ประวัติ หลวงปู่บุญ ขนฺธโชติ วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

ประวัติ หลวงปู่บุญ ขนฺธโชติ วัดกลางบางแก้ว

กาลสมภพ

         หลวงปู่บุญชาตะเมื่อวันจันทร์ขึ้น ๓ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก จุลศักราช ๑๒๑๐ สัมฤทธิศกเวลาย่ำรุ่งใกล้สว่าง ตรงกับวันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๓๙๑ อันเป็นปีที่ ๒๕ แห่งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ท่านชาตะ ณ. บ้านตำบลท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร (ในครั้ง นั้นยังเป็นตำบลบ้านนางสาว อ.ตลาดใหม่ เมืองนครชัยศรี มณฑลนครชัยศรี  ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นบ้านท่าไม้ อ.สามพราน จ.นครปฐม แต่ปัจจุบันนี้ ต.ท่าไม้ ได้โอนไปขึ้นกับ อ.กระทุ่มแบน จ.สุมทรสาคร)

โยมบิดาของหลวงปู่มีนามว่า "เส็ง" โยมมารดามีนามว่า "ลิ้ม" ท่านมี พี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ๖ คน โดยตัวท่านเป็นคนหัวปี มีน้องชายหญิง  ๕ คน ลำดับดังนี้

๑. นางเอม

๒. นางบาง

๓. นางจัน

๔. นายปาน

๕. นายคง

เหตุแห่งมีนามว่า "บุญ"

         เมื่อวัยทารก ท่านมีอาการป่วยหนักถึงแก่สลบไป และไม่หายใจในที่สุดบิดามารดาและญาติ เมื่อเห็นว่า ท่านตายเสียแล้วจึงจัดแจงจะเอาท่านไปฝัง แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันที่จะได้ฝังท่านก็กลับฟื้นขึ้นมา บิดามารดา ได้ถือเอาเหตุนี้ตั้งชื่อให้แก่ท่านว่า "บุญ"

การศึกษาและบรรพชา

         เมื่อครั้งที่หลวงปู่บุญ ยังอยู่ในวัยเยาว์นั้น โยมทั้งสองได้ย้ายภูมิลำเนามาทำนาที่ตำบลบางช้าง อ.สามพราน  เมื่อท่านอายุได้ ๑๓ ปี โยมบิดาได้ถึงแก่กรรม โยมป้าของท่านจุงนำไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนอยู่กับพระปลัด ทอง ณ วัดกลาง ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อว่า "วัดคงคาราม" ต.ปากน้ำ (ปากคลองบางแก้ว) อ.นครชัยศรี เมื่อท่าน อายุได้ ๑๕ ปีเต็มพระปลัดทองจึงทำการบรรพชาให้เป็นสามเณรและได้อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ต่างๆ ให้  เมื่อครั้งนั้นท่านได้รับใช้อย่างใกล้ชิดจึงทำให้เป็นที่รักใคร่ของพระปลัดทอง แต่เมื่อมีอายุได้ใกล้อุปสมบท ท่านมีความจำเป็นต้องลาสิกขาเนื่องด้วยความป่วยไข้เบียดเบียน

อุปสมบท

         หลวงปู่บุญ อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ณ พัทธสีมา วัดกลางบางแก้ว เมื่อวันจันทร์เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๒๓๑ เอกศกเพลาบ่ายตรงกับวันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๑๒ ในท่ามกลาง ที่ประชุมสงฆ์ ๓๐ รูป โดยมีพระปลัดปาน เจ้าอาวาสวัดพิไทยทาราม (วัดตุ๊กตา) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระ ปลัดทอง เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว พระอธิการทรัพย์ เจ้าอาวาสวัดงิ้วราย พระครูปริมานุรักษ์ วัดสุประดิษฐานราม และพระอธิการจับ เจ้าอาวาสวัดท่ามอญร่วมกันให้สรณาคมณ์กับศีลและสวดกรรมวาจา อนึ่ง การที่มีพระอาจารย์ร่วมพิธีถึง ๔ รูปเช่นนี้ก็เพราะพระเถระเหล่านี้เป็นที่เคารพนับถือ ของผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้า ภาพอุปสมบทแล้วพระอุปัชฌาย์ขนานนามฉายาให้ว่า "ขนฺธโชติ" แล้วให้จำพรรษาอยู่กับพระปลัดทอง ที่วัดกลางบางแก้ว

การศึกษาทางปริยัติและปฏิบัติ

         หลวงปู่บุญ ถูกว่างพื้นฐานในทางธรรมมาอย่างดีแล้วตั้งแต่เป็นเด็กวัดและสามเณร ซึ่งช่วงระยะเวลา ดังกล่าวประมาณ ๕-๖ ปี ที่ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระปลัดทอง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าพื้นฐานในทางธรรม ของท่านถูกถ่ายทอดมาโดยพระปลัดทองทั้งสิ้น อาจารย์อีกรูปหนึ่งของท่านก็คือพระปลัดปาน เจ้าอาวาส วัดตุ๊กตา ซึ่งจากปากคำของพระครูธรรมวิจารณ์ (ชุ่ม) เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว) บางกอกน้อย  เคยกล่าวไว้ว่าหลวงปู่บุญได้เล่าเรียนกรรมฐานและอาคมกับท่านปลัดปาน อันที่จริงนั้นอาจารย์ที่ถ่ายทอด วิชาความรู้ทางธรรม ทั้งปริยัติและปฏิบัติตลอดจนพระเวท และพุทธาคมให้แก่ท่านยังมีอีกหลายรูป แต่จะกล่าวถึงในถัดไป

สมณศักดิ์และตำแหน่ง

ในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอธิการปกครองวัดกลางบางแก้ว

ในปี พ.ศ.๒๔๓๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะหมวด

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาอีก ๔ เดือน คือวันที่ ๓๐ ธันวาคม ศกเดียวกันก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูมีราชทินนามว่า "พระครูอุตรการบดี"  และยกให้เป็นเจ้าคณะแขวง

เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๒ ก็ได้รับพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญา บัตรที่ "พระครูพุทธวิถีนายก" และให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐมกับจังหวัด สุพรรณบุรี

ในปีพ.ศ. ๒๔๗๑ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะสามัญในราชทินนามที่  "พระพุทธวิถีนายก"

ประวัติชีวิตหลวงปู่บุญที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงส่วนย่อยในทั้งหมดของท่าน เพราะหากจะนำมาเขียนกัน จริงๆ คงต้องยืดยาวมาก อีกทั้งได้มีนักเขียนหลายท่านพรรณาไว้อย่างถูกต้องดีแล้วผู้เขียนจึงเว้นไว้เสีย ไม่นำมากล่าวถึงอีก

เมตตาธรรม

         ปกติหลวงปู่บุญ เป็นพระที่มีความเมตตากรุณาแก่บุคคลทั้งหลายเป็นอันมาก ได้อุปการะพระลูกวัดตลอดจน สานุศิษย์ และเกื้อกูลชาวบ้านอยู่เป็นนิจ ตลอดอายุขัยของท่าน ทั้งนี้เกิดจากเป็นนิสัยโดยกำเนิดของท่านที่  เป็นผู้มีใจเป็นบุญกุศลและปฏิเสธการกระทำอันเป็นบาปมาตั้งแต่เยาว์วัยแล้ว

ปล่อยปลาหมดข้อง

         สมัยเมื่อหลวงปู่บุญ ยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่กับโยมทั้งสอง ก็มีลักษณะแปลกกว่าเด็กทั้งหลายคือ ไม่ยอมฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต และไม่ชอบการจับเอาสัตว์มาเล่น ทรมานเหมือนเด็กอื่นๆ โยมทั้งสองซึ่งมีอาชีพในการทำนานั้น  ขณะว่างจากงานก็จะเที่ยวหาปลาตามหนองน้ำต่างๆ เพื่อมาทำอาหารบริโภคเช่นเดียวกับชาวนาบททั้งหลาย  และโยมทั้งสองก็มักจะเอาท่านไปด้วย เพราะท่านเป็นบุตรคนหัวปี โดยมอบท่าน สะพายข้องใส่ปลาที่จับได้ ตอนแรกๆ ท่านไม่ยอมไปด้วย ก็ถูกโยมดุว่า ท่านจึงจนใจต้องสะพานย่ามติดตามโยมไปด้วย ในวันหนึ่งโยม จับปลาได้มาก ต่างก็พากันดีใจปลดปลาใส่ข้องได้หลายตัว ครั้นกลับมาถึงบ้านเตรียมนำเอาปลามาทำอาหาร  พอเปิดข้องออกดูปรากฏว่า ไม่มีปลาในข้องเลยแม้แต่ตัวเดียว

         เมื่อโยมถามท่านก็บอกว่าเอาปลาปล่อยไปตามทางหมดแล้ว เป็นอันว่าในวันนั้น แทบจะไม่มีกับข้าว รับประทานกันทั้งบ้าน โยมโกรธท่านมากและไม่ลงโทษเฆี่ยนตีท่าน อย่างรุงแรงหลังจากนั้นมา โยมก็มิได้ เอาท่านไปหาปลาอีกเลย และท่านก็ได้กลายเป็นเด็กที่ซึมเซาเหงาหงอยเบื่อความมีชีวิตอย่างโลภๆ หลวงปู่บุญ เคยเล่าให้ผู้ใกล้ชิดฟังว่าท่านมีความรู้สึกมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยแล้วว่า ชีวิตทางโลกเป็นหนทางที่มีแต่ความ เบียดเบียน และมีความปรารถนาจะเข้าวัดบวชเรียนเสียเร็วๆ และก็ได้มีโอกาสบวชเป็นสามเณร เมื่ออายุได้  ๑๓ ปี และมีชีวิตในทางธรรมมาตลอด

อำนาจ ตบะเดชะ

         แม้ว่าหลวงปู่บุญ จะเป็นผู้เฒ่าที่ใจดี แต่ก็ไม่วายที่จะมีคนเกรงกลัวกันมาก กล่าวกันว่าท่านเป็นผู้ที่มีอำนาจ ในตัว กอปรด้วยท่านเป็นคนพูดน้อย มีแววตากล้าแข็ง จึงไม่ว่าใครๆ ต่างก็พากันเกรงขามท่านกันทั้งนั้น  ใครก็ตามที่มีธุระทุกข์ร้อยมาหาท่าน ท่านก็จะรับเป็นภาระช่วยบำบัดปัดเป่าทุกข์ภัยนั้น ให้ด้วยความเมตตา กรุณาโดยทั่วหน้ากัน บางคนมาขอฤกษ์ หรือมาให้ท่านทำนายเกณฑ์ชะตาบอกข่าว ในคราวประสพ เคราะห์กรรมต่างๆ บ้างก็ขอให้ท่านรดน้ำพุทธมนต์ หรือมิฉะนั้นก็มาขอยารักษาโรคจากท่าน ครั้นเมื่อท่าน จัดการให้เรียบร้อยแล้ว ท่านก็จะนั่งนิ่งๆ ไม่พูดจาว่ากระไรอีก คนที่มาหาท่านก็จะลงมือทำงานของท่านต่อไป  โดยปรกติแล้วในวันหนึ่งๆ หลวงปู่หาเวลาว่างจริงๆ ได้ยาก ท่านทำงานของท่านตลอดเวลา เว้นแต่เวลาฉัน  หรือเวลาจำวัดเท่านั้น

         บุคลิกพิเศษของหลวงปู่อีกประการหนึ่งทำให้คนเกรงขามก็คือ แววนัยน์ตาอันแข็งกร้าวอย่างมีอำนาจ ของท่าน ทุกครั้งที่ท่านพูดกับใครนัยน์ตาคู่นี้จะจับต้องนัยน์ตาของผู้นั้นแน่นิ่งอยู่ตลอดเวลา นัยน์ตา ที่ทรง พลังอำนาจเช่นนี้อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย แม้ขุนโจรใจโหดก็จะไม่กล้าสู่นัยน์ตาท่านได้

         ครั้งหนึ่งมีพระลูกวัด ๒-๓ องค์ แอบไถลมานั่งคุยกันเล่นอย่างสนุกสนานที่ท้ายน้ำหน้าวัดพร้อมกับร้อง ทักทายชาวบ้านที่พายเรือผ่านหน้าวัดไปมา โดยละเลยต่อการปฏิบัติศาสนากิจตามกำหนด หลวงปู่เดินมา เห็นเข้าพระเหล่านั้นต่างตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดเกรงท่าน มีอยู่องค์หนึ่งที่ตกใจมากกว่าเพื่อนไม่รู้ว่า จะหลบหนีหลวงปู่ไปทางไหนดี เลยโดดหนีลงไปในแม่น้ำต่อหน้าต่อตาท่านทั้งๆ ที่ตอนนั้นเป็นฤดูหนาว และน้ำในแม่น้ำก็เย็นจัดหลวงปู่ได้ร้องบอกว่า "ขึ้นมาเถอะคุณเดี๋ยวจะเป็นตะคริวตายเสียเปล่าๆ" แล้วท่านก็ลงมืออบรมสั่งสอนพระเหล่านั้นให้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องทำให้พระทุกองค์พากันเข็ดขยาด ไปอีกนาน

         อีกเรื่องหนึ่งที่ หลวงปู่บุญไม่ชอบ ก็คือ ชาวบ้านที่ชอบนุ่งโสร่งเข้าวัด ท่านมักจะปรารภในเรื่องนี้ว่า "การแต่งกายเป็นเครื่องสอนนิสัยใจคอคน การเข้าวัดเข้าวาไม่ควรนุ่งโสร่งลอยชายมันไม่สุภาพ ควรนุ่งห่มให้เรียบร้อยสักหน่อยจะสมควร" ข่าวอันนี้เมื่อล่วงรู้ไปถึงชาวบ้านละแวกนั้นเข้า ก็กลายเป็น ข้อปฏิบัติที่ว่าต่อไปเมื่อใครจะเข้าวัดจะต้องแต่งกายให้เรียบร้อย โดยจะต้องไม่นุ่งโสร่งเป็นอันขาด

อาพาธและมรณภาพ
 
         ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นต้นมา ซึ่งหลวงปู่บุญได้รับพระกรุณาโปรดให้เป็นพระราชาคณะที่พระพุทธวิถี นายกนั้น ท่านมีอายุได้ ๘๑ ปีแล้ว งานบริหารกิจการสงฆ์จังหวัดนครปฐมและสุพรรณบุรีที่ผ่านมาก็ได้ ดำเนินมาด้วยความเรียบร้อย กิจการศาสนาในด้านต่างๆ โดยการนำของท่านก็ประสบแต่ความเจริญรุ่งเรือง ตลอดมาด้วยดี แต่ระยะหลังๆ นี้ หลวงปู่บุญ กำลังเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว สังขารก็ทรุดโทรร่วงโรยลงไปตาม วันเวลา จะเดินทางไปไหนมาไหนแต่ละครั้งก็ไม่สะดวก ท่านจึงกราบทูลขอลาออกจากคณะสงฆ์ สมเด็จพระ สังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ มีรับสั่งถามหลวงปู่ว่าเวลานี้อายุได้เท่าไร ท่านก็กราบทูลว่า ๘๑ ปีเศษ ทรงรับสั่งว่า "จงอยู่ไปก่อนเถิด"

         ท่านจึงต้องทนปฏิบัติงานต่อไปจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๔ อายุ ๘๔ ปี ทางการคณะสงฆ์จึงเห็นเป็นการสมควร พักผ่อนเสียที โดยให้ท่านได้รับพระราชทานยศเป็นกิติมศักดิ์ จึงได้ติดต่อให้กระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น  นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ยกเป็นกิติมศักดิ์ หลวงปู่จึงได้พักผ่อนจากการบริหารคณะสงฆ์ คงปฏิบัติแต่กิจพระศาสนา ทำนุบำรุง พระอารามเป็นการถภายในแต่นั้นเป็นต้นมา

มีหลักฐานบันทึกต่อไปถึงตอนมรณภาพของหลวงปู่ไว้ว่า

         ท่านเจ้าคุณไม่เห็นแก่ความยากลำบาก มุ่งทำกิจที่เป็นสาธารณประโยชน์ทางศาสนา ด้วยความเคารพ อยู่ในธรรมเป็นประมาณ ควรกล่าวว่ามีจรรยา สมกับพุทธภาษิตที่ว่า "อโมฆ ตสฺส ชีวิตา " บุคคลผู้ประพฤติ ธรรมนั้นชีวิตไม่เป็นหมัน หรืออีกนัยหนึ่งซึ่งพ้องกับภาษิตว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใดๆ ประพฤติธรรมสมควรธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอยู่ ผู้นั้นเชื่อว่าเคารพนับถือบูชาแก่พระตถาคตเจ้า ด้วย การบูชาอันสูงสุดยิ่ง คือมีความเป็นอยู่ ยังหิตานุหิตประโยชน์ให้สำเร็จแก่ตนและหมู่ชนต่างๆ ชั้น ซึ่งเป็น ตัวอย่างอันดี ที่ธีรชนผู้หวังคุณงามความดี น่าจะพึงดำเนินตามต่อไปหากว่าเจ้าคุณท่านยังมีชีวิตอยู่ คงทำ ประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณะทางพระพุทธศาสนาอีกมาก

         แต่นี่ท่านมาถึงมรณภาพเสียเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕  ปีชวด เวลา ๑๐.๔๕ น. โดยโรคคาพาธ ณ กุฏิของท่าน สิริรวมอายุท่านโดยปีได้ ๘๙ พรรษา ๖๗

ทั้งนี้ ก็เพราะสังขารของท่านประกอบด้วยชราภาพ จึงได้แปรปรวนยักย้ายไปตามธรรมดา ถึงแม้ว่าท่าน มรณภาพไปแล้วก็ดี คุณงามความดีซึ่งกระทำไว้ ก็ปรากฏตลอดมาจนบัดนี้ และคงปรากฏต่อไปอีกชั่วกาลนาน

ขอขอบคุณที่มา…www.itti-patihan.com

ประวัติ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

หลวงพ่อเงิน จนฺทสุวณฺโณ (พระราชธรรมาภรณ์) วัดดอนยายหอม  ตำบลดอนยายหอม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม

หลวงพ่อเงิน  จนฺทสุวณฺโณ  เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม อดีตพระคณาจารย์นักพัฒนา พระเครื่อง และวัตถุมงคลของท่านยอดเยี่ยมด้านคงกระพันชาตรี เปี่ยมด้วยเมตตามหานิยมยิ่งนัก

         ในอดีตนั้น วัด คือจุดศูนย์รวมของชุมชน โดยเฉพาะในชนบทห่างไกลความเจริญ เป็นทั้งแหล่งให้วิชาความรู้เป็นแหล่งอบรมศีลธรรม เป็นแหล่งสถานพยาบาลในยามเจ็บไข้ได้ป่วย รวมถึงเป็นแหล่งที่พึ่งทางจิตใจ โดยพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถ และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน เป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวนี้

         นอกจากนั้นแล้ว พระสงฆ์ยังมีฐานะเป็นแกนนำสำคัญของชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่น ให้มีความเจริญด้านต่าง ๆ ดังจะเห็นได้จาก อัตชีวประวัติของพระคณาจารย์ดังในอดีตทุกท่านทุกองค์ ต่างประพฤติปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด อันเนื่องจากว่าท่านเหล่านั้นเป็นพระคณาจารย์ที่ได้รับความเคารพเลื่อมใสศรัทธาจากบรรดาลูกศิษย์ลูกหา  และพุทธศาสนิกชน  เมื่อทำการสิ่งใดจึงสำเร็จได้โดยง่าย  ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากชาวบ้านในชุมชนนั้น พระสงฆ์จึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อชุมชนในทุก ๆ ด้าน

         หลวงพ่อเงิน จนฺทสุวณฺโณ  หรือ สมณศักดิ์ที่ พระราชธรรมาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม ท่านเป็นพระคณาจารย์ที่ได้รับการยกย่อง  และเคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธาจากชาวบ้านดอนยายหอม รวมถึงพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก  จนได้รับสมญานามว่า เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม  ท่านเป็นพระสงฆ์ผู้มีวัตรปฏิบัติงดงาม เป็นเสาหลักที่พึ่งพักพิงผู้เดือดร้อน  อบรมบ่มนิสัยให้พุทธศาสนิกชนเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นแกนนำสำคัญในการพัฒนาพระอาราม และชุมชน ให้มีความเจริญในทุก ๆ ด้าน  ไม่จะเป็นเสนาสนะ ถาวรวัตถุ การศึกษาทั้งทางโลก และทางธรรม รวมถึงสิ่งสาธารณูปโภคต่าง ๆ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น สำเร็จลงได้ด้วยความร่วมมือร่วมไม้ของชาวบ้าน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อบุคคลอันเป็นที่รัก  เคารพนับถือ และศรัทธาของตนเอง คือ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม  งานทุกอย่างจึงสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ติดขัด

         กล่าวได้ว่า ท่านหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม คือ เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม โดยแท้ แม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม  แต่สิ่งต่าง ๆ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา โดยเฉพาะชาวดอนยายหอมอย่างไม่มีวันลืม  ต่างยังรำลึกถึงท่านอย่างไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำ  และเป็นเช่นนี้ชั่วกาลนาน

         หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เป็นคนบ้านดอนยายหอมโดยกำเนิด เกิดในครอบครัวเกษตรกรรมที่มีฐานะมั่งคั่งครอบครัวหนึ่งของบ้านดอนยายหอม  เกิดเมื่อวันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2433 (ร.ศ. 109, จ.ศ. 1252) ตรงกับขึ้น 3 ค่ำ เดือน 10 ปีขาล  ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เป็นบุตรของ พ่อพรม-แม่กรอง นามสกุล ด้วงพูลเกิด มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 4 คือ

1. นายอยู่
2. นายแพ
3. นายทอง
4. ท่านหลวงพ่อเงิน จนฺทสุวณฺโณ
5. นายแจ้ง
6. นายเนียม
7. นางสายเพ็ญ
8. นางเมือง

         ในจำนวนบุตรทั้งหมด 7 คนนี้ ท่านเป็นคนที่ได้รับการโปรดปรานจากบิดา-มารดามากที่สุด  เพราะอุปนิสัยของท่านเป็นคนอ่อนโยนสุภาพเรียบร้อย มีสติปัญญาเฉียบแหลม ทั้งยังได้ยึดถือตัวอย่างจากบิดาที่ประพฤติดีประพฤติชอบ  ขยันขันแข็ง  ไม่เป็นนักเลงอันธพาล  หรือปล่อยเวลาว่างไปโดยเปล่าประโยชน์

         วัยเยาว์ของท่าน  ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่บ้าน มีพ่อพรมเป็นผู้สอน ด้วยเหตุว่าพ่อพรมนั้นเป็นผู้คงแก่เรียนทั้งหนังสือไทย อักขระขอม และวิชาอาคมต่าง ๆ จึงได้ถ่ายทอดให้กับลูกทุกคน ควบคู่ไปกับการสอนศีลธรรม  ไหว้พระ สวดมนต์ เป็นประจำ เป็นการปลูกฝังพื้นฐานที่ดีงามแก่ลูก ๆ ทั้งชายหญิง ให้มั่นคงในพระศาสนา  ดังนั้น เมื่อบุตรชายคนใดอายุครบอุปสมบท พ่อพรมจะจัดงานให้อย่างยิ่งใหญ่ครึกครื้น มีมโหรี แตรวง กลองยาว แห่แหนกันอย่างสนุกสนาน ลูกชายคนโต ไม่ว่าจะเป็น นายอยู่ นายแพ นายทอง ต่างอุปสมบทบวชเรียนจนได้ลาสิกขาบทออกมาแต่งงาน แยกเรือนออกไปเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว

         เมื่อถึงคราวท่านหลวงพ่อเงินอุปสมบท พ่อพรมได้จัดงานให้อย่างเรียบง่าย ด้วยรู้ใจของบุตรชายดีว่า เป็นคนไม่ชอบความครึกครื้นเหมือนคนอื่น ถึงเวลาก็แห่รอบพระอุโบสถสามรอบ  และทำพิธีบรรพชา-อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดดอนยายหอม  โดยมีพระปลัดฮวย เจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม  เป็นพระอุปัชฌาย์  สำเร็จเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา เวลา 18.15 น.  ตรงกับวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 ได้รับฉายาว่า จนฺทสุวณฺโณ

         ภายหลังการอุปสมบท  ได้พำนักจำพรรษา ณ วัดดอนยายหอมตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย  รวมถึงบทสวดมนต์ต่าง ๆ ท่านก็สามารถทำได้โดยง่าย เนื่องจากมีพื้นฐานที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  และเพียงชั่วพรรษาแรก ก็สามารถสวดพระปาฏิโมกข์จนจบได้อย่างแคล่วคล่อง  สิ่งที่ท่านทำควบคู่กันโดยตลอด คือ การฟื้นฟูทบทวนคาถาอาคมต่าง ๆ ที่ได้ร่ำเรียนศึกษามาจากผู้เป็นบิดาอย่างไม่เคยขาด

         ในพรรษาต่อมา ได้เริ่มศึกษาฝึกฝนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามที่บิดาได้แนะนำ ใช้เวลาและฝึกฝนปฏิบัติอยู่นานถึง 5 ปี จนมีความเชี่ยวชาญชำนาญ  พรรษาที่ 6 เริ่มออกเดินธุดงค์ เพื่อแสวงหาความสงบวิเวก เป็นการฝึกจิตสมาธิให้กล้าแข็ง ตามแบบของพระคณาจารย์ยุคเก่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา  อันเป็นการกำจัดเอาอาสวกิเลสให้บรรเทาเบาบาง  ทั้งยังเป็นการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาไปในตัว  ท่านเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่งทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงได้ไปกราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่พิษณุโลก  ซึ่งต่อมาภายหลังท่านได้นำแบบอย่างมาจำลอง  สร้างเป็นวัตถุมงคลชนิดต่าง ๆ ดังปรากฏพบเห็น  และเล่นหาสะสมกันอยู่ในปัจจุบัน

         ในพรรษาที่ 6 นี่เอง  ภายหลังที่ท่านกลับจากการออกเดินธุดงค์ ไม่นานนักก็ได้รับการแต่งตั้งจากท่านเจ้าคุณพุทธรักขิต  เจ้าคณะจังหวัดให้เป็นรองเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม ตรงกับวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2459

         วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2466  ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม เนื่องจาก พระปลัดฮวย อดีตเจ้าอาวาสมรณภาพ

         วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2472 เป็นพระปลัด ฐานานุกรมของเจ้าคณะเมืองนครปฐม

         วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2473 เป็นพระอุปัชฌาย์

        วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่  พระครูทักษิณานุกิจ

        วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2504 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชธรรมาภรณ์

         หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม พระเถระผู้เข้มขลังในพระเวทย์วิทยาคม ดังจะเห็นได้จากวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ท่านสร้าง และปลุกเสกเอาไว้ มีผู้นำไปใช้อาราธนาติดตัว แล้วเกิดประสบการณ์มาอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน  นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังมีเมตตาต่อบรรดาลูกศิษย์อย่างเสมอภาค  ไม่แบ่งแยกมั่งมี หรือยากจน ทุกคนเท่าเทียมกัน

         นอกจากท่านจะเป็นที่พึ่งทางจิตใจแล้ว ท่านยังเป็นพระนักพัฒนาที่นำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นอย่างมากมาย นับเริ่มต้นจากปี พ.ศ. 2459  ซึ่งเป็นปีที่ท่านรับตำแหน่งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม ขณะนั้นวัดกำลังทรุดโทรม เสนาสนะต่าง ๆ หรือ แม้กระทั่งกุฏิ ชำรุด ผุพังเกือบทั้งหมด  ท่านได้เริ่มทำการบูรณปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่  เพื่อให้เสนาสนะกลับฟื้นคืนสภาพดีดังเดิม  นอกจากการบูรณปฏิสังขรณ์แล้ว  ท่านยังได้ก่อสร้างถาวรวัตถุอีกหลายอย่าง เช่น ปี พ.ศ. 2465 สร้างหอสวดมนต์  ปี พ.ศ. 2470 สร้างศาลาการเปรียญ  ปี พ.ศ. 2480 สร้างพระอุโบสถหลังใหม่  เมื่อแล้วเสร็จจัดงานปิดทองฝังลูกนิมิต  ปี พ.ศ. 2492  หล่อพระประธานในพระอุโบสถ ขนาดหน้าตัก 4 ศอก 6 นิ้ว ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 ปี พ.ศ. 2470 สร้างสถานีอนามัย  ปี พ.ศ. 2497 และสร้างโรงเรียนสหศึกษาบาลี  สร้างตึกเรียนพระปริยัติธรรม สร้างโรงเรียนประชาบาล ฯลฯ

กิจวัตรของหลวงพ่อเงิน

         กิจวัตรประจำของหลวงพ่อเงินนั้น  ท่านตื่นเวลา 5.00 น.  ล้างหน้าครองจีวรแล้ว  ก็สวดมนต์เจริญภาวนาพอได้เห็นอรุณท่านก็ออกเดิน  (สมัยยังหนุ่มท่านไปบิณฑบาตด้วย)  ตรวจดูความสะอาดและสิ่งต่าง ๆ ภายในวัด เวลา 7.00 น.  ฉันเช้าเสร็จก็นั่งพักผ่อนหรือรับแขกที่หน้ากุฏิของท่าน  ในระหว่างเวลาที่พักผ่อนนี้  ท่านมักจะนิมนต์พระในวัดมาสอบถามความเป็นไปต่าง ๆ เพื่อหาโอกาสสั่งสอนบ้าง  บางทีก็เรียกศิษย์วัดไปนั่งเป็นกลุ่มให้หัดท่องหนังสือบ้าง  ให้มีผู้อ่านหนังสือให้ท่านฟังบ้าง  หากว่างจริง ๆ ท่านก็มักจะนั่งสงบจิตอยู่ผู้เดียว  ซึ่งความจริงโอกาสว่างหรือจะพักผ่อนจริง ๆ หาได้น้อยเต็มที  ส่วนใหญ่ใช้เวลาไปในการรับแขกเกือบทั้งสิ้น

         เวลา 11.00 – 12.00 น.  ฉันเพล  เมื่อเสร็จแล้ว  ก็กลับมานั่งหน้ากุฏิเพื่อรับแขก  ซึ่งมักจะมีมากันมากหน้าหลายตาในตอนนี้  เพราะเป็นแขกที่มาจากต่างท้องที่หรือจังหวัดไกล ๆ ต้องเสียเวลาเดินทางมา  ตอนเย็นราว 19.00 น.  หลังจากสรงน้ำ  ซึ่งเป็นเวลาพลบค่ำท่านก็จะหาโอกาสสั่งสอนพระภิกษุหรือชาวบ้านไปจนถึง 22.00 – 23.00 น. จึงจะขึ้นกุฏิเพื่อเตรียมตัวจำวัด  แต่ก่อนจำวัด ท่านจะต้องเข้าห้องพระบูชาพระรัตนตรัยแล้วเข้ากลด  ซึ่งทำเป็นลักษณะคล้ายกับของภิกษุซึ่งออกธุดงค์  ข้าง ๆ กลดมีรูปกะโหลกศีรษะและโครงกระดูกคน  เข้าใจว่าสำหรับใช้ปลงกัมมัฏฐาน

         กิจวัตรของหลวงพ่อเงินที่กล่าวข้างต้น  แตกต่างกันมากมายระหว่างฤดูเข้าพรรษากับฤดูออกพรรษา  เพราะในตอนเข้าพรรษามีพระบวชใหม่มาก  มีชาวบ้านมาวัดมาก ประกอบกับงานนิมนต์ต่างท้องที่นอกวัดก็ลดน้อยลง  หลวงพ่อเงินจึงมีเวลาอยู่วัดมากขึ้น  หลวงพ่อเงินได้ใช้เวลาเหล่านี้ในการฝึกสอนอบรมพระลูกศิษย์วัดตลอดจนชาวบ้าน  โดยเฉพาะอุบาสกอุบาสิกา ที่มารักษาอุโบสถศีลในวันพระ  โดยปกติ  การลงอุโบสถในวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ  ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ หลวงพ่อเงินไม่ยอมขาดเลย  สำหรับวันพระ 15 ค่ำ  หลวงพ่อจะต้องพยายามลงให้ได้  แม้จะเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย หลวงพ่อเงินก็ไม่ยอมเสียโอกาส

         ผู้ที่อยากจะสนทนากับหลวงพ่อเงินนาน ๆ ก็จะต้องหาทางให้ท่านบรรยายธรรมะ  เพราะหลวงพ่อเงินสนใจจะพูดคุยด้วยยิ่งกว่าการคุยเรื่องอื่น  บ่อยครั้งที่ลูกศิษย์ลูกหาต้องนั่งฟังหลวงพ่อเงินคุยเรื่องธรรมะ ธรรมโม อยู่จนตีหนึ่ง ตีสอง โดยไม่รู้สึกง่วง  เพราะหลวงพ่อเงินเข้าใจหาเรื่องมาสอนและถูกรสนิยมผู้ฟังด้วย หลวงพ่อเงินถือคติว่า “พระก็เหมือนเนื้อนา  ถ้าไม่ดีก็ไม่มีใครเขาหว่านพืชผลลงไป  เพราะรังแต่จะสูญเปล่า ไม่ได้ผลกลับคืน”  โดยเหตุนี้ท่านจึงวางกฎสำหรับให้พระภิกษุสงฆ์ในวัดยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติไว้เคร่งครัด  เป็นต้นว่า ถ้าไม่มีกิจจำเป็นจริง ๆ แล้ว  พระภิกษุทุกองค์จะต้องทำวัตรเช้าเย็นไม่ว่าจะเป็นออกพรรษาหรือในพรรษา  และพระภิกษุต้องตื่นก่อนรุ่งอรุณ  คือวัดจะตีระฆังปลุกราว 5.00 น.  เมื่อตื่นแล้วต้องครองผ้า  สวดมนต์ในห้องเสียก่อนที่จะเปลี่ยนผ้าครองออกไปบิณฑบาต

         พระภิกษุในวัดจะต้องมาฉันเพล  ฉันจังหันรวมกัน ณ หอฉัน เมื่อฉันเช้าเสร็จแล้วจะพักผ่อนหรือท่องหนังสือก็สุดแต่ใจสมัคร  เมื่อฉันเพลแล้ว  ถ้าเป็นในฤดูในพรรษาจะต้องขึ้นเรียนพระปริยัติธรรมราว 3 ช.ม.  เสร็จจากการเรียนก็สรงน้ำแล้ว พักผ่อนเตรียมตัวทำวัตรเย็น  หลังจากการทำวัตรเย็น  หลวงพ่อเงินใช้วิธีฝึกฝนพระภิกษุด้วยการให้ฟังเทศน์  โดยพระทุกองค์ผลัดกันแสดงวันละองค์หมุนเวียนไปตามลำดับอาวุโส  ถ้าเป็นวันธรรมสวนะด้วยแล้ว  ก็จะมีพระภิกษุอาวุโสแสดงปาฏิโมกข์ หลังจากนั้นหลวงพ่อก็จะอบรมข้อปฏิบัติต่าง ๆ บางครั้งต้องอยู่ในอุโบสถ  เพื่อฟังโอวาทของท่านถึง 21.00 –  22.00 น.  พระภิกษุต้องนั่งพับเพียบเมื่อยแล้วเมื่อยอีก  แต่หลวงพ่อเงินไม่เคยแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยให้ปรากฏ

         ถ้าเป็นวันธรรมดาเมื่อเสร็จจากการทำวัตรแล้ว พระภิกษุสงฆ์ก็จะต้องไปพร้อมกันที่หน้ากุฏิเพื่อรับฟังโอวาทหรือการอบรมข้อปฏิบัติต่าง ๆ รวมทั้งการปฏิบัติภายในวัด  มีบ่อย ๆ ที่หลวงพ่อเงินก็ไม่ย่อท้อคงรักษาวัตรปฏิบัติตามปกติ  แต่เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์จะทราบและขอนิมนต์ว่า จะนวดให้ท่านในระหว่างเวลาที่หลวงพ่อเอนให้นวด  หลวงพ่อเงินจะหาเรื่องสนทนาเป็นการอบรมบ่มนิสัยไปด้วยในตัว  ผู้ที่หาโอกาสปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อเงิน จึงเป็นผู้ที่มักจะได้รับถ่ายทอดธรรมะและความรู้ต่าง ๆ จากหลวงพ่อมากกว่าผู้อื่น  ตามปกติหลวงพ่อเงินถือหลักปกครองวัดเสมือนบิ***ับบุตร  มีทั้งการให้ปันและเอาใจใส่เมื่อเจ็บไข้  แม้ว่าหลวงพ่อเงินจะฉันจังหันเพียงองค์เดียว แต่หลวงพ่อเงินก็แสดงเมตตาจิตเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ด้วยการนำอาหารที่มีผู้มาถวายมาแบ่งปัน เฉลี่ยไปยังพระภิกษุสงฆ์อื่น ๆ ภายในวัดอยู่แทบทุกวัน  คราวหนึ่งราว 20 ปีมาแล้ว  มีพระภิกษุบวชใหม่เกิดอาพาธกะทันหันขึ้นในเวลาค่ำคืน  วันนั้นบังเอิญหลวงพ่อเงินรับนิมนต์ไปนอกวัด  กว่าจะกลับก็ 4 ทุ่ม  ซึ่งเป็นเวลาที่คนอื่นเข้าห้องนอนกันแล้ว  เมื่อหลวงพ่อเงินทราบว่ามีพระป่วย หลวงพ่อเงินก็กระวีกระวาดสั่งลูกศิษย์จุดตะเกียงขึ้นหลายดวง (ขณะนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้) แล้วหลวงพ่อเงินก็นำเด็กออกตระเวนหาต้นยาสมุนไพรด้วยตนเอง  ชาวบ้านใกล้เคียงเห็นแสงตะเกียงเคลื่อนไหวไปมามากผิดปกติ ก็ออกมาสอบถาม ได้ความว่าเด็กวัดกำลังเก็บสมุนไพร ช่วยหลวงพ่อเงินจนได้ยาครบและถวายพระที่อาพาธในคืนนั้นเอง การปฏิบัติของหลวงพ่อเงินตามที่ยกมากล่าวนี้  เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหลายส่วนที่ไม่สามารถจะยกมากล่าวได้  หลวงพ่อเงินสนใจในทุกข์สุขของพระภิกษุสงฆ์ในวัด  และเอาใจใส่ดูแลช่วยเหลือด้วยความจริงใจ  นับได้ว่าท่านมีความเมตตาธรรมประจำใจสูง

         ทราบแล้วว่า หลวงพ่อเงิน ท่านไม่แตะต้องเงินและทอง การเงินของวัดที่มีผู้บริจาค  ซึ่งปีหนึ่งเป็นจำนวนนับหมื่นนับแสนนั้น  หลวงพ่อเงินได้มอบให้อยู่ในความรับผิดชอบของกรรมการวัดทั้งสิ้น  การใช้จ่ายจะเป็นอย่างไรสุดแต่กรรมการของวัด  ซึ่งปกติกรรมการจะใช้สอยอย่างใดก็ย่อมจะทำได้  แต่โดยที่กรรมการเหล่านั้นก็ล้วนแต่ผู้ใคร่ในการกุศลและได้รับการอบรมดีจากหลวงพ่อเงิน  การเงินของวัดจึงเรียบร้อยด้วยเป็นที่เชื่อถือของประชาชน  ทุกคนถือปฏิบัติกันเป็นประจำว่า “ของวัดไม่เอาออก”  หมายความว่าการจัดงานใด ๆ เพื่อหาประโยชน์ให้แก่วัดนั้นกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งจะต้องใช้จ่ายเงิน  เช่น การจ่ายเงินค่ารถเป็นต้น  กรรมการเหล่านี้จะไม่ใช้เงินของวัดเลย  ทุกคนจะออกเงินส่วนตัว  ส่วนรายได้เท่าใดเข้าวัดหมด  และคนดอนยายหอมส่วนมากถือปฏิบัติทำนองนี้เป็นประจำ  ชาวดอนยายหอมเหล่านี้ถือว่า เงินหรือทรัพย์สินที่เขาบริจาคเพื่อการบุญการกุศลควรให้ถึงวัด  เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะนำไปใช้จ่ายไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ เพราะ “กลัวบาป”  การทำงานของวัดที่มีการละเล่น การแสดง เช่น หนัง ลิเก ก็ตาม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ชาวดอนยายหอมจะต้องหาแยกมาต่างหาก  ไม่ยอมเอาเงินทองที่ผู้อื่นทำบุญมาจ่ายในเรื่องนี้เป็นอันขาด  คงจะเพราะความเชื่อมั่นเช่นนี้กระมัง  คนจึงชอบบริจาคการบุญการกุศลให้แก่วัดดอนยายหอม  จนท่านธรรมานันทะ อดชมเชยไม่ได้

          หลวงพ่อเงิน ท่านเคยปรารภว่า  “ทุกคนเขารู้จักใช้เงินเหมือนกันทั้งนั้น  แต่เขาก็พอใจจะใช้จ่ายในที่ซึ่งเขาเห็นว่าจะได้ประโยชน์มากกว่า  ฉะนั้น ถ้าทางวัดทำให้เขาเข้าใจได้เช่นนี้ ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีผู้ทำบุญ”  คงจะด้วยเหตุนี้ ท่านเจ้าคุณพุทธรักขิต  เจ้าคณะจังหวัดชมเชยกับวัดที่อยู่ในความดูแลของท่านเรื่อย ๆ ว่า  “ให้ดูคุณเงิน  สมภารวัดดอนยายหอมเขาเป็นตัวอย่างซิ  สมภารเด็ก ๆ ก็จริง แต่เขาทำอะไรเป็นหลักฐานดี”

         ขอนำคำกล่าวของท่านเจ้าคุณพุทธรักขิต เจ้าคณะจังหวัด  ซึ่งเดินทางมาตรวจวัดดอนยายหอม  แล้วได้ทำการประชุมสงฆ์พร้อมด้วยชาวบ้าน เพื่อเลือกรองเจ้าอาวาส เมื่อ 30 พฤษภาคม 2459  เสร็จแล้วท่านกล่าวกับหลวงพ่อตอนจะกลับว่า “คุณ (หมายถึงหลวงพ่อเงิน) จะเป็นผู้ปกป้องชาวบ้านนี้ให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม  คุณจะเป็นผู้นำทางให้เขาไปสู่แสงสว่าง อันหมายถึงความสงบสุข  ลักษณะของคุณก็บอกชัดอยู่ว่า  เป็นผู้ชอบแผ่เมตตา ขอให้คุณเจริญรุ่งเรืองอยู่ในพระบวรศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด”

ปฏิปทาของหลวงพ่อเงิน

         หลวงพ่อเงินได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยความศรัทธาเลื่อมใส  ในพระบวรพุทธศาสนาโดยแท้จริง และได้รับสมญานามจากท่านปลัดฮวย  เจ้าอาวาสวัดดอนยายหอมในขณะนั้น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ว่า “จนฺทสุวณฺโณ ” นับแต่เริ่มอุปสมบทปรากฏว่าหลวงพ่อมีขันติ  วิริยะยอดเยี่ยม  สามารถท่องปฏิโมกข์จบและแสดงในเวลาทำสังฆกรรมได้ตั้งแต่พรรษาแรก  แล้วยังได้บำเพ็ญเพียรในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน  ตามที่คุณโยมบิดาของท่านแนะนำเป็นเวลาถึง 5 ปีเต็ม  ในปลายพรรษาที่ห้านั้นเอง  หลวงพ่อเงินพร้อมด้วยพระที่วัดอีก 2 องค์  ก็ได้ออกจาริกธุดงค์ไปตามชนบท  มุ่งหน้าขึ้นภาคเหนือผ่านป่าลพบุรี  สระบุรี เรื่อยขึ้นไปถึงนครสวรรค์  ค่ำที่ไหนก็กางกลดพักแรมที่นั่น อาหารที่ฉันก็เพียงมื้อเดียว

         ท่านคงจะทราบว่าการเดินทางด้วยเท้าเปล่า  ไม่สวมรองเท้าไปยังจังหวัดลพบุรี  สระบุรี  นครสวรรค์  ในสมัย 60 ปีมาแล้ว  มีความยากลำบากยากแค้นประการใดบ้าง  เพราะสมัยนั้นบ้านคนก็ยังไม่ค่อยมีป่าก็เป็นป่าดงดิบ  ที่เต็มไปด้วยสิงห์สาลาสัตว์ร้ายนา ๆ ชนิด  ซึ่งยากที่บุคคลผู้ไม่มีอาวุธหรือเครื่องมือป้องกันตนเพียง 3 คน  จะผ่านได้ตลอดรอดฝั่งด้วยความปลอดภัย  นอกจากนั้นการเดินทางด้วยเท้ากรำแดดฝ่าลมทั้งวัน  โดยมีอาหารเพียงวันละมื้อเดียว คงจะมีผู้ที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวจริง ๆ  และมีความเสียสละอย่างแรงกล้าเท่านั้นจึงจะปฏิบัติได้

         เพราะเหตุที่ต้องประสบกับความยากลำบากในการฝ่าแดนทุรกันดารเช่นนี้เอง  จึงมีเรื่องเล่าต่อมาว่า  หลังจากธุดงค์รอนแรมอันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานเป็นเวลาประมาณ 4 เดือนแล้ว  หลวงพ่อก็กลับมาปักกลดอยู่ที่ข้างบ้านดอนยายหอม  แต่โดยที่ผิวกายของท่านดำกร้านรูปร่างซูบผอมราวกับคนชรา  ชาวบ้านที่ผ่านไปมาจึงจำท่านไม่ได้ แม้แต่นายแจ้งผู้เป็นพี่ ก็สำคัญว่าเป็นพระธุดงค์มาจากที่อื่น  ต่อเมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ ทราบความจริงเข้าก็ถึงกับตกตะลึงแทบจะปล่อยโฮออกมา  ครั้นได้สติแล้วนั่นแหละจึงยกมือไหว้ แล้วถามท่านว่า “คุณเงินหรือนี่”  ซึ่งหลวงพ่อก็ตอบพร้อมกับหัวเราะว่า “ฉันเอง พี่ทิดแจ้ง”  “ฉันแปลกมากไปเชียวหรือ จึงจำฉันไม่ได้ ฉันมาพักอยู่นานแล้ว  เห็นพวกบ้านเราเขาเดินผ่านไปผ่านมาหลายคน  แต่ไม่มีผู้ใดทักฉันสักคน”

         ฝ่ายข้างโยมบิดาของหลวงพ่อ คือ “พ่อพรม” นั้นทราบว่าพระลูกชายกลับมาสู่อารามด้วยสมรรถภาพอันแข็งแกร่ง  และด้วยจิตใจอันมั่นคงในการปฏิบัติธรรมวินัย ก็เต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม  ขอย้อนกลับไปกล่าวตอนที่หลวงพ่อเริ่มบวชใหม่อีกสักเล็กน้อยก่อน  หลวงพ่อเป็นบุตรคนที่ 4 ของโยม “พนม  ด้วงพูล”  เกิดในจำนวนบุตร 8 คน  โดยที่โยมบิดาของหลวงพ่อเงินนับได้ว่าเป็นผู้มีอันจะกินคนหนึ่งในตำบลดอนยายหอมขณะนั้น  เมื่อหลวงพ่อได้เข้าสู่บรรพชิตแล้ว  ท่านได้บอกโยมบิดาของท่านว่า  “อาตมาสละหมดทุกอย่างแล้ว  โดยขอให้สัจจะปฏิญาณแก่พี่น้องชาวตำบลนี้ว่า  อาตมาจะไม่ขอลาสิกขาบท อาตมาจะเป็นแสงสว่างให้ทางเพื่อนมนุษย์  ขอให้โยมร่วมอนุโมทนาด้วยความยินดีและมั่นใจ”

         สาเหตุที่ท่านไม่อยากครองชีวิตแบบคฤหัสถ์  กล่าวกันว่า เพราะท่านมองเห็นว่า  ความสุขทางโลกไม่จีรังเหมือนสุขทางธรรม  เรื่องของโลกมีแต่ความยุ่งยาก  มีความวุ่นวาย เดือดร้อน ข่มเหง เบียดเบียนและอิจฉาริษยากันไม่สิ้นสุด  ผู้เสพย์รสของความหรรษาทางโลกย่อมมียาพิษเจืออยู่เสมอ  ส่วนผู้เสพย์รสพระธรรมไม่เป็นพิษไม่เป็นโทษแต่อย่างใด  ท่านมักปรารภให้ผู้ใกล้ชิดได้ยินบ่อย ๆ ว่า  “ร่างกายมนุษย์เรานี้ไม่มีแก่น  เกิดมาเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารที่เต็มไปด้วยกองทุกข์  มนุษย์จะหนีทุกข์ได้ มิใช่มากด้วยสมบัติพัสถานหรือข้าทาสบริวาร  ตรงข้ามสิ่งเหล่านี้เป็นพันธะยึดเหนี่ยวจิต  เสมือนหนึ่งจิตถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนต้องพะวักพะวนเศร้าหมอง”

         ตอนหนึ่ง หลวงพ่อเงินได้รับรองไว้กับโยมพ่อของท่านว่า “ฉันจะตั้งอยู่ในธรรมวินัย  สร้างความศรัทธาให้แก่เขา (ซึ่งหมายถึงชาวบ้าน  ตำบลดอนยายหอม)  เพื่อเขาจะได้เชื่อมั่นและปฏิบัติตามคำสั่งสอน…”  แนวคติที่หลวงพ่อยึดถือมีดังนี้คือ

         1. การปฏิบัติตามพระวินัย  ทุกคนจะยอมรับว่าหลวงพ่อเงินเป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ชนิดหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมีมาแล้วหลายครั้งหลายหน เช่น ในคราวที่ท่านอาพาธถึงขนาดต้องไปพักเพื่อรับการรักษาพยาบาลจากนายแพทย์  แพทย์เห็นว่าท่านเป็นโรคกระเพาะอาหารหรือขาดสารอาหาร  จึงประสงค์จะขอถวายอาหารอ่อนๆ จำนวนนมสดในเวลาวิกาลบ้าง  เฉพาะในระหว่างที่ท่านอาพาธหนัก  เพื่อจะได้ช่วยผ่อนคลายโรคให้หายรวดเร็วขึ้น  แต่ทุกครั้งก็ได้รับการปฏิเสธจากท่าน ท่านกล่าวว่า “อาตมาได้เสียสละมานานแล้ว  จะขอเสียสละเพื่อพระพุทธศาสนาต่อไป  แม้ว่าจะสิ้นชีวิตก็ตาม”  นอกจากนั้น  ผู้ใกล้ชิดย่อมจะสังเกตได้ว่า  หลวงพ่อเงินไม่เคยสนใจกับของขบฉันมิใยใครจะถวายอย่างไร  ก็ฉันไปอย่างนั้น  อาหารที่มีผู้ถวายเก็บไว้ในกุฏิ  ถ้าลูกศิษย์ไม่นำมาถวาย  ก็ไม่เคยเรียกร้องหรือให้ความสนใจแม้แต่น้อย  ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นเพียงส่วนน้อย  และที่สามารถเห็นได้เสมอ  อีกเรื่องหนึ่งที่ทราบกันมานานก็คือเรื่องเกี่ยวกับเงินทอง  หลวงพ่อไม่ยอมแตะต้องเด็ดขาด  อย่าว่าแต่เงินที่เป็นรูปธนบัตรเลย  แม้แต่เพียงเศษเงินหรือทองคำที่มีผู้ขอให้ปลุกเสก หลวงพ่อเงินก็รังเกียจที่จะจับต้องเช่นกัน

         2. วิริยะภาพ หลวงพ่อเงินเป็นผู้มีความเพียรเป็นเลิศ เพียงพรรษาแรกท่านก็สามารถสวดปาฏิโมกข์  ได้หลายปีมาแล้ว ผู้ไปติดต่อนิมนต์หลวงพ่อเงินเพื่อกิจพระศาสนาใด ๆ ก็ตาม  จะต้องฉวยโอกาส คือ รีบไปนิมนต์แต่เนิ่น ๆ หรือหลายเดือนก่อนวันงาน  เพราะบัญชีนิมนต์ของหลวงพ่อเงินเต็มไปหมด  หลวงพ่อเงินไม่เคยขัดการรับนิมนต์ในสมัยนั้น หมายถึงการต้องเดินทางด้วยเท้า  เพราะถนนและรถยนต์ยังไม่แพร่หลายเช่นทุกวันนี้  ไม่ว่าแดดจะร้อน ไม่ว่าฝนจะตก หลวงพ่อเงินไปทันงานเสมอ  ท้องนารอบ ๆ วัดในรัศมี 15-20 กิโลเมตร หลวงพ่อเงินเดินทะลุปรุโปร่งทุกแห่ง  และรู้จักชาวบ้านทั่วไป  มีบ่อย ๆ ที่ผู้นิมนต์ไป  เมื่อเสร็จงานของตนแล้วก็ลืมนึกถึงหลวงพ่อ  ปล่อยท่านกลับวัดตามลำพัง แต่ท่านไม่เคยปริปากบ่น  การรับนิมนต์เพิ่งจะเบาบางลงใน 4-5 ปีหลังนี้  เพราะสุขภาพของหลวงพ่อไม่อำนวย แต่หลวงพ่อเงินก็ไม่เคยขัด ถ้าสามารถไปได้  หลวงพ่อเงิน รับนิมนต์เสมอบางครั้งทั้ง ๆ ที่ไม่สบายหรือเพิ่งหายป่วย ก็ยังรับนิมนต์เพื่อไม่ให้เขาเสียความตั้งใจ  จนร้อนถึงคณะกรรมการวัดต้องปิดประกาศไว้หน้ากุฏิ  ขอร้องให้ผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายระงับการนิมนต์ในงานที่ต้องเดินทางไกล ๆ เสียบ้าง

         3. การมีสมาธิ  หลวงพ่อเงินเป็นผู้ตั้งมั่น เด็ดเดี่ยว มุ่งหน้าไปทางธรรมจนขนาดถวายชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเดียว  ท่านเคยปรารภให้ผู้ใกล้ชิดฟังเสมอว่า  ท่านตั้งใจแต่ก่อนอุปสมบทแล้วว่า  ท่านจะบวชและบำเพ็ญกรณียกิจอยู่ในสมณะจนตลอดชีพ  จนกระทั่งบัดนี้ท่านก็ยังยึดมั่นอยู่เช่นนั้น  ไม่เปลี่ยนแปลง

         4. สัจจะ  หลวงพ่อเงินยึดมั่นอยู่ในสัจจะ  ท่านกระทำทุกสิ่งด้วยความจริงใจ  กิจการใด ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของท่านจะสำเร็จเรียบร้อยด้วยดีเสมอ

         5. ละโลภ หลวงพ่อเงินมีความรู้สึกที่เป็นศัตรูต่อความโลภมาตั้งแต่ก่อนอุปสมบท จะเห็นได้ว่าท่านสละมรดกของท่าน  ท่านไม่เคยเกี่ยวข้องยินดีในลาภสการ  ไม่เคยแตะต้องกับเงินทอง  ไม่ยินดีในลาภยศสรรเสริญ  มีเรื่องเล่ากันว่า ในคราวที่ท่านเจ้าคุณรัตนเวที  เลขานุการของสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพน ซึ่งขณะนี้เป็น “พระราชโมฬี” ได้ขอให้คณะกรรมการวัดจัดทำประวัติของหลวงพ่อในการปกครองวัดดอนยายหอม  เพื่อจะขอรับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์  หลวงพ่อเงินได้กล่าวกับลูกศิษย์อย่างเปิดอกว่า “เชื่อฉันเถอะเอ็งเอ๋ย  เกียรติยศ บรรดาศักดิ์ไม่ได้เป็นของ วิเศษ  ทำให้ฉันมีอายุยืนนานยืนยาวออกไปได้อีกหรอก  ยังไง ๆ ฉันก็เป็นหลวงพ่อเงินอยู่นั่นเอง  ใครจะมาเรียกฉันว่าเจ้าคุณนั่น เจ้าคุณนี่  คิดดูแล้วฉันก็มีผ้าห่มคือ สบง จีวร ปีละ 2 ชุดเก่า ๆ ฉันก็มีอาหารสองมื้อ  สมณศักดิ์ป้องกันความเจ็บไข้ก็ไม่ได้  ฉันเบื่อความเป็นใหญ่  พระบ้านนอกอย่างฉัน  เท่าที่ทางคณะสงฆ์ให้เกียรติได้เป็นถึงเจ้าคุณนั้น  ก็ดีถมไปแล้ว…”

         ผู้ไปนมัสการหลวงพ่อเงินที่วัดดอนยายหอม  จะเห็นคติธรรมที่หลวงพ่อเงินขอให้เขียนไว้เตือนใจ  2 แผ่น แผ่นหนึ่งมีข้อความว่า “จิตหาญ ใจพ้นทุกข์ สุขด้วยธรรม” และอีกแผ่นหนึ่งว่า “รู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน”  และอาจเป็นเพราะภาษิตหลังนี้กระมัง  เหรียญที่ระลึกของหลวงพ่อเงินแทนที่จะจารึกว่า “พระราชธรรมาภรณ์”  หรือ “หลวงพ่อเงิน” จึงกลายเป็น  “หลวงพอเงิน” ซึ่งหลวงพ่อพอใจในชื่อหลังนี้มาก

         มีผู้ได้ยินพระปัญญานันทมุนี  แห่งวัดชลประทานปากเกร็ด  ปราศรัยกับประชาชนที่มาชุมนุม ณ ศาลาการเปรียญที่วัดนั้น  คราวมีงานผูกพัทธสีมาว่า “หลวงพ่อเงินองค์นี้ ท่านศักดิ์สิทธิ์  ท่านเป็นพระไม่มีความอยากได้ ไม่โลภ  แต่คนก็ชอบถวายและชอบไปทำบุญกับท่านนัก”  ในคราวมีงานฝังลูกนิมิตของวัดดอนยายหอม  หลวงพ่อเงินไม่ยอมออกไปนอกหัตถบาทดังที่สมภารอื่น ๆ ถือปฏิบัติกันเป็นประเพณีมิหนำซ้ำ ท่านยังร่วมทำสังฆกรรม  และลงมือผลักลูกนิมิตเอง  เป็นการปฏิวัติประเพณีเก่าที่เชื่อกันมาว่า สมภารของวัดผู้ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถเสร็จลุล่วงไปจนถึงขั้นจัดงานฝังลูกนิมิตหรือผูกพัทธเสมา  จะต้องหนีออกไปเสียให้พ้น  มิฉะนั้นจะต้องตายไปสู่พรหมโลก เพราะเทวดาเห็นว่าได้กระทำการบุญอันยิ่งใหญ่สูงสุดแล้ว

         โดยที่หลวงพ่อเงินมิได้ปฏิบัติตามประเพณีนี้  ท่านเจ้าคุณกวีวงศ์  ป.9 ในสมัยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม  ซึ่งได้รับนิมนต์ไปในงาพิธีด้วย จึงเกิดความสงสัยจนอดไว้ไม่ได้และถามว่า  “การอยู่ในหัตถบาทหรือนอกหัตถบาทนั้น  ท่านพระครู (ขณะนั้นหลวงพ่อเงินมีฐานะเป็นพระครู) มีหลักปฏิบัติอย่างไร”  หลวงพ่อเงินตอบว่า ท่านไม่มีหลักอย่างไร  ได้แต่เพียงสันนิษฐานเท่านั้น  และท่านเห็นว่า เป็นแต่เพียงนโยบายหรือกลวิธีอันหลักแหลมของท่านผู้ออกบัญญัติ เพื่อจะขับสมภาคบางองค์  ที่ไม่บริสุทธิ์เพียงพอและเป็นที่รังเกียจแก่ภิกษุในอารามมาก ให้ออกไปเสียจากอารามเท่านั้น  เพราะถ้าผู้ใดได้ทำความดีถึงขนาดแล้ว จะทำให้ต้องถึงแก่ชีวิต  ก็เชื่อว่าไม่มีนักบุญคนใดเขาหวาดกลัวเลย  นอกจากนั้นพระท่านก็สอนให้ภิกษุใช้ปัญญาปลงสังขาร  ว่าไม่เที่ยงอยู่แล้ว ใยจะมากลัวอะไรกับความตาย”

         เมื่อเดือน ธันวาคม 2504  หลวงพ่อเงินได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในนาม “พระราชธรรมาภรณ์” ข่าวนี้ ก่อความปลื้มปิติแก่ลูกศิษย์และชาวดอนยายหอมเป็นล้นพ้น  เมื่อได้ปรึกษากันแล้ว ก็ลงความเห็นว่า  ควรจะมีการฉลองตราตั้ง  ซึ่งพระราชทานโดยพระมหากษัตริย์  แต่หลวงพ่อไม่เห็นด้วยกับความดำรินี้  และเมื่อผู้ใกล้ชิดไปขอทราบเหตุผลกับท่าน ๆ กล่าวว่า “ฉันเชื่อในศรัทธาของชาวบ้านที่มีโดยตรงต่อฉัน  ฉันภูมิใจอยู่เสมอในความกตัญญูเหล่านั้น  แต่ลองคิดดู ฉันอยู่อย่างเป็นสุข  มีอาหารก็อย่างดี  ที่อยู่ก็อย่างดี  เท่านี้ก็นับว่าชาวบ้านเขาเลี้ยงชีวิตฉันแล้ว  จะรวบกวนให้เขาต้องเสียเงินทองและเหน็ดเหนื่อย  มีโขน มีละคร  มาเฉลิมฉลองอีก  ฉันว่าเอาเปรียบชาวบ้านเขาเกินไป”

ตกลงคราวนี้  คณะกรรมการวัดต้องจัดงานวางศิลาฤกษ์หอสมุดประชาชน  ประจำตำบลดอนยายหอม  ซึ่งที่จริงแล้วก็ถือโอกาสฉลองสมณศักดิ์แทน

         กล่าวได้ว่า  ตลอดระยะเวลาที่หลวงพ่อเงินยังมีชีวิตอยู่นั้น  สร้างคุณประโยชน์ต่อพระศาสนา ต่อบ้านเมืองมาโดยตลอด  ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แม้ล่วงเลยมาถึงบั้นปลายชีวิตของท่าน ก็ยังคงปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ  และแล้ววันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2520 หลวงพ่อเงินท่านก็ถึงแก่มรณภาพ รวมสิริอายุ 86 ปี 66 พรรษา

ขอขอบคุณที่มา…www.itti-patihan.com

หลวงพ่อจ้อย วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี

(หลวงพ่อจ้อย ฐิตปุญโญ)
อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ และ อดีตเจ้าคณะอำเภอดอนสัก
วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี

ท่านเจ้าคุณ พระกิตติมงคลพิพัฒน์ ท่านมีนามเดิมว่า จ้อย นามสกุล พันธุ์อุดม ต่อมาท่าน พระครูวอน (ไม่ทราบฉายา) ผู้เป็นอา ได้เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น ไกรวงศ์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2448 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเส็ง ณ บ้านหัวรอ ตำบลม่วงงาม อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นบุตร นายนวล – นางห้อง พันธุ์อุดม มีอาชีพกสิกรรม ท่านเป็นบุตรคนเดียวของพ่อแม่

การศึกษาท่านได้รับการศึกษาที่ วัดมะขามคลาน ตำบลม่วงงาม อำเภอเมืองสงขลา มีท่านพระครูวอน พุทธสโร เป็นผู้สอน ท่านมีความสนใจใฝ่รู้เป็นอย่างมาก และท่านได้ศึกษาวิชาความรู้ต่าง ๆ เช่น วิชาภาษาไทย ภาษาบาลี อักษรขอม เวทมนตร์ คาถาอาคม โหราศาสตร์ และแพทย์แผนโบราณ

ชีวิตในวัยหนุ่มของท่านท่านตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เนื่องจากพ่อไปมีภรรยาใหม่ และท่านได้หลงผิดไประยะหนึ่ง จนถึงกับได้กระทำกรรมที่ไม่ดี จนถึงกับทำให้พ่อแม่ญาติมิตรเดือดร้อนไปด้วย บิดาจึงส่งให้ไปอาศัยกับน้าสาวที่อำเภอดอนสัก ด้วยอำนาจบุญกุสลบารมีที่ท่านเคยสั่งสมไว้จึงทำให้ท่านได้พบกัลยาณมิตรแนะนำ จนกระทั่งเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้กลับไปอุปสมบทที่จังหวัดสงขลา จนกระทั่งครบ 1 พรรษา ท่านจึงลาสิกขากลับมาอยู่ที่ดอนสักตามเดิม และต่อมาท่านได้แต่งงานกับ นางสาวพัว อยู่ครองชีวิตสร้างฐานะครอบครัวจนกระทั่งมีบุตรธิดาด้วยกัน 9 คน ท่านประกอบอาชีพทำนา ทำสวน และเผาถ่าน ต่อมาได้เป็นแพทย์ประจำตำบลดอนสัก

ต่อมาได้รับการอุปสมบทเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการบวชแก้บน ที่วัดดอนยาง หมู่ที่ 7 ตำบลท่าทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีพระอธิการเริ่ม ฐานิโย เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูประจักษ์วรคุณ เจ้าอาวาสวัดประสพ ตำบลท่าทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์, พระอธิการวัด วัดนทีวัฒนาราม ตำบลชลคราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า จิตปุญฺโญ

ท่านบวชเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2490 โดยท่านเล่าให้ศิษยานุศิษย์ฟังว่า ในระหว่างที่บวชอยู่นั้น ท่านคิดจะลาสิกขาถึง 2 ครั้ง แต่ในที่สุดท่านได้พิจารณาเห็นว่า เมื่อได้หลีกออกจากเครื่องพันธนาการในเพศคฤหัสถ์แล้ว ไม่สมควรที่จะวิ่งกลับเข้าไปหาเครื่องพันธนาการ คือกิเลสตัณหาอีก จึงได้ตัดสินใจอยู่ครองสมณเพศ บำเพ็ญประโยชน์ทั้งส่วนตน ส่วนพระพุทธศาสนา ส่วนสังคมและท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ตลอดมา นับว่าเป็นการเจริญตามรอยบาทพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ในฐานะที่ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ผลงานการพัฒนาท้องถิ่นของท่านท่านเจ้าคุณ "พระกิตติมงคลพิพัฒน์" ท่านได้ดำเนินการพัฒนาท้องถิ่นมีเป็นจำนวนมาก จนสามารถกล่าวได้อย่างสนิทใจ และภาคภูมิใจว่า ดอนสักทั้งดอนสัก เจริญรุ่งเรืองเป็นดอนสักได้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานที่หลวงพ่อจ้อยได้สร้างแทบทั้งสิ้น เพื่อให้เห็นประจักษ์แจ้ง จึงขอจำแนกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. ถนน ได้ดำเนินการตัดถนนสายต่าง ๆ ในอำเภอดอนสักหลายสาย โดยท่านเป็นผู้อำนวยการในการตัดถนน และประสานงานกับเจ้าของที่ดิน โดยไม่ต้องมีการเวนคืน เช่น ถนนสายดอนสัก – ขนอม ถนนสายดอนสัก – บ้านใน ถนนสายสวนมะพร้าว – ท้องอ่าว ฯลฯ
2. การไฟฟ้า ท่านเป็นผู้ริเริ่มนำเครื่องปั่นไฟมาใช้ในบ้านดอนสัก และได้ประสานงานกับหน่วยงานและส่วนราชการต่าง ๆ จนในที่สุดมีไฟฟ้าใช้ทั่วทั้งสุขาภิบาลอำเภอดอนสัก
3. การประปา ท่านได้ติดต่อประสานงานกับหน่วยเจาะบาดาล กระทรวงมหาดไทย ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่ง ให้ดำเนินการเรื่องน้ำให้กับชาวดอนสัก จนทำให้ชาวดอนสักมีน้ำประปาใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้
4. สิ่งก่อสร้างภายในวัด ได้แก่ สร้างกุฏิ จำนวน 9 หลัง สร้างศาลาการเปรียญ จำนวน 1 หลัง สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม จำนวน 1 หลัง สร้างหอฉัน จำนวน 2 หลัง สร้างอุโบสถ จำนวน 1 หลัง สร้างเมรุ จำนวน 1 หลัง สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ สร้างอนุสาวรีย์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

การได้รับเลื่อนสมณศักดิ์หลวงพ่อจ้อย ท่านได้สร้างคุณูปการทั้งแก่พระพุทธศาสนา ประเทศชาติ สังคม และประชาชนมากมาย จนชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านได้รับการเลื่องลือกล่าวสรรเสริญไปทั่วทุกสารทิศ จนถึงกับได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เพื่อเป็นเกียรติ บูชาคุณงามความดีของท่านตามลำดับ ดังนี้
28 มีนาคม 2500 เป็นพระใบฎีกาจ้อย
1 มกราคม 2504 เป็นพระครูใบฎีกาจ้อย
5 ธันวาคม 2514 เป็นพระครูสุวรรณประดิษฐการ เจ้าคณะตำบลชั้นตรี ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
5 ธันวาคม 2527 เป็นพระครูสุวรรณประดิษฐการ เจ้าคณะตำบลเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
5 ธันวาคม 2530 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ "พระกิตติมงคลพิพัฒน์" พระเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งตามที่ปรากฏและท่านเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปขณะนั้นว่า ท่านเป็นพระเถระ ระดับเจ้าคณะอำเภอเพียงรูปเดียวเท่านั้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นถึงชั้นพระราชาคณะ

พ่อหลวงจ้อยกับราชวงศ์ในช่วงระยะเวลา 46 ปีที่พระกิตติมงคลพิพัฒน์จำพรรษาอยู่ ณ วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ บารมีของท่านเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ได้เสด็จมาประกอบพิธีต่าง ๆ ดังนี้
1. วันที่ 21 – 23 มีนาคม พ.ศ.2513 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เสด็จมาเยี่ยมราษฎร ณ วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ เป็นครั้งแรก
2. วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ
3. วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้ง 2 พระองค์ เสด็จมาทรงเปิดประปา และทรงพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน
4. วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2526 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์ และยกฉัตรทองคำพระเจดีย์จตุรมุขบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
5. วันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2528 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มาประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกช่อฟ้า นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ มาทรงเยี่ยมพระกิตติมงคลพิพัฒน์
6. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2540 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน อย่างเป็นทางการมาเป็นองค์ประธานในการบรรจุศพ และเททองหล่อรูปเหมือนพระกิตติมงคลพิพัฒน์ (พ่อหลวงจ้อย)

ท่านเจ้าคุณ " พระ กิตติมงคลพิพัฒน์" ได้มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบ ซึ่งเป็นธรรมชาติของสังขาร เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 อายุ 89 ปี พรรษา 46 ซึ่งคณะศิษยานุศิษย์ทุกระดับชั้น ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้จัดบำพ็ญบุญกุศลถวายท่านอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความกตัญูกตเวที ความสำนึกมั่นในอุปการคุณและคุณูปการที่ท่านมอบไว้ให้เป็นมรดกแก่อนุชนรุ่น หลังอย่างมากมายเหลือที่จะพรรณนาให้หมดได้

 
พระเจดีย์วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ สูงสง่างดงาม
ตั้งอยู่บนยอดเขา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้มาจากวัดพระเกียรติ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
หลวงพ่อจ้อย เกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคใต ้เป็นผู้บุกเบิกสร้างขึ้นตั้งแต่ ปี พ.ศ.2525


(หลวงพ่อจ้อย) อดีตเจ้าอาวาสวัด ซึ่งบรรจุอยู่ในโลงแก้ว ในอุโบสถ

ต่อมา คณะศิษยานุศิษย์ทั่วทุกสาระทิศ ได้ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมทุนกันจัดสร้าง "มณฑปหลวงพ่อจ้อย" ไว้เป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อให้ทุกท่านได้สักการะบูชาที่ "วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์" ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในอันที่จะสรรค์สร้างคุณงามความดี เจริญรอยตามจริยาอันดีงามของท่าน ซึ่งปัจจุบันมีศิษญานุศิษย์ ข้าราชการ พ่อค้า และประชนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสาระทิศมาสักการะบูชาอยู่ทุกวัน จนแทบจะกล่าวได้ว่า "กลิ่นธูป แสงเทียน ไม่เคยขาดหายไปจากมณฑปหลวงพ่อจ้อย" อย่างแท้จริง
ปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าร่างกายของท่านเจ้าคุณพระกิตติมงคลพิพัฒน์ (จ้อย ฐิตปุญฺโญ มหาเภระ) จะได้มรณภาพไปแล้วตามธรรมชาติของสังขาร แต่คุณงามความดี บารมีธรรม ผลงานที่ท่านได้สร้างไว้ให้เป็นมรดกของชาวดอนสัก ชาวสุราษฎร์ธานี ของชาวพุทธทั่วทั้งโลกทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่ยังคงจารึกมั่นอยู่ในความทรงจำ ในจิตใจ ของประชาชนชาวสุราษฎร์ธานี และของชาวพุทธทั้งโลกอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

รวบรวมและเรียบเรียงโดย
พระมหาบุญโฮม ปริปุณฺณสีโล(ไชยฤทธิ์)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าไทร
พระเปรียญและพระบัณฑิตอาสาพัฒนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี
เลขานุการเจ้าคณะภาค ๑๖

ขอขอบคุณที่มา…http://www.donsakpolice.com/pv_joi.html

หลวงพ่อสุวรรณ สุวัณโณ วัดภูตบรรพต จ.สงขลา

หลวงพ่อสุวรรณ สุวัณโณ
วัดภูตบรรพต จ.สงขลา

หลวงพ่อสุวรรณ สุวัณโณ ท่านเป็นชาวปราจีนบุรี ถือกำเนิดเมื่อปี 2411 เมื่ออายุได้ 14 ปี ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นสามเณร ณ พัทธสีมา วัดประชุมชน ปราจีนบุรี เมื่ออายุครบวชจึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ท่านเป็นพระที่มีจิตโน้มนำไปทางปฏิบัติมากกว่าปริยัติ จึงมาศึกษาที่วัดจักรวรรดิ์ราชานุวาส หรือวัดสามปลื้มเนื่องจากวัดจักรวรรดิ์ช่วงนั้นมีชื่อเสียงมากในการสอนวิปัสสนา เพราะท่านเจ้าคุณพระมงคลทีป ผู้เป็นอาจารย์นั้นมีความเป็นเลิศในด้านการวิปัสสนาเป็นอย่างยิ่ง

หลวงพ่อศึกษาอยู่นาน 5 พรรษาจึงอำลาออกธุดงค์แสวงหาความวิเวกเพื่อหาผลปฏิบัติในตัวเองร่วมกับสหธรรมิกอีกสา
มรูป แรกๆเดินทางร่วมกัน ต่อมาแยกกันจาริกเดี่ยว บางองค์หันหลังกลับวัดสามปลื้ม บางองค์มุ่งหน้าไปตามปณิธานเดิม อย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะหลวงพ่อสุวรรณ

ต่อมาท่านเกิดคิดได้ว่าอันเมืองลังกาซึ่งเป็นเมืองพระพุทธศาสนามีพระเขี้ยวแก้วขององ
ค์พระบรมศาสดาอยู่ทั้งยังมีพระจุฬามณี ซึ่งควรค่าแก่การสักการะเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงจาริกมุ่งหน้าสู่แดนทักษิณ รอนแรมถึงท้ายเกาะภูเก็ต และเดินทางไปยังเกาะลังกาโดยเรือสินค้าเข้าจำพรรษาที่ “วัดการ์ปู” แล้วแจ้งต่อกงสุลไทยในลังกา เพื่อขออนุญาตเดินทางจาริกเพื่อนมัสการปูชนียสถานอันสำคัญได้ตามสะดวก และได้รับการอนุมัติด้วยดีจากรัฐบาลศรีลังกา

ท่านจาริกแสวงบุญอยู่ในลังกา 6 ปีเต็ม จึงเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองมารดร โดยอาศัยเรือไปขึ้นบกที่ประเทศพม่า เพื่อธุดงค์นมัสการพระธาตุมุเตา และศาสนสถานอันสำคัญในมัณฑะเล จากประเทศพม่า หลวงพ่อสุวรรณอาศัยเรือโดยสารมาขึ้นบกที่จังหวัดสงขลา เข้าพำนักที่วัดมัชฌิมาวาสในตัวเมืองสงขลา

เมืองสงขลาสมัยนั้นมีเจ้าพระยาวิเชียรคีรีเป็นเจ้าเมือง ท่านผู้นี้มีความใกล้ชิดและเลื่อมใสในปฏิปทาของหลวงพ่อสุวรรณ จึงเสนอตัวขอเป็นโยมอุปัฏฐาก แต่เนื่องหลวงพ่อสุวรรณท่านคุ้นเคยกับความวิเวกของภูเขาลำเนาไพร ท่านจึงไม่อยากที่จะพำนักในสภาพแวดล้อมของความวุ่นวายในตัวเมือง ท่านจึงได้ขอย้ายจากวัดมัชฌิมาวาส ไปสู่วัดเกาะถ้ำ ในปี 2471 (เป็นปีที่ระบุไว้ในเหรียญสวยๆ ในภาพล่าง)

แต่ท่านก็จำพรรษาที่วัดเกาะถ้ำได้ไม่นาน ความคุ้นเคยกับการจาริกธุดงค์ ทำให้ท่านหอบหิ้วบริขารออกธุดงค์อีกครั้ง คราวนี้ท่านมุ่งหน้าไปยังถิ่นแถวที่เป็นเทือกเขา ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “เขาผี” ซึ่งชาวบ้านเล่าลือกันว่าเป็นที่สิ่งสู่ของปิศาจไพรที่ดุร้าย และมีไข้ป่าชุกชุม ชาวบ้านในย่านนั้นไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไป

ท่านไปปักกลด แล้วเจริญภาวนาแผ่เมตตาแก่อาถรรพ์ร้ายทั้งปวง ภูตผีปิศาจรวมทั้งวิญญาณบาปที่สิงสู่อยู่บนเขาเพราะยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด ได้พากันมาปรากฏให้เห็นและขอร้องให้หลวงพ่อสร้างวัดขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้อาศัยในอานิสงค์ผลบุญไปด้วย หลวงพ่อจึงริเริ่มตั้งสำนักสงฆ์บนเขาผี และชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัด ในที่สุดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และทางการถวายนามพระอารามบนเขาผีว่า “วัดภูตบรรพต”

ชาวบ้านผู้เป็นทายกทายิกาก็อารธนาหลวงพ่อสุวรรณขึ้นเป็นเจ้าอาวาสองค์ปฐมองค์แรก แต่ท่านปฏิเสธเพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับระบบปกครอง แล้วให้นิมนต์ หลวงพ่อแดง จากวัดมัชฌิมาวาสมาเป็นเจ้าอาวาสแทนท่าน ต่อมาหลวงพ่อแดงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูโสภณศีลาจารย์” และย้ายไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดควนนิมิต อ.จะนะ จ.สงขลา เจ้าอาวาสองคืต่อมาได้แก่ “พระครูถาวรศีลคุณ” หรือหลวงพ่อเมศร์

หลังจากมอบตำแหน่งเจ้าอาวาสให้ผู้อื่นไปแล้วหลวงพ่อสุวรรณก็เลี่ยงไปพำนักในถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเขาผี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดมากนัก ด้วยมุ่งหวังที่จะกระทำความเพียรกับการวิปัสสนา และสมถกัมมัฏฐานให้ถึงที่สุด จนกระทั่งในปี พ.ศ.2494 ก่อนที่ท่านจะมรณภาพที่ได้บอกกับพระครูโสภณศีลาจารย์ หรือ หลวงพ่อแดงว่า อีกแปดเดือนท่านจะละสังขารแล้ว ให้จดจำวันเดือนปีที่ท่านจะมรณภาพไว้ด้วย ครั้นถึงกำหนด ท่านพระครูก็ส่งคนไปดูที่ถ้ำจึงมีผู้ไปพบหลวงพ่อสุวรรณถึงแก่มรณภาพเสียแล้ว ในท่านั่งสมาธินั่นเอง

ขอบคุณภาพและเรื่องจากชมรมคนรักษ์พระเครื่องเมืองสงขลาครับ

ประวัติพระครูธรรมกิจโกศล (พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต) วัดทรายขาว จ.ปัตตานี

พระครูธรรมกิจโกศล (พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต) วัดทรายขาว จ.ปัตตานี

"เกจิดัง" พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว ปัตตานี

**เจ้าตำรับตะกรุดนารายณ์แปลงรูป "กระฉ่อนเมือง"
พระครูธรรมกิจโกศล หรือ พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต เดิมชื่อ "นอง หน่อทอง"เกิดเมื่อวันเสาร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 11 ปีมะแม ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2462 ที่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โยมบิดาชื่อ นายเรือง หน่อทอง โยมมารดาชื่อ นางทองเพ็ง มีพี่น้อง 3 คน คนแรก คือตัวพระอาจารย์นอง คนที่สองนางทองจันทร์ และคนที่สามนายน่วม พระอาจารย์นองเรียนจบ ป.3 ที่โรงเรียนนาประดู่ ขณะมีอายุ 15 ปี ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวน และบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อายุ 19 ปี ที่วัดนาประดู่ มีพระพุทธไสยารักษ์ (นุ่ม) วัดหน้าถ้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่บวชได้ 1 เดือน ก็ลาสิกขาออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวนต่อไประยะหนึ่ง จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2482 ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนาประดู่ โดยมีพระครูวิบูลย์สมณกิจ (ชุ่ม) วัดตุยง เจ้าคณะเมืองหนองจิก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการดำ วัดนางโอ และพระครูภัทรกรโกวิท (แดง)วัดนาประดู่ เป็นพระคู่สวดได้ฉายา "ธมฺมภูโต" อยู่วัดนาประดู่ได้ 12 พรรษา จากนั้นย้ายมาจำพรรษาที่วัดทรายขาว จนได้เป็นเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าคณะตำบลโคกโพธิ์ตราบจนมรณภาพ

สำหรับพระอาจารย์นองเป็นสหธรรมิกกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เคยร่วมสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดเนื้อว่านเมื่อปี 2497 จนโด่งดังทั่วสารทิศ และต่อมาพระอาจารย์นองได้สร้างเครื่องรางของขลังที่ดังไปทั่วเมืองไทย คือตะกรุดนารายณ์แปลงรูปและพระเครื่องหลวงพ่อทวดเนื้อว่านฝังตะกรุด นอกจากนั้นแล้วพระอาจารย์นองยังเป็นพระนักพัฒนารูปหนึ่งที่ได้รับการยกย่องชมเชยตลอดมา และเป็นพระอยู่ในนิกายมหานิกาย สิริรวมอายุถึงวันมรณภาพได้ 80 ปี 11 เดือน 60 พรรษา

ความสัมพันธ์กับอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ท่านเป็นสหธรรมิกกับท่านพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เป็นทั้งกัลยาณมิตรเป็นศิษย์กับอาจารย์ต่อกัน เกื้อกูล เกื้อหนุนกันมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนวาระสุดท้ายของท่านอาจารย์ทิม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512

ทั้งพระอาจารย์ทิม และพระอาจารย์นอง เป็นศิษย์ร่วมสำนักวัดประดู่มาด้วยกันเมื่อพระอาจารย์ทิมมาอยู่วัดช้างให้ และพระอาจารย์นองไปอยู่วัดทรายขาว ก็ยังมีความสัมพันธ์ดีงามมาโดยตลอด กิจการใดของวัดช้างให้ ท่านจะเป็นผู้คอยช่วยเหลืออยู่ข้างกายพระอาจารย์ทิมทุกอย่าง ที่สำคัญ การสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 ถ้าจะกล่าวกันแล้ว ปฐมเหตุจริงๆ ก็มาจากท่านที่เป็นผู้ชักชวนพระอาจารย์ทิมให้สร้างพระหลวงพ่อทวด ตามที่ท่านได้เล่าให้ฟังเท่าที่จำได้คร่าวๆ คือ

ช่วงนั้น ท่านกับพระอาจารย์ทิม ขึ้นมากรุงเทพฯ และไปที่วัดระฆัง เพื่อที่จะไปเช่าบูชาพระสมเด็จของหลวงปู่นาค มาเพื่อให้คนทำบุญจะได้นำเงินไปสร้างโบสถ์วัดช้างให้ พกเงินขึ้นมาประมาณ 3,000 บาท ขณะที่กำลังจะขึ้นไปเช่าพระ ท่านบอกว่า "กูนึกยังไงก็ไม่รู้ สะกิดอาจารย์ทิม บอกว่า ท่านๆ ทำไมเราไม่กลับไปทำพระของเราเองล่ะ" "พระอะไร…?" พระอาจารย์ทิมถาม "ก็พระหลวงพ่อทวดไง" พระอาจารย์ทิมบอก "เออ…!! นั่นน่ะสิ" ทั้งสองท่านจึงได้เช่าบูชาพระสมเด็จหลวงปู่นาคม เพียงเล็กน้อยและพากันกลับปัตตานี

ปฐมเหตุตรงจุดนี้ คือกำเนิดของสุดยอดพระเครื่องเมืองใต้ หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปีพ.ศ.2497 อันเป็นอมตะตลอดกาล ส่วนคุณอนันต์ คณานุรักษ์ นั้น เป็นส่วนประกอบที่ช่วยเหลือให้การจัดสร้างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งคงเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อทวดที่บันดาลชักนำ คุณอนันต์ คณานุรักษ์ คหบดีชาวปัตตานีให้มาเป็นกำลังสำคัญ

การจัดสร้างพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 ท่านจึงมีส่วนอย่างมากในทุกๆ ขั้นตอนการจัดสร้าง ฉะนั้น…ท่านจะรู้พิธีกรรม และเรื่องว่านดีที่สุด เมื่อท่านมาสร้างพระหลวงพ่อทวด ขึ้นเองจึงมีความขลังแ ละศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนมาโดยตลอด

เหตุการณ์ที่บ่งให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองพระอาจารย์ที่ผู้เขียนได้ฟังแล้วรู้สึกประทับใจและกินใจมาก ตามที่ท่านเล่าให้ฟังว่า

ก่อนที่อาจารย์ทิมจะไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ ท่านมาหาเราที่วัด สั่งเสียไว้หลายเรื่องฝากให้เราช่วยดูแลวัดช้างให้ ท่านหยิบขันน้ำมนต์ขึ้นมา ท่านจับประคองอยู่ด้านหนึ่งให้เราจับอีกด้านหนึ่ง แล้วท่านพูดว่า "ตั้งแต่คบกันมา คุณไม่เคยทำให้ผมเสียใจเลย คนอื่นยังมีตรงบ้าง คดบ้าง "เรา" ขออธิษฐาน บุญใดที่เคยทำร่วมกันมา และยังไม่เคยทำร่วมกันมาก็ดี ทั้งชาตินี้และอดีตชาติ ขออธิษฐาน เกลี่ยบุญให้เท่ากัน เพื่อจะได้เกิดทันกันทุกๆ ชาติไปจนถึงชาติสุดท้าย"

จากนั้นพระอาจารย์ทิมก็เข้าไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ และก็มรณภาพที่โรงพยาบาลกลางเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512 คำอธิษฐานนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่ เป็นอมตวาจาอย่างแท้จริง ได้ความรู้สึกถึงความผูกพันที่ท่านทั้งสองมีต่อกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด ได้ร่วมสร้างตำนานอันมหัศจรรย์ ของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ แผ่ออกไปทั่วทุกสารทิศ พระอาจาร์ทิม ถ้านับจาก พ.ศ.2497-2512 ก็เพียง 15 ปี แต่พระอาจารย์นองท่านใช้เวลาถึง 45 ปี (2497-2542)

ปัจจุบัน หลวงพ่อทวดวัดช้างให้ ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของหลวงพ่อทวดดังไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ ก็มีผู้คนนับถือไม่น้อยเช่นกัน

เรื่องความสัมพันธ์กับพระอาจารย์ทิมนั้น ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ "ดีนอก" คือมีปัจจัยอื่นช่วยส่งเสริม แต่เรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้ก็คือ "ดีใน" นั่นเอง หมายถึง คุณลักษณะส่วนตัวของพระอาจารย์นอง สองสิ่งต้องคู่กันจึงจะสมบูรณ์ เมื่อดีก็ต้องดีทั้งนอก ดีทั้งใน

พระอาจารย์นอง ท่านยึดถือมาตลอดในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยไม่เลือกว่าจะเป็นศาสนาใดๆ ยากดีมีจน ท่านจะเป็นผู้ให้มาโดยตลอด ทั้งเรื่องสร้างโรงพยาบาลซื้ออุปกรณ์การแพทย์ สร้างโรงเรียน ทุนการศึกษา สร้างถนนหนทาง บริจาคทรัพย์ให้กับสาธารณกุศลอยู่เป็นประจำ ช่วยสร้างอุโบสถวัดต่างๆ แม้กระทั่งบริจาคเงินให้กับชาวอิสลามที่อยู่แถบ วัดทรายขาว ตลอดจนช่วยเหลือสงเคราะห์เรื่องต่างๆ จนได้รับการยอมรับนับถือจากชาวอิสลามเป็นจำนวนมาก

ในเรื่องของการบริจาคทรัพย์ซื้ออุปกรณ์การแพทย์นั้น ท่านบอกว่า สามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้มากประโยชน์เกิดขึ้นทันที ด้วยการที่ท่านเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้งท่านจึงเห็นคุณประโยชน์ของอุปกรณ์การแพทย์ บางครั้งเวลาท่านอารมณ์ดีท่านจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ท่านเคยพูดว่า

"ตอนกูไปอยู่โรงพยาบาล กูก็เตรียมเงินสดไปด้วยตลอด แล้วถามหมอว่า ขาดอะไรบ้าง หมอบอกว่า ขาดไอ้นั่น ไอ้นี่ กูควักเงินสดให้ไปซื้อเลย ครั้งหลังๆ นี่ พอกูไปนอนโรงพยาบาล ตื่นขึ้นมามองซ้าย มองขวา มีชื่อ พระครูธรรมกิจโกศล ติดเต็มไปหมด" ท่านพูดเสร็จก็หัวเราะร่วนชอบใจใหญ่

ท่านเคยพูดให้ฟังเสมอว่า "คนที่เขาเดือดร้อนมาพึ่งเรา หากไม่เกิดวิสัยแล้ว เราช่วยได้ก็จะช่วย บางคนมาไม่มีเงิน ค่ารถ ค่ากิน เราก็ให้ไปเรื่องบุญ เรื่องทาน ใครทำใครก็ได้ไป บุญยิ่งทำก็ยิ่งได้บุญ ทานยิ่งให้ทานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับมามากยิ่งๆ ขึ้นเป็นการสั่งสมบารมีลดกิเลสลงไป"

จริงดั่งท่านว่า "ยิ่งทำก็ยิ่งได้ ยิ่งให้ก็ยิ่งมา" ธรรมะข้อนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับสังคมยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะสังคมเราทุกวันนี้ มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที ถ้าคนเรารู้จักคำว่าให้ รู้จักคำว่าพอ รู้จักเสียสละ เชื่อว่าสังคมจะดีขึ้นกว่านี้แน่นอน เรื่องทานบารมีเป็นธรรมะที่พระอาจารย์นอง ยึดปฏิบัติบำเพ็ญเพียรมาโดยตลอดชีวิตของท่าน ถือว่าเป็นคุณความดีในตัวท่านเอง แต่สามารถสร้างคุณานุประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างมหาศาลท่านจึงเป็นที่รักเคารพของมหาชน

พระอาจารย์นองท่านดำรงชีวิตอยู่ในสมณเพศด้วยความเรียบง่าย กิน (ฉัน) ง่ายอยู่ง่ายไม่พิถีพิถัน วางเฉยในเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่มีความทะยานอยาก ท่านพัฒนาวัดทรายขาว จนมีความเจริญรุดหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน ชั่วระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ท่านสร้างวัดทรายขาว ให้งามสง่ากว่าวัดใดๆ ใน จ.ปัตตานี หรือแม้กระทั่งจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นำไปสร้างทั้งหมดกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ล้วนแล้วแต่เป็นเงินที่มาจากการสร้างพระหลวงพ่อทวดทั้งสิ้น ท่านมิได้แตะต้องเงินทำบุญที่มีผู้บริจาคให้วัดแต่อย่างใด ปรากฏว่าหลังจากท่านมรณภาพ คณะกรรมการได้เคลียร์บัญชีทรัพย์สินในบัญชีต่างๆ เหลือเงินสดถึงกว่าสามสิบล้านบาท ทุกบัญชีท่านแยกแยะไว้ชัดเจนว่าเป็นเงินอะไรบ้าง มีที่มาที่ไปอย่างไร หนี้สินใครบ้าง ท่านมีบัญชีทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักบริหารงานที่มีการจัดการที่ดีเยี่ยม

ขอขอบคุณที่มา…http://www.amulet.in.th

ประวัติพระครูพิพิธพัชรศาสตร์ (จ้วน จนทศิริ)วัดเขาลูกช้าง จ.เพชรบุรี

ประวัติพระครูพิพิธพัชรศาสตร์ (จ้วน จนทศิริ)ศิษย์เอกหลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง

นามเดิม นายจ้วน กล่อมใจ เกิดวันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2463 บิดาชื่อนายจุ้ย  กล่อมใจ
มารดาชื่อนางเหลื่อน  กล่อมใจ นามฉายา “ จนทสิริ”  หมู่ 1 ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี  มรณภาพ วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2525 เวลา 60.20 น. ณ โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล

ปฐมวัยและการศึกษา

เป็นคนมีนิสัยร่าเริงแจ่มใส ชอบร้องเพลง มีความโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
พ.ศ. 2476 เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดท่าคอย พร้อมทั้งช่วยเหลือบิดา-มารดาประกอบอาชีพคือ ทำนา ทำไร่ ชอบสัตว์มากที่สุด คือ วัว มีวัวคู่ใจชื่อ จี่ เคยใช้ไม้ตีวัว ไม้หักกระเด็นเข้าตาซ้ายจึงทำให้ตาซ้ายพิการ  

อุปสมบท

เมื่อถึงเกณฑ์อุปสมบท ก็เข้าอุปสมบทตามประเพณี ณ วัดท่าคอย ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม 2484 พระอธิการชัน วัดอรัญญาราม ตำบลมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์  พระอธิการผิว วัดตาลกง ตำบลมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระกรรมวาจารย์  และพระอธิการรวม วัดท่าคอย ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอนุสาวจารย์

ลำดับการจำพรรษา

-เข้าอุปสมบทที่วัดท่าคอย และจำพรรษาอยู่ 3 พรรษา
-ได้จำพรรษาที่วัดโตนดหลวงกับหลวงพ่อสุข อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อยู่ 4 พรรษา เพื่อศึกษาวิชากรรมฐาน
-ได้ธุดงค์ไปจำพรรษาที่ถ้ำเขาปินะ คืนที่ 3 เสือมากวนตะกุยดิน ใส่กรด แล้วไปภูเก็ต นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี นราธิวาส
-จำพรรษาที่วัดเกาะหงษ์ อำเภอปากน้ำโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ 1 พรรษา เพื่อศึกษาวิชาต่อกระดูกกับหลวงพ่ออินทร์ พอออกพรรษาขึ้นเมืองเหนือ ไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

-กลับมาเยี่ยมอาจารย์ที่วัดท่าคอย แล้วไปเยี่ยมอาจารย์ที่วัดโตนดหลวง แล้วจำพรรษาที่วัดโตนดหลวง เรียนวิปัสสนาต่ออีก 1 พรรษา พอออกพรรษาตั้งใจจะธุดงค์ไปพม่า ผ่านทางวัดเขาลูกช้างและเขาตาหม้อ ไม่พบทางลงถ้ำจึงกลับมาพักที่เขาลูกช้าง ซึ่งมีศาลาอยู่ 1 หลัง พบตกกลางคืนได้พบนิมิตรดี และได้มีญาติโยมนิมนต์ไปอยู่ที่วัดเขาลูกช้าง
-อยู่ที่วัดเขาลูกช้างๆได้เจอกับดำใหญ่ จึงต้องไปเรียนวิชาต่อที่วัดเวียงทุนกับหลวงพ่อแก่น อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แล้วกลับมาเขาลูกช้าง
-ไปรักษาตัวอยู่ที่วัดถ้ำแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี 1 พรรษา
-ได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าคอยอีก 2 พรรษา

แรงบันดาลใจที่ทำให้ตัดสินใจสร้างวัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง

1.จากชาวบ้านที่นิมนต์ไปอยู่ที่นี่ ท่านจึงกลับไปวัดท่าคอยเพื่อ
ปรึกษาครู-อาจารย์ และชาวบ้านในการตัดสินใจสร้างวัด ฝ่ายสงฆ์เห็นสมควรจึงจัดขบวนแห่งหลวงพ่อจ้วนมา ณ เขาลูกช้าง โดยจักรยาน
2.หลวงพ่อสุข วัดโตนดหลวง และหลวงพ่อรวม วัดท่าคอย ให้การสนับสนุน
3.เกิดธรรมปีติที่เขาลูกช้าง
4.ทำสมาธิโดยการนั่งกรรมฐาน เกิดนิมิตเห็นม้าสีหมอก มีเครื่องทรงเป็นทองคำ ถือว่าเป็นนิมิตดีที่จะสร้างวัดได้สำเร็จ
5.สถานที่ เหมาะที่จะศึกษาธรรมะ เพราะเป็นที่เงียบสงบ

วิทยฐานะ

พ.ศ. 2479 สำเร็จวิชาสามัญประถมปีที่ 4 โรงเรียนวัดท่าคอย
พ.ศ. 2484 สอบได้นักธรรมตรี
พ.ศ. 2485 สอบได้นักธรรมโท

ตำแหน่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ. 2494 เจ้าอาวาสวัดเขาลูกช้าง
พ.ศ. 2509 เจ้าคณะตำบลท่าคอย เขต 2
พ.ศ. 2522 เจ้าคณะอำเภอท่ายาง

ตำแหน่งตามสมศักดิ์

พ.ศ. 2503 พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี
พ.ศ. 2506 พระครูสัญญาบัตรชั้นโท
พ.ศ. 2512 พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก
พ.ศ. 2517 พระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ

การเผยแพร่พระพุทธศาสนา

พ.ศ. 2495  เป็นครูสอนปริยัติธรรม เป็นเจ้าสำนักเรียน จัดตั้งศูนย์พุทธศาสนา วันอาทิตย์เพื่ออบรมเยาวชนให้มีความรู้ ความเข้าใจในพุทธศาสนา
พ.ศ. 2500  ได้เทศน์อบรมประชาชน และนักเรียนประชาบาลในอำเภอท่ายางเป็นครั้งคราว
พ.ศ. 2502   เป็นกรรมการอำนวยการสอบธรรมสนามหลวง สนามสอบอำเภอท่ายาง เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง

การปกครอง

พ.ศ. 2505 ได้ช่วยเหลือราชการตำรวจ นำนายจันทร์  เพชรทิพย์ (เสือจันทร์) เข้ามอบตัว
พ.ศ. 2506  ได้ช่วยเหลือราชการตำรวจสันติบาล กอง 2 โดยให้ความร่วมมือป้องกันปราบปรามคอมมิวนิสต์

ด้านการศึกษา

-สร้างอาคารเรียนบ้านท่าลาว 1 หลัง แบบ ป. 1 ข. เป็นเงิน 14,000 บาท
-สร้างอาคารเรียนโรงเรียนบ้านหนองชุมแสง 1 หลัง แบบ ป. 1 ข. เป็นเงิน 220,000 บาท
-สร้างอาคารเรียนโรงเรียนหนองเขาอ่อน 1 หลัง เป็นเงิน 80,000 บาท
-สร้างอาคารเรียนโรงเรียนบ้านหนองโรง 1 หลัง เป็นเงิน 100,000 บาท
-จัดหาเงินสมทบสร้างอาคารเรียนโรงเรียนหนองเตียนเป็นเงิน 10,000 บาท
-ติดต่อขอที่ดินสร้างอาคารเรียนโรงเรียนบ้านหนองเตียนเป็นเงิน 12,000 บาท
-สร้างอาคารเรียนชั่วคราวให้โรงเรียนบ้านเขากระปุก 1 หลัง เป็นเงิน 3,000 บาท
-จัดซื้อสมุด ดินสอ แจกแก่เด็กนักเรียนเป็นเงิน 2,500 บาท
-ให้ทุนแก่นักเรียนที่ยากจนทุนละ 1,200 บาท 2 ทุน 2,400 บาท
-มอบเงินเข้ามูลนิธิการศึกษาโรงเรียนท่ายางวิทยา 1,000 บาท
-มอบยารักษาโรคให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ในกลุ่มหนองชุมแง 6,000 บาท
-มอบถังใส่น้ำให้แก่โรงเรียนวัดท่าลาว 1 ถัง เป็นเงิน 800 บาท
-มอบถังใส่น้ำให้โรงเรียนหนองยาฉาว 1 ถัง เป็นเงิน 800 บาท
-มอบถังใส่น้ำให้กับโรงเรียนหนองโรง 1 ถัง เป็นเงิน 800 บาท

ผลงานทางด้านการคมนาคม

1.ติดต่อรถแทรกเตอร์ จาก ก.ร.ป. มาช่วยทำทาง
2.สร้างสะพานห้วยทวยล่าง สะพานห้วยทวายบน (ทางไปบ้านโรง เขากระปุก)
3.สร้างทางไปบ้านโรง เขากระปุก ระยะทาง 16 กิโลเมตร
6.สร้างถนนสาย สาระเห็ด-ท่าไม้รวก ยาว 5 กิโลเมตร
7.สร้างถนนสาย สาระเห็ด-บ้านหนองเขาอ่อน ยาว 8 กิโลเมตร

ปาฏิหาริย์ “หลวงพ่อจ้วน” เข้าฝันให้ขุดเรือเก่าอายุกว่า ๓๐ปี
 
อดีตพระเกจิอาจารย์ดังเมืองเพชร  หลวงพ่อจ้วน  วัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง  เขาฝันชาวบุรีรัมย์  ให้ไปขุดเรือเก่า  ริมแม่น้ำเพชรบุรีซึ่งการขุดนั้นก็พบเรือตามที่เข้าฝัน  ทั้งนี้ได้มีชาวบ้านและนักแสวงโชคเดินทางไปร่วมชมกันเป็นจำนวนมาก  
เมื่อเวลา  ๑๐.๐๐  น.วันที่๘  มีนาคม  ๒๕๕๑  ซึ่งเป็นเรือของพระครูพิพิธพัชรศาสน์  หรือหลวงพ่อจ้วน  อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง  อ.ท่ายาง  จ.เพชรบุรี  และอดีตเจ้าคณะอำเภอท่ายาง  ที่ได้มรณภาพไปเมื่อวันที่  ๑๔  กันยายน  พ.ศ.๒๕๒๕โดยเรือที่ขุดพบนั้นอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์  ลักษณะเป็นเรือสร้างด้วยไม้ตะเคียน  มีความยาวประมาณ  ๙  เมตร  เป็นเรือประมงแบบ  “เรืออีป๊าบ”ที่ชาวประมงใช้ออกทะเลทั่วไป  ซึ่งฝั่งอยู่ในดินลึกประมาณเกือบ  ๒เมตร  
สำหรับการขุดพบเรือในครั้งนี้นางสำเภา    ชอบสุข  อายุ  ๓๒  ปี  อยู่บ้านเลขที่  ๑๑๙  ม.๒  ต.เจริญสุข  อ.เฉลิมพระเกียรติ  จ.บุรีรัมย์  ผู้ว่าจ้างรถแบล็กโคเปิดเผยว่า  หลวงพ่อจ้วนได้มาเข้าฝันพี่ชาย  ซึ่งบวชอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเขาลูกช้างว่า  ให้ช่วยไปขุดเรือของหลวงพ่อที่ลูกศิษย์พายไปจมอยู่ที่บริเวณใต้สะพานเขาลูกช้างมาเก็บไว้ที่วัดด้วย  พระพี่ชายจึงนำความฝันมาเล่าให้ตนฟัง  
นางสำเภา    เล่าต่อว่าครั้งแรกมีความคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้แต่ต่อมาตนได้ฝันด้วยตนเองว่าหลวงให้ช่วยไปขุดนำเรือลำดังกล่าวขึ้นมาพร้อมกับนำความฝันไปตีเป็นเลขเด็ดและซื้อล็อตเตอรี่และถูกมาแล้วหลายครั้ง  ด้วยความศรัทธาตนจึงได้เดินทางมาที่  จ.เพชรบุรี  และไปแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่  อบต.ท่าไม้รวก  ขออนุญาตจัดจ้างรถแม็คโคร  มาทำการขุดบริเวณดังกล่าวซึ่งใช้เวลาเกือบ  ๒  วันจนพบเรือลำนี้
ด้านชาวบ้านที่มายืนมุงดูการขุดเรือต่างพากันไปเก็บดินที่ติดอยู่ในเรือไว้บูชา  ตามความเชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคลซึ่งก็มีประชาชนต่างทยอยเดินทางกันมาอย่างต่อเนื่อง  และนำดินที่ติดอยู่กับเรือไปเก็บไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลและนำพวงมาลัยดอกไม้  มาคล้องที่หัวเรือกันเป็นจำนวนมาก  นอกจากนั้นยังมีประชาชนส่วนหนึ่ง  ใช้มือลูบบริเวณลำเรือเพื่อหาเลขเด็ด  ตามความเชื่อของนักแสวงโชคด้วย    
จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่าเรือลำดังกล่าวจมหายลงไปในน้ำเมื่อประมาณ  ๓๐  ปีก่อน  ครั้งที่หลวงพ่อจ้วนใช้เป็นเรือขนไม้มาสร้างวัดในสมัยนั้น  สำหรับประวัติหลวงพ่อจ้วนอุปสมบทตั้งแต่ปี  ๒๔๘๔  ที่วัดท่าคอย  อ.ท่ายางเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อทองสุข  วัดโตนดหลวง  ต่อมาได้ออกธุดงค์มาพักอยู่ที่เขาลูกช้างและสร้างศาสนสถานของวัดขึ้นจนเป็นวัดที่สมบูรณ์    
 อาพาธ-มรณภาพ

พ.ศ. 2513-2514  ท่านท่านเริ่มมีอาการป่วย เช่น ไข้มาลาเรีย เป็นเบาหวาน รักษาด้วยการต้มยาสมุนไพร
พ.ศ. 2517  เริ่มป่วยเป็นโรคไต และหัวใจ วัณโรค เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพชรบุรี
พ.ศ. 2518-2521  หายจากวัณโรค เริ่มป่วยเป็นโรคไตอย่างรุนแรง พร้อมทั้งโรคหัวใจเรื่อยมา โดยมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจไม่ออก นำหนักตัวลดลง เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพชรบุรี จนอาการดีขึ้น
พ.ศ. 2522 หลังจากงานพระราชเพลิงศพพรครูทัศนียคุณ อดีตเจ้าคณะอำเภอท่ายางแล้ว ท่านมีอาการทรุดหนักลงอีก โดยมีอาการแทรกซ้อน โรคตับโต เส้นเลือดหัวใจตีบ โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปาโล ณ กรุงเทพ ฯ คุณวิรุณ  เตชะไพบูลย์ ถวายค่ารักษาทั้งสิ้น
พ.ศ. 2523-2524  ท่านมีอาการดีขึ้น สามารถปฏิบัติภาระกิจได้ตามปกติ แต่ต้องเข้าตรวจร่างกายตามแพทย์นัดหมาย
พ.ศ. 2525  
-ในช่วงต้นปี ท่านมีอาการปกติและอาพาธบ้าง สลับกันไป  เนื่องจากมีงานพัฒนาและกิจนิมนต์มาก
-ราวกลางเดือนกรกฎาคม ท่านมีอาการดีขึ้นมาก  จนดูเป็นปกติ ได้ไปประชุมพระสังฆาธิการ อบรมพระภิกษุ-สามเณร
-เดือนสิงหา ท่านมีอาการทรุดหนัก โรคไตและโรคหัวใจกำเริบ มีอาการท้องขึ้น หายใจไม่สะดวก มีอาการไข้หวัด
-วันที่ 4 กันยายน ท่านเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งที่โรงพยาบาลเปาโล  ได้รับการรักษามีอาการดีขึ้นเล็กน้อย
-วันที่ 6 กันยายน ตอนเช้า ฉันน้ำเต้าหู้เกิดสำลัก หายใจไม่ออก มีอาการช็อกจนต้องนำเข้าห้องฉุก-เฉิน และอยู่ในห้อแงฉุกเฉินเป็นเวลาได้ 8 วัน จึงมรณภาพเมื่อวันอังคาร ที่ 14 กันยายน 2525 เวลา 6.20 น. คณะแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคหัวใจวาย นำศพกลับวัดเขาลูกช้างถึงเวลา 12.50 น.      

ขอขอบคุณที่มา…http://www.trytodream.com/index.php?action=printpage;topic=10588.0

หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา อ.บ้านสร้าง ปราจีนบุรี

พระครูสิทธิสารคุณ (หลวงพ่อจาด) วัดบางกระเบา อ.บ้านสร้าง ปราจีนบุรี
 
ชีวประวัติ
หลวงพ่อจาด หรือ พระครูสิทธิสารคุณ เดิมชื่อ จาด วงษ์กำพุช เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2415 ตรงกับวันอังคาร เดือนสี่ ปีวอก แรม 6 ค่ำ ที่บ้านดงน้อย อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา บิดาชื่อนายปอ (บางตำราว่าชื่อ นายเป๊อะ) วงษ์กำพุช ส่วนมารดานั้นไม่ทราบชื่อ เนื่องจากถึงแก่กรรมตั้งแต่ท่านยังเยาว์ ต่อมาบิดาได้ยกท่านให้เป็นบุตรบุญธรรมของนายถิน และนางหลิน สีซัง คหบดีชาวบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งทั้งสองท่านได้ให้ความรักและความเมตตาแก่ท่านมาก เพราะไม่มีลูกเป็นของตนเอง

ประวัติในวัยเยาว์ของท่านมิได้บันทึกไว้ แต่เมื่อท่านอายุครบ 20 ปี บิดาบุญธรรมของท่านได้นำท่านไปฝากกับพระอาจารย์ที่วัดบ้านสร้าง เพื่อเรียนการขานนาค การอยู่กับพระภิกษุรูปอื่น และการปรนนิบัติอาจารย์

เมื่อฝึกอบรมได้เป็นเวลาพอสมควรแล้วก็ถือเอาวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2436 ทำพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดบ้านสร้าง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีท่านพระครูปราจีนบุรี แห่งวัดหลวงปรีชากุล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ้วน วัดบ้านสร้าง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์หลี วัดบางคาง เป็นพระอนุสาวนาจารย์
 

พระครูปราจีนบุรี (หลวงพ่อทอง)
วัดหลวงปรีชากูล อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี
(พระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา)

เมื่อท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วก็ได้เดินทางไปโปรดบิดา คือนายปอ ที่วัดเกาะแก้วเวฬุวัน ตำบลดงน้อย อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วได้จำพรรษาที่วัดนี้

ขณะที่ท่านจำพรรษาที่วัดเวฬุวันนั้น ท่านได้มีโอกาสศึกษาวิชาจากพระอาจารย์จัน (บางตำราว่าชื่อ พระอาจารย์จีน) ซึ่งเป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น และยังเป็นผู้สอนภาคปฏิบัติ พระภิกษุจาดจึงได้ฝึกกรรมฐานจนแก่กล้า

ครั้นพรรษาที่สอง จึงได้ติดตาม พระอาจารย์อ้วน ไปศึกษาพระปริยัติธรรม กับ พระอาจารย์อยู่ วัดไกรสีห์ บางกะปิ กทม. และเมื่อพรรษาที่สี่ ท่านจึงได้กลับมาจำพรรษาที่ วัดบางกระเบา

หลังจากนั้นท่านได้ออกธุดงค์อยู่ในป่าเป็นเวลาหลายปี ได้พบพระภิกษุมากมาย อาทิ หลวงพ่ออี๋ วัดสัต***บ จังหวัดชลบุรี หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อแช่มวัดตาก้อง จังหวัดนครปฐม ฯลฯ

พระภิกษุจาดได้ศึกษาวิชาหลายแขนง เช่น คาถาการปล่อยคุณไสย เมตตามหานิยม และอยู่ยงคงกระพัน เมื่อพระภิกษุจาด อายุประมาณ 40 ปี ท่านได้เดินทางกลับไปจำพรรษา ณ วัดบางกระเบา อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

หลวงพ่อจาดเป็นพระที่เก่งทางด้านคาถาอาคม ทั้งวิชาบังไพรล่องหน หายตัว และวิชามหาอุดอยู่ยงคงกระพัน แต่จะไม่แสดงตนว่าเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ โดยท่านจะใช้วิชาดังกล่าวก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น

ยุคสมัยนั้นประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงครามมหาเอเชียบูรพา วัตถุมงคลของหลวงพ่อจาด ได้มีการจัดสร้างกันหลายครั้ง แต่ครั้งที่ยิ่งใหญ่ และสร้างกันเป็นจำนวนมากนั้น เห็นจะได้แก่เมื่อคราวเกิด สงครามมหาเอเชียบูรพาปี2483 ซึ่งพระคณาจารย์ ผู้ทรงคุณ วิทยาคม ต่างๆ ทั่วประเทศ ก็ได้จัดสร้างวัตถุมงคลแจกเหล่าทหารหาญกันในปีนี้เป็นจำนวนมาก หลวงพ่อจาดก็ได้รับอาราธนาจากจอมพล ป . พิบูลสงคราม ให้ไปปลุกเสกเครื่องรางของขลังเพื่อแจกจ่ายให้กับทหารตำรวจและประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี หลวงพ่อจาด สร้างเป็นเหรียญ นั่งเต็มองค์ ด้านหลังเป็นพระมหาอุตม์ นั่งอยู่กลางดอกบัว มีทั้งเนื้อเงินลงยา และ ทองแดง เกียรติคุณแห่งเหรียญหลวงพ่อจาดได้มาประจักษ์ขึ้นเมื่อ มีเครื่องบินฝรั่งเศสมาทิ้งระเบิด ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเกิดปาฏิหาริย์เลื่องลือไปทั่ว จนได้รับสมญานามว่าเทพเจ้าแห่งภาคตะวันออก

หลวงพ่อจาดก็ได้รับนิมนต์ให้ปลุกเสกของขลังมากมาย แต่ที่สำคัญ คือ แหวนมงคล 9 ที่ทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่ทหารที่ออกรบ จนเกิดเหตุอัศจรรย์เป็นที่น่าเกรงขามต่อศัตรูคือทหารไทยอยู่ยงคงกระพันชาตรี จนทำให้ชาวต่างชาติตั้งชื่อเรียกขานทหารไทยว่า ทหารผี

หลวงพ่อจาดดำรงสมณเพศเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พระภิกษุทั่วไป และเป็นที่เคารพนับถือของพระเถระผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ)

คุณความดีของท่านเป็นที่ทราบไปถึงทางการจึงได้รับสมณศักดิ์ ตามลำดับดังนี้

พ.ศ.2447 ได้รับสมณศักดิ์ที่ พระครูจาด

พ.ศ.2457 เป็นเจ้าคณะแขวง อ.บ้านสร้าง

พ.ศ.2461 เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2470 รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระครูสิทธิสารคุณ ระดับชั้นโท

หลวงพ่อจาดมรณภาพเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2499 สิริอายุรวม 85 ปี
แม้ว่าหลวงพ่อจาด จะละสังขารลาโลกไปแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีที่ได้ประกอบศาสนกิจมาตลอดชีวิต
พุทธศาสนิกชนชาวปราจีนบุรี ได้จดจำอย่างมิลืมเลือน
 

ขอขอบคุณที่มา…http://www.amulet.in.th/forums/view_topic.php?t=1445