ ธูป เทียนไปขอขมาเสีย เมื่อนายช่างชาวอิตาเลี่ยนทำตามคอที่เคล็ดจึงกลับมาเป็นปกติอย่างอัศจรรย์
อีกเหตุการณ์หนึ่งเกี่ยวกับ “ท้าวหิรัญพนาสูร” ที่เล่ากันมา เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 6 สวรรคตแล้วรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์ต่อ วันหนึ่งพระองค์ได้เสด็จฯ ตรวจรถยนต์พระที่นั่ง ซึ่งเป็นพระราชมรดก โดยมีกรมหมื่นอนุวัติจาตุรนต์เสด็จไปด้วย กรมหมื่นฯ ท่านนี้ได้กราบทูลขอรถยนต์คันหนึ่ง ซึ่งมีรูปท้าวหิรัญฮูติดอยู่ด้วย ซึ่งรัชกาลที่ 7 ก็พระราชทานให้ เล่ากันว่าเมื่อเอารถกลับไปไว้ที่วังสี่แยกหลานหลวง คืนนั้นก็นอนไม่หลับ ได้ยินเสียงกุกกัก ๆ ในโรงเก็บรถทั้งคืน ครั้งลุกไปดูก็ไม่เห็นมีอะไร จึงคิดว่าอาจเป็นเสียงหนู แต่ขณะที่กำลังคิดในทางที่ดีก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะจู่ ๆ ไฟในโรงรถก็เกิดสว่างจ้าขึ้นมาเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่โรงรถปิดอยู่ จึงเรียกคนขับรถและมหาดเล็กไปช่วยกันดู แต่พอเปิดประตูโรงเก็บรถก็ต้องใจหายเป็นครั้งที่ 2 เพราะไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย และยังน่าสงสัยที่เห็นรถจอดขวางโรง ซึ่งแต่แรกไม่ได้จอดในลักษณะนี้ จึงต้องช่วยกันกลับรถจอดใหม่ จากนั้นรุ่งขึ้น กรมหมื่นอนุวัติจาตุรงค์ต้องจัดเครื่องเซ่นสังเวยท้าวหิรัญฮูเพื่อขอขมา และไม่กล้าใช้รถพระราชทานคันนั้นอีกเลย
อภินิหารของท้าวหิรัญพนาสูรยังมีเล่าอีกหลายเรื่อง อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นกับเชื้อพระวงศ์ในตระกูลดิศกุลพระองค์หนึ่ง เมื่อครั้งที่ประชวรปัสสาวะเป็นเลือด ท่านได้เสด็จมารักษาที่โรงพยาบาลพญาไท หมอเอกซเรย์ดูบอกว่าต้องผ่าตัด บรรดาพระญาติทราบถึงประวัติท่านท้าวหิรัญฮูดี จึงเอาดอกไม้ ธูป เทียนไปสักการะรูปหล่อ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในบริเวณโรงพยาบาล ผลปรากฎว่าโรคที่เป็นกลับหาย โดยไม่ต้องผ่าตัด…อย่างเชื่อเหลือ
4_7_400a_12_9
ทุกวันนี้ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ยังมีคนมากราบไหว้ “ท้าวหิรัญพนาสูร” อยู่ไม่ขาด โดยศาลของท่านตั้งอยู่ด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งแม้รัชกาลที่ 6 จะสวรรคตไปนานแล้ว หน้าที่ของ “ท้าวหิรัญพนาสูร” ก็ยังคงดูแลช่วยเหลือคนไข้และคนดีอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าใครจะติดต่อหรือมองเห็นท่านได้ เพราะท่านอยู่คนละภูมิ ซึ่งซ้อนอยู่กับภูมิมนุษย์ของเรา
ขอบคุณข้อมูลจาก

อาถรรพ์! ซากเรือโบราณปากอ่าวบางกล้วย จ.ระนอง

tnews_1472453806_244

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ได้เผยแพร่ภาพและข้อมูลเกี่ยวกับการค้นพบเรือโบราณที่ผุดขึ้นมาเองตอนที่น้ำทะเลกำลังลง บริเวณปากอ่าวบางกล้วย ม.4 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง โดยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับอำเภอสุขสำราญ และวัฒนธรรมจังหวัดระนอง

เบื้องต้นทราบว่าเป็นซากเรือสร้างจากไม้ ขนาดประมาณ 4.50 x 19 เมตร ความหนาของแผ่นไม้กระดานเรือที่ถูกคลื่นซัดแตกหักจะมีความหนามากถึง 6 นิ้ว คาดว่าน่าจะเป็นเรือที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางในทะเลลึก สมัยยุคที่การค้าการเดินเรือรุ่งเรืองในอดีต มีการทำการค้าระหว่างกันกับเมืองต่างๆ ในอ่าวเบงกอล ซึ่ง ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ถือว่าเป็นเมืองท่า เก่าแก่ในอดีต

ที่มีการขุดพบลูกปัดโบราณ แถวภูเขาทอง ซึ่งยืนยันได้ว่าเป็นเส้นทางการค้าการเดินทาง ทางเรือมาก่อน สำหรับอายุของซากเรือ น่าจะประมาณ 1,000 ปีขึ้นไป เพราะซากไม้ของเรือได้กลายเป็นหินแล้ว ส่วนความเก่าแก่ของเรือและอายุที่แน่นอนว่ากี่พันปีนั้นต้องรอการประสานกองโบราณคดีใต้น้ำ เพื่อศึกษาและพิสูจน์ต่อไป

นอกจากนี้ ยังพบภาชนะดินเผาจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือชาวบ้านในพื้นที่ให้ช่วยดูแลรักษาอนุรักษ์ในเบื้องต้น โดยไม่ขุด ไม่รื้อ ไม่เหยียบ ตัวเรือ และไม่นำหรือเก็บโบราณวัตถุออกไป

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ส.ค. บริเวณปากอ่าวบางกล้วย มีคนในและนอกพื้นที่ต่างเข้ามาเที่ยวชม และมีบางส่วนลองดีแอบขุดหาสมบัติที่มีทั้งเศษเครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับ และเศษทองคำนำเอากลับบ้าน

1472528187

แต่แล้วก็ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวที่หาคำอธิบายไม่ได้ บางรายถึงขั้นล้มป่วยลงโดยไม่มีสาเหตุ หรือนอนไม่หลับได้ยินแต่เสียงคนคุยกันตอนกลางคืนก้องหูอยู่ตลอดเวลา จึงเล่าลือกันว่าเป็นอาถรรพ์ของซากเรือโบราณที่หวงสมบัติ โดยคนที่นำของไปต้องรีบเอาของกลับไปไว้ที่เดิมเพราะทนความอาถรรพ์…ไม่ไหว.

ที่มาสำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต 

ตำนานรักผาแดง-นางไอ่

 

ตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา มูลเหตุที่ทำให้เกิด หนองหาน ต้นลำนำปาว มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับวรรณคดีพื้นบ้านอีสานเรื่อง ผาแดง  นางไอ่
ตำนานรักอันลึกซึ้งของ หนึ่งหญิง-สองชาย เมื่อฝ่ายหนึ่งพลาดรักและถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ก็กลายเป็นสงครามทำให้บ้านเมืองถล่มทลาย กลายเป็นหนองน้ำใหญ่ และวรรณคดีอีสานเรื่องนี้ก็เป็นปฐมเหตุ บุญบั้งไฟ วัฒนธรรมประเพณีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นชื่อลือชาของชาวอีสานมาแต่บรรพกาล โดยตำนวนรักเรื่องนี้มีอยู่ว่า 

พระยาขอมผู้ครองเมืองเอกชะธีตา มีธิดานางหนึ่งชื่อ นางไอ่ ซึ่งจัดเป็นหญิงที่มีรูปร่างงดงามในวัยแตกเนื้อสาว ซึ่งจะหาสาวงามนางใดในสามไตรภพมาเทียบมิได้ ความงดงามของเธอเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแดนไกล เจ้าชายหลายหัวเมืองต่างหมายปองอยากได้มาเป็นคู่ครองกันทุกคน

ท้าวผาแดงเจ้าชายเมืองผาพง ทราบข่าวเล่าลือถึงสิริโฉมอันงดงามของ นางไอ่ ก็เกิดความหลงไหลใฝ่ฝันในตัวนางเป็นอย่างมาก จึงวางแผนทอดสัมพันธ์ไมตรีด้วยการส่งแก้วแหวนเงินทองและผ้าแพรพรรณเนื้อดีไป ฝาก นางไอ่ เมื่อมหาดเล็กนำเอาสิ่งของไปมอบให้ แถมยังได้บอก นางไอ่  ถึงความรูปหล่อ องอาจ ผึ่งผายของ ท้าวผาแดง ให้ฟัง เท่านั้นเองนางก็เกิดความสนใจและฝากเครื่องบรรณาการไปฝาก ท้าวผาแดง เป็นการตอบแทนด้วย  ก่อนที่มหาดเล็กจะเดินทางกลับ นางไอ่ ยังได้ฝากคำเชื้อเชิญ? ท้าวผาแดง ซึ่งตั้งทัพรออยู่นอกเมืองให้เข้าพบนางที่วังพระยาขอม แน่นอนละ จะเป็นด้วยบุพเพสันนิวาส
บวกกับเจ้า กามเทพ ได้แผลงศรรักไปปักอกคนทั้งสองเข้า ก็ทำให้คนคู่นี้รักกันอย่างรุนแรง และได้เสียกัน สุดจะยั้งใจได้ อะไรจะปานนั้น

ฝ่ายท้าวพังคีลูกชายพญาศรีสุทโธ พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ก็เป็นอีกตนหนึ่งที่มีความใฝ่ฝันอยากยลสิริโฉมของ นางไอ่  ทั้งนี้เพราะเป็นเวรกรรมในอดีตชาตินั้นบันดาลให้มีอันเป็นไป โดยเรื่องมีอยู่ว่า ท้าวพังคี เมื่อชาติก่อน เป็นชายหนุ่มที่ยากจนและเป็นคนใบ้ เดินทางเที่ยวขอทานไปตามหมู่บ้านต่างๆ  จนมาถึงหน้าบ้านเศรษฐีคนหนึ่ง และได้เข้าไปอาศัย ช่วยทำงานให้บ้านของเศรษฐีโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทำให้เศรษฐีมีความรักใคร่เอ็นดูอย่างมาก  ถึงกับยกลูกสาวสวยนางหนึ่งให้เป็นภรรยา ลูกสาวของเศรษฐีนางนี้คือ นางไอ่ ในชาติปางก่อน

ท้าวพังคีในชาตินั้นเป็นคนไม่เอาไหน แทนที่จะรักภรรยาลูกเศรษฐีกลับไม่สนใจใยดี ไม่ยอมหลับนอนด้วยกันฉันสามี ภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว  ภรรยาก็ไม่ปริปากบอกใครทราบ ปรนนิบัติสามีเยี่ยงภรรยาที่ดี เสมอมาอยู่มาวันหนึ่ง ท้าวพังคี ก็คิดถึงญาติพี่น้องที่บ้านเกิดของตน จึงพาภรรยากลับไปเยี่ยมบ้าน เศรษฐีผู้เป็นบิดาได้จัดแจงให้ลูกสาวหาบเสบียงอาหารตามผัวไป ท้าวพังคี หนุ่มใบ้ก็ไม่เคยช่วยเหลืองนางด้วยการหาบแทนเลย นางทนลำบากหาบของหนักข้ามห้วย และป่าเขา จนกระทั่งเสบียงอาหารหมดลงกลางทาง

ท้าวพังคีเห็นมะเดื่อสุกเต็มต้น จึงขึ้นไปเก็บกินแทนข้าว ฝ่าย นางไอ่ ชะเง้อคอแหงนหน้าขึ้นมอง ท้าวพังคี ผัวรักให้โยนลูกมะเดื่อลงไปให้กินบ้าง แต่ ท้าวพังคี   กลับไม่ใส่ใจเนื่องจากเป็นคนใจแคบ กินอิ่มคนเดียวแล้วก็ลงจากต้นมะเดื่อเดินหนีไป นางจึงขึ้นเก็บกินเอง เมื่อนางกินอิ่มแล้ว ก็ลงมาแต่ไม่พบ ท้าวพังคี  จึงออกเดินตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ นางมีความทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง พอเดินทางถึงต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ นางจึงลงอาบน้ำและดื่มกินจนมีความสดชื่นขึ้นมา  จึงตัดสินใจแล้วอธิษฐานว่าชาติหน้าขอให้สามีตายอยู่บนกิ่งไม้ และอย่างได้เป็นสามี ภรรยากันอีกเลย ด้วยแรงอธิษฐานของนาง ชาติต่อมา เจ้าใบ้ สามีจึงเกิดมาเป็น  ท้าวพังคี ส่วนเธอเองได้เกิดมาเป็น นางไอ่ และเวรกรรมจะตามสนองคนทั้งสองอย่างไร เอ้า ตามมา

ฝ่าย พระยาขอม เห็นว่า นางไอ่ ธิดาสาวผู้มีเรือนร่าง และใบหน้าอันสิริโฉม หาหญิงใดในหล้ามาเปรียบเทียบมิได้ ปัจจุบันเธอก็โตเต็มสาวแล้ว จึงมีใบฎีกาแจ้งไปยังหัวเมืองน้อยใหญ่ ให้ทำบั้งไฟมาจุดแข่งขันกันที่เมืองเอกชะธีตา หรือเมืองหนองหาน ต้นลำน้ำปาวในปัจจุบัน  เพื่อจุดถวายพญาแถนผู้เป็นใหญ่ในชั้นฟ้าบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ประการหนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่ง หากบั้งไฟเมืองไหนขึ้นสูงกว่าเพื่อน ก็จะได้ นางไอ่  ธิดาสาวผู้เลอโฉมไปเป็นคู่ครอง

พระยาขอมได้กำหนดวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนหก เป็นวันงาน ทำให้เจ้าชายเมืองต่างๆ ทำบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน มาจุดแข่งขันกันอย่างมากมาย   บุญบั้งไฟครั้งนั้นนับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่มโหฬาร พอถึงวันงานผู้คนก็หลั่งไหลมาทั่วทุกสารทิศ ทั้งยังมีการแข่งขันตีกลอง ซึ่งคนอีสานเรียกว่า เส็งกอง  กันอย่างครึกครื้น หนุ่ม – สาวต่าง จ่ายผญา เกี้ยวพาราศรีกันอย่างสนุกสนาน

บุญบั้งไฟในครั้งนี้ แม้ท้าวผาแดง จะไม่ได้รับฎีกาบอกบุญเชิญให้นำเอาบั้งไฟไปร่วมงานด้วยก็ตาม แต่ พระยาขอมว่าที่พ่อตา ก็ให้การต้อนรับ ท้าวผาแดง เป็นอย่างดี   ฝ่าย ท้าวพังคี เจ้าชายเมืองบาดาล ก็อยากมาร่วมงานกับมนุษย์ เพราะต้องการยลโฉม นางไอ่ เป็นกำลัง จึงคิดและวางแผนในใจว่า บุญบั้งไฟครั้งนี้ข้าต้องไปให้ได้  แม้พ่อข้าจะทัดทานอย่างไรก็ตาม จากนั้นก็พาไพร่พลส่วนหนึ่งออกเดินทางขึ้นมาเมืองมนุษย์ ก่อนโผล่ ขึ้นเมืองเอกชะธีตาของพระยาขอม ผู้เป็นใหญ่ ท้าวพังคี  ก็พาบริวารแปลงร่างเป็นมนุษย์บ้าง สัตว์บ้าง ส่วนท้าวพังคี ได้แปลงร่างเป็น กระรอกเผือก ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า กะฮอกด่อน ได้ออกติดตามลอบชมโฉมนางไอ่  ในขบวนแห่ของ พระยาขอม เจ้าเมือง ไปอย่างหลงไหลในความงามของนาง

การจุดบั้งไฟแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนาน ทุกคนใจจดจ่ออยากรู้ว่า บั้งไฟเจ้าชายเมืองไหนชนะและได้ นางไอ่ ไปครอง ซึ่งการจุดบั้งไฟครั้งนั้น ท้าวผาแดง และพระยาขอม มีเดิมพันกันว่า ถ้าบั้งไฟท้าวผาแดง ชนะบั้งไฟ พระยาขอม แล้ว ก็จะยก นางไอ่ ธิดาสาวให้ไปเป็นคู่ครอง

ผลปรากฎว่าบั้งไฟของพระยาขอมไม่ขึ้นจากห้าง ซึ่งคนอีสานเรียกว่า? ซุ ส่วนของ ท้าวผาแดง แตก(ระเบิด) คาห้าง คงมีแต่บั้งไฟของ พระยาฟ้าแดด  เมืองฟ้าแดดสูงยาง และของ พระยาเซียงเหียน แห่งเมืองเซียงเหียนเท่านั้นที่ขึ้นสู่ท้องฟ้านานถึง 3 วัน 3 คืน จึงตกลงมา แต่พระยาทั้งสองนั้นเป็นอาของ นางไอ่ เป็นอันว่าเธอจึงไม่ตกเป็นคู่ครองของใคร

เมื่อบุญบั้งไฟเสร็จสิ้นลง ท้าวผาแดง และ ท้าวพังคี ต่างฝ่ายต่างกลับบ้านเมืองของตน แต่ในที่สุด ท้าวพังคี ก็ทนอยู่บ้านเมืองแห่งตนไม่ได้  เพราะหลงไหลในสิริโฉมอันงดงามของ นางไอ่ จึงพาบริวารย้อนขึ้นมายังเมืองเอกชะธีตาอีก โดยแปลงร่างเป็น กระรอกเผือก อย่างเดิม ส่วนที่คอแขวนกระดิ่งทอง ไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้หน้าต่างห้องนอนของนาง

เมื่อเสียงกระดิ่งทองดังกังวาลขึ้น นางไอ่ ได้ยินก็เกิดความสงสัยจึงเปิดหน้าต่างออกไปดูเห็นกระรอกเผือกวิ่งและเต้นไปเกาะกิ่งนั้นกิ่งนี้ด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู  นางก็เกิดความพอใจอยากได้ขึ้นมาจึงสั่งให้นายพรานฝีมือดีออกติดตามจับกระรอกเผือกให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดนายพรานก็จับไม่ได้ เพราะความว่องไวของกระรอกเผือกตนนั้น  นางจึงเกิดความไม่พอใจขึ้นมาแทนที่ และสั่งให้นายพรานจับให้ได้ ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย นายพรานออกติดตามกระรอกเผือกเริ่ม ตั้งแต่บ้านพันดอน บ้านน้ำฆ้อง ก็ไม่มีโอกาสจับกระรอกเผือกได้เสียที จึงไล่ติดตามมาถึงบ้านนาแบก บ้านเหล่าหมากบ้า บ้านเหล่าแชแลหนองแวง บ้านเหล่าใหญ่ บ้านเมืองพรึก บ้านคอนสาย บ้านม่วง ก็จับยังไม่ได้

ในที่สุดผลกรรมแต่ชาติปางก่อนตามมาทัน เมื่อกระรอกเผือกตัวน้อยหนีนายพรานมาถึงต้นมะเดื่อที่มีผลสุกเต็มต้น เจ้ากระรอกน้อยก็ก้มหน้าก้มตากัดกินลูกมะเดื่อด้วยความหิวโหย  นายพรานไล่ตามมาทันก็เกิดความโมโหที่จับเป็นไม่ได้ จึงตัดสินใจจับตาย ด้วยการใช้หน้าไม้อาบยาพิษยิงถูกร่างเจ้ากระรอกเผือกเต็มรักกระรอกเผือกหรือ ท้าวพังคี  รู้ตัวดีว่าต้องตายแน่ๆ จึงสั่งให้บริวารกลับเมืองบาดาลเพื่อนำเอาความไปเล่าให้บิดาทราบ และก่อนจะสิ้นใจ ท้าวพังคี ก็แสดงอิทธิฤทธิ์ โดยร่ายมนต์อธิษฐานว่า  ขอให้เนื้อของตนมีมากมาย 8,000 เล่มเกวียน มากพอเลี้ยงผู้คนได้ทั้งเมืองอย่างทั่วถึง เมื่อกระรอกเผือกสิ้น ใจตาย นายพรานกับพวก? นักล่า ฝีมือฉกาจ  ก็นำเอาร่างของกระรอกเผือกไปชำแหละเอาเนื้อที่บ้านเชียงแหว เมื่อนายพรานปาดเอาเนื้อแบ่งให้ผู้คนทั้งบ้านใกล้บ้านไกลได้กินกัน ก็ปรากฏว่าเนื้อของกระรอกน้อยก็เพิ่มขึ้นมาอย่างทวีคูน ผู้คนในเมืองต่างพากันกินเนื้อกระรอกอย่างอิ่มหมีพีมัน ยกเว้นผู้คนที่บ้านดอนแม่หม้ายไม่มีผัว หรือ บ้านดอนแก้ว  ซึ่งอยู่กลางทุ่งหนองหานเท่านั้นที่พวกพรานไม่ได้แบ่งปันให้กิน

ฝ่าย บริวาร ท้าวพังคี เมื่อกลับถึงเมืองบาดาล ก็เล่าเหตุการณ์ ท้าวพังคี ลูกชายถูกนายพรานฆ่าตายให้พญานาคราชผู้เป็นบิดาฟัง บิดาท้าวพังคีก็เกิดความกริ้วโกรธโกรธา  สั่งจัดบริวารเป็นริ้วขบวนกำลังยกพลโยธาทัพขึ้นไปอาละวาดเมืองพระยาขอมถล่ม ทลายให้หายแค้น พร้อมประกาศก้องว่า ใครกินเนื้อลูกพังคีของข้าพวกมึงอย่าไว้ชีวิต

พญานาคพาบริวารออกอาละวาดไปทั่วแดนเมืองเอกชะธีตา เสียงดังครืนๆ ฆ่าผู้คนตายไปอย่างมากมายสุดคณานับ แผ่นดินเมืองพระยาขอมก็ล่มสลายลงเป็นหนองหานต้นลำน้ำปาว  ส่วนบ้านดอนแก้ว หรือดอนแม่หม้ายแห่งเดียวที่ผู้คนไม่ได้กินเนื้อท้าวพังคี จึงไม่ได้ล่มทลายลง ดังที่เห็นในปัจจุบัน

ขณะที่บ้านเมืองกำลังล่ม ทลายเพราะอิทธิฤทธิ์พญานาค ศรีสุทโธ อยู่นั้น ท้าวผาแดง พระเอกของเรื่องนี้ ก็ขี่ม้า บักสาม เหยาะย่างมุ่งหน้าไปหา นางไอ่ ท้าวผาแดงเห็นนาคเต็มไปหมดและได้เล่าเรื่องที่พบเห็นให้นางฟัง  นางกลับไม่สนใจแต่ได้ทำอาหารที่มีกลิ่นหอมหวลเป็นพิเศษมาให้ท้าวผาแดงรับประทาน ท้าวผาแดงจึงถามว่า เนื้ออะไรจึงหอมนัก ก็ได้รับคำตอบจากนางว่า เนื้อกระรอก  ถูกนายพรานยิงตายนำมาให้

เท่านั้นเอง ท้าวผาแดงก็ทราบในทันทีว่าเป็นเนื้อของท้าวพังคีลูกชายเจ้าพ่อศรีสุทโธ เจ้าเมืองบาดาลจึงไม่ยอมกินอาหาร ต้องห้าม ที่นางยกมาให้ พอตกตอนกลางคืนผู้คนกำลังหลับสนิท  เหตุการณ์ร้ายก็ได้เกิดขึ้น เสียงครืนๆ แผ่นดินถล่มดังมาแต่ไกล ท้าวผาแดงก็รู้ในทันทีว่าเป็นการกระทำของพญานาค จึงคว้าร่างนางไอ่ขึ้นหลังม้าบักสามควบหนีออกจากเมืองอย่างสุดฝีเท้า เพื่อให้พ้นภัย

แต่นางไอ่ได้กินเนื้อกระรอกกับชาวเมืองด้วย แม้ว่าท้าวผาแดงจะควบม้าคู่ชีพไปทางไหน นาคก็ดำดินติดตาม แผ่นดินก็ถล่มทลายไปด้วย ท้าวผาแดงควบม้ามุ่งไปภูพานน้อยต้นลำห้วยสามพาดเพื่อหนีไปยังเมืองผาพง พญานาคก็ติดตามอย่างไม่ลดละและแปลงร่างเป็นขอนไม้ยางขนาดยักษ์ขวางเส้นทาง ไว้ ม้าบักสามก็กระโดดข้ามอย่างสุดฤทธิ์ สองขาหน้าข้ามขอนไม้ไปได้ แต่สองขาหลังคู้ขึ้นมาไม่ข้าม จึงทำให้ม้าเสียหลักล้มพังพาบลงอวัยวะเพศของม้าไปกระแทกกับภูพานน้อย เป็นร่องลึกลงไปและกลายเป็นต้นลำห้วยสามพาดมาตั้งแต่บัดนั้น

ในที่สุดนางไอ่ก็ถูกพญานาคใช้หางฟาดตกลงจากหลังม้า และจมลงในน้ำตายไปต่อหน้าท้าวผาแดง ด้วยเหตุสุดวิสัยที่จะช่วยนางเอาไว้ได้ เมื่อท้าวผาแดงกลับถึงเมืองผาพง  ก็คิดถึงนางไอ่ เมียรักข้าวปลาไม่กิน ร่างกายผ่ายผอม เกิดล้มป่วยลงและตรอมใจตายตามนางไปในที่สุด

เมื่อท้าวผาแดงตายเป็นผี ก็ยังมีความอาฆาตเคียดแค้นพญานาคอยู่ไม่วาย พอได้โอกาสเหมาะ ผีผาแดง ก็เตรียมไพร่พลเดินทัพผีไปรบกับพวกพญานาคให้หายแค้น  บริวารผีท้าวผาแดงมีเป็นแสนๆ เดินเท้าเสียงดังอึกทึกปานแผ่นดินจะถล่ม เข้ารายล้อมเมืองพญานาคเอาไว้ทุกด้าน ต่างฝ่ายต่างใช้อิทธิฤทธิ์รบกันนานถึง 7 วัน 7 คืน  ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ฝ่ายเจ้าพ่อศรีสุทโธ เจ้าเมืองบาดาลซึ่งแก่ชราภาพมากแล้ว ก็ไม่อยากก่อกรรมก่อเวร เพราะต้องการไปเกิดในแผ่นดินพระศรีอาริยเมตตรัยอีก จึงไปหาท้าวเวสสุวัณ ผู้เป็นใหญ่ให้มาตัดสินความ

ท้าวเวสสุวัณ จึงเรียกทั้งสองฝ่ายมาโดยให้ทั้งสองฝ่ายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบ ท้าวเวสสุวัณจึงบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นผลของ บุพกรรม  หรือกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อนที่ตามมาในชาตินี้ และทั้งสองฝ่ายก็มีเหตุผลกล้ำกึ่งกัน จึงให้ทั้งสองเลิกลาไม่ต้อง เข่นฆ่ากันอีก ขอให้มีเมตตาต่อกัน และให้ทั้งสองฝ่ายรักษาศีลห้า  ปฏิบัติธรรม และให้มีขันติธรรม ต่อไป ท้าวผาแดง และพญานาคได้ฟังคำสั่งสอนของท้าวเวสสุวัณก็กลับมีสติ เข้าใจในเหตุและผลต่างฝ่ายต่างอนุโมทนา สาธุการ  เหตุการณ์ร้ายจึงยุติลงด้วยความเข้าใจ มีการให้อภัยกันในที่สุด
ที่มา : http://www.thailantern.com/main/boards/lofiversion/index.php/t136.html

เพชรบูรณ์ : ดินแดนมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยา

p17npcep64go1134m5qt1m9f1elr5

จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติด้านธรณีวิทยาและวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งหลายประการ กล่าวคือ เพชรบูรณ์มีภูมิประเทศที่มีเทือกเขาขนาดใหญ่ขนาบอยู่ทั้ง 2 ข้าง ด้านทิศตะวันออกและตะวันตก ที่สำคัญคือ เป็นรอยต่อปะทะกันของอนุแผ่นผิวโลก (Micro Plate) สองผืนมาชนกัน ได้แก่อนุแผ่นผิวโลกเก่า อินโด-ไชน่า (Indo-China Micro Plate) ทางฝั่งตะวันออก และอนุแผ่นผิวโลกใหม่ ชาน-ไทย (Shan-Thai Micro Plate) ทางฝั่งตะวันตก

ก่อให้เกิดชั้นหินถูกบีบอัดจนทำให้มีลักษณะให้เห็นเป็นแนวหินตั้งขึ้น โดยสามารถสังเกตได้จากหน้าผาแนวหินสองข้างทางของถนนที่วิ่งผ่านบนเขาน้ำหนาว และผลจากการปะทะกันนี้ ยังทำให้มีการยกตัวขึ้นของอนุแผ่นผิวโลกทางฝั่งอีสาน ทำให้มองเห็นขอบแผ่นดินโบราณที่เป็นหินทรายได้ยกตัวสูงขึ้นมาเป็นหน้าผาสีแดง ที่เรียกกันว่า “ผาแดง” ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก อีกด้วย

ตลอดแนวบีบอัดของอนุแผ่นผิวโลกสองผืนดังกล่าว ยังก่อให้ก่อปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาอีกหลายอย่าง นั่นคือ มีเสาหินดึกดำบรรพ์ที่เป็นหินอัคนี ชนิดหินบะซอลต์ (Basalt) ที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟที่อยู่ในเปลือกโลก เมื่อประทุขึ้นมาข้างบนผิวโลกแล้วค่อย ๆ เย็นลง ทำให้เกิดการแตกตัวตามธรรมชาติเป็นผลึกแท่ง 6 เหลี่ยม ยาวแทรกจากใต้ดินมาปรากฎบนผิวดิน พบที่น้ำตกซับพลูและที่บ้านโนนน้ำเดือด ต.โคกปรง อ.วิเชียรบุรี นอกจากนั้น ตามรอยปะทะกันของอนุแผ่นผิวโลกนี้ ยังปรากฏน้ำพุร้อนหลายจุด เช่น น้ำพุร้อนที่บ้านน้ำร้อน อ.เมืองเพชรบูรณ์ หรือที่ ต.พุเตย ต.พุขาม และต.น้ำร้อน อ.วิเชียรบุรี

ฝั่งอนุแผ่นผิวโลกอินโด-ไชน่า ซึ่งพื้นที่ต่อเนื่องกันมาของแผ่นดินโบราณที่ราบสูงโคราช มีรายงานเรื่องการพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์กินพืชคอยาวจำพวก ซอโรพอด ที่เขต อ.น้ำหนาว และมีรอยเท้าสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ บ้านนาพอสอง ต.น้ำหนาว อ.น้ำหนาว โดยปรากฏมีประมาณ 300 กว่ารอย มี 3 แถว ความยาวของรอยเดินต่างกัน มีขนาดรอยทั้งใหญ่และเล็ก สันนิฐานว่ามีไม่ต่ำกว่า 3 ตัว อายุประมาณ 220-250 ล้านปี นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจแล้ว สันนิษฐานว่าเป็นพวก อาร์โคซอร์ (archosaur) กินเนื้อเป็นอาหาร มีลักษณะและขนาดคล้าย ๆ จรเข้ตัวใหญ่ ๆ เพราะช่วงก้าวไม่เกิน 1 เมตร เดิน 4 ขาแต่หางสั้นพราะไม่มีรอยลากหาง รอยเท้าทั้งหมดปรากฏอยู่บนหน้าผาหินทรายมีความลาดเอียงมากกว่า 60 องศาและมีขนาดสูงเอียงประมาณ 100 เมตร และยาวประมาณ 300 เมตร กว้างใหญ่มาก

10958144fc66ac9ee1bf222d841ff629

ด้านหลังวัดโคกมน ต.โคกมน อ.น้ำหนาว ปรากฏว่ามีหน้าผาหินทรายสีแดงขนาดใหญ่ กว้างและสูงชัน มีความลึกประมาณ 500 เมตร มีน้ำตกไหลลงมาสูงจากยอดหน้าผา รายล้อมด้วยผืนป่าอย่างสวยงาม ลักษณะของผาหินที่เกิดขึ้นนั้น สันนิษฐานว่า พื้นโลกเกิดการยกตัวสูงขึ้น เนื่องมาจากแรงดันและความร้อนอันมหาศาล ภายใต้พื้นโลก ซึ่งการยกตัวของแผ่นดิน ทำให้ลำธารไหลผ่านลาดชันขึ้น พัดเอาทรายและตะกอนไปตามน้ำ เกิดการกัดเซาะลึกลงไปทีละน้อยๆในเปลือกโลก การสึกกร่อนจนเกิดการพังทลายของหิน บวกกับแรงลมและแสงแดดได้ดำเนินมานานหลายล้านปี จนเกิดความอัศจรรย์ของธรรมชาติ เป็นหุบผาสูงชันแห่งนี้ได้อย่างสง่างามน่าเกรงขาม ซึ่งมีลักษณะการเกิดคล้ายกับการเกิดภูมิประเทศที่เรียกว่า แคนยอน

เลยดั้น เป็นลานหินใหญ่มหัศจรรย์ บ้านห้วยกะโปะ ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว เป็นลานหินขนาดใหญ่ขวางทับแม่น้ำเลย ลักษณะหินเป็นก้อนกลมวางเรียงรายอยู่มากมาย เป็นหลุมเป็นบ่อเล็กใหญ่คล้ายครกหินเพราะถูกน้ำกัดเซาะเป็นเวลานานนับร้อยปี โดยน้ำจะไหลลอดใต้ลานหินแล้วทะลุออกไปอีกด้านหนึ่งของลานหินขนาดใหญ่นั้น ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้น ความสวยงามจะเห็นได้ชัดในฤดูแล้ง

ถ้ำใหญ่น้ำหนาว บ้านหินลาด ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว มีลักษณะเป็น เขาหินปูนสูงประมาณ 955 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความงามวิจิตรพิศดารโดยธรรมชาติ มีหินงอก หินย้อยและที่แปลกที่สุดคือ มีน้ำไหลหรือน้ำรินออกจากปากถ้ำ ภายในถ้ำยังเป็นที่อาศัยของค้างคาวจำนวนมากอีกด้วย โดยมีชนิด ที่เป็นสัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ ภายในถ้ำสามารถ แบ่ง ออกได้เป็น 3 ช่วง มีทางเดินเท้าไปตามคูหาต่างๆ ซึ่งมีหินงอกหินย้อยและเสาถ้ำ มีม่านหินงดงาม และมีลำธารน้ำรินไหล ถ้ำใหญ่น้ำหนาวมีความลึกประมาณ 4.5 กิโลเมตร

ส่วนฝั่งอนุแผ่นผิวโลก ชาน-ไทย ซึ่งเป็นผืนอนุแผ่นผิวโลกที่ใหม่กว่า ก็ปรากฏมีซากดึกดำบรรพ์เช่นกันแต่อายุน้อยกว่า เช่น สุสานหอยน้ำจืดกาบเดี่ยว (Gastropod) ที่ อ.วิเชียรบุรีและที่สระน้ำหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ที่มีอายุประมาณ 15 ล้านปี และยังมีการขุดพบซากฟอสซิลปลาน้ำจืดในยุคไมโอซีน (Miocene) 10 กว่าล้านปี ที่บ้านหนองปลา ต.น้ำเฮี้ย อ.หล่มสักและ ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์ด้วย

ภูเขาหินปะการัง ต.ซับพุทรา อ.ชนแดน เขาลูกนี้จะเต็มไปด้วยหินแหลมคมสีขาวอมเทาโผล่ขึ้นมาทั่วบริเวณ ซึ่งเกิดจากหินปูนที่โดนกรดในน้ำฝนกัดกร่อนมานานนับล้านปี จนมีรูปร่างมองดูคล้ายปะการัง
บริเวณทางเดินไปน้ำตกธารทิพย์ ต.บุ่งน้ำเต้า อ.หล่มสัก ปรากฏมีผนังหินปูนปนโคลนสีเทาดำ เป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่สำคัญที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากตะกอนสีเทาดำ เขียวขี้ม้า ไปสู่หินตะกอนสีน้ำตาลแดง นั่นคือ เป็นร่องรอยของการกัดเซาะเป็นริ้วทรายที่ถูกคลื่นซัดเหมือนชายหาด สันนิฐานว่าที่แห่งนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน

จากนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงทางผิวเปลือกโลก จากทะเลจนกลายเป็นบกและมีการทับถมเพิ่มเติมปรากฏหลักฐานหินเป็นชั้น ๆ ขึ้นมา มีการคดโค้งของชั้นหิน (Folds) และมีรอยชั้นไม่ต่อเนื่อง (Unconformity) ด้วย นัยะสำคัญของสถานที่นี้ ที่ไม่เหมือนที่อื่นคือ เป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวเปลือกโลก จากทะเลกลายเป็นพื้นที่บกและภูเขาในที่สุด แสดงให้เห็นในสถานที่เดียวกันอย่างชัดเจน ซึ่งพบได้ไม่มากในประเทศไทย

ที่บริเวณเนินน้ำทิพย์ ต.นางั่ว อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ได้พบหินคลอนหรือหินที่เขย่าแล้วมีเสียงดัง ซึ่งเกิดจากการที่ตะกอนจับตัวกันเป็นก้อนหินต่างชนิดกัน เมื่อมีการหดตัวเป็นก้อนหิน เกิดการหดไม่เท่ากัน ส่วนข้างในหดตัวมากกว่า จึงเป็นก้อนหลวม ๆ อยู่ข้างในเปลือกหินอีกที เขย่าจึงมีเสียงเนื่องจากไม่ได้ติดเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนที่เป็นเนื้อหินข้างใน เมื่อทุบดู จะมีหลายสี เช่น สีแดง เหลือง หรือขาว ชื่อทางวิชาการเรียกว่า มวลสารพอก (Concretion)

ตามแนวชนกันของอนุแผ่นผิวโลกนี่เอง ทำให้เกิดมีแร่ธาตุต่าง ๆ โดยเฉพาะแร่โลหะมีค่าเกิดขึ้นมากมาย เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว สังกะสี เป็นต้น โดนเฉพาะแร่ทองคำ เกิดเป็น Gold Belt พาดผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ทั้งหมด ส่วนเรื่องเหมืองแร่ขนาดใหญ่นั้น จังหวัดเพชรบูรณ์มีเหมืองทองคำที่ อ.วังโป่ง และมีบ่อน้ำมันดิบที่ อ.วิเชียรบุรีและ อ.ศรีเทพ และมีคำขออาชญาบัตรสำรวจแร่เพื่อจะทำเหมืองโลหะมีค่าในจังหวัดเพชรบูรณ์กันมากมาย แต่ก็ได้รับการคัดค้านและต่อต้านจากชาวเพชรบูรณ์

ส่วนความน่าสนใจทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นนั้น เช่น ด้านดาราศาสตร์ ที่น่าสนใจคือมีอุกกาบาต “ร่องดู่” ที่ตกลงมาที่ อ.หล่มสัก เป็นก้อนโลหะขนาดใหญ่พอสมควรเป็นจุดที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง ด้านชีววิทยา ได้มีการค้นพบ “แมงกะพรุนน้ำจืด” ที่ลำน้ำเข็ก ต.หนองแม่นา อ.เขาค้อ เป็นความน่าสนใจเรื่องชีววิทยา น่าเป็นแหล่งศึกษาของเยาวชนในเรื่องวงจรชีวิตของสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีการขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบมีเพศและไม่มีเพศ ซึ่งมีพัฒนาการที่น่าสนใจในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและเป็นดัชนีการชี้วัดความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อม

นอกจากนั้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ร่วมกับเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ได้จัดสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์หนองนารี อย่างยิ่งใหญ่และครบครันในสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เช่น หอดูดาว ท้องฟ้าจำลอง โรงหนัง 3 มิติ อาคารพืชควบคุมอุณหภูมิและความชื้น สถานีเลเซอร์ อาคารเกี่ยวกับพืชและสัตว์โบราณ สิ่งเรียนรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา พลังงาน ดาราศาสตร์ ธรณีวิทยา ฯลฯ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป

ปรากฏกาณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ล้วนแต่มีคุณค่าทางวิชาการทางธรณีวิทยาและวิทยาศาสตร์มหาศาล ซึ่งถือว่าของขวัญอันล้ำค่าที่ธรรมชาติได้มอบให้กับจังหวัดเพชรบูรณ์ของเรา ที่พวกเราคนเพชรบูรณ์ควรจะได้เรียนรู้และตระหนักในความสำคัญ บทความนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อบันทึกศักยภาพเหล่านี้ไว้ชั้นหนึ่งก่อน อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเตือนในอนาคต ที่เราสามารถจะนำมาร้อยเรียงและนำเสนอ โดยจัดให้ทั้งจังหวัดเพชรบูรณ์เป็น อุทยานธรณีวิทยา (Geo Park) เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาและวิทยาศาสตร์ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่สำหรับผู้ที่สนใจด้านนี้อีกด้วย

ที่มา:ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์

คนที่มีพญานาคคุ้มครองหรือมีสายญาณ ของเหล่าพญานาคจะมีนิสัยดังนี้

images

นิสัยสายเลือดพญานาค

1.เป็นคนเกลียด”คนโกหกมาก” เกลียดคนผิดสัจจะเป็นที่สุด

2. เป็นคนที่มีวิบากกรรมเกี่ยวกับเรื่องความรักต้องรักอย่างเข้าใจ

3. เป็นคนบุคลิกเจ้าชู้ ดูมีเสน่ห์ แต่ถ้าใครทำให้รักก็รักได้ ถึงขนาดรักจนหมดใจให้ทั้งชีวิต

4. ถึงแม้นาคจะอยู่ในน้ำ..แต่กลับมีจิตใจที่ขี้ใจร้อน,จะต้องฝึกสมาธิและฝึกควบ คุมอารมณ์ถ้าหลุดเมื่อไหร่..มารร้ายดีๆนี้เองแต่ก็สมารถสำนึกผิด,กลับตัวกลับใจได้

5. เป็นคนชอบของสวยงาม เจ้าสำอางค์,ใช้เงินเก่ง

6. เป็นคนใจนักเลงใจถึง ถ้าเกิดอารมณ์นักเลงก็นักเลงแต่ถ้าอ่อนโยนก็ละเอียดอ่อนหวานอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย

7. มีจิตมีสัมผัสพิเศษต่อเหตุการณ์ต่างๆหรือมักฝันว่าตัวเองไปในที่ต่างๆที่เคยมีบุญผูกพันเอาไว้ในอดีตชาติ

8. ถ้าจะรักใครต้องรู้สึกรักจริงๆถึงรักถ้าไม่รักต่อให้ดีแต่ไหน ทำให้ตายยังไงใจก็ไม่รักแต่ถ้ารักแล้วมักจะผูกพันมาก รักแบบไม่รู้ตัวว่ารัก

9. เป็นคนใจบุญชอบทำบุญไหว้พระ ปฏิบัติธรรม

10. เป็นคนเบื่อง่าย มักจะเสียใจง่าย ขี้เล่น ขี้งอนขี้อ้อน ขี้น้อยใจ เวลาโมโหชอบประชดประชัน,ปากกับใจไม่ตรงกัน แต่ถ้าเข้มแข็งเมื่อไหร่..หัวใจดุจดั่งภูผา ยอมหักไม่ยอมงอ,อารมณ์ร้าย

11. ซื่อสัตย์ แม้จะมีโอกาสโกงแล้วรวยหรือมีโอกาสที่ชีวิตจะสบายแต่ก็ไม่ทำเลวไม่ทำชั่วเพราะมีความละอายต่อบาป ถึงจะจนยังไงก็ไม่ทำไม่เอา หยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นที่สุด

12. ถ้าถือศีล 5 ได้ชีวิตจะดีขึ้นมากโดยเฉพาะศีลข้อ 3เพราะนาคมีวิบากกรรมเรื่องความรักและวิบากกรรมเรื่องอารมณ์ร้อนจะต้องฝึกรักษาศีลและนั่งสมาธิให้มากๆ

13. บุญที่จะช่วยให้นาคหลุดพ้นจากวิบากกรรม อีกหนึ่งอย่างคือการสร้างวัด ทำนุบำรุงพุทธศาสนา

14. ถ้านาคไม่เจอผู้ที่เป็นเนื้อคู่กันจริงๆยังไงก็ไปกันไม่รอดูต้องทำใจหากคู่ไม่เข้ากันก็จะพลัดพรากจากกัน

15. สุดท้ายคือความปล่อยวางทุกอย่างเสื่อมสลายหมด สู่จุดปล่อยวางเข้าสู่ทางธรรมนาคถึงจะมีความสุข

16. มีนาคอยู่ตระกูลเดียวเท่านั้นที่จะทรงครุฑมีอานาจอยู่เหนือพญาครุฑคือพระโพธิสัตว์อสุรินทราราหู ผู้ดูแลความดีความชั่วของมนุษย์และคอยดูแลปกป้องพระพุทธศาสนาเพราะตามคำทำนายของพระพุทธเจ้า ท่านจะเป็นพระพุทธในในอนาคตเจ้าต่อจากพระศรีอริยเมตไตย

ขอขอบคุณ…อ.สัจตยา นาคาพยากรณ์

เผยคำทำนายต่างๆ

❖เผย 9 คำทำนายของนอสตราดามุสที่จะเกิดเหตุในปี 2015❖

๛ ถ้าพูดถึงเรื่องการทำนาย การดูดวง หรือการที่พูดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ก็คงมีทั้งคนที่เชื่อและที่ไม่เชื่อ บางคนก็อาจจะบอกว่างมงาย
แต่บางคนก็เชื่อจนไม่ต้องมีเหตุผลมากำกับ แต่ถ้ากล่าวถึงว่า คำทำนายหรือการทำนายเกี่ยวกับโลกใบนี้หรือสถาณการณ์ที่จะเกิดขึ้น จากการทำนานของนักพยากรณ์ที่มีชื่อเสียง
อย่าง นอสตราดามุส ที่เป็นนักพยากรณ์ชื่อดังของโลก และเหตุการณ์ที่เข้าทำนายก็ได้เกิดขึ้นมาแทบทุกอย่าง ก็ถือว่าเป็นที่น่าสนใจและน่าจับตามองเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นที่ถูกทำนายไว้เป็นอย่างยิ่ง
➢➢ โดยเฉพาะในปีนี้ 2015 ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ดังนี้ ♞คำทำนายที่ 1 ในปี 2015 สหรัฐอเมริกาจะพบเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุด ที่จะนำไปสู่ความหายนะทางด้านมนุษยธรรม
♞คำทำนายที่ 2 ในปี 2015 ผู้นำ 4 มหาอำนาจของโลก รวมทั้งฝรั่งเศส และเยอรมัน จะถูกผู้ไม่หวังดีลอบทำร้าย
♞คำทำนายที่ 3 ในปี 2015 นักวิทยาศาสตร์จะค้นพบยาอายุวัฒนะ เพื่อความเยาว์อันเป็นนิรันดร์
♞คำทำนายที่ 4 ในปี 2015 ไฟฟ้าจะถูกลง เทคโนโลยีขั้นสูงจากพลังงานแสงอาทิตย์ จะถูกนำมาใช้มากขึ้น เพื่อช่วยรักษาสมดุลของเศรษฐกิจโลก
♞คำทำนายที่ 5 ในปี 2015 ความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมจะดีขึ้น แต่ในสหรัฐฯจะเกิดวิกฤตทางการเงินครั้งใหญ่
♞คำทำนายที่ 6 ในปี 2015 ภูเขาไฟวิสุเวียสหรือปอมเปอี จะระเบิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีหรือ ต้นปี 2016
♞คำทำนายที่ 7 ในปี 2015 พระเจ้าองค์ใหม่จะถือกำเนิดขึ้นบนโลก เพื่อชี้ทางสว่างให้กับผู้คนและช่วยเหลืออารยธรรมจากความชั่วร้ายรวมทั้งภัยพิบัติและสิ่งเลวร้ายต่างๆในอนาคต
♞คำทำนายที่ 8 ในปี 2015 ศาสนาใหม่จะถือกำเนิดขึ้นโดยจุดเริ่มต้นที่รัสเซีย โดยในปี 2040 ศาสนานี้จะกลายเป็นศาสนาเดียวในโลก
♞คำทำนายที่ 9 ในปี 2015 จะเกิดความรุนแรงในตะวันออกกลาง ภายในครึ่งปีแรก อิหร่านและตุรกีจะเกิดปัญหาขัดแย้งกัน ทำให้โลกหมิ่นเหม่ต่อสภาวะสงครามโลกครั้งที่ 3 ๛

✡✡”พระเจ้าจักรพรรดิ์” ในจิตทัศน์ของนอสตราดามุส✡✡

➣” เสียงนุ่มนวลแห่งมิตรไมตรีอันศักดิ์สิทธิ์ ได้ยินจากแผ่นดินทิพย์ แสงเพลิงมนุษย์ ฉายรองรับเสียงประเสริฐนั้น จะเป็นเหตุให้โลกต้องเปื้อนเลือด สมณเพศทั้งหลายที่ไม่ยึดถือศีล (พรหมจรรย์) และนำไปสู่การทำลายโบสถ์วิหารที่ไร้ความบริสุทธิ์ ”
(ซ.1 ค.96 )

นับ ว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกน่าอัศจรรย์อย่างมากเลยทีเดียว ที่นอสตราดามุสได้เขียนโคลงทำนายบทนี้ขึ้นเมื่อ 450 ปีก่อน ภายใต้สังฆจักรโรมันคาทอลิก สมมุติว่าท่านได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีประวัติยาวนานถึง 2,000 ปีกว่ามาแล้วในสมัยนั้น

ถ้า ในจิตทัศน์ของท่านไม่ได้เห็น สัจธรรมบางอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีส่วนสัมพันธ์กับศรัทธาใหม่ของโลกโดยตรง คำว่า ” มิตรไมตรีอันศักดิ์สิทธิ์ ” นี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากพระนามของ………… บุคคลผู้นี้เป็น Sacred Friend จะเป็นใครก็ตาม แต่การใช้คำว่า ” มิตรไมตรีอันศักดิ์สิทธิ์ ” หรือ ” เพื่อนผู้ศักดิ์สิทธิ์ ” แสดงให้เห็นว่าผู้ที่จะมาโปรดสัตว์ในโลกยุคนี้ จะไม่ใช่เป็นบุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน

อีกทั้งมาจากแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ หรือ Holy Ground อีกด้วย ก็ยิ่งชี้ชัดว่าน่าจะเป็นองค์………….. ซึ่งนายจอห์น ฮอค ฟันธงว่าจะเสด็จมาในโลกนี้ประมาณ ระหว่างคริสต์ศักราช 2000 ( พ.ศ.2543 ) หรือกว่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับวันเวลาที่พระเยซู หรือพระมาซิอาร์ พระมะฮุดีย์ ตามความเชื่อของมุสลิม จะเสด็จมาในวันพิพากษาโลกนี้ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อกันอย่างเงียบๆ ว่าอาจจะเป็นพระศาสดาโพธิสัตว์องค์เดียวกันก็ได้

✰การเสด็จมาของ…………….ก็คงต้องมาชำระสะสางความเสื่อมของศาสนาอยู่แล้ว ในภาวะที่มีการวิวัฒนาการ บรรดาพระสงฆ์สมณเพศผู้ยึดถือพรหมจรรย์ ก็คงไม่แตกต่างอะไรกับนักบุญทั้งหลายผู้เสียสละในอดีต วันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นคงต้องผ่านขั้นตอนตามปรกติวิสัย ซึ่งบางครั้งอาจต้องมีความเจ็บปวดอันเกิดจากการต่อต้าน หรือขัดแย้งทางอุดมการณ์และความคิดเกิดขึ้น ซึ่งในหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นในอดีต การเสียสละของนักบุญอาจถึงกับต้องเลือดตกยางออก✰

” อังคารกับคฑาของจูปิเตอร์ (พฤหัส) เล็งลัคน์
เกิดสงครามมหาวิบัติภายใต้ราศีกรกฎ
หลังจากนั้นไม่นาน กษัตริย์ใหม่จะถูกสถาปนา เป็นผู้นำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์เป็นเวลายาวนาน ”
( ซ.6 ค.24 )

✰ ✰ วรรค ที่น่าสนใจในโคลงบทนี้ ได้แก่วรรคที่มีคำว่ากษัตริย์ ที่จะนำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์ หลายฝ่ายตีความกันว่า นอสตราดามุสกำลังพูดถึงวันที่โลกชำระบาปแล้ว หลังจากกลียุคอันเกิดจากสงคราม ภัยพิบัติอันเกิดจากธรรมชาติ หรือโรคระบาด โลกจะปรากฎผู้นำใหม่ที่มาในมิติที่อยู่เหนือธรรมชาติ อาจจะเป็นพระศาสดา………… พระมาซิอา พระมะฮุดีย์ หรือพระยาธรรมิกราช ที่เสด็จมาโปรดสัตว์ตามพุทธทำนาย ตามคำทำนายในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือตามพระวัจนะในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านก็ได้

➣” บรรยากาศ ท้องฟ้า แผ่นดินโลกจะมืดลง และถูกบดบังจนมืดครึ้ม แม้แต่คนไม่เชื่อศาสนา ยังพร่ำเรียกหาพระผู้เป็นเจ้ากับนักบุญ…. ”
( ซ.9 ค.83 )

❖คำทำนายของนอสตราดามุสข้างต้นนี้❖ คล้องจองกับพุทธทำนายที่บอกว่า ท้องฟ้าจะมืดเจ็ดวันเจ็ดคืน ครุฑจะบินกลับถิ่นสถาพร คนจรจะกลับกรุง ฟูกจะมีหนาม ผีป่าจะเข้าบ้าน ผีบ้านจะเข้าไพร….และในพระคัมภีร์ไบเบิลกับพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน ทำนายว่าพระอาทิตย์จะมืดลง ดวงจันทร์จะหยุดส่องแสง ดวงดาวบนท้องฟ้าจะร่วงหล่น…ช่างเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งเลยที เดียว…..

✪(คัดลอกมาจาก หนังสือนอสตราดามุส ฉบับเพิ่มเติมเกี่ยวกับศรัทธาใหม่ เขียนโดยศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน)✪

✐๛ ช้างเผือกกับคำทำนายของหลวงปู่มั่น
ซึ่งเป็นการสนทนาระหว่างหลวงปู่ขาว กับ หลวงพ่อทูล เรื่องคำทำนายของหลวงปู่มั่น เกี่ยวกับช้างเผือก ซึ่งมีเนื้อความดังนี้
หลวงปู่ขาวเล่าเรื่องช้างเผือกให้ฟังว่า
เมื่อเสร็จธุระจากกฐินวัดป่าหนองแซงแล้ว ก็ได้กลับไปวัดถ้ำกลองเพล ได้พูดคุยธรรมกับหลวงปู่ตามปกติในวันหนึ่งได้อยู่กับหลวงปู่สององค์ หลวงปู่ได้ถามข้าพเจ้าว่า

➣➣”ทูล เคยนิมิตว่าได้ขี่ช้างเผือกไหม”

ขอโอกาสหลวงปู่ กระผมเคยนิมิตว่าได้ขี่ช้างเผือกครั้งหนึ่ง หลวงปู่พูดว่า

➣➣”ขี่อย่างไร เล่าให้เฮาฟังซิ”

✴ก็ขอโอกาสเล่าให้หลวงปู่ฟังดังนี้ ในคืนหนึ่งเมื่อเข้าสมาธิได้ที่แล้ว ในโลกนี้มีความสว่างเห็นไปหมดทุกทมองขึ้นไปบนอากาศก็มีความสว่างไสวเช่นกัน ในขณะนั้นเห็นหลวงปู่มั่นนั่งอยู่บนหลังช้างเผือกขนาดใหญ่ และมีครูอาจารย์องค์อื่นๆนั่งอยู่บนหลังช้างเผือกยืนเรียงแถวกันอยู่หลายองค์ จากนั้นช้างเผือกที่หลวงปู่มั่นนั่งอยู่ก็ลอยขึ้นสู่อากาศ และช้างเผือกตัวอื่นๆก็พาครูอาจารย์ลอยขึ้นสู่อากาศเช่นกัน จากนั้นก็มาถึงตัวช้างเผือกที่กระผมนั่งอยู่ก็ได้ลอยขึ้นไปตามช้างเผือกกลุ่มใหญ่ ได้ลอยอยู่บนอากาศเป็นวงกลม ช้างเผือกแต่ละตัวมีการประดับประดา ด้วยเครื่องเพชรนิลจินดา ประดับด้วยผ้าสีทองที่มีความสวยงามมาก ในท้องฟ้าอากาศมีรัศมีระยิบระยับแพรวพราว สว่างเต็มท้องฟ้าไปหมด แล้วมีเสียงประกาศว่า

➣➣”นี้เป็นกลุ่มคณะช้างเผือก ที่หลวงปู่มั่นได้พาหมู่คณะไปสู่พระบรมสุข คือ วิมุตตินิพพานในกาลครั้งนี้”

✴จากนั้นจิตก็ได้ถอนออกจากสมาธิ ก็ได้พิจารณาว่า เป็นเรื่องปกติที่ผู้ปฏิบัติได้มาถึงจุดนี้แล้ว ถือเป็นความสมบูรณ์ เป็นอุดมมงคล เพราะช้างเผือกเป็นช้างทรงของพระราชา จะตีความว่า ราชาธรรม นี้ก็เป็นได้ หมายถึงผู้จบในภาคการศึกษา คือจบในอาตยนะนั่นเอง หรือจะเรียกว่าเป็นผู้ที่เรียนจบในประโยค ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้แล้วอย่างสมบูรณ์

✴จากนั้นหลวงปู่ขาวเพียงแต่ยิ้มแล้วพูดว่า

➣➣”ในสมัยเฮาอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเคยประกาศให้คณะสงฆ์ทั้งหลาย ได้รับรู้ไว้ว่า เมื่อเราได้ตายไปแล้ว จะมีช้างเผือกหนุ่มตัวหนึ่ง เหาะไปมา แสดงอภินิหาร ให้คนทั้งหลายได้รู้เห็นในความสามารถต่างๆ มากมาย พระเถระทั้งหลายได้ฟังแล้ว ก็มีความเข้าใจความหมายว่า ในยุคต่อไป จะมีพระอรหันต์หนุ่มเกิดขึ้น จะได้แสดงความรู้ความสามารถ เผยแผ่ธรรมให้คนทั้งหลายได้รับรู้ความจริงในสัจธรรม จะมีผู้ปฏิบัติตามได้รับผลมากทีเดียว”

ข้าพเจ้าก็ถามหลวงปู่ขาวว่า ขอโอกาสหลวงปู่ ช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นเกิดขึ้นหรือยัง หลวงปู่ก็พูดว่า

➣➣”เกิดขึ้นแล้ว”

✴ก็ถามหลวงปู่ต่อไปว่า ช้างเผือกหนุ่มนั้นอยู่ที่ไหน กระผมอยากรู้ อยากไปกราบท่าน หลวงปู่ยิ้มๆแล้วพูดว่า “ไม่บอก หาเอาเองแล้วกัน” เรื่องช้างเผือกหนุ่มนั้น พระอาจารย์วัน อุตฺตโม และพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ก็เคยพูดในเรื่องช้างเผือกหนุ่มนี้ให้ฟังเช่นกัน เมื่อข้าพเจ้าถามท่านว่าเป็นอาจารย์องค์ใด ท่านก็ไม่บอกเช่นกัน
หากมีคำถามข้าพเจ้าว่า ช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นเกิดขึ้นหรือยัง ข้าพเจ้าก็จะตอบว่าเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าช้างเผือกเชือกนั้นอยู่ที่ไหน หรือท่านอาจจะเห็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าเป็นช้างเผือก เพราะช้างเผือกนั้นอาจใช้สีดำทาเพื่ออำพรางตัวเอาไว้จึงไม่มีใครรู้ ขอให้พวกเราค้นหาช้างเผือกหนุ่มนั้นให้พบ เมื่อพบแล้ว กรุณามาบอกข้าพเจ้าก็แล้วกัน เพื่อจะได้ไปกราบคารวะและฟังธรรมจากช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นให้สมใจ การทำนายของหลวงปู่มั่นนั้น หลวงปู่ขาวพูดว่า “มีความแม่นยำมาก พูดคำใดคำนั้น เพราะหลวงปู่มั่นมีความชำนาญด้วยญาณ อตีตังสญาณ ท่านรู้ในเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว อนาคตังสญาณ ท่านรู้ในเรื่องอนาคต”

✴อภินิหาร ๓ อย่าง✴

ที่หลวงปู่มั่นว่าช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หลายคนอาจตีความหมาย ไม่ตรงตามหลวงปู่มั่นก็อาจเป็นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ได้อ่านในตำรา หรือได้ฟังจากครูอาจารย์มามากว่า อภินิหารต้องเป็นผู้มีฤทธิ์ สามารถดำดินเหาะเหินไปบนอากาศได้ เช่นได้อ่านเรื่องอภิญญา มีจักขุญาณ มีญาณทางตาที่เรียกว่าตาทิพย์ กำหนดจิตให้เห็นรูปเทวดา นรก และสิ่งอื่นๆได้ โสตญาณ มีญาณทางหู เรียกว่าหูทิพย์ กำหนดจิตฟังเสียงในหมู่เทวดาและสัตว์นรก และกำหนดฟังเสียงอื่นๆได้ เจโตปริยญาณ เป็นญาณรู้ทางใจ กำหนดจิตรู้ในความคิดความเห็นของคนอื่นได้ มโนอิทธิญาณ เป็นฤทธิ์ทางใจ กำหนดจิตให้เป็นนั่นเป็นนี่ หรือเป็นหลายคนได้ อิทธิวิธี เป็นอภินิหารทางใจ สามารถเหาะเหินไปมาที่ไหนได้ คนส่วนใหญ่จะมาเข้าใจว่า อภินิหารต้องเป็นอย่างนี้

❖ในความหมายของหลวงปู่มั่น ว่าช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หมายถึงอภินิหาร ๓ อย่างคือ❖

✧อิทธิปาฏิหารย์ แสดงฤทธิ์ได้นานาประการ
✧อาเทสนาปาฏิหารย์ มีญาณรู้วาระจิตคนอื่น แล้วพูดดักใจคนอื่นได้
✧อนุสาสนีปาฏิหารย์ มีความสามารถแสดงธรรมได้อย่างมีเหตุผล ทำให้คนที่ฟังเข้าใจในความหมายได้อธิบายธรรมหมวดที่คนเข้าใจได้ยาก มาอธิบายให้คนเข้าใจง่าย อธิบายธรรมหมวดยาว สามารถย่นย่อธรรมที่ยาว มาอธิบายโดยย่อให้คนเข้าใจได้

✴อภินิหาร ๓ ข้อนี้ ข้อ ๑ ข้อ ๒ ที่ทำให้เกิดขึ้นได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ แต่พระพุทธเจ้ามาสรรเสริญ อนุสาสนีปาฏิหารย์ ในข้อ ๓ เพราะเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและมรรคผลนิพพาน ฉะนั้นหลวงปู่มั่นว่ามีช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หมายถึง อนุสาสนีปาฏิหารย์ เป็นผู้มีความสามารถแสดงธรรม ให้เป็นไปในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง ทำให้คนมีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ตามแนวทางที่เป็นจริง แสดงธรรมให้คนเข้าใจในอุบายการปฏิบัติ เพื่อเป็นไปในมรรคผลนิพพาน หลวงปู่มั่นมีความหมายเป็นอย่างนี้ ขอให้พวกเราได้เข้าใจ เพื่อจะได้ค้นหาช้างเผือกหนุ่มได้ง่ายขึ้น มิใช่ว่าคอยไปดู เมื่อไรหนอท่านจะเหาะขึ้นสู่อากาศ เมื่ิอไหร่หนอท่านจะดำดินและหายตัวให้ดู ถ้าจะหาในวิธีนี้ รับรองได้ว่า จะไม่พบช้างเผือกหนุ่มอย่างแน่นอน เพราะตีความหมายในอภินิหารผิดไป จึงทำความเข้าใจแก่ท่านดังนี้

๛พุทธทำนายถอดความจากศิลาจารึก เชตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย

✴✴”พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่ง เมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์….จะเสด็จมาเสริมสร้างพระศาสนาของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปอีก 5,000 พระวรรษา” ✐๛

✪✪พระเถระ ผู้ทรงธรรมฤทธิ์ คือ พระมหาเถระโพธิสัตว์ เชี่ยวชาญทางอภิญญาในสุวรรณภูมิ ที่อยู่ในหนังสือทิพย์อำนาจ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นผู้บอกไว้

๛หลักฐานจากหนังสือทิพยอำนาจ ของลูกศิษย์ หลวงปู่มั่น
หลักฐานหนังสือทิพยอำนาจ ของลูกศิษย์ หลวงปู่มั่น และหลวงปู่มั่นท่านก็ยืนยันว่าเป็นจริง มีรายละเอียดดังนี้

✴✴ ” หลังพุทธ ปรินิพพานมา พระพุทธศาสนาจะกลับเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุดคล้ายสมัยพุทธกาล พระมหาเถระโพธิสัตว์ ผู้ มีบุญญาภิสมภาร มีอิทธาภินิหาร เชี่ยวชาญทางอภิญญาในสุวรรณภูมิ จะได้เป็นประธานาธิบดีสงฆ์ ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ เริ่มต้นที่อินเดียไปยุโรปและอเมริกา ” ✐๛
✪✪หลักฐานหนังสือทิพยอำนาจ หน้า 312-313 และ328-329 ✪✪

๛หลักฐานจากหนังสือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ชื่อ หนังสือลูกศิษย์บันทึกพิเศษ วัดจันทาราม(ท่าซุง)
พระพุทธเจ้าท่านทรงพยากรณ์ไว้ว่า …

✧✧”ณ บริเวณแห่งนี้ต่อไป ความเจริญรุ่งเรืองจะมีมาก มีผู้คนเข้ามาถึงมรรคผลเป็นจำนวนหลายล้านคน ส่วนพระโพธิสัตว์ที่ได้รับคำพยากรณ์ จากพระพุทธเจ้าก็จะมารวมอยู่ที่แห่งนี้ด้วย จากนั้นจะมีผู้มีบุญใหญ่ที่ชาวโลกทั้งหลาย รอคอยกันมานานจะมาปรากฏกายให้เห็น…ซึ่งท่านผู้นี้จะเป็นผู้สอนอริยะ ประเพณี และพุทธประเพณี และท่านจะพาผู้ที่มีใจอยู่ในธรรม ไปเยี่ยมโลกธาตุจักรวาลอื่น ดุจฝูงนกบินขึ้นไปในอากาศ และอีกไม่นาน พระศาสดาทั้งหลายจะถูกรวมเป็นหนึ่งโดยท่านผู้นี้” จบคำพยากรณ์

จากนั้น✴✴ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “พระ โพธิสัตว์ใหญ่ ในขณะที่ท่านบำเพ็ญบารมีสำคัญๆ อยู่ และก็ผ่านอุปสรรคบารมีนั้นไปได้แล้ว ชาวโลกก็เห็นความสำคัญของท่านเป็นพิเศษ ยกย่องท่านเป็น “พระเจ้า” เพราะท่านมีฤทธิ์ มีคุณธรรมประจำใจ มีความบริสุทธิ์ใจต่อสัตว์โลกทั้งหลาย แม้ตถาคตเอง ขณะบำเพ็ญบารมีในปลายศาสนาพระพุทธกัสสป ชาวโลกทั้งหลายก็ยกย่องตถาคตให้เป็นพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ และพระโพธิสัตว์อีกหลายท่าน ที่เป็นพระพุทธเจ้าต่อจากตถาคตในกัปนี้ ขณะที่บำเพ็ญบารมีอยู่ในโลกมนุษย์ บริวารก็ยกย่องและเรียกท่านว่า “พระเจ้า”✎๛

✪✪ที่มาหนังสือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ชื่อ หนังสือลูกศิษย์บันทึกพิเศษ วัดจันทาราม(ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี พฤษาคม 2540 หน้าที่ 261✪✪

บิ๊กเซอร์ไพรส์

ศาสดาองค์ใหม่ถือกำเนิดแล้วบนโลก
โปรดคอยติดตาม การประกาศศาสนาและแสดงปฐมเทศนา เร็วๆนี้
จิ๊กซอร์ต่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว

พระแม่โพสพ

1424941583762

ความเป็นมาของพระแม่โพสพ จากการรวบรวมข้อมูลการจัดสร้าง พระแม่โพสพ ของวัดต่างๆ พบว่า วัดในแถบจังหวัดภาคกลาง โดยเฉพาะวัดที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาหลายสิบวัดต่างสร้าง พระแม่โพสพออกมาให้ชาวนาบูชา  ปรากฏว่าได้รับความนิยมจากชาวนา ที่เช่าบูชาหมดเกือบทุกวัด นอกจากนี้ยังมีวัดบางแห่งจัด สร้างพระแม่โพสพ เนื้อผงและเนื้อโลหะ แบบบูชาห้อยติดตัว แต่ไม่ได้รับความนิยม ด้วยเหตุที่ว่า คนจะบูชาพระแม่โพสพไว้ที่หิ้งบูชา ไม่ใช่นำมาแขวนคอ เหมือนเทพองค์อื่นๆ เช่นเดียวกับการบูชานางกวัก นอกจากนี้แล้ววัดหลายแห่งยังจัดสร้าง รูปปั้นพระแม่โพสพ ไว้ในวัด เพื่อเป็นที่สักการบูชาของชาวนาในละแวกใกล้เคียงอีกด้วย

ในบรรดาวัดที่จัดสร้าง พระแม่โพสพ รุ่นที่พิเศษที่สุดหนึ่งเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้ คือการจัดสร้างโดย พระศุภกิจ มหิทธิโก เจ้าอาวาสวัดวังหอมวิปัสสนาราม  ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช  หรือที่ลูกศิษย์เรียกสั้นๆ ว่า “พระอาจารย์ชา” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง ทางด้านเมตตามหานิยมโชคลาภโภคทรัพย์ ถือว่า ได้รับความนิยมอยู่ในลำดับต้นๆ ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา พระอาจารย์ชา ได้ทำนาปลูกข้าวทิพย์ ที่วัดวังหอมวิปัสสนาราม เป็นครั้งแรก เริ่มทำพิธีแรกนาขวัญ เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๗ พร้อมทำพิธีสวดมนต์ปลุกเสกตลอดไตรมาส เข้าพรรษา รวมเป็นเวลาถึง ๔ เดือนเต็ม และเก็บเกี่ยวรวงข้าวทิพย์บรรจุกล่องเมื่อต้นปี มีให้บูชาทั้งแบบเป็นกอและเป็นรวง ปรากฏว่า หลังจากข้าวพระอาจารย์ชาออกมาแล้ว ได้รับความนิยมจากญาติโยมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ชมรายการพลังใจ ทางเอชพลัสแชนแนล  ที่มีพระอาจารย์ชาเป็นวิทยากร ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๘.๒๐-๑๙.๓๐ น.

“อาตมาปลูกข้าวแล้วให้นำไปบูชากันเพื่อระลึกถึงคุณของพระแม่โพสพ เพราะท่านมีคุณต่อชาวนาและคนที่กินข้าวทุกคนในประเทศ ซึ่ง พระอาจารย์ชา ได้อธิบายถึงคติความเชื่อในคุณของพระแม่โพสพว่า ความรู้สึกของคนไทยที่มีต่อพระแม่โพสพ เป็นความรู้สึกสำนึกถึงบุญคุณ ที่ให้อาหารเลี้ยงชีวิต ข้าวนั่นเอง คือ แม่โพสพ คนไทย จึงให้ความเคารพข้าว ไม่ใช้คำหยาบคาย หรือแช่งด่าต้นข้าว หรือเมล็ดข้าว ถ้าทำข้าวหก ก็จะก้มลงเก็บอย่างเรียบร้อย ไม่ข้าม ไม่เหยียบ ไม่ใช้เท้ากวาด ข้าวจะเก็บไว้เป็นที่เป็นทาง อย่างเรียบร้อย ไม่ทิ้งเรี่ยราด เลอะเทอะ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ข้าวสาร หรือข้าวสุก เมื่อรับประทานข้าว จะรับประทานอย่างเรียบร้อย ไม่ทำเลอะเทอะมูมมาม เมื่ออิ่มก็จะไหว้ขอบคุณแม่โพสพ ผู้ใหญ่แต่เก่าก่อน นับถือแม่โพสพมาก เมื่อแรกทำนาจนกระทั่งถึงเวลาไถคราด เก็บเกี่ยวรวงข้าวด้วยเคียวเหล็ก จะต้องประกอบพิธีเซ่นบูชาแม่โพสพทุกระยะไป เช่น ก่อนหน้าเวลาฤกษ์แรกนา จะปลูกศาลเพียงตา สูงระดับสายตาคน ณ ที่ใดที่หนึ่ง ที่กำหนดไว้เป็นที่แรกนา ตระเตรียมเครื่องสังเวยบูชาแม่โพสพให้ครบถ้วน พร้อมทั้งกล่าวคำขวัญเป็นถ้อยคำไพเราะ อ้อนวอนแม่โพสพให้คุ้มครองรักษาต้นข้าว

ส่วน การบูชารวงข้าวทิพย์ของพระอาจารย์ชานั้น ท่านบอกว่า ให้นำบูชาขึ้นหิ้งตั้งแยกหรือรวมกับเทพองค์อื่นๆก็ได้แต่ไม่ให้วางรวมกับพระ โดยให้ตั้งกล่องข้าวเป็นแนวตั้งห้ามวางแนวนอน เมื่อจะบูชาหรือขอให้ท่านช่วยในสิ่งใดให้จุดธูป ๙ ดอก แล้วท่องคาถาบูชาพระแม่โพสพว่า โพสะวะโภชะนัง อุตตะมะ ลาภัง มัยหัง สัพพะสิทธิหิตั้ง โหตุ เสร็จแล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานขอ

1424941602312

ตำนานพระแม่โพสพ “แม่โพสพ” ตามสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พระแม่โพสพ  แปลว่า “เทวดาประจำพืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งปวง” มวลมนุษยชาติเชื่อถือ และกราบไหว้บูชามาตั้งแต่ครั้งโบราณของชาวไทย ลาว และละแวกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา บูชาเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญชาติ ที่เพาะปลูกตามฤดูกาล โดยจะทำพิธีบูชาแม่โพสพ ด้วยอาหาร มีข้าวปากหม้อ กล้วย อ้อย เป็นต้น แม่โพสพเป็นสตรีเพศ ร่างงาม แต่งกายด้วยผ้าผ่อนแพรพรรณสมัยโบราณ ห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าจีบชายกรอมลงมาถึงปลายหน้าแข้ง ทรงเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ตระการตา ไว้ผมยาวสลวยประบ่า มีกระจังกรอบหน้า คล้ายมงกุฎ และจอนหูงอนชดช้อย มือข้างหนึ่งชูรวงข้าว ส่วนอีกข้างถือถุงโภคทรัพย์เต็มถุง ประทับนั่งพับเพียบ เรียบร้อย แบบแพนงเชิงอย่างไทยโบราณ

ตำนานพระแม่โพสพ ตำนานหนึ่งเล่าว่า มีฤาษีมหากระไลย์โกฏอยู่สันโษในอรัญ บำเพ็ญพรหมขันธุ์ในกุฏิ เพลาหนึ่งเกิดอสุนีฟ้าฟาด อากาศวิปริตโกลาหล ฟ้าฝนก็ตกลงมามิหยุดหย่อน มีเมล็ดข้าวปลิวว่อนกระจาย พอฟ้าฝนหายฤๅษีก็เห็นเป็นอัศจรรย์ จึงจัดสรรนำไปปลูกริมฝั่งนทีสระน้ำ ฝนชะตลอดมา จนข้าวกล้าแตกรวง กาลล่วงเข้าฤดูหนาว เมล็ดข้าวแก่จัด พระฤๅษีโสมนัสยิ่งนัก ครั้นจะนำมากินก็กริ่งเกรงจะเบื่อเมา อันตัวเราก็เพิ่งพบคราวนี้ คราวหนึ่ง สกุลณีสกุณามาเป็นหมู่ บินจู่โจมกินข้าวสาลี ฤๅษีเห็นดังนั้นพลันรู้ว่า หมู่ปักษามิได้ตายวายชีวิต ก็คิดว่าคงเป็นอาหารอันโอชารส พระดาบสจึงเก็บพันธุ์ข้าวไว้เพาะปลูกกระจายลูกหลานเหลน ได้เป็นอาหารของมนุษย์สุดประเสริฐ โดยกำเนิดขององค์ดาบส ตราบเท่าทุกวันนี้

ตำนานพระแม่โพสพอีกตำนานหนึ่ง

พระแม่โพสพเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ เป็นสนมเอกขององค์อัมรินทร์ธิราช วันหนึ่งก็นำดอกไม้ไปถวายองค์อัมรินทราธิราช พระองค์ก็มองเห็นว่า แม่โพสพซึ่งมีเนื้อเหลืองดังทองนั้นผิวดูหม่นลง จึงบอกให้นางเสียสละเนื้อให้แก่ชาวโลก นางก็เสด็จลงมาโดยเก็บดอกไม้สวรรค์มาด้วย มาหาฤาษีตาไฟ ฤาษีตนนี้ปกติจะนั่งหลับตาตลอดเวลา จะลืมตาเวลาที่ดอกไม้ในป่าหิมพานต์บานเพียงครั้งเดียวโดยออกจากฌานด้วย ถ้าไม่ได้ออกจากฌานแล้วลืมตาไฟก็จะไหม้

      เมื่อพระแม่โพสพเข้าไปหาฤาษีนั้น กลิ่นดอกไม้ก็ไปเข้าจมูกฤาษี ฤาษีจึงลืมตา ไฟไหม้พระแม่โพสพลงเป็นเถ้า หล่นข้างหน้าฤาษี ฤาษีเห็นดังนั้นก็แปลกใจ และสงสารจึงชุบขึ้นมา พระแม่โพสพจึงบอกวัตถุประสงค์ว่าตนต้องการจะสละเนื้อของตนให้เป็นข้าวให้ชาวโลกกิน แล้ว กลายรูปเป็นเมล็ดข้าว พระฤาษีจึงใช้ไม้เท้าตีลงบนข้าวและอธิษฐาน ข้าวแตกกระจายเป็นแมลงเม่าบินลงมาตกทั่วภาคพื้นดิน มนุษย์จึงเก็บพืชพันธุ์ไปปลูกให้ลูกหลานกิน ในเดือน 10-11 ข้าวตั้งท้อง ตะวันจะอ้อมข้าวเพราะเกรงใจแม่โพสพที่กำลังตั้งท้อง

ตำนานแม่โพสพ ฉบับชาวพัทลุง
ในขณะที่ ตำนานแม่โพสพ ฉบับชาวพัทลุง ได้บอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจของ เจ้าแม่แห่งข้าว เอาไว้ดังนี้ กล่าวคือ นานมาแล้ว มีเทพธิดาองค์หนึ่ง เป็นเทพธิดาแห่งข้าว อาศัยอยู่บนสวรรค์ มีความประสงค์จะให้มวลหมู่มนุษย์ทั้งหลายนี้มีข้าวกิน จึงจำแลงกายลงมาบนโลก ในร่างของหญิงชรา อันนำพาห่อผ้ามาด้วย ซึ่งในห่อผ้านี้เอง มีเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่ หญิงชราเดินไปในหมู่บ้าน มีแต่ผู้คนรังเกียจ จนไปพบกระท่อมเก่าๆ หลังหนึ่ง ซึ่งมีผัวเมียผู้ใจบุญ แต่ยากไร้ซึ่งเงินทอง อาศัยให้ที่พักพิง หญิงชราซึ้งในน้ำใจของผัวเมียคู่นี้ จึงมอบห่อผ้าที่มีเมล็ดข้าวอยู่ข้างในให้ โดยบอกให้เอาเมล็ดข้าวนี้ไปโปรยลงสู่พื้นดิน เมื่อเมล็ดข้าวได้รับน้ำ ก็เกิดความชุ่มชื่น เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ออกรวงแล้วก็สุก และนำมากินเป็นอาหารได้ หญิงชราจึงให้ผัวเมียเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวนี้ไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านในหมู่ บ้าน  แล้วบอกว่า นี่คืออาหารที่ใช้กินต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อพูดจบหญิงชราก็หายตัวไป

ต่อจากนั้น เมื่อถึงเดือนหกฝนก็เริ่มตก ชาวนาจะแรกไถนา ประเพณีบูชาพระแม่โพสพ และทำพิธีอัญเชิญ แม่โพสพ ลงมาเพื่อช่วยดูแลรักษาต้นข้าว ต้องมีพิธีเรียกขวัญข้าว การกระทำทุกอย่างนี้ เพื่อตอบแทนคุณ และบูชาแม่โพสพ ที่ให้ข้าวแก่มนุษย์กิน จวบจนปัจจุบัน