Grand canyonn……..Arisona

แกรนด์แคนยอน อภิมหาผาหิน

เสน่ห์แห่งผาหิน
   
          กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากเบื้องล่างได้กัดกร่อนภูเขาหินทรายแดงแห่งหนึ่งนานนับพันๆปี ให้กลายเป็นดินแดนแห่งหุบผาชันอันยิ่งใหญ่ ที่ได้รับการยอมรับว่านี่คือ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก 

 

 

          เป็นทัศนียภาพที่สะกดสายตา เมื่อได้มองดูลานกว้างของภูเขาหินผา ที่กว้างใหญ่ไกล อันเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผาหินที่ตั้งตระหง่าน และหุบเหวที่ดูน่าเกรงขาม มีสีสันออกไปทางส้ม แดง เหลือง แซมด้วยสีน้ำตาล และดำ อันเป็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของ แกรนด์ แคนยอน 

          ดินแดนแห่งนี้ตั้งอยู่ ณ อุทยานแห่งชาติเยลโล สโตน (Yellow Stone) ทางตอนเหนือของมลรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา มีอาณาบริเวณกว้างประมาณ 6-29 กิโลเมตร  ยาวราว 446 กิโลเมตร และเป็นหุบเหวลึก กว่า 1,600 เมตร  กินบริเวณถึง 1,217,403 เอเคอร์  มีลักษณะภูมิประเทศเป็นโกรกธาร อันเกิดจากการยกตัวของแผ่นดินจากท้องทะเล และถูกกัดเซาะจากกระแสน้ำที่เชียวกรากของแม่น้ำโคโลราโด ที่ไหลมาจากทางทิศเหนือลงไปสู่ทะเลสาบมี๊ดซึ่งอยู่ทางใต้ ระยะทางประมาณ 200 ไมล์ แกรนด์แคนยอน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ North rim สูงประมาณ 2500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มีจุดชมวิวโทโรวีป ( Toroweap Overlook ) อยู่ ณ ริมหุบผาชันทางด้านเหนือ( North Rim ) กว้างประมาณ 0.8 ก.ม. และ South rim ที่สูงประมาณ 2000 เมตร มีความลึกถึงแม่น้ำประมาณ 1,400 เมตร และแม่น้ำโคโลราโดที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 750 เมตร ในจุดที่ลึกที่สุดของโกรกธารมีชื่อว่า " แกรนิตกอร์จ( Granite  Gorge )ช่วงที่กว้างสุดนั้น กว้างถึง 29 ก.ม. 
 

          แต่เดิมที่แม่น้ำโคโลราโดผู้เป็นตัวเอกของเรื่องราว  เป็นเพียงลำธารเล็กๆ ที่ไหลคดเคี้ยวอยู่บนลานกว้างแห่งนี้ ต่อมาเมื่อเกิดแรงดันและความร้อนภายใต้เปลือกโลกส่งผลให้พื้นโลกยกตัวสูงขึ้น ภูมิประเทศจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก่อเกิดแนวเทือกเขาอันกว้างใหญ่ และการแปรเปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำโคโลราโด สายน้ำได้ไหลผ่านหุบเขาที่มีความชั้นมากขึ้นและทวีความรุนแรงกว่าเดิม ตามทางที่สายน้ำเชี่ยวเคลื่อนผ่านจะคอยพัดเอาทรายและตะกอนต่างๆ อีกทั้งกัดกร่อนชั้นหินที่กีดขวางเส้นทางของสายน้ำทีละน้อยๆ ด้วยความอดทนที่ยาวนาน อีกทั้งแรงลมประกอบกับอิทธิพลของดินฟ้าอากาศ และความร้อนความเย็นรอบข้าง ต่างก็เร่งเร้าให้ร่องหินถูกกัดเซาะ ทั้งกว้างและก็ลึกลงเรื่อยๆ จนเป็นร่องผาและหุบเหวลึก มีลวดลายเป็นชั้นๆในตัว จนคล้ายว่าจะสร้างพิพิธพันธ์ทางธรณีวิทยาตามผนังผาแห่งนี้  เพราะแต่ละแถบบนผาหินในแกรนด์แคนยอน นั้นเกิดจากตะกอนที่ถูกบีบอัดทับถมจากธรรมชาติผ่านกาลเวลาหลายล้านปี จนคล้ายกับจะบอกว่า นี่คือพิพิธพันธ์ให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การก่อตัวของพื้นโลกในแต่ละยุค บางร่องรอยก็ทำให้เรารู้ว่า ครั้งหนึ่งที่แห่งนี้เคยจมอยู่ใต้ทะเลมาก่อน
 
พิพิธพันธ์ธรณีวิทยา

          ชั้นหินต่างๆเหล่านี้มีลักษณะเป็นชั้นของหินที่ถูกแม่น้ำตัดผ่าน มันมีมานานตั้งแต่ยุคแต่มหายุคพาลีโอโซอิก แต่ละระดับความสูงที่มองเห็นจากด้านข้างของผาหิน อยู่ประมาณ 12 ชั้น โดยชั้นล่างสุดเป็นชั้นที่เก่าแก่ที่สุด ส่วนชั้นบนสุด เป็นชั้นที่ใหม่ที่สุด ต่างก็มีหินมากมายหลายชนิดและมาจากหลากหลายยุค

primary rock layers in the Grand Canyon:

1.Kaibab Limestone  averages about 250 million years old
2.Toroweap Formation  averages about 255 million years old
3.Coconino Sandstone  averages about 260 million years old
4.Hermit Shale  averages about 265 million years old
5.Supai Formation  averages about 285 million years old
6.Redwall Limestone averages about 335 million years old
7.Temple Butte Limestone averages about 350 million years old
8.Muav Limestone  averages about 515 million years old
9.Bright Angel Shale  averages about 530 million years old
10.Tapeats Sandstone  averages about 545 million years old
11. Grand Canyon Supergroup average about 825 to 1,000 million years old  (1,250 – 740)
12. Vishnu Basement Rocks averages about 1,700 to 2,000 million years old (1,840 – 1,680)

 KFh = Kaibab Formation – Harrisburg Member 
 KFf = Kaibab Formation – Fossil Mountain Member 
 TF = Toroweap Formation 
 CS = Coconino Sandstone

การวัดอายุของ แกรนด์ แคนยอน

          ถือว่าเป็นประเด็นที่ถูกนำมาถกเถียงนานกว่าศตวรรษเพราะความแตกต่างของวิธีการใช้เครื่องมือที่นำมาใช้คำนวณอายุของสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแห่งนี้ การคาดการณ์อายุของแกรนแคนยอนที่ได้รับการยอมรับมานาน เคยเชื่อกันว่าที่แห่งนี้ได้ก่อตัวขึ้นเมื่อ 6 ล้านปีก่อน แต่ความเชื่อนี้ก็ได้ถูกลบล้างไปเมื่อนัก ธรณีวิทยา จากมหาวิทยาลัยนิว เม็กซิโก ได้ใช้เทคนิคใหม่ในการคำนวณหาอายุของแกรนด์แคนยอน จากไอโซโทปของยูเรเนียม ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่นักวิจัยนำมาใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับ “เคฟ คลาวด์ส” หรือการสะสมของธาตุคาร์บอน ซึ่งห่อหุ้มอยู่ที่ผนังบริเวณพื้นน้ำใต้ดิน หรือใกล้กับพื้นน้ำใต้ดินของแกรนด์ แคนยอน ด้วยวิธีนี้เอง ทำให้เกิดความเชื่อใหม่ว่า แท้จริงแล้ว แกรนด์แคนยอน มีอายุมากกว่าที่เคยเชื่อกันมากถึง 3 เท่าตัว โดยคาดว่าน่าจะก่อตัวขึ้นเมื่อ 17 ล้านปีมาแล้ว นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการกร่อนเซาะได้เกิดขึ้นมาอย่างช้าๆนานก่อนหน้าที่จะมีแม่น้ำเสียอีก แต่ทว่าทางฝั่งตะวันออกกลับพบว่ามีอายุน้อยกว่าความเชื่อเดิมราว 2 ล้านปี จากที่เคยเชื่อกันว่าเกิดขึ้นในช่วง 6 ล้านปี ตั้งแต่เริ่มมีแม่น้ำโคโลราโด  และจากการศึกษายังพบอีกว่าแกรนด์ แคนยอน เริ่มก่อตัวขึ้นมาจากทางตะวันตก แล้วจึงค่อยๆไล่ก่อตัวมาทางตะวันออก แต่เมื่อ 5-6 ล้านปีที่แล้ว และได้เกิดการพังทลายอย่างรวดเร็วทางพื้นที่ทางตะวันออก

“การเดินทางของผู้รุกรานลงสู่ดินแดนที่ไม่รู้จักอันยิ่งใหญ่”

          เจ้าถิ่นของดินแดนเร้นลับกลางทะเลทรายอย่าง แกรนด์แคนยอน เดิมทีเป็นบ้านของชาวอินเดียแดง ผู้ซึ่งก่อร่างสร้างอารยธรรมอยู่ภายในหุบเขาแห่งนี้ พิสูจน์ได้จากร่องรอยของผู้ที่เคยเป็นเจ้าบ้านได้สลักเสลาชื่อและภาพไว้ตามผนังผาแห่งนี้ รวมทั้งร่องรอยที่อยู่อาศัยที่ก่อสร้างจากหินเป็นห้องที่แฝงตัวอยู่ในหุบเขา ปัจจุบันก็ยังพบว่ามีลูกหลานของดินเดียแดงบางชนเผ่ายังอาศัยอยู่ เช่น อินเดียนแดงเผ่า Hopis, Paiutes, Havasupais, Pueblos เป็นต้น

          และหากจะถามว่าใครคือผู้รุกรานกันเล่า ชาติพันธ์ชาวผิวขาวดูจะเป็นคำตอบที่คุ้นเคยไปทั่วมุมโลก  ราวๆ ศตวรรษที่ 16 สเปนเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาเป็นแขกไม่ได้รับเชิญของเจ้าถิ่น เพราะเชื่อว่านี่คือเมืองแห่งทองคำที่จะนำความรำรวย ผาสุกมาสู่ผู้ครอบครอง

          ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 19  ยุคที่ประชนชนชาวอเมริกาต่างหลั่งไหลกันออกเดินทางค้นหาแผ่นดินที่จะจับจองเป็นเจ้าของเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน  เมื่อการเดินทางอันเสรีได้มาถึงบริเวณแกรนด์แคนยอน เขาเหล่านั้นก็ต้องพบกับอุปสรรคในการเดินทางข้ามดินแดนอันแห้งแล้งและยากไร้แห่งนี้ ในครั้งนั้นทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาพยายามที่จะทำความรู้จักกับดินแดนเร้นลับแห่งนี้ให้มากที่สุด

  

        และแล้วพันตรี จอห์น เวสลีย์ พาวเวลล์  พร้อมกับคณะอีก 9 คน ก็เป็นผู้ไขปริศนาแกรนด์ แคนยอน เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1869 

          ภายหลังจากที่คณะของ พันตรี พาวเวลล์ ได้ทำการสำรวจแม่น้ำโคโลราโด เข้าสู่บริเวณแกรนด์แคนยอน  เป็นเวลา 3 เดือนที่เต็มไปด้วยภยันตรายทั้งจากกระแสน้ำที่รุนแรง พร้อมจะผลักให้เรือชนกำแพงผา หรือชนหินที่ซุกซ่อนอยู่ในน้ำ แต่สุดท้ายพวกเขาก็สามารถเดินทางมาถึงเขตสุดแดนแกรนด์ แคนยอน ได้อย่างเหนือความคาดหมายของผู้คนทั้งหลายในยุคนั้นที่มองว่า ด้วยเส้นทางที่หฤโหดมันเป็นการเดินทางที่ไม่น่าเป็นไปได้

สัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยว

          ปัจจุบันนี้แกรนด์ แคนยอนเป็นอุทยานแห่งชาติ  มีผู้เยี่ยมชมแต่ละปีราว 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เลือกที่เข้ามาสัมผัสความงามตามจุดชมวิว ณ ริมหน้าผา ทั้งทางฝั่งเหนือและทางฝั่งใต้ โดยฝั่งเหนือที่มีความสูงกว่าทางใต้ ก็จะมีอากาศหนาวเย็นกว่า ฝั่งนี้จะเปิดให้เข้าชมเฉพาะหน้าร้อน เพราะในฤดูหนาวจะมีหิมะตกหนักทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ รูปที่เห็นคือ Mount Hayden จากจุดชมวิว Point Imperial

          แต่ทางฝั่งใต้จะสมารถเปิดรับนักท่องเทียวได้ตลอดทั้งปี และเดินทางมาได้สะดวกจึงเป็นที่นิยมมากกว่าทางฝั่งเหนือ

          และหากใครรักที่จะชมวิว ให้ได้ถึงบรรยากาศหวาดสียวแล้วล่ะก็ สามารถเดินชมได้ที่ Skywalk ซึ่งสร้างขึ้นมาตามแนวคิดที่ต้องการให้ มนุษย์สามารถชื่นชมความงามของแกรนด์ แคนยอนได้แบบ  "walk the path of the eagle" 

          และแน่นอนเพราะนี่คือแกรนด์ แคนยอน ย่อมต้องมีเสน่ห์ดึงดูดผู้ที่หลงใหลการผจญภัย มีเส้นทางให้เลือกเข้าหา แกรนด์ แคนยอนได้หลากหลาย ทั้งการล่องเรือยางไปตามแก่งและคุ้งน้ำของแม่น้ำโคโลราโดระยะทางยาวกว่า 277 ไมล์ ที่ไหลเชียวท้าทายฝีมือของผู้รักสนุก พร้อมชมความสวยงามระหว่างเส้นทางสองฟากฝั่ง และพักค้างคืนในอ้อมกอดของหุบเขา นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินเท้าลัดเลาะลงสู่เบื้องล่างของหุบผาและตลิ่งของแม่น้ำโคโลราโด

          แกรนด์แคนยอนแห่งนี้มิใช่ที่ที่แห้งแล้งไร้ความสดชื่นของธรรมชาติอย่างที่หลายคนคิด แม้หุบผาจะดุแข็งกร้าว แต่ก็มีบางส่วนได้ซ่อนความสมบูรณ์ของพืชพรรณและสัตว์ป่าทะเลทรายให้เราได้แวะชม ที่นี่คุณจะได้พบกับสัตว์ทะเลทรายอย่าง สิง   โตภูเขา กิ้งก่าหางแส้  กระรอกอัลเบิร์ต   หมาจิ้งจอกสีเทาแอริโซนา เป็นต้น

 และนี่คือความหลากหลาย และเสน่ห์อันชวนหลงใหลของ แกรนด์แคนยอน

 

 

ขอขอบคุณที่มา  http://www.vcharkarn.com/varticle/38326

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s