สราญใจ ไหว้ 4 พระนอนใหญ่ อยุธยา

 
 
พระพุทธไสยาสน์ ภายในวัดเสนาสนาราม

ปลายเดือนก.ค.ที่ใกล้จะถึงนี้ นับว่าเป็นฤกษ์ดีสำหรับพุทธศาสนิกชนไทยโดยแท้ ที่จะได้ร่วมทำบุญในวันพระใหญ่อย่างวันอาสาฬหบูชาในคืนวันที่26ก.ค.53และต่อเนื่องกับวันเข้าพรรษาที่จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่27 ก.ค.53 เป็นเวลาสามเดือน

เมื่อมีโอกาสเหมาะสมในการสงบจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยศาสนาแล้ว "ตะลอนเที่ยว" เลยมีวัดดีๆมาฝากกัน ครั้งนี้เป็นวัดในจ.พระนครศรีอยุธยา จังหวัดที่ใครต่อใครนิยมไปไหว้พระ 9 วัดกันเหลือเกิน เพิ่มความพิเศษลงไปสักนิดว่า วัดที่ไปยลในทริปนี้มีจุดเด่นที่เหมือนกันคือมี พระนอนองค์ใหญ่ ให้สักการะบูชากัน

พระเจดีย์ใหญ่สีทองอร่ามของวัดเสนาสนาราม

งานนี้ไม่ต้องถึง 9วัด ก็เที่ยวไหว้กันไม่หวาดไม่ไหว เริ่มหาความสุขสิริสวัสดิ์ให้เกิดความเจริญทางใจที่วัดแรกกันเลยที่ "วัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร" ต.หัวรอ อ. พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร วัดแห่งนี้เดิมชื่อ "วัดเสื่อ" เป็นวัดโบราณ สร้างตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา อยู่ในกำแพงหน้า หลังพระราชวังจันทรเกษม ไม่มีพระสงฆ์ตลอดสมัยอยุธยา และไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด

ต่อมาในสมัยราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสวยราชสมบัติได้ทำการปฏิสังขรณ์และสถาปนาใหม่ทั้งพระอาราม เมื่อ พ.ศ. 2406 แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร" เรียกสั้นๆว่า "วันเสนาสน์" คล้อยตามนามเก่าที่ว่า "วัดเสื่อ" สิ้นพระราชทรัพย์ 300 ชั่งเศษ

พระนอนคู่วัดธรรมิกราช

ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เป็นวัดฝ่ายธรรมยุติกนิกาย จึงอาราธนาพระครูพรหมเทพาจารย์ (บุญรอด พรหมเทโว) ซึ่งเป็นพระนิกายนั้นพร้อมทั้งลูกคณะซึ่งอยู่ ณ วัดขุนญวน อันเป็นวัดที่พระองค์เคยเสด็จประทับในสมัยเมื่อทรงผนวช ให้ย้ายมาอยู่วัดเสนาสนารามแต่นั้นมา นับเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ขยายเขตวิสุงคามสีมาให้กว้างออกไป และโปรดให้กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป เป็นผู้อำนวยการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถใหม่

ที่นี่มีสิ่งสำคัญหลายอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ภายในพระอุโบสถเหนืออาสนสงฆ์เป็นที่ตั้งซุ้มเรือนแก้วยอดเป็นรูปพระมหามงกุฎประดิษฐานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2 ศอก 2 นิ้ว สูงตลอดพระรัศมี 3 ศอก 1 นิ้ว พระนามว่า พระสัมพุทธมนี ภายในซุ้มเรือนแก้ว อาสนสงฆ์ยกพื้นสูงจากพื้นพระอุโบสถ 0.80 เมตร กว้างเต็มพระอุโบสถตรงหน้าพระประธานออกมาประมาณ 3 ห้อง

วิหารเก้าห้อง วัดธรรมิกราช

หรือจะเป็นเรื่องของ จิตรกรรมฝาผนัง ที่ภายในพระอุโบสถทั้ง 4 ด้าน เขียนด้วยเทคนิคสีฝุ่นทั้งสิ้น มีรองพื้น มีทัศนียวิสัย เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องพระราชพิธี 12 เดือน ซึ่งขณะนี้ภาพบางส่วนที่ได้ลบเลือนไปทางกรมศิลปากรกำลังทำการซ่อมแซมอยู่

และสำหรับใครที่กำลังจะขายที่ขายทางอยู่ ที่ พระวิหารพระอินทร์แปลง เป็นที่ประดิษฐาน พระประธานชื่อ "พระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2 ศอกเศษ สูงตลอดพระรัศมี 3 ศอก 3 นิ้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชิญมาแต่เมืองเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ. 2401ก่อนสถาปนาวัด 5 ปี ถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องการบนบานเกี่ยวกับเรื่องขายที่ทาง ว่ากันว่าได้ผลนัก

ทั้งยังมี พระเจดีย์ใหญ่ ตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ สูงประมาณ 13 วาเศษ ฐานก่อเป็นทักษิณ 4 เหลี่ยม เหลี่ยมละ 7 วา 1 ศอก ก่อติดกับมุขหลังพระอุโบสถ กล่าวกันว่าตอนข้างในเป็นพระเจดีย์เก่าครั้งวัดเสื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ก่อใหม่หุ้มองค์เก่าไว้ พระเจดีย์ องค์เล็ก สูง 4 วา ฐานล่างเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง เหลี่ยมละ 6 ศอก ล้อมรอบทักษิณพระเจดีย์องค์ใหญ่ 3 ด้าน รวม 10 องค์ เสริมความโดดเด่นให้แก่ที่วัดนี้ด้วย

พระพุทธรูปภายในวัดธรรมิกราช

แล้วมาถึง ไฮไลต์ของเรา "วิหารพระพุทธไสยาสน์" ที่ภายในเขียนสีฝุ่นรองพื้น อายุและฝีมือเดียวกันกับภาพเขียนในพระอุโบสถ ที่กกหน้าต่างประตูเขียนภาพโต๊ะหมู่บูชา และแจกันดอกบัว พระพุทธไสยาสน์ ในพระวิหาร ยาว 14.12 เมตร เป็นพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยา ประกอบด้วยศิลาต่อเป็นท่อน ๆ เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุ เชิงสะพานป่าถ่าน รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้

เดินเส้นทางบุญต่อเนื่องที่ "วัดธรรมิกราช" อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ที่นี่โดดเด่นหลายอย่างด้วยกันไม่ควรมองข้าม อับดับแรกเลยคือ พระพุทธไสยาสน์ ก่ออิฐถือปูน ขนาดยาวประมาณ 12 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ที่ฝ่าพระบาทปิดทองประดับกระจกทำตามคติมาหปุริสลักษณะ โดยทำเป็นรูปจักรปูนปั้นนูนออกมาจากฝ่าพระบาทตามความงามของคติช่าง น้ำพระพุทธมนต์ในพระวิหารนี้กล่าวกันว่ามี ความศักดิ์สิทธิ์มากมีประชาชนมาอธิษฐาน ขอไปใช้ตามความปรารถนาจำนวนมาก

บนพระนอนที่วัดสะตือต้องแก่บนด้วยขนมจีนหรือแตรวง

วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี ประมาณ พ.ศ.1875 สมัยเดียวกับการสร้างวัดพนัญเชิง เดิมชื่อ "วัดมุขราช" พระยาธรรมิกราชผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง เมื่อคราวเสียกรุง ครั้งที่ 2 วัดแห่งนี้ถูกข้าศึกทำลายเสียหายจนกลายเป็นวัดร้าง

ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ คุณหญิงแจ่ม ภรรยาของพระยาเพชรพิชัย ร่วมกับชาวบ้านร่วมกันดำเนินการบูรณะขึ้นอีกครั้ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมาชมพระเจดีย์สิงห์ล้อม เป็นเจดีย์ทรงลังกาหรือทรงระฆังคว่ำ มีบันไดนาคขึ้นสู่องค์เจดีย์ทั้ง 4 ด้าน ที่โดดเด่นคือมีงานปูนปั้นรูปสิงห์โผล่ออกมารอบฐานพระเจดีย์ แบบเดียวกับเจดีย์ช้างล้อมของสุโขทัย นอกจากนั้นยังมีพระวิหารทรงธรรมตั้งอยู่บนเนินเขาสูง เป็นพระวิหารหลวงขนาดใหญ่ ตามประวัติกล่าวว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดนี้และสร้างวิหารหลวงหลังใหญ่ เพื่อเป็นที่ทรงสดับพระธรรมในวันธรรมสวนะ

พระนอนแห่งวัดไม้รวก

และสำหรับใครที่ชอบเรื่องบนบานศาลกล่าวต้องมาที่ "วัดสะตือ" อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีพระพุทธไสยาสน์ นาม "หลวงพ่อโต" องค์พระยาว 52 เมตร สูง 16 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2400 เหตุที่เรียกว่าวัดสะตือ เพราะมีต้นสะตือใหญ่ตั้งอยู่ภายในวัดต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ได้เสด็จขึ้นท่าน้ำตำบลนี้ 2 ครั้ง แต่นั้นมาจึงเรียกตำบลนี้ว่า "ท่าหลวง" จากเดิมชื่อตำบลบ้านไก้โจนและเรียกนามวัดนี้ว่า "วัดท่าหลวง" แต่ต่อมาก็กลับไปเรียกวัดสะตือตามเดิม

ในการเสด็จประพาสครั้งที่ 2 นั้น ตามจดหมายเหตุรัชกาลที่ 5 ระบุว่าวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2449 ได้เสด็จฯ เสวยพระยาหารที่วัดท่างาม ซึ่งก็คือ วัดสะตือในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ.5413 ในรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระพุฒาจารย์โต (โต พรหมรังสี) ได้สร้างพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ก่ออิฐถือปูน นับเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่องค์ใหญ่องค์หนึ่งในเมืองไทย

ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ลบเลือนไปมากในวัดไม้รวก

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้เป็นที่นับถือของชาวบ้านทั้งใกล้และไกลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากมากราบไหว้บูชาแล้วหลายคนยังนิยมมาบนบาน เมื่อสำเร็จดังประสงค์แล้วมักจะมาแก้บนด้วยขนมจีน เพราะเชื่อตามที่เล่ากันมาว่าสมัยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สร้างพระนอนองค์นี้มักจะทำขนมจีน เลี้ยงบรรดาคนงาน นอกจากนั้นชาวบ้านนิยมแก้บนด้วยการว่าจ้างขบวนแตรวงแห่ไปรอบองค์พระ

พระสาทิสลักษณ์พระราชทานจากรัชกาลที่5

วัดสุดท้ายที่ไม่อยากให้คนที่มาอยุธยามองข้ามคือ "วัดไม้รวก" อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เดิมบริเวณวัดนี้มีต้นไม้รวกขึ้นอยู่มาก ชาวบ้านจึงเรียกวัดตามลักษณะสภาพแวดล้อม สักการะพระพุทธไสยาสน์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเขตกำแพงแก้ว องค์พระมีขนาดยาวประมาณ 7 เมตร ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชการที่ 3 แม้ภาพลบเลือนไปมากแล้วแต่ก็ยังคงความงดงามอยู่มาก พุทธศาสนิกชนที่ต้องการความสงบเงียบไม่วุ่นวาย เหมือนวัดใหญ่ๆ แต่มีความน่าสนใจมากมาย ลองมองวัดเล็กพริกขี้หนูแบบนี้แล้วอาจจะชอบใจ.

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ขอขอบคุณ
Travel – Manager Online

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s