หลวงปู่สรวง วัดไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

pu10_gif

ประวัติหลวงปู่สรวง  เทวดาเดินดิน

                
หลวงปู่สรวงที่เรารู้จักกันในนามนี้ในปัจจุบันนั้น    เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านในท้องถิ่นอำเภอ ขุขันธ์ และอำเภอใกล้เคียง   ที่มีภูมิลำเนาอยู่แถบชายแดน ตามเชิงเขาพนมดงรัก(พนมดองแร็ก) ซึ่งเป็นแนวเขตแดนระหว่าง กัมพูชากับประเทศไทย  มักจะเห็นท่านเป็นผู้ทรงศีลปฏิบัติธรรม          พักอาศัยอยู่ตามกระท่อมในไร่นาของชาวบ้าน โคกและเวียน  ไปที่นั่นที่นี่บ้างนานๆ  จะกลับมาเห็นในที่เดิมอีก  ในสายตาและความเข้าใจของชาวบ้านในสมัยนั้นมองท่านในฐานะผู้มีคุณวิเศษ  เหนือคนทั่วไปและเรียกขานว่า “ลูกเอ็าวเบ๊าะ”  หรือ “ลูกตาเบ๊าะ”    (เป็นภาษาเขมร  หมายถึงพระดาบส  ที่เป็นผู้รักษาศีลอยู่ตามถ้ำเขาลำเนาไพร)  ในสมัยนั้นยังมีป่าพรรณไม้อุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่านานาพันธุ์  ได้มีลูกศิษย์ติดตามหลวงปู่เดินธุดงค์ตามป่าเขาแถบชายแดนไทย  และตลอดจนถึงประเทศเขมร แต่ก็อยู่กับหลวงปู่ได้ไม่นานจำต้องกลับบ้าน  เนื่องจากทนความยากลำบากไม่ไหวหลวงปู่จึงเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ  ตามลำพังเป็นส่วนมาก

           ไม่มีใครทราบถิ่นกำเนิดและอายุของหลวงปู่ที่แท้จริง   ได้รู้แต่ว่าหลวงปู่เป็นชาวเขมรต่ำ  ได้เข้ามาในประเทศไทยนานแล้วคนแก่คนเฒ่า  ผู้สูงอายุที่เคยเห็นท่านเล่าบอกว่า
ตั้งแต่เป็นเด็กๆเกิดมาก็เห็นท่านในสภาพลักษณะเหมือนที่เห็นในปัจจุบันถ้าผิดจากเดิมไปบ้างก็เล็กน้อยเท่านั้น  ประกอบด้วยหลวงปู่เป็นคนพูดน้อยและไม่เคยเล่าประวัติส่วนตัวให้ใครฟัง  จึงไม่มีใครที่จะสามารถรู้อายุและประวัติที่แท้จริงของท่านได้
                ชาวบ้านแถบนี้พบเห็นหลวงปู่บ่อยๆ  ที่ชายป่าบ้านตะเคียนราม  วัดตะเคียนราม  อำเภอภูสิงห์ , บ้านลุมพุก  บ้านโคกโพน  ต.กันทรารมย์
 

” อ.ขุขันธ์ ” และหมู่บ้านอื่นๆเกือบทุกหมู่บ้านในบริเวณตลอดแนวชายแดน  ท่านจะเดินทางไปมาอยู่ในบริเวณแถบนี้โดยตลอด  แต่ก็จะไม่อยู่เป็นประจำในที่แห่งเดียวเป็นเวลานานๆ  บางทีหลวงปู่จะหายไปนานถึงสองสามปีถึงจะกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง  โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าหลวงปู่ไปอยู่ไหนมา  ในช่วงหลังมานี้พบหลวงปู่จำอยู่ในกระท่อมในนาบริเวณต้นโพธิ์บ้านขยอง , วัดโคกแก้ว , บ้านโคกเจริญ , กระท่อมกลางนาระหว่างบ้านละลมกับบ้านจะบก , กระท่อมบ้านรุน (อำเภอบัวเชด)  และบ้านอื่นๆอีกในท้องถิ่นเดียวกันนี้ 
                 ในระยะหลังนี้ได้มีผู้ปวารณาเป็นลูกศิษย์อาสาขับรถให้หลวงปู่  ได้เดินทางไปในที่ต่างๆ  ทำให้มีผู้รู้จักหลวงปู่มากขึ้น  ไปเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย 
ในแต่ละวันจะมีผู้เดิน

เมื่อเสร็จแล้วก็ให้ลูกศิษย์หามท่านออกมาจากกระท่อม  และวางลงพื้นดินด้านทิศเหนือ  อยู่ระหว่าง
กระท่อมกับต้นมะขาม  โดยหลวงปู่หันหน้าเข้ากระท่อมขณะนั้นมีผู้นำน้ำดื่มบรรจุขวดมาถวาย  2  ขวด  หลวงปู่ได้เทน้ำรดตนเองจากศรีษะลงมาจนเปียกโชกไปทั้งตัวคล้ายกับเป็นการสรงน้ำครั้งสุดท้าย  นายสัญชัยผู้ขับรถให้หลวงปู่นั่งเป็นประจำได้นำรถมาจอดใกล้ๆ  และช่วยกันหามหลวงปู่ขึ้นรถและขับตรงไปที่กระท่อมบ้านรุน  อำเภอบัวเชด  จังหวัดสุรินทร์   โดยมีนายสุข  หรือนายดุง(คนบ้านเจ็ก อำเภอขุขันธ์)  ขับรถติดตามไปเพียงคนเดียว  ก่อนจะถึงกระท่อมนายสัญชัยได้หยุดรถที่หน้าบ้านนายน้อยเพื่อจะบอกให้นายน้อยตามไป  แต่หลวงปู่ได้บอกให้นายสัญชัยขับรถไปที่กระท่อมโดยเร็ว  โดยบอกว่า  “เต็อวกะตวม  เต็อวกะตวม  กะตวม” 
พอถึงกระท่อมได้อุ้มหลวงปู่ไปที่แคร่  ในกระท่อมและช่วยกันก่อกองไฟ  เพื่อให้เกิดความอบอุ่น  และนายสุขได้อาสาขอออกไปข้างนอกเพื่อจัดหาอาหารมาถวายหลวงปู่  และรับประทานกัน  นายสุขได้ไปที่บ้านโคกชาด  ตำบลไพรพัฒนา  ไปพบนายจุกและนางเล็กซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เช่นเดียวกันและได้บอกให้รีบไปหาหลวงปู่ที่บ้านรุน  เพื่อดูอาการป่วยของหลวงปู่ซึ่งมีอาการหนักกว่าทุกคราว  นางเล็กได้จัดหาอาหารให้กับนายสุขส่วนตัวเองกับสามีได้ขับรถตามไปทีหลัง  พอมาถึงกระท่อมปรากฎว่านายสัญชัยขับรถออกไปข้างนอก  พวกที่อยู่ก็รีบหุงหาอาหารเพื่อจัดถวายหลวงปู่  โดยหวังว่าหากหลวงปู่ได้ฉันอาหารอาการก็คงจะดีขึ้นบ้าง  แต่หลังจากถวายอาหารแล้วหลวงปู่ไม่ยอมฉันอาหารเลย  แม้จะอ้อนวอนอย่างไรหลวงปู่ก็นิ่งเฉย  นายสัญชัยที่ออกไปทำธุระข้างนอกได้กลับมาโดยขับรถตามนายน้อยที่นำของมาถวายหลวงปู่เหมือนกัน  เมื่อไม่สามารถที่จะทำให้หลวงปู่ฉันได้  ทุกคนก็พิจารณาหาวิธีว่าจะช่วยหลวงปู่ได้อย่างไร  ในที่สุดก็เห็นพ้องกันว่าให้รีบช่วยกันแต่ง  ขันธ์ห้า  ขันธ์แปด  มาขอขมาหลวงปู่โดยด่วน  ตามที่เคยได้กระทำมาและก็ได้ผลมาหลายครั้งแล้วซึ่งจะทำให้หลวงปู่หายป่วยได้ทุกครั้ง  และนายสัญชัยยืนยันว่า  ถ้าได้แต่ง ขันธ์ห้า ขันธ์แปด  ขอขมาและหาแม่ชีมาร่วมสวดมนต์ถวายด้วยแล้วก็จะหายเป็นปกติ  ทุกคนเห็นชอบด้วยจึงให้นายสัญชัยรีบดำเนินการโดยด่วน  นายสัญชัยได้ขับรถไปที่บ้านขยุงเพื่อหาคนที่เคยแต่งขันธ์ห้า ขันธ์แปด  เมื่อนายสัญชัยออกไปแล้วลูกศิษย์ที่เหลืออยู่ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้านรุนและลูกบ้านอีกจำนวนหนึ่ง  รวมทั้งนายมีเจ้าของกระท่อมก็ได้พากันแต่งขันธ์ห้า  ขันธ์แปดเฉพาะหน้าอย่างรีบด่วน  เพื่อเป็นการบันเทาจนกว่านายสัญชัยจะได้พาคนที่แต่งขันธ์ห้า ขันธ์แปดมาทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง  โดยนายน้อยได้อาสาไปหาธูปเทียน  ในหมู่บ้าน โดยขับ
รถออกมาห่างจากกระท่อมประมาณ 300 เมตร  รถติดหล่มไม่สามารถขับรถออกไปได้ทั้งที่เคยเป็นทางที่ใช้เป็นประจำ ด้วยความร้อนใจนายน้อยได้จอดรถล็อคประตูและขวางถนนทำให้รถคันอื่นไม่สามารถเข้าออกได้
 และได้อุ้มลูกเดินเข้าไปในหมู่บ้านในระหว่างนั้นเองนายสัญชัยได้ขับรถเข้ามาแต่ก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้เนื่องจากมีรถนายน้อยติดหล่มขวางทางอยู่  จึงได้กลับเอารถมาจอดไว้ที่บ้านนายน้อย
        ในระหว่างที่กำลังรอคอย  นายน้อยออกไปซื้อธูปเทียนนั้น  ชาวบ้านรวมทั้งผู้ใหญ่บ้านได้พากันทยอยกลับจนเกือบจะหมดแล้ว  และได้มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าพวกเราน่าจะพาหลวงปู่ไปส่งที่โรงยาบาลจะเป็นการดีที่สุด  และแล้วพวกชาวบ้านพากันกลับไปจนหมด  ซึ่งผิดจากทุกครั้งที่เขาเหล่านั้นจะอยู่กับหลวงปู่ตลอดเวลาจะกลับบ้านก็ต่อเมื่อหลวงปู่ได้เดินทางไปที่อื่นแล้ว  สุดท้ายก็ยังมีลูกศิษย์กับหลวงปู่ในกระท่อมเพียงแปดคนรวมทั้งเด็กที่เป็นลูกของนายจุกนางเล็กด้วย  ทุกคนต่างหาวิธีที่จะช่วยให้ความอบอุ่นแก่หลวงปู่  ซึ่งขณะนั้นได้พากันจับดูตามร่างกายของหลวงปู่  จะเย็นจัดตลอด  บางคนก็ได้เอาหมอนไปอังไฟให้ร้อนแล้วนำมาประคบตามร่างกายให้หลวงปู่บางคนก็ต้มน้ำร้อน  หลวงปู่ได้สั่งให้ลูกศิษย์เอาผ้าชุปน้ำอุ่นมาเช็ดนิ้วมือนิ้วเท้าทำความสะอาดและเช็ดทั่วทั้งร่างกายโดยย้ำว่าให้ทำให้สะอาดที่สุด  บางแห่งตามนิ้วเท้าที่ของหลวงปู่ที่ลูกศิษย์เช็ดให้ไม่สะอาดพอ  หลวงปู่ก็ใช้นิ้วมือเกาถูอย่างแรงจนสะอาด  เมื่อทำความสะอาดร่างกายพอสมควรแล้ว  หลวงปู่ได้เอ่ยออกเสียงอย่างแผ่วเบาออกมาเป็นภาษาเขมรว่า “เนียงนาลาน” (นางไหนละรถ)  ซึ่งเสียงที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบามาก  ทุกคนเข้าใจว่า  “เนียง”  นั้นหมายถึงนางเล็กจึงได้พากันอุ้มหลวงปู่ไปขึ้นรถของนายจุกนางเล็ก  โดยผู้ที่อุ้มมีนายจุก และนายตี๋  โดยนายสุขเป็นผู้เปิดประตูรถให้  พอนำหลวงปู่ขึ้นนั่งบนรถโดยลูกศิษย์ได้ปรับเบาะเอนลงเพื่อให้หลวงปู่เอนกายได้สบายขึ้น  ท่านได้พยายามยื่นมือมาดึงประตูรถปิดเอง  ลูกศิษย์จึงช่วยปิดให้รถเลื่อนออกจากกระท่อมเพื่อไปโรงพยาบาลบัวเชด  ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากแต่รถออกไปได้ประมาณ 50 เมตร  อาการป่วยของหลวงปู่ก็เริ่มหนักมากขึ้นทุกทีจนลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ด้วยด้านหลังตกใจ  และร้องขึ้นว่า “หลวงปู่อาการหนักมากแล้ว” และได้จอดรถคนที่อยู่รถคันหลังก็วิ่งลงมาดู และก็บอกว่าอย่างไรก็จะต้องนำหลวงปู่ส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้  เมื่อรถวิ่งออกมาอีกก็มาติดรถของนายน้อยที่ติดหล่มขวางทางอยู่ไม่สามารถออกไปได้  นายจุก ได้ร้องตะโกนบอกให้นายจันวิ่งไปสำรวจดูเส้นทางอื่น  ว่าจะมีทางใดที่สามารถจะนำรถออกไปได้และเมื่อสำรวจดูโดยทั่วแล้ว  เห็นว่ามีทางออกเพียงทางเดียวก็คือต้องขับฝ่าทุ่งหญ้าออกไปหาถนน  แต่ไม่น่าจะออกไปได้แต่ก็ตัดสินใจขับออกไป  เหตุการณ์บนรถในขณะนั้น  ในขณะที่กำลังเลี้ยวรถเพื่อขับผ่านทุ่งหญ้าออกไปนั้นได้มีอาการบางอย่างที่เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าหลวงปู่จะละสังขารอย่างแน่นอนให้คนที่อยู่บนรถเห็น  ต่างคนก็ร่ำไห้มองดูด้วยความอาลัยและสิ้นหวัง  หลวงปู่เริ่มหายใจแผ่วลงเรื่อยๆ  ในที่สุดก็ได้ทอดมือทิ้งลงข้างกาย  แล้วจากไปด้วยความสงบ  อย่างไรก็ตามลูกศิษย์ก็ยังคงนำหลวงปู่ไปที่โรงพยาบาล  เผื่อว่าหมอจะสามารถช่วยให้หลวงปู่ฟื้นขึ้นมาได้ ในระหว่างทางไปโรงพยาบาล  นายสาด  ชาวบ้านตาปิ่น  อำเภอบัวเชด  ก็ขี่รถจักรยายนต์สวนทางมา  นายจุกชะลอรถและตะโกนบอกให้นายสาดตามไปที่โรงพยาบาลบัวเชด  พอไปถึงโรงพยาบาล  ทั้งนายแพทย์และพยาบาลได้รีบนำหลวงปู่เข้าห้องฉุกเฉินทำการตรวจโดยละเอียด  และลงความเห็นว่าหลวงปู่ได้สิ้นลมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ถึง 4 ชั่วโมง  ซึ่งลูกศิษย์ต่างก็ยืนยันว่าสิ้นลมไม่น่าจะเกิน  10  นาทีแน่นอน  เพราะระยะทางจากบ้านรุนไปโรงพยาบาลบัวเชดประมาณ  10  กิโลเมตร  และก็ได้ขับรถด้วยความเร็วสูงด้วย      ลูกศิษย์ไม่ให้ทางโรงพยาบาลฉีดยา  หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งกับร่างของหลวงปู่ทั้งสิ้น  เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะช่วยหลวงปู่ได้แน่แล้ว  ก็ได้พากันนำร่างหลวงปู่กลับพอมาถึง  บ้านตาปิ่น  ก็ได้แวะเอาจีวรเก่าของหลวงปู่ที่เคยให้ไว้กับนายสาด  เพื่อนำมาครองให้หลวงปู่ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย  และนายสาดก็ได้ขึ้นรถมาด้วยพอมาถึงบ้านรุนก็มีรถนายสัญชัยและนายน้อยจอดรออยู่  ก็ได้แจ้งว่าหลวงปู่ได้มรณภาพแล้ว  และได้พากันขับรถมุ่งหน้าจะไปบ้านละลม  พอถึงบ้านไพรพัฒนา  นายจุกได้ขับรถแวะเข้าไปที่วัดบ้านไพรพัฒนา  และได้บอกข่าวให้กับหลวงพ่อพุฒ  วายาโม  เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนาให้ทราบ  ว่าหลวงปู่สรวงได้ละสังขารแล้ว 

 เหตุการณ์ที่วัดไพรพัฒนา
           
            เวลาประมาณ  19.00 น.  ในขณะที่หลวงพ่อพุฒกำลังสนทนากับพระลูกวัดก็ได้มีรถเข้ามาจอดจำนวน  4  คัน โดยมีนายสาด ลงมาแจ้งกับหลวงพ่อพุฒว่าหลวงปู่สรวงมรณภาพแล้ว  หลวงพ่อพุฒอึ้งไปขณะหนึ่ง  ก็ได้ถามว่ามรณภาพที่ไหน  นายสาดตอบว่าที่โรงพยาบาล  และได้นำศพของท่านมาพร้อมกับรถนี้แล้ว  หลวงพ่อพุฒจึงได้ลงไปเปิดประตูรถดู   และได้กราบลงบนตักของหลวงปู่  และได้จับตามร่างกายและหน้าอกของหลวงปู่ดู  และก็รู้สึกได้ว่าท่านได้ละสังขารจริงๆ  และถามลูกศิษย์ที่นำสังขารหลวงปู่มา  ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป  ลูกศิษย์ทุกคนรวมทั้งนายสัญชัยได้บอกว่า
จะนำสังขารของหลวงปู่ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านขยุง  หลวงพ่อพุฒ บอกว่าให้เดินทางไปก่อนแล้วอาตมาจะตามไป  ขบวนรถทั้ง 4 คันก็ได้เคลื่อนออกจากวัดไพรพัฒนาจะไปยังวัดบ้านขยุง  หลวงพ่อพุฒจึงครองจีวรเตรียมอุปกรณ์เรียกหาพระลูกวัดก่อนจะออกเดินทางได้อธิษฐานว่า 

“สาธุ  ถ้าหากหลวงปู่มีความประสงค์จะให้ลูกหลานได้เป็นผู้บำเพ็ญกุศล  ก็ขอให้หลวงปู่ได้กลับมาที่วัดด้วยเถิด”        แล้วก็ได้นั่งรถติดตามไปที่บ้านขยุงแต่ไปถึงแค่บ้านโคกชาด  มีรถหลายคันจอดอยู่และได้ให้สัญญาณไฟ  จึงได้จอดดูแล้วปรากฏว่าเป็นรถที่จะนำสังขารหลวงปู่ไปที่วัดบ้านขยุง  ได้บอกหลวงพ่อพุฒว่าให้กลับไปที่วัดไพรพัฒนา  แล้วก็ขับออกนำหน้า   หลวงพ่อพุฒก็ได้นั่งรถตามมา  พอมาถึงวัดเห็นรถที่มีสังขารหลวงปู่จอดอยู่ที่ด้านทิศตะวันออกของศาลา  จึงได้บอกว่าอย่าพึ่งทำอะไรให้อยู่อย่างนี้ก่อน  และได้สั่งให้พระลูกวัดจัดเตรียมสถานที่ตั้งศพบนสาลา  ส่วนหลวงพ่อพุฒเองได้นำธูปเทียนมากราบไหว้ขอขมาลาโทษ  และนิมนต์ร่างของหลวงปู่ขึ้นมาตั้งตรงสถานที่ๆ จัดไว้บนศาลา  และได้จุดธูปอธิษฐานว่า

“ หากเป็นความประสงค์ของหลวงปู่จะให้ลูกหลานบำเพ็ญกุศลในที่นี่จริง  ก็ขอให้ดำเนินการไปโดยเรียบร้อย  และขอให้มีลูกศิษย์ของหลวงปู่ได้มาร่วมบำเพ็ญกุศลโดยทั่วกัน”  ต่อจากนั้นได้ดำเนินการบำเพ็ญกุศลให้กับหลวงปู่อย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
            นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดว่าเหตุใด  สรีระของหลวงปู่สรวงจึงได้มาตั้งบำเพ็ญ กุศลอยู่ที่บ้านไพรพัฒนา  อำเภอภูสิงห์  จังหวัดศรีสะเกษ      

pingfi_jpg

คำสอนของหลวงปู่สรวง
ที่เราได้ยินบ่อยๆ
ออย เตียน สรูล  แปลว่า ให้ทาน มีความสุข

พรที่หลวงปู่สรวง
ให้เราตลอดมา
บายตึ๊กเจีย  แปลว่า  ข้าวน้ำดี
หมายถึง ให้อยู่ดีมีสุข อุดมสมบูรณ์ด้วย ความพอเพียง

ทางเข้ามากราบไหว้หลวงปู่เป็นประจำและมีจำนวนมาก  จึงทำให้บางคนก็สมหวังได้มีโอกาสกราบนมัสการ  บางคนก็มาไม่พบต้องคอยหลวงปู่เป็นเวลานานกว่าหลวงปู่จะกลับมาถึงแม้จะต้องพบกับความลำบากเพียงใด  ลูกศิษย์ก็ทนรอได้ เพียงขอให้ได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่สักครั้งในชีวิต
                   หลวงปู่เป็นพระที่มักน้อย  สันโดษ  สมถะ  มีความอุเบกขาสูงสุดให้ความเมตตากับผู้ที่ได้พบเห็นทุกคน  และให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากันหมดไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนยากจน
  เป็นเศรษฐี  คนเข็ญใจหรือรู้จักหลวงปู่มานาน  ก่อนหลังหรือได้ติดตามรับใช้หลวงปู่มานานๆ ก็ตาม  ท่านไม่เคยเอ่ยปาก  นับว่าเป็นศิษย์หรือให้สิทธิ์พิเศษแก่คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะแม้แต่ครั้งเดียว  ทุกคนจะได้รับความเมตตาจากหลวงปู่เท่ากัน  จึงทำให้มีผู้มากราบไหว้หลวงปู่เป็นประจำและจะกลับมากราบไหว้หลวงปู่อีก เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
                    ความเป็นอยู่ของหลวงปู่  ท่านจะอยู่อย่างเรียบง่ายจำวัดอยู่ตามกระท่อมปลายนาหลังเล็กๆ  มีไม้กระดานเพียงไม่กี่แผ่น  บางครั้งก็มีเพียง 2-3 แผ่น  พอนอนได้เท่านั้นทุกแห่งที่หลวงปู่จำวัดอยู่จะมีเสาไม้ไผ่สูงๆปักอยู่  มีเชือกขึงระหว่างกระท่อมกับเสาไม้  หรือต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ  มีว่าวขนาดใหญ่ทำด้วยจีวรหรือกระดาษผูกไว้เป็นสัญลักษณ์  และที่สำคัญคือหลวงปู่จะก่อกองไฟไว้เสมอ  บางครั้งลูกศิษย์เอาของไปถวาย  หลวงปู่ก็จะโยนเข้ากองไฟ  ฉะนั้นถ้าเห็นว่ากระท่อมใดมีสิ่งของดังกล่าวก็หมายความว่าที่แห่งนั้นหลวงปู่เคยจำวัดหรือเคยอยู่มาก่อน

24 ชั่วโมง   ก่อนหลวงปู่ละสังขาร
         
            ตามปกติหลวงปู่จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถนั่งรถเดินทางไปไหนมาไหนได้เป็นเวลาติดต่อกันหลายวัน  โดยหยุดพักเพียงเล็กน้อย  ท่านไม่ค่อยเจ็บป่วยหรือแสดงอาการว่าเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด  จะมีบ้างก็เป็นการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆและก็หายได้ในเร็ววัน โดยไม่เคยฉันยา เพิ่งจะมีอาการป่วยปรากฏในไม่กี่เดือนหลังมานี้   หลวงปู่มีอาการป่วยและไม่ฉันอาหารติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวัน 

            วันที่ 7  กันยายน  2543  เวลาประมาณ  17.00 น.  หลวงปู่ได้เดินทางเข้าไปในจังหวัดศรีสะเกษ  และได้พบกับลูกศิษย์ นายสมยศฯ  ที่ธนาคารกรุงเทพ  จำกัด(มหาชน)  สาขาศรีสะเกษ  ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่เองก็มีอาการป่วยคือมีเสมหะ  และเสียงแหบแห้ง  พูดฟังไม่ค่อยชัดและได้ออกจากธนาคารกรุงเทพฯ        ไปที่บ้านอาจารย์ทวีศักดิ์  ในระหว่างที่ลูกศิษย์หารือกันว่าจะพาหลวงปู่ไปหาหมอที่อำเภอประโคนชัย(หมอไฮ) 
หลวงปู่ก็ตื่นขึ้นมาและขอน้ำล้างหน้า  

  หลวงปู่ได้บอกกับนายสมยศว่าจะขอกลับบ้านที่บ้านตะเคียนรามด้วย  พวกลูกศิษย์ที่อยู่ในขณะนั้นได้ขอร้องให้หลวงปู่ไปหาหมอที่อำเภอประโคนชัย  แต่หลวงปู่ไม่ยอมจึงได้พาหลวงปู่ไปที่บ้านตะเคียนราม
ถึงเวลาประมาณ  20.00 น.    และหลวงปู่ได้นั่งอยู่ในรถสักครู่ใหญ่ๆ  และได้บอกให้ลูกศิษย์ก่อไฟและลงไปผิงไฟ  ลูกศิษย์ที่ติดตามมามี นายสัญชัย(เจ้าของรถ) , นายดุงกับภรรยา , นายสมยศ (เจ้าของบ้าน)  และหลวงปู่ได้ผิงไฟและให้นวดเฟ้นให้จนถึงเวลาประมาณ  ตีหนึ่งเศษ  หลวงปู่ก็บอกว่า “จะไปตามทางตามเพลา”  โดยมีเพียงหลวงปู่และนายสัญชัยเป็นผู้ขับรถเท่านั้น  และหลวงปู่ได้เดินทางไปที่กระท่อมข้างวัดป่าบ้านจะบก  จนกระทั่งถึงเวลาประมาณบ่ายสองโมงของวันที่  8  กันยายน  2543  อาการป่วยของหลวงปู่ก็กำเริบหนักขึ้น  หลวงปู่ได้บอกกับลูกศิษย์ว่าจะไปที่บ้านรุน  และได้ให้นายกัณหา  ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งซึ่งอยู่บ้านละลมถอดเสื้อออกมาเพื่อพัดด้านหลังให้กับหลวงปู่  หลังจากพัดอยู่นานพอสมควรก็ได้บอกให้ลูกศิษย์ที่รวมกันอยู่ในกระท่อมในขณะนั้นช่วยกันงัดแผ่นไม้กระดานที่หลวงปู่นั่งทับอยู่ออกมาหนึ่งแผ่น  ทั้งที่หลวงปู่ยังนั่งอยู่บนกระดานแผ่นนั้น  พองัดออกมาได้หลวงปู่ก็ได้พนมมือไหว้ไปทุกสารทิศ 
pu8_gif
 
 
 
  

ประวัติหลวงพ่อมุม วัดนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

ประวัติหลวงพ่อมุม วัดนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

วัดนาสัก
     ตั้งอยู่ ม.1 ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร วัดนาสัก เป็นวัดประจำตำบล และมีหลวงพ่อที่ชาวบ้านนับถือ 3 องค์ คือ หลวงพ่อสร หลวงพ่อศรีคง หลวงพ่อมุม ปัจจุบันเจ้าอาวาสวัดนาสัก คือ พระครูเมตตา ธรรมจารี

     หลวงพ่อมุมมีนามเดิมว่า มุม จันทร์ประสูติ เกิดเมื่อ วันจันทร์ เดือน ๑๑ ปี จอ พ.ศ. ๒๔๔๑ ที่ตำบลปากมะยิง ใกล้กับวัดปากกิ้ว จ.นครศรีธรรมราช บิดาชื่อ นายเฟื่อง มารดาชื่อนางใหม่ ท่านเป็นลูกโทน ฐานะทางบ้านนับว่าเป็นผู้มีอันจะกินเพราะมีที่นาเป็นร้อยไร่ พอท่านมีอายุได้ ๑๑ ปี บิ***็ถึงแก่กรรม ทำให้ท่านเกิดความสลดใจและเศร้าใจเป็นอย่างมาก ท่านอยู่กับมารดาจนมีอายุได้ ๑๘ ปี คืนหนึ่งท่านฝันเห็นบิดา ท่านก็มาคิดว่าท่านไม่เคยทดแทนบุญคุณบิดาเลย จึงคิดบวชทดแทนบุญคุณซึ่งมาร***็ให้การสนับสนุน

ท่านจึงบวชเณรที่วัดท่าโพธิ์ จ. นครศรีธรรมราช โดยมี พระรัตนธัชมุนี ศรีธรรมราช (ม่วง) หรือเจ้าคุณวัดท่าโพธิ์ เป็นอุปัชฌาย์ เมื่อบวชเณรแล้วท่านได้ไปจำพรรษาที่วัดปากกิ้ว

หลังจากบวชเณรได้ ๑ ปี มารดาของท่านก็เสียชีวิตไปอีก ทำให้ท่านเล็งเห็นว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ การบวชทำให้ท่านมีความสุขยิ่งกว่าทางโลกและเป็นการทดแทนบุญคุณบิดา-มารดา ด้วยท่านจึงตัดสินใจบวชไม่สึก ส่วนทรัพย์สมบัติที่ดินท่านก็ไม่ไยดี เป็นของนอกกาย ให้ญาติๆแบ่งกันไปหมด

พอท่านมีอายุครบ ๒๐ ปี ท่านก็ออกบวชเป็นพระภิกษุโดยมีอุปัชฌาย์รูปเดิมเป็นผู้บวชให้รับนามฉายา ว่า โฆสโก ซึ่งแปลว่า “ผู้มีเสียงก้อง” หมายถึงมีธรรมอันกว้างใหญ่ไพศาลถ้วนทั่วนั่นเอง ท่านจำพรรษาอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๘

*** ท่านได้ออกไปศึกษาหาความรู้ทางปริยัติธรรมเพิ่มเติมที่วัดบวรนิเวศวิหารโดยมาเรือมากับพระภิกษุอีกสองรูปคือ***

1 หลวงพ่อโอภาสี

2 พระอาจารย์วิจิตรกรณีย์ (หลวงปู่ยิ่ง) ท่านเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อมุม รูปหนึ่งด้วย

พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อศึกษาจบในลำดับหนึ่ง ท่านได้ธุดงค์มากับหลวงปู่ยิ่ง และจำพรรษาที่วัดโพธิ์เกษตร อ.สวี จ.ชุมพร ส่วนหลวงพ่อโอภาสี ท่านได้แยกไปจำพรรษาที่อาศรมบางมด ธนบุรี

พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านนา อ.เมือง จ.ชุมพร และเป็นเจ้าอาวาสจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๐

พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านออกธุดงค์จำพรรษาอยู่ที่วัดกาญจนาราม อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี และธุดงค์ต่อไปถึงนครศรีธรรมราช แล้วย้อนกลับมาชุมพร

พ.ศ. ๒๔๙๓ จำพรรษาที่วัดนาสัก ขณะนั้นเป็นวัดนาสักเป็นวัดร้างไม่มีพระสงฆ์ หลวงพ่อเลื่อน วัดสามแก้วได้ให้นายภู่ เกตุสถิตย์ กรรมการวัดนิมนต์หลวงพ่อมุม มาเป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อสอนที่มรณภาพ อยู่ที่วัดนาสัก อ.สวี จ.ชุมพร จนกระทั้งมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒

ก่อนที่ท่านจะมรณภาพช่วงระยะเวลาหนึ่ง ได้มีการสร้างรูปเหมือนบูชาขนาดองค์จริงของหลวงพ่อมุมที่สำนักสงฆ์คนฑี ตั้งอยู่หมู่ 3 ต.บ้านนา อ.เมือง ชุมพร โดยมี พระอาจารย์ธรรม เป็นผู้จัดสร้างได้นิมนต์หลวงพ่อมุม ไปเจิมองค์รูปเหมือน หลวงพ่อมุมท่านได้กล่าวว่า ทำรูปเราไม่ได้ขอเราเลย อีกไม่นานหรอกเราก็คงต้องไป และท่านได้แจ้งให้พระลูกศิษย์คือหลวงพ่อบุญรอด ภาวโร วัดแก้วประชาราม (ทุ่งรี) ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี ให้ทราบว่าท่านจะกลับแล้ว หลวงพ่อบุญรอด จึงได้สั่งหล่อรูปเหมือนขนาดองค์จริงมาไว้ที่วัดนาสัก เป็นองค์ประดิษฐานอยู่ที่วัดจนถึงปัจจุบันให้กับหลวงพ่อมุม

ขณะที่หลวงพ่อมุมอยู่โรงพยาบาลชุมพร โยมผู้อุปถากท่านคือตาอิง (กรรมการวัด) ท่านได้บอกให้ตาอิง เอาน้ำมารดตัวท่าน (ท่านกำลังสละทิ้งธาตุ) ท่านบอกตาอิงว่าจะไปแล้ว เวลาที่ไปคือเวลาที่หยุด ต่อมาไม่นานท่านก็ละสังขาร ตาอิงจึงดูที่นาฬิกาเห็นว่า มันหยุดเดิน จึงถามแพทย์ว่าไม่ได้ตั้งเวลาหรือ แพทย์ให้พยาบาลไปดูเวลาในห้องแพทย์ นาฬิกาที่มีอยู่ทุกเรือนก็หยุดหมด แม้แต่เมื่อนำร่างหลวงพ่อมุมมาถึงที่วัด นาฬิกาของวัดนาสักก็หยุดและรวมถึงเมื่อตาอิงแจ้งข่าวให้ทางวัดโพธิเกษตรทราบข่าวการมรณภาพของหลวงพ่อมุมนาฬิกาของวัดก็หยุดด้วยเช่นกัน

หลวงพ่อมุม มรณภาพ เมื่อวันอังคารที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น.

นับพรรษาได้ ๗๑ พรรษา สิริอายุ ๙๑ พรรษา ปัจจุบันทางวัดได้เก็บร่างของท่านไว้ในโลงแก้ว เพื่อให้ผู้ที่ศิษยานุศิษย์ได้มากราบไหว้ ซึ่งได้กำหนดให้ทุกวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกปีเป็นวันทำบุญอุทิศให้หลวงพ่อมุม

คาถาอาราธนาวัตถุมงคลของหลวงพ่อมุม โฆสโก
อิติปิโส ภควา พุทธัง ธรรมมัง สังฆัง อาราธนานัง อธิฐามิ

หลวงพ่อไม่ได้พูดสอนอะไรมากหรอก แค่ทำให้เราดู เป็นอยู่อย่างสมณะผู้เรียบง่าย ไม่ยึดถือยศศักดิ์ใดๆ รู้จักทดแทนคุณบิดามารดา มีน้อยใช่น้อย มีมากแบ่งปัน เสียสละรู้จักการให้ จากไปทิ้งธรรมสังขาร ให้ลูกหลานได้สังวร

 

 

ขอขอบคุณที่มา…http://www.zoonphra.com/catalog.php?idp2=136

ประวัติหลวงพ่อพริ้ง วัดแจ้ง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี

ประวัติหลวงพ่อพริ้ง วัดแจ้ง

    วัตถุมงคลดังเมืองสุราษฎร์ธานี กล่าวสำหรับวัดแจ้งในสมัยที่ พระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) เป็นเจ้าอาวาสวัด ได้เป็นที่รู้จักของผู้คนโดยทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อท่านได้สร้างเหรียญปั๊มรูปเหมือนขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ "พระครูอรุณกิจโกศล"+ เหรียญดังกล่าวที่ยังปรากฏในวงการพระเครื่อง ได้เป็นที่ระลึกเตือนถึงพระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) อยู่เสมอ แม้เมื่อท่านจะมรณภาพลงเป็นเวลาอันเนิ่นนานแล้วก็ตามแต่

      ปูมหลังแห่งอัตโนประวัติของพระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) กล่าวว่า ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง อันตรงกับวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2434 ที่ตำบลละเม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

     เป็นบุตรคนโต ในจำนวน 11 คน ของนายวอน เมืองนิเวศ และนางใย เมืองนิเวศ

    ได้ศึกษาร่ำเรียนในชั้นต้นจากพระสมุห์จอน วัดป่าลิไลก์ อำเภอไชยา จนเมื่ออายุได้ 17 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดป่าลิไลก์ โดยมีพระอธิการปาน เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2452

    ครั้นมีอายุครบอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ก็ได้ทำการอุปสมบท ณ วัดสโมสร อำเภอไชยา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2456 เวลา 14.00 น. โดยมีพระครูโสภณเจตสิการาม (คง) วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการคล้ำ วัดป่าลิไลก์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์จอน ธมฺมจารี วัดสโมสร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "โกสโล"

     จากนั้นได้จำพรรษาที่วัดสโมสร เพื่อร่ำเรียนวิชาอยู่ระยะหนึ่งก่อนไปจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเวลาหลายปี

     ก่อนจะมาพำนักที่วัดคงคาราม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพระน้องชายได้เป็นเจ้าอาวาสวัด คือ พระสมุห์พร้อม ซึ่งเป็นน้องชายต่อจากท่าน ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ "พระครูวิบูลทีปรัต"

    ที่วัดคงคาราม พระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) ได้จำพรรษาอยู่จนกระทั่งได้รับอาราธนาจากพระยาเจริญราชภักดี (สิงห์ สุวรรณรักษ์) นายอำเภอเกาะสมุย พร้อมด้วยชาวบ้าน นิมนต์ท่านมาจำพรรษาที่วัดแจ้งในปี พ.ศ. 2471

     และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดแจ้ง อำเภอเกาะสมุย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2471

    ในด้านการศึกษาของพระครูอรุณกิจโกศล (พริ้ง โกสโล) ท่านสามารถสอบได้นักธรรมตรีเมื่อปี พ.ศ. 2469 ในสำนักเรียนวัดไตรธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสอบนักธรรมโทได้เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในสำนักเรียนวัดแจ้ง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

     ภายหลังจากเป็นเจ้าอาวาสวัดแจ้งแล้ว ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2474 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย ในปี พ.ศ. 2480 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

     7 ตุลาคม พ.ศ. 2487 เป็นสาธารณูปการอำเภอ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

     พ.ศ. 2484 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2491 เป็นพระครูชั้นประทวน

     วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2492 เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ "พระครูอรุณกิจโกศล"

     วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นโทในราชทินนามเดิม

 

 

ขอขอบคุณที่มา…http://www.zoonphra.com/catalog.php?category2=40

ประวัติหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

รูปหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน

ประวัติหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน (พระครูปิยนนทคุณ)

หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน เป็นชาวจังหวัดสมุทรสาคร โดยกำเนิดเกิดที่ ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พุทธศักราช 2459 ในครอบครัวชาวนา
นามเดิมว่า แย้ม ปราณี มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด 4 คน ท่านเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของครอบครัว โยมบิดาชื่อเพิ่ม โยมมารดาชื่อเจิม (ปัจจุบัน โยมบิดา โยมมารดา พี่ น้อง ต่างก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว โดยเฉาะโยมมารดาเสียชีวิตตั้งแต่หลวงปู่อายุได้ 10 ขวบ)
หลวงปู่แย้มเมื่อตอนเป็นเด็กชายแย้ม ก็เหมือนกับเด็กทั่วไปคือต้องเข้าเรียนหนังสือ เด็กชายแย้มได้เข้าศึกษาหาความรู้ ที่โรงเรียนประชาบาลวัดหลักสองของ อำเภอบ้านแพ้ว แต่เรียนได้แค่ชั้นประถม 1 เท่านั้นเอง เพราะต้องอยู่บ้านเพื่อช่วยบิดาทำนาหาเลี้ยงชีพ ครั้นอายุได้ 14 ปี ก็ต้องลาออกจากโรงเรียนอย่างเด็ดขาด เพราะว่าโตเกินกว่าที่จะไปโรงเรียนแล้ว จึงได้ออกมาช่วยบิดาทำนาเรื่อยมา

จวบจนกระทั่งอายุได้ 20 ปี บริบูรณ์ โยมพ่อต้องการให้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาตามประเพณีนิยมของคน ไทยตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และเพื่อเป็นการสร้างบุญสร้างกุศล เฉกเช่นชายไทยทั่วไป
“ฉันก็เต็มใจนะ เพราะจะได้แผ่กุศลไปให้กับโยมแม่ที่เสียไปตั้งแต่อายุฉันได้ สิบขวบด้วย ได้กำหนดวันกันเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ โยมพ่อก็เปลี่ยนใจ บอกว่าเอาไว้ปีหน้าเถอะปีนี้ทำนาก่อน และ มาเลื่อนกันง่ายๆ ฉันก็ไม่ว่ากระไร เอาไงก็เอากัน ฉันเป็นคนตามใจพ่ออยู่แล้ว” หลวงปู่เล่าความหลังให้ฟัง
หลังจากนั้นก็ทำนาเรื่อยมา จวบจนมาเสร็จสิ้นเอาใกล้ๆ จะเข้าพรรษา โยมพ่อก็เอ่ยปากบอกว่า “บวชเสียเถอะนะ ไปอาศัยบวชกันนาคอื่นเขาก็ยังดี”
“ฉันก็ตามใจอีก โยมพ่อจะให้ทำยังไงก็เอากัน แล้วโยมพ่อก็นำเงินจำนวน 20 บาทไปถวายพระอาจารย์ที่วัดหลักสองราษฎร์บำรุง โดยบอกความประสงค์กับท่านว่า ให้ช่วยจัดการบวชให้ฉันทีเถอะ ก็เป็นการช่วยจัดหาเครื่องบวชให้นะ ในสมัยนั้นราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่หรอก ไม่ถึง 10 บาทเสียด้วยซ้ำ จากนั้นอาจารย์ก็จัดของที่ท่านมีอยู่แล้วให้ ส่วนเงิน 20 บาทนั้น ท่านได้นำเอาไปจ้างช่างต่อเรือขนาด สามมือลิงใหญ่ๆ ซึ่งหมดเงินไป 18 บาท เพื่อเอาไว้ใช้ในกิจของสงฆ์”

นายแย้มจึงได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาที่วัดหลักสองบำรุงราษฎร์ ตามที่โยมพ่อและตัวของท่านเองได้ตั้งศรัทธาเอาไว้
มีพระครูคณาสุนทรรนุรักษ์เจ้าคณะอำเภอบ้านแพ้ว เป็นพระอุปัชณาย์ เจ้าอธิการเหลือ เจ้าคณะตำบลเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชื่นเป็ฯพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “ปิยวณฺโณ”
หลังจากเสร็จสิ้นการบวชแล้ว ด้วยพระภิกษุแย้ม เป็นพระหนุ่มที่มีหน้าตาดี จึงมีการกล่าวหยอกล้อกันว่า พระภิกษุแย้ม ไม่น่าจะบวชได้นานเกิน 2 พรรษาหรอก จึงเป็นเรื่องให้มีการท้าพนันกันว่า ถ้าพระภิกษุแย้มบวชแล้วอยู่ได้นานเกิน 2 พรรษา แล้วเมื่อถึงเวลาลาสิกขา จะออกเครื่องสึกทั้งหมดให้
“ฉันก็ไม่ได้รับคำท้านั้นหรอกนะเพราะว่ามันเป็นการพนันและอีกอย่างก็ถือว่า เป็นการพูดล้อกันเล่นมากกว่า ส่วนในใจของฉันนั้นนะมีความศรัทธาอยู่ว่าจะบวชสักสองพรรษาก็คงพอ” หลวงปู่อธิบาย

ระหว่างครองเพศบรรพชิตอยู่ พระภิกษุแย้มก็เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติเป็นอันมาก รวมทั้งยังตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างเอาจริงเอาจัง จนทำให้สามารถสอบได้นักธรรมตรีในพรรษาแรกเท่านั้น
พอย่างพรรษาที่สองพระภิกษุแย้มก็เกิดป่วย “เรียกว่าป่วยหนักเลยนะ ในชิวิตฉันไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย ฉันป่วยจนแทบจะตายแนะ มันเป็นใข้นะ ต้องนอนซมอยู่กับที่เวลาลุกขึ้นทีไรเป็นหน้ามืดทุกที ต้องดมพิมเสนทุกที ช่วงนั้นไม่มีใครเขามาดูแลฉันหรอก ฉันต้องต้มยาฉันเอง จนโยมพ่อทราบเรื่อง จึงมารับฉันกลับไปรักษาตัวที่บ้าน โดยเอาฉันใส่เรือให้นอนไป บ้านฉันกับวัดก็ไกลอยู่เหมือนกันราวๆ 4 กิโลเมตรได้นะ หมอนุ่มเป็นคนต้มยาสมุนไพรไทยของเรานี่แหละให้ฉัน ทำการรักษาฉัน หมอนุ่มนี่เขาเก่งมากนะ จัดหายามาต้มให้ฉันเพียง 2 หม้อเท่านั้นเองฉันก็หายเลย แต่ก็ต้องพักรักษาตัวอยู่เกือบเดือน จึงค่อยกลับไปจำพรรษาที่วัดได้ตามเดิม”
ที่วัดหลักสองบำรุงราษฎร์ พระภิกษุสมัยนั้นจะเก่งในเรื่องช่าง ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ช่างปูน ช่างทาสี พระภิกษุเหล่านี้จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้าอาวาสมาก พระภิกษุแย้มเองก็มีงานช่างทำเหมือนกันคือเป็นช่างพิมพ์กระเบื้องในโรงงาน ของวัด วันหนึ่งต้องพิมพ์ให้ได้ถึง 530 แผ่นทีเดียวเพื่อให้ทันเวลาที่จะนำไปสร้างกุฏีสงฆ์หลังใหม่ที่ทางวัดได้ สร้างขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่ากระเบื้องทุกแผ่นที่วัดหลักสองใช้สร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หรือกุฎีสงฆ์ เป็นฝีมือของพระภิกษุแย้มทั้งสิ้น

นอกจากงานด้านช่างแล้วพระภิกษุแย้ม ยังได้แอบศึกษาวิชาหมอยา เพื่อสงเคราะห์ชาวบ้านแถบนั้นด้วย เป็นเพราะท่านมีเมตตาไม่อยากให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากนัก กล่าวถึงการเป็นหมอยาของหลวงปู่แย้ม สมัยก่อนเมื่อประมาณ 70 ที่แล้วนั้น พวกเราลองคิดดูว่าการไปมาหรือการเดินทางนั้นจะลำบากสักขนาดไหน ครั้นเมื่อมีเวลาญาติพี่น้องเจ็บใข้ได้ป่วยก็ต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อที่จะช่วยเหลือเขา วิธีที่ดีและรวดเร็วที่สุดก็คือ หมอยากลางบ้านนั้นแหละ และก็ตัวยาสมุนไพรทั้งนั้น พระภิกษุแย้มของญาติโยมก็เลยมองเห็นความสำคัญในข้อนี้ จึงลงมือศึกษาค้นคว้าในเรื่องของตัวยาสมุนไพรและคาถาอาคมที่จะใช้เสกกำกับลง ไปในตัวยาเพื่อใช้สำหรับการรักษา จนท่านมีความมั่นใจในตัวยาสมุนไพรที่ท่านได้ศึกษาจากตำราและค้นคว้าด้วยตัว เอง ท่านก็เริ่มลงมือช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือนร้อนได้ทันที ในพรรษาที่ 2 ของการเป็นพระภิกษุนั้นเอง

หลังจากนั้นมา ชาวบ้านที่ได้รับการช่วยเหลือ ก็เกิดศรัทธา สาเหตุเพราะว่าท่านสามารถรักษาชาวบ้านให้หายได้ จากคนเดียว เป็นสองคน จนถึงหลายๆคนในเวลาต่อๆมา ยังไม่พอเพียงเท่านั้นชาวบ้านที่รักษาหายแล้วต่างพากันเรียกร้องให้ท่านช่วย รดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ขับใล่สิ่งเลวร้ายที่อยู่ในตัวของตนให้หมดไป จนพากันเข้าใจว่า พระภิกษุแย้ม เป็นพระเกจิอาจารย์ไปเลยทีเดียว หลังจากนั้นมาท่านก็ไม่สามารถขัดญาติโยมได้อีก ทำให้ท่านต้องดั้นด้นเรียนรู้ หาวิธีศึกษาในทุกๆทางจากทุกๆที่ เพื่อจะได้ทำให้มีวิชาเข้มขลังยิ่งขึ้น จนกระทั่งท่านได้พบกับหลวงพ่อสายวัดทุ่งสองห้อง ท่านได้เมตตาช่วยสอน พร้อมทั้งแนะนำให้ความรู้ทั้งเรื่องยันต์และเรื่อง เวทมนต์พระคาถาอาคม ทุกอย่าง

คำกล่าวที่ว่าความพยายามอยู่ที่ใหนความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น พระภิกษุแย้ม ก็ได้พบเจอกับความจริงข้อนี้ หลังจากเพียรพยายามศึกษา อยู่นานทำให้ท่านสำเร็จ และได้วิชาทุกตัวจากหลวงพ่อสายโดยไม่มีตกหล่นแม้แต่สักตัวเดียว
จากนั้นชื่อเสียงของท่านก็บรรเจิดขึ้นตลอดเวลา จนกระทั่งบวชได้ 10 พรรษา โยมลุงได้
นิมนต์ให้มาอยู่จำพรรษาที่วัดตะเคียน

“โยมลุงของฉันชื่อว่า เคลิ้ม เป็นพี่ชายของโยมแม่เขามามีเหย้ามีเรือนอยู่แถววัดตะเคียนนี้ ทีนี้เขาจะบวชลูกชายก็ไปนิมนต์ฉันมาเป็นพระคู่สวดให้ ฉันก็มาตามนิมนต์ แต่พอพระบวชแล้วโยมลุงก็นิมนต์ให้ฉันอยู่จำพรรษาที่วัดตะเคียนนี่สักพรรษา หนึ่งก่อน เพื่อจะได้อยู่เป็นเพื่อนพระลูกชายของแก ฉันมองดูแล้วก็น่าเห็นใจอยู่ เนื่องจากที่วัดตะเคียนนี้มีพระจำพรรษาอยู่เพียงองค์เดียวเท่านั้นคือหลวง พ่อแดง เจ้าอาวาสนั้นเอง ฉันก็เลยตอบตกลง แต่ผ่านไปเพียง เจ็ดวันหลวงพ่อแดงเจ้าอาวาสก็เกิดมามรณภาพไป หลังจากงานศพหลวงพ่อแดงแล้วฉันก็เลยเดินทางมาจำพรรษาที่วัดตะเคียน และไม่นานนักเจ้าคณะอำเภอก็ให้ทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาส และต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่นั้นมา” หลวงปู่เล่าถึงสาเหตุที่ต้องมาอยู่ที่วัดตะเคียน

จวบจนปัจจุบัน หลวงปู่แย้ม เป็นเจ้าอาวาสวัดตะเคียนมาร่วม 60 ปี จากวัดร้าง ที่ไม่น่าอยู่ไม่น่าพิสมัย ได้พัฒนาให้กลับกลายเป็นวัดที่สวยงาม ด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านได้พัฒนาวัดมิได้หยุดหย่อน แม้จะเป็นวัดที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ทว่าในปัจจุบันการเดินทางมาทีวัดตะเคียนสามารถทำได้โดยง่ายดาย เนื่องจากทางการได้ทำการตัดถนนสายใหม่ ผ่านทางเข้าวัด คือถนนพระรามที่ 5 (นครอินทร์) ช่วยให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น

ประวัติหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน เจ้าของตำนาน ตะกรุดคอหมา อันโด่งดัง ได้สร้างชื่อประดับวงการพระเกจิเมืองไทย ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั่วแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นคนยากจน หรือมหาเศรษฐี ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นักการเมือง ผู้ที่ทราบถึงความศักดิ์สิทธิของท่าน ต่างก็เดินทางมาหาท่านเพื่อขอพรขอบารมีจากท่านกันมิได้ขาดสายอยู่ทุกวี่ทุกวัน
วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียนที่ท่านได้จัดสร้างขึ้นมา รุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่างถูกสั่งจองและเช่าซื้อหากัน จนทำให้ราคาพุ่งขึ้นๆ ทุกวัน เหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะสืบเนื่องมาจากครั้งเมื่อท่านได้ทำตะกรุดคอหมา คล้องคอให้ให้กับหมาในวัดของท่านทุกตัว เพื่อป้องกันภัยให้หมาของท่าน แต่แล้วคนก็มาแย่งหมาไปบูชากันเองจนหมดสิ้น
อันว่าตะกรุดที่ท่านได้ดำริริเริ่มสร้างผูกคอหมา ก็เนื่องมาจากว่า หลวงปู่แย้มท่านเป็นคนที่มีเมตตาต่อสรรพสัตว์สูง ท่านได้เลี้ยงหมาไว้หลายตัว บางครั้งหมาที่ท่านเลี้ยงไว้อาจไปทำความเดือนร้อนให้ชาวบ้านไกล้ๆ วัดบ้างทำให้หมาของท่านถูกทำร้ายด้วยการปาก้อนหิน หรือรุนแรงจนถึงขั้นให้ปืน ใช้มีดดาบทำร้าย ทำให้หมาบางตัวได้รับความทุกข์ทรมาณเป็นอย่างมาก ครั้นหลวงปู่จะไปห้ามโยมไม่ให้ตีหมา ทำร้ายหมาก็คงไม่เป็นผลอะไร คิดดังนั้นแล้ว จึงจัดเตรียมอุปกรณ์ สำหรับทำตะกรุด ด้วยพิธีกรรมที่ไม่เหมือนใครคือท่านจารตะกรุดในน้ำด้วยสมาธิจิตอันแน่วแน่ ของท่าน เมื่อทำเสร็จแล้วจึงนำไปผูกคอหมาที่ท่านเลี้ยงไว้จนครบทุกตัว
หลังจากนั้นหมาของท่านก็ไม่เคยได้รับความรุนแรงใดๆ อีกเลย ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเกิดความสงสัย ก็สอบถามกันไปสอบถามกันมาได้ความว่าหลวงปู่แย้ม ได้ผูกตะกรุดวิเศษไว้ที่คอหมาทุกตัว ก็เลยทำให้บรรดานักเลงแถวนั้นเกิดความอยากลองของ ว่าจะแน่สักแค่ใหนก็นำปืนมาลองยิงหมาดู ปรากฏว่าปืนแตก !
เป็นเหตุให้เกิตความฮือฮาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คนที่ต้องการตะกรุดแบบเร็วๆ ก็แย่งเอาที่คอหมา คนที่มีศีลธรรมดีหน่อยก็ไปบอกกล่าวขอกับหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียนเอง กิติศัพท์ของหลวงปู่ก็กระฉ่อนแต่นั้นมา จนชาวบ้านเรียกขาน ว่า “ปู่แย้ม ตะกรุดคอหมา”

ปัจจุบันหลวงปู่แย้ม ยังเป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์ ทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ ต่างไม่เคยลืมแวะเวียนมาหาท่านกันเป็นประจำ ใครมีอะไรใหม่ มีอะไรที่ทำให้ไม่สบายอกไม่สบายใจก็มาหาท่านซึ่งท่านก็เมตตากับทุกคนที่แวะ เวียนมา บางคนออกรถใหม่ก็นำมาให้ท่านเจิมให้ ด้วยบารมีอันแก่กล้าของท่าน รับประกันได้ว่ารถคันนั้นจะไม่มีวันเจออุบัติเหตุใหญ่ๆ แน่นอน บางคนทำการค้า การขาย บางช่วงบางโอกาสเศรษฐกิจบ้านเมืองไม่ดี ก็มาหาท่านขอเช่าบูชาธูปเสก นำไปจุดไหว้ ปรากฏว่า การค้าการขายดีขึ้นเป็นพิเศษ
เรื่องธูปเสกของท่านนี้ลูกศิษย์ลูกหา นิยมบูชากันมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปีมาแล้ว เพราะว่าทุกคนไม่เคยผิดหวัง แถมหลวงปู่ยังย้ำพร้อมรับประกันให้ว่าถ้าไม่ดีจริงให้มาต่อว่าได้เลยพร้อม ทั้งยังอธิบายวิธีบูชาให้อีกด้วย …

เมื่อได้พูดถึงตะกรุดคอหมาแล้ว ว่าคงกระพัน หรือแคล้วคลาดอย่างไร ก็ทำให้ต้องพูดถึงวัตถุมงคลอีกอย่างที่เข้มขลังไม่แพ้กัน นั่นคือ “เสือปืนแตก”
เล่ากันว่า มีนายตำรวจ ในเขตอำเภอบางกรวย ได้ทราบข่าวว่าหลวงปู่แย้ม สร้างเสือเนื้อตะกั่วขึ้นมาเพื่อหาปัจจัยสร้างวัด และมีคนเล่าให้ฟังถึงความขลังของวัตถุมงคลของหลวงปู่ จึงอยากลองของ ใด้มาขอยืมจากลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้วัด เพื่อนำไปลอง ปรากฏว่ายิงนัดแรกไม่ออก นัดที่สองไม่ออก ยิงอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม ปืนแตกใส่มือได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลเป็นมาจนทุกวันนี้

ตั้งแต่อดีต หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียนได้พยายามรวบรวมปัจจัย เพื่อนำมาสร้างเสนาสนะ และบูรณะวัดอยู่อย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด จวบจนปัจจุบันหลวงปู่ก็ชราภาพลงมากแล้ว แต่ยังมีภาระซ่อมสร้างเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมอีกหลายอย่าง ทั้งยังขาดจตุปัจจัยอีกเป็นจำนวนมาก ในการซ่อมสร้างเพื่อให้สำเร็จลุล่วงไป จึงได้ดำริปรึกษาหารือกับทางคณะกรรมการวัด ว่าด้วยเรื่องการสร้างวัตถุมงคลขึ้นในคราวฉลองทำบุญครบรอบวันเกิดขึ้นเมื่อ เดือนพฤษภาคม ปี 2550 ซึ่งถือเป็นโอกาสดีพิเศษยิ่ง จึงได้จัดสร้างวัตถุมงคล องค์พ่อจตุคามรามเทพ โดยได้นำผงมวลสารจากจตุคามรามเทพ รุ่นเก่ายอดนิยม มาผสมด้วย

การสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสำคัญของวัดตะเคียนซึ่งถือเป็นรุ่นแรก พระที่สร้างในพิธีนี้ทั้งหมดถือเป็นยอดวัตถุมงคลของท่าน มวลสารทั้งหมดได้จัดเตรียมมานานนับเดือน ก็เป็นเพราะความตั้งใจของหลวงปู่เอง รวมทั้งได้นำมวลสารพระเครื่องยุคแรกที่ท่านสร้างและบรรจุในกรุนานกว่า 60 ปี
มวลสารหลักของพระรุ่นนี้ มีผลอิทธิเจ ผงมหาราชเก่า ผงวิเศษ 108 ที่ท่านจารและเขียนขึ้นเองตามฤกษ์ยามที่ท่านกำหนดและปลุกเสกมานาน ผงไม้ตะเคียนอินทราณี ผงกะลาตาเดียวลงยันต์ จัน-สูรย์ ไม้มงคลแดง ไม้มงคลดำ ผงใบลาน ผงทองคำ ผงตะไบชนวน แผ่นจารยันต์พระเกจิอาจารย์ 108 องค์ ผงตะไบชนวนโลหะที่ท่านเก็บไว้ ผงยาจินดาวาสนา รวมทั้งผงกระเบื้องหลังคาโบสถ์ ผงเสาโบสถ์มหาอุด ผงทองพระประธาน เป็นต้น

จากการได้เข้าพบนมัสการ หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน ในครั้งนี้ ผู้เขียนซึ่งนับถือท่านและฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านมานาน ยังได้เห็นความน่ารัก ความมีเมตตาของหลวงปู่อยู่อย่างเต็มเปี่ยม ใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา ไม่เกี่ยงงอนเมื่อมีญาติโยมมาขอพบ เพื่อขอพรขอบารมี ไม่ว่าเวลาไหน
หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียนยังได้มอบวัตถุมงคล ชิ้นล่าสุดของวัด และจัดว่าเป็นวัตถุมงคลล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง นั้นคือ “ตะกรุดหนังเสือ” ก่อนที่หลวงปู่จะมอบให้ผู้เขียน หลวงปู่ยังกำชับว่า “ใครจะยิงให้มันยิงไปเถอะ เดี๋ยวปืนมันก็แตก เอ้า เพี้ยง” ทำให้ผู้เขียนขนลุกซู่ไปทั้งตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้หญิงวัยกลางคน พร้อมญาติๆ ของตนได้เข้ามาขอพบหลวงปู่พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า ตนเป็นแม่บ้านทำงานอยู่กับบ้าน วันหนึ่งได้เกิดอุบัติเหตุแบบไม่คาดฝันขึ้น ตนได้ทำน้ำร้อนที่ต้มเดือดจัด หกรดขาทำให้ขาโดนลวกเกือบทั้งขาด้านขวา ตนตกใจมากรีบร้องตะโกนเรียกญาติที่อยู่ใกล้ๆ ให้มาช่วยตนเร็วๆ ทุกคนต่างวิ่งกันมาดูด้วยความตกใจ ครั้นเมื่อตนตั้งสติได้ กลับพบว่าน้ำร้อนนั้นไม่สามารถทำให้ขาของตนพุพองหรือปวดแสบปวดร้อนแต่ประการ ใดเลย ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ตนมานึกขึ้นได้ว่าตัวเองแขวนตะกรุดหนังเสือหลวงปู่แย้มอยู่เพียงอันเดียว จึงรีบมาที่วัดเพื่อกราบขอบพระคุณหลวงปู่ ในอิทธิบารมีของหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียนในครั้งนี้

 

ขอขอบคุณที่มา…http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538663909&Ntype=40

ประวัติหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ จ.สมุทรสงคราม

ประวัติ

หลวงปู่ใจ  ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือนอ้าย ปีจอ ตรงกับวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2405 ณ บ้านตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม

มีชื่อเดิมว่า ใจ ขำสมชัย

บิดาชื่อ นายขำ ขำสมชัย มารดาชื่อ นางหุ่น ขำสมชัย

หลวงปู่ใจมีพี่น้องด้วยกันถึง 11 คน โดยเป็นหญิง 6 ชาย 5

ต่อมาครอบครัวของท่านได้ย้ายมายังหมู่ที่ 9 ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม อันเป็นภูมิลำเนาเดิมของปู่ และบิดา

จึงเมื่ออายุได้ 21 ปีบริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบท ณ อุโบสถวัดบางเกาะเทพศักดิ์ เมื่อวันแรม 11 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม โดยมีพระอุปัชฌาย์จุ้ย วัดบางเกาะเทพศักดิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อินฺทสุวณฺโณ"
พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ อินฺทสุวณฺโณ) หลังจากบวชแล้วได้จำพรรษายังวัดบางเกาะเทพศักดิ์ เพื่อศึกษาทั้งด้านวินัยและด้านพระปริยัติ จนมีความรู้แตกฉาน ทั้งอักษรไทยและขอม

สำหรับการเรียนหนังสือขอม เป็นที่สำคัญยิ่งสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ด้วยพระไตรปิฎกนั้น แต่เดิมเขียนด้วยอักษรขอม เพิ่งจะเขียนด้วยอักษรไทยในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส นี่เอง

นอกเหนือไปจากการศึกษาด้านพระวินัย พระปริยัติแล้วนั้น หลวงปู่ใจยังให้ความสนใจในเรื่องของคาถาอาคม และได้ขอเล่าเรียนจากครูบาอาจารย์หลายท่าน ต่อเมื่อท่านออกเดินธุดงค์เพื่อฝึกจิตสมาธิในพงไพรกว้าง ตอนใดที่พบพานพระธุดงค์ด้วยกัน ท่านมักขอศึกษาวิชาด้วย กล่าวว่าท่านมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาทางสมาธิจากพระอุปัชฌาย์ยิ้ม วัดหนองบัว จากในป่านั้นเอง ในคราที่ท่านเดินธุดงค์ไปพบกับหลวงปู่ยิ้ม
ต่อมาได้มีนางอิ่มและนายอ่อน ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของหลวงปู่ใจ ได้ยกที่ดิน 3 ไร่ 3 งาน 91 ตารางวา ถวายให้พระสมุห์แพ วัดใหม่ยายเงิน (วัดราษฎร์บูรณะ) ฐานานุกรมของพระครูวิมลเกียรติ (เกลี้ยง) วัดบางสะแก แต่ด้วยพระสมุห์แพ อาพาธลงเสียก่อน จึงได้มอบโฉนดที่ดินให้แก่ขุนศรีโยธามาตย์ภักดี (บุตร) กับหมื่นชำนาญ (โพน) เพื่อนำไปมอบให้แก่เจ้าอาวาสวัดใดวัดหนึ่ง เพื่อดำเนินการสร้างวัดขึ้นตามเจตนาของผู้บริจาค
ซึ่งที่ดินเหล่านี้ ได้นำมามอบให้กับพระอุปัชฌาย์จุ้ย วัดบางเกาะ และได้ดำเนินการสร้างเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2434 ด้วยเงินสมทบบริจาคจำนวน 260 บาท พร้อมทั้งแต่งตั้งให้หลวงปู่ใจ ซึ่งอุปสมบทมาได้ 8 พรรษาแล้ว เป็นผู้ปกครองสำนักสงฆ์แห่งนี้ มีพระภิกษุจำพรรษาด้วย 4 รูป

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2434 ตรงกับวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ ท่านพระครูวิมลเกียรติ (ป้าน) เจ้าอาวาสวัดเหมืองใหม่ เจ้าคณะแขวงเมืองราชบุรี ได้แต่งตั้งให้พระใจ เป็นเจ้าอาวาส และเป็นพระอธิการปกครองวัด มีชื่อวัดว่า วัดใหม่ยายอิ่ม ตามนามผู้ถวายที่ดิน

เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็นวิสุงคามสีมาแล้ว จึงให้ชื่อวัดใหม่ว่า "วัดใหม่ใต้ปากคลองดอน" ครั้นเมื่อปี พ.ศ.2458 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จมาตรวจการณ์คณะสงฆ์ และได้เสด็จมายังวัดใหม่ใต้ปากคลองดอน ได้ทรงตั้งนามวัดใหม่ว่า "วัดเสด็จ"

หลวงปู่ใจ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเคารพนับถือท่านมากมาย ท่านได้เคยสร้างพระไว้หลายอย่าง ทั้งเหรียญและพระหล่อเนื้อเมฆพัด พระปรกใบมะขามเนื้อเมฆพัดของท่านจัดเข้าอยู่ในชุดพระเบญจฯปรกใบมะขาม ซึ่งโด่งดังมาก  นอกจากพระเครื่องแล้วท่านยังได้สร้างตะกรุดไว้หลายแบบ ที่โดดเด่นมากก็คือตะกรุดลูกอม ที่มีทั้งเนื้อทองคำ เนื้อเงิน และเนื้อนาค ซึ่งท่านได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว กาญจนบุรี  หลวงปู่ใจท่านได้รับสมณศักดิ์ดังต่อไปนี้  พ.ศ. 2458 เป็นผู้รั้งเจ้าคณะแขวงบางคนที  พ.ศ. 2460 เป็นเจ้าคณะแขวงบางคนที และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรมีพระราชทินนามว่า "พระครูสุทธิสาร"  พ.ศ. 2469 เป็นเจ้าคณะแขวงอัมพวา พ.ศ. 2495 เป็นพระสุทธิสารวุฒาจารย์  พ.ศ. 2504 เป็นพระราชมงคลวุฒาจารย์

หลวงปู่ใจท่านมรณภาพวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2505 สิริอายุได้ 100 ปี พรรษาที่ 78  ในสมัยที่หลวงปู่ใจท่านกำลังสร้างวัดเสด็จอยู่นั้นท่านได้เดินทางไปที่จังหวัดกาญจนบุรีอยู่บ่อยๆ เพื่อไปหาซื้อไม้มาสร้างวัด ท่านขึ้นล่องอยู่หลายปีจึงสร้างวัดได้สำเร็จ  และทุกปีท่านจะมาแวะพักที่วัดหนองบัว เอาหมากพลูมาถวายหลวงปู่ยิ้ม ซึ่งท่านเคารพหลวงปู่ยิ้มมาก มีอยู่ปีหนึ่งหลวงปู่ยิ้มพูดเปิดทางให้กับท่านว่าถ้าสนใจในวิทยาคมก็จะถ่ายทอดให้  ท่านจึงรีบขอเป็นศิษย์ทันที หลวงปู่ยิ้มได้มอบบทเรียนบทแรกว่าด้วยการทดสอบพลังจิต โดยจุดเทียนตั้งไว้ที่ขัดน้ำมนต์ แล้วให้ท่านเพ่งกระแสจิตไปที่เทียนให้เทียนขาดกลางให้ได้  ถ้าทำได้เมื่อใดจึงจะมอบวิชาให้ หลวงปู่ใจท่านทำอยู่ 7 คืน เทียนก็ไม่ยอมขาด หลังจากกลับมาพัก ท่านจึงตัดสินใจว่าถ้าหากคืนพรุ่งนี้เทียนยังไม่ขาด ก็จะกลับอัมพวา ปรากฏว่าคืนวันที่ 8 ท่านทำได้สำเร็จ

ท่านสามารถเพ่งกระแสจิตตัดเทียนให้ค่อยๆ ละลายขาดลงตรงกลาง หลวงปู่ยิ้มได้กล่าวชมว่า "เมื่อแรกเรียนท่านก็เก่งกว่าเสียแล้ว" เพราะหลวงปู่ยิ้มเองต้องทำอยู่ถึง 15 วัน  หลวงปู่ยิ้มจึงถ่ายทอดวิชาว่าด้วยการสร้างตะกรุดปราบทาษามหาระงับ ตะกรุดลูกอมอันเลื่องลือของท่านให้แก่หลวงปู่ใจจนหมดสิ้น  ตะกรุดของหลวงปู่ใจท่านจะสร้างด้วยความพิถีพิถันใช้ความประณีตบรรจง ตะกรุดแต่ละดอกจะมีขนาดเท่ากัน ลักษณะการม้วนจะเหมือนกัน การขวั้นไหม 5 สี ร้อยตะกรุดลูกอม ก็ต้องใช้ไหมที่มีขนาดเท่ากันทุกเส้นเวลาขวั้นต้องจัดเกลียวให้เป็นระเบียบ และท่านจะปลุกเสกของๆ ท่านเพียงองค์เดียวเท่านั้น ตะกรุดลูกอมของหลวงปู่ใจจะมีอยู่ 3 เนื้อคือ เนื้อทองคำ เนื้อนาค และเนื้อเงิน ปัจจุบันตะกรุดลูกอมของหลวงปู่ใจนั้นหายาก ทุกคนที่มีต่างหวงแหนครับ

 

ขอขอบคุณที่มา…http://anchalit.multiply.com/photos/album/47/47

ครูบาเจ้า บุญชุ่ม สำนักปฏิบัติธรรม บ้านบุญมหาลาภ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

ประวัติพระครูบาเจ้า บุญชุ่ม ญาณสํวโร
สถิต ณ สำนักปฏิบัติธรรม บ้านบุญมหาลาภ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

</Vนามเดิม : บุญชุ่ม ทาแกง
ฉายา : ญาณสํวโร
เกิด : วันอังคารที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๔
อุปสมบท : เดือนวิสาขะ วันที่ ๑๑ เดือน ๘ ขึ้น ๑๑ ค่ำ วันที่ ๙ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ตรงกับเดือนแปดเหนือ

ชีวิตความเป็นอยู่ของพระครูบาเจ้าฯช่างน่าสังเวช ทุกข์ลำบากเหมือนกับว่า ในโลกนี้บ่มีใครเท่าเทียมได้ ทุกสิ่งทุกอย่างทุกข์และสุขก็เป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ทนลำบากไม่ใช่ตัวตนของเราบังคับไม่ได้ พิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วพึงจะเบื่อหน่ายการเกิด การตาย ทุกข์ในวัฎฎะสงสารพึงสละละวางความยึดมั่นถือมั่น

ประวัติ
พระครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณสํวโร

ชาติภูมิ
บิดา-มารดา :พ่อคำหล้า แม่แสงหล้า ทาแกง
นามเดิม : เด็กชายบุญชุ่ม ทาแกง
วันเดือนปี เกิด : วันอังคารที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน๔
สถานที่เกิด : หมู่บ้านแม่คำหนองบัว ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จันจังหวัดเชียงราย
พี่น้อง : ๑. พระครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณสํวโร
๒. พระครูบาวีนัสกตปุญโญ
๓. เด็กหญิงเอื้องฟ้า (เสียชีวิต)
๔. นางอ้อมใจ ปูอุตรีสมรสกับนายประทีบปูอุตรี

ชีวิตในวัยเยาว์
คุณแม่แสงหล้าได้แต่งงานกับคุณพ่อคำหล้าก่อนตั้งครรภ์พระครูบาเจ้าฯ คุณแม่แสงหล้านิมิตฝันว่า “ได้ขึ้นภูเขาไปไหว้พระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่เหลืองอร่ามงามมากนัก” แล้วสะดุ้งตื่นอยู่มาไม่นานนัก คุณแม่แสงหล้าเริ่มตั้งครรภ์ พอตั้งครรภ์ได้ครบ ๑๐เดือน ก็ได้ให้กำเนิดเด็กชายบุญชุ่ม ซึ่งเป็นเด็กหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูจากนั้นก็มีเหตุแยกจากพ่อคำหล้ากลับไปดูแลแม่อุ้ยนางหลวงที่เคยอยู่ด้วยกันเพราะไม่มีใครดูแล ส่วนพ่อคำหล้าก็กลับไปดูแลแม่หลวงอุ่นจึงเป็นเหตุให้ต้องแยกกันอยู่ เมื่ออายุครบ ๖ เดือน พ่อคำหล้าได้มาเยี่ยมซื้อเสื้อผ้ามาฝากลูกด้วย แต่กลับไปไม่นาน คุณพ่อก็ได้ล้มป่วยด้วยโรคบิดกระทันหันถึงแก่กรรม เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี เท่านั้น เมื่อพระครูบาฯ อายุได้ ๔ ขวบแม่อุ้ยนางหลวงและคุณแม่แสงหล้าได้ย้ายจากบ้านด้ายไปอยู่บ้านทาดอนชัยตำบลป่าสักอำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ และสมรสใหม่กับนายสม ชัยวงศ์คำมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่า เด็กชายวีนัส (แดง) และบุตรหญิง ๒ คน คือเด็กหญิงเอื้องฟ้าถูกสุนัขกัดตาย เมื่ออายุได้ ๔ ขวบ และเด็กหญิงอ้อมใจเมื่อแม่อุ้ยนางหลวงได้ถึงแก่กรรมไป ครอบครัวของเด็กชายบุญชุ่มยิ่งลำบากมากกว่าเก่า บ้านก็ถูกรื้อขาย แล้วอพยพไปอยู่เชิงดอยม่อนเรียบทำกระต๊อบน้อยอยู่กัน ๔-๕ คน แม่ลูก ฝาเรือนก็ไม่มี เวลาฝนตกหลังคาก็รั่วเอามุ้งขาดเป็นเรือน ผ้าห่มก็มีผืนเดียวเวลาหน้าหนาวก็หนาวเหน็บต้องนอนผิงไฟเหมือนสุนัขผ้านุ่งผ้าห่มเสื้อกางเกงก็มีชุดเดียวเวลาไปโรงเรียนก็นุ่งกางเกงขาสั้นไปเรื่องอาหารก็ตามมีตามได้ เก็บกินเต้าแตง เผือกมัน ผักผลไม้กิน เพื่อยังชีพไปวันๆบางทีแม่แสงหล้าก็ไปรับจ้างเกี่ยวข้าวและปลูกหอม กระเทียม ได้ข้าวมาเลี้ยงกันวันละลิตร สองลิตร ก็เอามาหุงต้มเลี้ยงกัน วันไหนข้าวมีน้อย ก็เอาต้มใส่เผือกใส่มันบางครั้งก็ได้กินหัวกลอยต่างแทนข้าว บางครั้งได้กินข้าวกับพริกกับเกลือบ้างบางทีแม่แสงหล้า ไม่สบายไปรับจ้างไม่ได้ พระครูบาเจ้าบุญชุ่มและน้องๆ ก็เที่ยวขอทานห่อข้าว ตามหมู่บ้านมาเลี้ยงดูกัน บางวันก็ได้มากบ้างน้อยบ้าง พอประทังชีวิตบางคนก็ด่าว่าตางๆ นานา บางคนก็ดีใจ บางคนก็ทุบต่อยตีไล่หมาใส่ท่านก็ไม่ถือสาโกรธแค้น ส่วนพ่อเลี้ยงก็ไม่สบายเป็นโรคบวมพองทำงานไม่ได้พระครูบาบุญชุ่มบางทีก็ต้องเก็บใบตองไปแลกข้าวบางทีก็หาฟืนไปขายบางวันก็ไปรับจ้างเก็บถั่วลิสง ได้เงินมา ๑ บาท ๒ บาท ก็เอาไปซื้อข้าวน้ำมันและพริกเกลือมาเลี้ยงครอบครัวถึงแม้ชีวิตท่านจะลำบากเพียงใดก็ไม่เคยเป็นเด็กเกเรลักเล็กขโมยน้อยเด็ดขายแม่แสงหล้าจะสอนว่า “ห้ามลักขโมยของคนอื่นมาโดยเด็ดขาด” วันหน้าถ้ามีบุญก็จะสบายได้แลบางวันน้องซนไม่มีใครดูแลพระครูบาเจ้าบุญชุ่มก็ฉีกเอาชายผ้าถุงของแม่ผูกขาน้องๆติดกับเสาบ้านเสาเรือนไว้แล้วก็เที่ยวขอทานมาเลี้ยงแม่เลี้ยงน้อง

<O></O>
เห็นทุกข์ก็เห็นธรรม
ชีวิตความเป็นอยู่ของพระครูบาเจ้าฯช่างน่าสังเวช ทุกข์ลำบากเหมือนกับว่า ในโลกนี้บ่มีใครเท่าเทียมได้ ทุกสิ่งทุกอย่างทุกข์และสุขก็เป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ทนลำบากไม่ใช่ตัวตนของเราบังคับไม่ได้ พิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วพึงจะเบื่อหน่ายการเกิด การตาย ทุกข์ในวัฎฎะสงสารพึงสละละวางความยึดมั่น ถือมั่นพึงคลาย ความอาลัยในตัณหาตัวนำมาเกิด พึงละอวิชชา ความไม่รู้นำมาเกิดภพชาติชรามรณะทุกข์ เวียนว่าย ตายเกิดหาที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายบ่มิได้พึงสังเวชเบื่อหน่ายโลกาอามิสทั้งปวงพึงมีจิตยินดีในพระนิพพานเป็นอารมณ์รีบขวนขวายหาทางดับทุกข์ ความเกิดแก่เจ็บตาย จงสร้างแต่กุศลบุญทาน รักษาศีลภาวนาอย่าขาด อย่าประมาทในชีวิตสังขารไม่ยั่งยืน ไม่รู้ว่าเราจะตายวันใด ที่ไหน เวลาใดใครไม่สามารถกำหนดได้ ขอให้ทุกคนเราท่านทั้งหลายจงทำดีให้หนีวัฎฎะสงสารไม่ต้องกลับมาเกิดอีกเพราะการเกิดบ่อยๆเป็นทุกข์ดังนี้แล

อุปนิสัยฝักใฝ่ในธรรมของพระครูบาเจ้าฯ
เนื่องจากคุณแม่แสงหล้าเป็นคนมีนิสัยใจดีมีเมตตาเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีลูกเต้าญาติมิตรพี่ๆ น้องๆ เป็นผู้รู้จักบุญคุณเสมอชอบทำบุญไปวัดไม่ขาดถึงแม้ว่าความเป็นอยู่จะลำบากยากจนขนาดไหนพอถึงวันพระแม่จะจัดหาอาหารตามมีตามได้ไปใส่บาตรทุกครั้งก่อนที่คุณยายของพระครูบาเจ้าฯ คือยายแม่อุ้ยนางหลวง ยังไม่เสียชีวิตดังนั้นเมื่อพระครูบาเจ้าฯ อายุได้ ๔-๕ ปี ก็พาไปนอนวัดปฏิบัติธรรมด้วยยายสอนว่าให้ไหว้พระสวดมนต์ และภาวนาพุทโธฯตั้งแต่เล็กได้คลุกคลีอยู่กับวัดตั้งแต่ตัวน้อยๆ เวลาเข้าโรงเรียนฯก็ติดกับวัดเวลาว่างก็ชอบเขาไปไหว้พระในวิหาร บางทีก็ภาวนาตามร่มไม้ทำอยู่อย่างนี้ตลอดเท่าที่ท่านจำความได้ พระครูบาเจ้าฯไม่ชอบทานเนื้อสัตว์มาตั้งแต่เกิด ถ้าจำเป็นต้องท่านก็เอาคำข้าวจิ้มแต่น้ำแกงบางทีก็ทานข้าวเปล่าๆ บางทีก็ทานกับน้ำอ้อย บางทีก็ทานข้าวกับกล้วยไปวันๆคุณแม่แสงหล้ารักเอ็นดูพระครูบาเจ้าฯเป็นอย่างยิ่งไม่เคยด่าเคยตีด้วยไม้หรือฝ่ามือแม่แต่ครั้งเดียวในชีวิตอย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าชีวิตในวัยเยาว์ของพระครูบาเจ้าฯจะทุกข์ยากลำบาก แต่ท่านก็เป็นเสมือนเพชรในตมคือจิตใจของท่านที่ได้รับการปลูกฝังคุณงามความดีอยู่เสมอ ทั้งจากคุณยายและจากคุณแม่จากการคลุกคลีอยู่กับวัด กับพระสงฆ์จึงทำให้จิตใจของเด็กน้อยรู้สึกผูกพันกับบวรพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งถูกสั่งสอนให้ขยันหมั่นเรียนเขียนอ่าน และสอนให้หมั่นเพียรทำงานทุกอย่างแม่แสงหล้าจะใช้ไปซื้อของในตลาด บางทีมีเงินบาทเดียวได้ของมาสี่อย่าง ซื้อพริก ๑สลึง เกลือ ๑ สลึง น้ำมัน ๑ สลึง เมี้ยง ๑ สลึง เป็นต้นเพราะเงินสมัยนั้นมีค่าข้าวสารลิตรละ ๑ บาท ก็พอกินไป ๒ วันเท่าที่จำได้ตอนโตมาแล้วบางทีโรคลมของคุณแม่กำเริบก็ว่าด่าต่างๆด้วยความลืมตัวบ้างเสร็จแล้วพอรู้สึกดีขึ้นคุณแม่จะมาขอขมาลาโทษทุกครั้งโดยการผูกข้อมือรับขวัญให้ทุกครั้ง

การเดินทางของชีวิตฆราวาส
เมื่อช่วงวัยเด็กเคยป่วยด้วยพิษไข้มาลาเรีย เกือบเอาชีวิตไม่รอดเป็นช่วงเดียวกับพ่อเลี้ยงก็ป่วยหนักเช่นกัน ตามความเชื่อของชาวเหนือถ้ามีคนป่วยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันต้องแยกกันอยู่ดังนั้นคุณแม่แสงหล้าจึงนำไปฝากไว้กับญาติผู้ใหญ่ คือแม่คำ พ่อคำหล้า ส่วนน้องชายด.ช.วีนัสไปอยู่กับคุณป้า น้องสาวไปอยู่กับพ่อก๋อง แม่เพชร ช่วงนั้น ด.ช.บุญชุ่มได้พลัดพรากจากญาติพี่น้อง รู้สึกสะเทือนใจร้องไห้ตามประสาเด็กทั่วไปที่ต้องแยกันอยู่ ด้วยท่านเป็นพี่ชายคนโต เคยดูแลเลี้ยงดูน้องๆแทนแม่เสมอจึงทำให้รักและผูกพันต่อกันมาก

แม้การดำเนินชีวิตของท่านได้รับความลำบากทุกข์ยากต่างๆแต่กลับทำให้พระครูบาเจ้าฯ มีความเข้มแข็ง อดทน เป็นนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ดังในช่วงที่ท่านอยู่กับลุงน้อยจันตา มีลูกเลี้ยงของลุงเป็นคนเชื้อสายเขมร รังแกบังคับ ตีต่อย ให้ทำงานหนัก แต่ท่านก็ไม่ถือสาหาความเพราะท่านผ่านความทุกข์ใหญ่หลวงมามากแล้ว เรื่องแค่นี้ท่านมีความเข้มแข็งผ่านพ้นไปได้และมีอยู่วันหนึ่ง หลังจากหยุดพักจากงานและนั่งพักผ่อนท่านมีนิสัยที่ชอบชุ่มชื่นรื่นเริงจึงขับร้องเล่นซอเมืองเหนืออย่างสบายอารมณ์คนงานในบ้านก็โกรธท่านหาว่าเกียจคร้านเอาก้อนดินใหญ่มาขว้างปาใส่หัวจนเจ็บและมึนงงไปหมด เกือบสลบแต่ท่านก็ไม่บอกเรื่องที่ถูกคนใช้ทำร้ายให้กับคุณลุง คุณป้าเพราะกลัวคนทำจะเดือดร้อนถูกไล่ออก

ถึงแม่ว่าท่านต้องทำงานหนักแต่ในเรื่องการเรียนหนังสือท่านก็เอาใจใส่ ศึกษาหาความรู้ จนจบประถมศึกษาปีที่ ๔ด้วยตั้งใจไว้ว่าถ้าหากเรียนจบแล้วจะบรรพชาเป็นสามเณรทันทีกระทั่งเมื่อได้บรรพชาเป็นสามเณรอายุ ๑๑ ปีได้เข้าศึกษานักธรรมสอบได้นักธรรมชั้นตรี ใน พ.ศ.๒๕๒๖

สามเณรน้อยใจสิงห์
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ได้เข้ามาเป็นเด็กวัดโดยมีพ่อลุงทาเอาไปฝากกับเจ้าอธิการสิน จิรธัมโม วัดบ้านด้ายตอนท่านอายุได้ ๑๑ ปีหลังจากเป็นเด็กวัดได้ 3 ปีจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ท่านชอบสงบอยากบวชตั้งแต่อายุ๔-๕ ปีแล้ว ในสมัยเป็นเด็กนักเรียนชอบนั่งสมาธิภาวนาไม่สุงสิงกับใครเวลาว่างก็เดินจงกรมที่สนามหญ้าโรงเรียน จนเพื่อนฝูงว่าท่านเป็นบ้าใครจะว่าอย่างไรไม่สนใจท่านถือว่าได้ปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า

ในพ.ศ.๒๕๑๙ ครูบาเจ้าบุญชุ่มญาณสํวโร ได้บวชเรียนตามปณิธานที่ตั้งไว้ตั้งแต่เยาว์วัยถึงเวลาท่านก็กำหนดขอขมาลุงและป้าแทนพ่อแม่ แล้วจึงอาบน้ำและนุ่งผ้าขาวในคืนหนึ่งพอใกล้รุ่งท่านนิมิตเห็นหลวงพ่อปู่องค์หนึ่งแก่ๆผมหงอกสักไม้เท้าจากต้นโพธิ์ใหญ่ที่ในวัดเดินเข้ามาห่านแล้วสอนธรรมกัมมัฏฐานให้ภาวนาว่าพุทโธๆและบอกว่าให้หมั่นภาวนาในภายหน้าจะได้เป็นครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่งของคนทั่วไปและมนุษย์โลกทั้งหลายแล้วท่านครูบาเฒ่าก็เดินลับหายไป พอสว่างก็ได้ไปบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีบุญยืนตำบลป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีพระครูหิรัญเขตคณารักษ์วัดศรีบุญเรือง อำเภอแม่จัน เจ้าคณะอำเภอเชียงแสนเป็นองค์พระอุปัชฌาย์บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๑๙ ตรงกับเดือน ๘ ขึ้น ๑๑ ค่ำ วันพฤหัสฯเวลา ๙.๓๙ น. ได้บวชเสร็จเรียบร้อย มีสามเณรที่บรรพชารวมกันทั้งตำบลสามสิบสองรูปปัจจุบันเหลือพระครูบาฯเจ้าองค์เดียว

ครั้นเสร็จพิธีบรรพชาแล้วก็กลับมาวัดบ้านด้ายเข้ากรรมฐานภาวนา๓ วัน เริ่มเรียนสวดมนต์ภาวนาทำกิจวัตรต่างๆมีล้างบาตรล้างถ้วยล้างชามทำความสะอาดวัด ดายหญ้า ท่านทำทุกอย่างที่ทำได้ในวัดจำเป็นที่สุดคือ การเจริญภาวนา ท่านนอนองค์เดียวนอนในกุฏิที่เก็บกระดูกผีตายชอบอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ พอบวชเป็นสามเณรไม่นานเกือบ ๑เดือนคนทั้งหลายก็เล่าลือกันว่ามีสามเณรน้อยต๋นบุญถือกำเนิดที่วัดบ้านด้ายธรรมประสิทธ์ศรัทธาสาธุชนทั้งหลายก็พากันมาทำบุญขอให้ทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ให้สามเณรบุญชุ่มก็บอกว่า “เราบวชเป็นสามเณรใหม่ยังไม่รู้อะไรสักอย่างให้ตั้งจิตอธิษฐานกันเอาเองเถอะบางคนก็ขอให้เทศน์สั่งสอนเราก็บอกว่ายังไม่รู้อะไรเลยให้หั่นไหว้พระทำบุญให้ทานรักษาศีลห้าข้อให้ดีและภาวนาพุทโธๆไปก็จะได้พ้นทุกข์ “

อารมณ์กรรมฐานโดยพิจารณาอัฐิ
มีหลวงพ่อธุดงค์องค์หนึ่งอยู่อำเภอจุนจ.พะเยา ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุมามอบให้พระครูบาเจ้าฯเมื่อท่านได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาแล้ว ได้น้อมจิตพิจารณาว่ากระดูกของสัตว์โลกทั้งหลายนั้น นับตั้งแต่เวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสารนี้หากนำมากองรวมกัน คงกองใหญ่เป็นภูเขาทีเดียว หากแยกกันก็กระจัดกระจายอย่างที่เห็นกระดูกแข้งไปทางหนึ่ง กระดูกเข่าไปอีกทางหนึ่ง กระดูกข้อเท้าไปทางอื่นกระดูกข้อนิ้วเท้าก็กระจัดกระจายไปทางอื่นกระดูกทุกส่วนแยกออกจากกันไปคนละที่คนละแห่ง แล้วก็ผุพังกลายเป็นดินเป็นจุลไปท่านก็น้อมพิจารณาเข้ามาในกายแห่งตนว่า “ เอวงฺธมฺโม เอวงฺอนตฺติโต ” ยกกระดูกสามร้อยท่อนเป็นกรรมมัฏฐานให้เห็นชัดแจ้งในสังขารรูปนามร่างกายอันเน่าเหม็นนี้ไม่ดีไม่งามเป็นอสุภะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์วิปัสสนาพิจารณาสรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจังไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาไม่ใช่ของเขาสักอย่างเห็นความเกิดความดับของรูปนามสังขารดังนี้แล้วก็ยกจิตขึ้นสู่ยถาภูตญาณทัศนะเห็นแจ้งชัดตามความเป็นจริงทุกอย่างบังเกิดความเบื่อหน่ายในกองสังขารทุกข์ทั้งหลายอยากจะพ้นไปจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายหาทางที่จะหลุดพ้นไปจากสังขารทั้งหลายแล้ววางเฉยต่อสังขารทั้งหลายไม่ติดข้องยินดีในสังขารทั้งหลายแล้วมองเห็นอริยะสัจจะธรรมทั้งสี่ให้เห็นแจ้งชัดว่านี้คือทุกข์ ความเกิด แก่ เจ็บตาย เป็นทุกข์ความโศกเศร้าเสียใจเป็นทุกข์ได้ประสบพบสิ่งที่ไม่ได้รักก็เป็นทุกข์ได้พลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์อยากได้อันใดไม่สมปรารถนาก็เป็นทุกข์จึงพึงกำหนดรู้ทุกข์อย่างนี้แล้วให้รู้เหตุที่ให้เกิดทุกข์คือสมุทัยทำให้เกิดทุกข์คือ ตัณหา ความอยากได้ทั้งสามคือ กามตัณหาในกามอารมณ์ทั้งหลาย ภาวะตัณหาตัณหาในภาวะน้อยใหญ่ ความมีความเป็นทั้งหลาย วิภาวะตัณหาตัณหาในความไม่อยากมีอยากเป็น ทุกข์ทั้งหลายเกิดจากตัณหาทั้งสามนี้ เมื่อดับตัณหาความอยากได้ก็ดับทุกข์ทั้งปวง ตัณหาขะยังสัพพะ ทุกขัง ชินาติดับตัณหาได้ชนะทุกข์ทั้งปวง แล้วก็มาพิจารณานิโรธความดับทุกข์วิราคะไม่ติดข้องด้วยราคะตัณหา ปราศจากไปแล้ว ปฏิสัคโคความสลัดออกแห่งตัณหาทั้งหลาย นิโรธ ความดับสนิทไม่เหลือ อาจโย มีอาลัยขาดแล้ววัฏฏะปัจเฉโต ตัดวัฏฏะทั้งสามขาดแล้ว คือกิเลสวัฏฏะ กรรมะวัฏฏะวิปากวัฏฏะทั้งสามนี้แลนิโรโธติได้ชื่อว่าความดับทุกข์คือพระนิพพานแล้วให้พิจารณาด้วยปัญญาในวิปัสสนาญาณต่อไปถึงมรรค คือหนทางอันดับทุกข์ คือมรรคมีองค์แปด คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ๒. สัมมาสังกับโปความชอบดำริ ๓.สัมมาวาจา ความพูดวาจาชอบ ๔.สัมมากัมมันโต มีการงานอันชอบ๕.สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบ ๖.สัมมาวายาโมมีความเพียรชอบ ๗.สัมมาสติ มีระลึกชอบ๘.สัมมาสมาธิ มีความตั้งใจชอบดังนี้ได้ชื่อว่ามรรคมีองค์แปดคือเป็นหนทางอันประเสริฐไม่มีทางอื่นยิ่งกว่าทางนี้เป็นทางให้ถึงซึ่งความดับแห่งกองทุกข์ในวัฏฏะทั้งหลายเราพึงทำภาวนาให้รู้แจ้งแล้ว น้อมเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ดับความเห็นผิดทั้งหลายอันเป็นปุถุชนอันแน่นหนาไปด้วยกิเลสแล้วน้อมจิตเข้าสู่โลกุตรภูมิแห่งพระอริยะเจ้าทั้งหลายแล้วมาพิจารณาดูมรรคธรรมที่เราได้บำเพ็ญมาตลอดสืบเนื่องติดต่อกันไม่ขาดสายรู้ความไม่เที่ยงอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกรู้ความจางคลายความกำหนดยินดีในสัพพนิมิตสังขารทั้งหลายรู้ความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลาย ทุกลมหายใจเข้าออกรู้ความสลัดคืนในกองสังขารทั้งหลายหายใจเข้าออกอยู่น้อมจิตเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ตลอดจึงได้ชื่อว่าเจริญมรรคญาณต่อไปให้พิจารณาความดับทุกข์ทั้งหลายเป็นนิโรธญาณผละญาณ แล้วก็ถึง ปัจเจกขณาญาณพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายเป็นมรรคะสมังคีคือว่าธรรมทั้งหลายมารวมลงกันในที่เดียวคือสติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่อิทธิบาทสี่อินทรีย์ห้า พละธรรมห้า โพชฌงค์เจ็ดอัฐฐังคิกะมรรคะทั้งแปดมาลงรวมกันที่เดียวได้ชื่อว่ามรรคสมังคีแล้วก็น้อมเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ให้แจ้งแล้วให้รู้แจ้งตามสภาวะธรรมที่เป็นจริงแล้วก็มาพิจารณาดูว่าเราได้รู้แจ้งในธรรมหรือยังถ้าไม่รู้แจ้งตราบใดก็ละกิเลสไม่ได้ถ้าตรัสรู้แจ้งแล้วกิเลสธรรมทั้งหลายก็ละได้เองโดยอัตโนมัติไม่ต้องสงสัยเลยในมรรคผลนิพพานมีจริงทุกอย่างถ้าเราทำจริงต่อมรรคธรรมเราก็จะถึงความดับทุกข์วันหนึ่งเราก็มาพิจารณาดูว่าเราละกิเลสได้เท่าใด เหลืออยู่เท่าใดดูพระอริยะบ้างก็พิจารณาบ้างพิจารณาว่ากิเลสมีเท่าใดตัดขาดเท่าใดสุดแล้วแต่บุญวาสนา ปัญญาของใครของมันท่านที่มีปัญญาแก่กล้าจึงจะพิจารณาได้ถ้าบรรลุมรรคขั้นต้นก็มีการตัดกิเลสสังโยชน์ได้สามคือสักกายทิฏฐิความยึดมั่นเห็นผิดในกาย วิจิกิจฉาความลังเลสงสัยในธรรมดับไปสีลัพพัตปรามาสความถือศีลไม่มั่นคงลูบคลำศีลก็ดับไปถ้าได้ถึงสกิทาคาก็กระทำให้ความโลภราคะ โทษะ โมหะส่วนที่หยาบๆดับไปถ้าได้ถึงอริยมรรค ที่สามคือพระอนาคามี คือผู้ไม่กลับมาอีกก็ตัดกิเลสสังโยชน์ได้อีก สองคือกามราคะ ความยินดีในกามราคะดับอย่างสนิทปฏิฆะความโกรธแค้นพยาบาท ดับสนิทตรงกับคติธรรมคำสอนของท่านครูบาศรีวิชัยให้เป็นคติว่า อู้ร้อยคำบ่เท่าผ่อครั้งเดียว

ตอบแทนบุญคุณบุพการี
มาย้อนถึงคุณแม่แสงหล้าผู้บังเกิดเกล้าตอนที่ท่านบวชเป็นสามเณรนั้นไม่ได้ยินข่าวคราวว่าคุณแม่ไปอยู่ที่ไหนแห่งหนใดท่านจึงคิดอาลัยหาแม่เป็นอย่างยิ่ง เห็นคนอื่นเขาตอนบวชมีพ่อแม่ครบอบอุ่นใจท่านไม่เห็นพ่อและแม่ทำให้ตื้นตันใจน้ำตาตก แต่ก็อดทนเอายังเห็นป้าและลุงดูแลเอาใจใส่เมื่อคราวที่ท่านได้ไปเทศน์ที่เชียงใหม่จึงให้คนไปสืบเสาะถามหาแม่พอดีเขาไปเจอแม่นั่งขายกล้วยทอดอยู่ที่ตลาดประตูเชียงใหม่ได้ถามดูก็รู้ว่าแม่มาแต่งานใหม่กับคนแก่อายุหกสิบกว่าอยู่หลังวัดฟ้อนสร้อยเป็นหมอยาสมุนไพรชื่อว่าพ่อน้อยใจมา ชัยเผือก เขาก็บอกว่าลูกได้บวชเป็นเณรแล้วมาเทศน์อยู่ที่วัดลอยเคราะห์แม่ก็ดีใจ ตอนกลางคืนแม่และพ่อเลี้ยงคนใหม่ก็มาหาท่านท่านก็ดีใจเป็นที่สุด ปลาบปลื้มใจที่ได้พบคุณแม่ แม่ก็ร้องไห้เหมือนกัน ท่านก็ให้ยาและขนมของเล็กๆน้อยๆหลังจากเทศน์ที่วัดลอยเคราะห์เสร็จแล้วก็ไม่ได้ไปเยี่ยมแม่ที่บ้านท่านก็กลับมาอยู่ดอยเวียงแก้วสร้างพระธาตุต่อและในพรรษานั้นแม่ก็ได้ตามมาอยู่ด้วยเป็นช่วงๆ มาทำอาหารถวายพระออกพรรษาท่านก็กลับไปเชียงใหม่ หลังจากสร้างพระธาตุเสร็จนานไฟป่าก็ลุกลามมาไหม้วัดกุฏิวิหารที่มุงด้วยหญ้าไหม้เกลี้ยงหมดท่านได้ย้ายมาอยู่ที่เกาะทะเลสาบเมืองเชียงแสน บ้านห้วยน้ำรากเป็นวัดเก่าชื่อวัดเกาะป่าหมากหน่อ อยู่ได้ไม่นานก็มีความประสงค์ไปเมืองพงอีกพอไปถึงก็มีคนบอกเล่าว่ามีพระธาตุอยู่บนดอยบนเขาปรักหักพังเหลือแต่กองอิฐ

การสร้างและบูรณะพระธาตุต่างๆ
ท่านจึงไปจำศีลภาวนาแล้วสร้างพระธาตุขึ้นชื่อว่าพระธาตุงำเมือง ดอยท้าววัง นั่งเรือไปๆมาๆอยู่ที่เมืองพงนี้เหมือนบ้านเกิดคิดว่าในอดีตชาติคงเคยสร้างบารมีในที่นี้ หลังจากได้สร้าง พระธาตุบ้านป่าข่าพระธาตุงำเมืองเสร็จแล้ว ท่านได้เดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าไปเมืองยองไปกราบพระธาตุหลวงจอมยอง กลับมาป่วยเป็นไข้มาเลเรียเกือบตายจากนั้นท่านได้มาเข้าพรรษาที่วัดทุ่งหลวง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่โดยมีหลวงปู่ครูบาเจ้าธรรมชัยเป็นองค์รักษาไข้คุณแม่ก็มาเยี่ยมเยียนตลอดโดยให้น้องชายบวชเณรอยู่ด้วย ในพรรษาที่๕ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดจอมแจ้ง บ้านกาดขี้เหล็ก ต.แม่โป่ง อ.ดอยสะเก็ดจ.เชียงใหม่ โดยมีคุณแม่ย่าคำแปง คุณธนิต นิ่มพันธ์ คุณตุ๊ คุณสมศักดิ์ คุณอุไรและเจ้าพ่อน้อยโสภณ ณ เชียงใหม่ และญาติโยมหลายๆคนเป็นผู้อุปัฏฐากดูแลในพรรษาโยมแม่ก็มาเยี่ยมถือศีลด้วยบางครั้งบางคราว ท่านไปสร้างพระธาตุจอมศรีดับเภมุงเมือง ต.เมืองพง พม่า และมาสร้างวัดพระเจ้าล้านทอง อ.พร้าวจ.เชียงใหม่ คุณแม่ก็ตามไปเยี่ยมร่วมทำบุญทุกที่พรรษานี้ท่านอยากมาจำพรรษาที่เมืองพง แม่ย่าคำแปงให้จับฉลาก ๒-๓ ครั้งก็จับได้ที่วัดจอมแจ้งที่เดิม ท่านจึงได้มาจำพรรษาที่วัดจอมแจ้งอีกในปีนี้ท่านมีความสุขอิ่มเอมในพระธรรม อยู่กุฏิวิเวกองค์เดียว ได้อารมณ์กัมมัฏฐานดีมากเดินจงกรมก็สบายมีสมาธิตั้งมั่น

ในพรรษาที่๕นี้ ท่านได้เดินทางไปแสวงบุญ ณประเทศอินเดีย ได้นำคณะศรัทธา ญาติโยมไปกราบสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง คือสถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงธรรมจักร สถานที่ปรินิพพานและสถานที่สำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธบิดา รู้สึกซาบซึ้งมากจากนั้นได้ไปจาริกแสวงบุญ ณ ประเทศศรีลังกามีพระธาตุเขี้ยวแก้วและต้นศรีมหาโพธิ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งโดยมีโยมสุพิศ แม้นมนตรี เป็นผู้บริจาคเงินค่าเครื่องบินให้ ขออนุโมทนาบุญด้วยท่านได้กลับมาเมืองพงอีกได้สร้าง พระธาตุดอกคำแก้ว แล้วไปเมืองยองอีกครั้งที่สองได้ไปสร้างพระธาตุจอมแจ้งเมืองยองกลับมาสร้างพระธาตุจอมสวรรค์บ้านโป่งเมืองพงอีก

ต่อมา เข้าพรรษาที่๗ที่วัดเมืองหนองลิ่มคำป่าหมาหน่อบนเกาะทะเลสาบโดยมีพ่อแหนานเสาแม่นางจันทร์ฟองเป็นผู้อุปัฏฐากในพรรษาท่านได้ป่วยเป็นไข้ป่าและทางเดินอาหารได้ลาพรรษามารักษาที่ตึกสงฆ์โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ออกพรรษาแล้วท่านได้ไปย่างกุ้งมันตะเล ประเทศพม่า ไปกราบพระธาตุชเว***องจากนั้นกลับมาเมืองพง ได้มาสร้างวิหารสร้างพระเจ้านอน

เข้าพรรษาที่ ๘วัดพระนอน เมืองพง ( ปัจจุบันชื่อวัดจอมศรีดับเพมุงเมือง )ออกพรรษาแล้วได้ทำบุญฉลองวัดวิหารพระเจ้านอนเสร็จแล้วได้รับนิมนต์โดยคุณแม่ชรัชคุณหญิงกรรนิฐา สายวงศ์ ได้นิมนต์ไปประเทศเนปาลเที่ยวภูเขาหิมาลัยนำพระพุทธรูปไปถวายที่โปรกขลาเนปาลพรรษาที่๙ได้กลับมาจำอยู่ที่วัดนอนเมืองพงอีกได้ปฏิบัติธรรมมีความสุขที่สุดและได้เดินทางไปๆมาๆที่พระธาตุดอนเรืองท่านมีความผูกพันกับพระธาตุดอนเรืองที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีมานานนับตั้งแต่อายุ๑๒-๑๓ ปีที่ได้เข้ามาทำกุศลสร้างบุญบารมีในเมืองพงเคยเดินเท้าเปล่ามากราบพักถือศีลภาวนาที่นี้ตลอด ก่อนจะมาพระธาตุดอนเรืองซึ่งไม่เคยรู้จักและไม่เคยได้ยินชื่อแค่ได้นิมิตฝันเห็นเจดีย์น้อยตั้งอยู่บนเขาเตี้ยๆ ใกล้แม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่งได้มากราบแล้วมีความสุขที่สุด ฝันว่าเราได้ไปอยู่ที่นั้นไม่นานนักจึงได้มากราบจริงๆเหมือนในนิมิตทุกอย่าง จนกระทั่งถึงพ.ศ. ๒๕๒๘ท่านจึงบอกศรัทธาญาติโยมว่าจะสร้างพระวิหารครอบพระธาตุดอนเรือง เมื่อลุถึงวันเดือน๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพุธ เป็นวันวิสาขบูชาได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ สร้างพระวิหารท่านยินดีที่สุดในปีนี้อีกทั้งได้ไปศรีลังกาพร้อมหลวงปู่ครูบาธรรมชัย

ในพรรษาที่๙ นี้ท่านอาพาธเป็นไข้มาเลเรียอีก ได้รักษากินยาและทำสมาธิรักษาด้วยจึงหายดีออกพรรษาแล้วได้ไปแสวงบุญที่เมืองจีน ปักกิ่ง ได้กราบพระธาตุเขี้ยวแก้วและพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองจีน

จาริกธุดงค์.ณ.ประเทศเนปาล
ในพรรษาที่๑๐ พระครูบาฯมีความตั้งใจอย่างยิ่งจะไปจำพรรษาที่ประเทศเนปาลเชิงเขาหิมาลัย โยมมณีรัตน์โยมพี่เม้ง (วินัย) ได้นิมนต์หลวงปู่โง่น โสรโย ไปส่งท่านด้วยได้ไปอาศัยอยู่ที่วัดอานันทกุฏิวิหารกาฐมาณฑุ โดยคุณธรรมมา อารีราชได้ไปฝากให้ท่านได้พบหลวงปู่โลกเทพอุดรที่เนปาลโดยพระครูบาฯนับถือหลวงปู่โลกเทพอุดรเป็นอาจารย์ใหญ่ได้พบที่ข้างกำแพงพระราชวังเก่าหนุมานโดก้ากาฐมาณฑุ เป็นวังเก่าของกษัตริย์เนปาล เล่ากันว่ามีรางน้ำเป็นหินและมีอักขระศักดิ์สิทธิ์ที่ใครอ่านจบจะมีน้ำทิพย์ไหลออกมา ขณะที่พระครูบาฯกำลังอ่านอักขระอยู่นั้นปรากฏว่ามีพระเหมือนโยคีกระโดดออกข้างกำแพงวิ่งมาหาท่านมีผ้าโพกหัวเกล้าผม หนวดเครายาวรุงรังวิ่งมาจับมือหลวงปู่นัยน์ตาใสวาววับดั่งแก้วมรกตจึงขอถ่ายรูปไว้ เอาเงินถวายให้ก็ไม่รับลักษณะไม่เหมือนโยคีทั่วไปจากนั้นก็มีหมู่นกพิราบหมู่ใหญ่บินวนเวียนมาตรงหน้าหลวงปู่เทพอุดรไม่นานนักท่านทั้งสองก็หายไปพร้อมกับหมู่นกพิราบ จะพูดมากไปก็กลัวเกินความจริงอย่าพึ่งเชื่อทีเดียวให้เชื่อผลบุญกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอน

ทุกคนกลับกันหมดเหลือแต่ท่านองค์เดียวที่ได้พำนักอยู่กับพระชาวเนปาลมีหลวงพ่ออมฤตานันท์ เป็นเจ้าอาวาสวัดอานันทกุฏิวิหารมีหลวงพ่อมหากุมารกัสปะและหลวงพ่อมหานามะ มีพระพม่าองค์หนึ่งชื่อ อินทสาระสามเณรอินเดียชื่อ พุทธวังสะ และท่านไมตรี ทานแต่ผลไม้มันอาลู (มันฝรั่ง) แตงกวาและกล้วยหอมเป็นอาหาร ในพรรษานี้ พระครูบาฯ มีความสุขกับธรรมชาติที่สุดตอนเย็นสวดมนต์ภาวนาเดินจงกรม แล้วก็เข้าห้องนั่งภาวนาสมาธิต่อ บางทีถึงสว่างก็มีสว่างมาแล้วท่านก็มาทำความสะอดาลานเจดีย์กุฏิวิหาร ศาลาหอฉัน ทำความสะอาดองค์เดียวถ้าวันไหนมันอาลูหมดก็ลงไปซื้อในตลาด บางวันอากาศดีเสร็จภารกิจท่านก็ขึ้นไปกราบเจดีย์สวยัมภูองค์ใหญ่ ตั้งบนยอดเขาท่านก็ซื้อถั่วลิสงเลี้ยงลิงบางทีก็เอากล้วย ข้าวสารเลี้ยง ลิงที่นี่ตัวใหญ่หางยาวมีหลายพันตัวไม่กลัวคนท่านได้พำนักภาวนาที่นี่ได้อารมณ์กรรมฐานดี สมาธิตั้งมั่นจนกระทั่งออกพรรษาโยมหมอกรวยศรีและแม่ออกสุนิสา ดร.อุดม แม่วิภาวรรณและโยมหมอยรรยงค์แม่หมอภิราก็ได้มาเยี่ยม

จาริกธุดงค์เข้าป่าหิมพานต์
ด้วยอุปนิสัยของพระครูบาฯที่รักธรรมชาติ ชอบอยู่รูปเดียว ปลีกวิเวก เมื่อเสร็จภารกิจต่างๆ ท่านจึงดำริว่า “เราควรออกธุดงค์เข้าสู่ป่าหิมพานต์ตามรอยพระเวสสันดร”

 

 

ที่มา :
หนังสือ ๓๐ พรรษาในร่มเงาพระพุทธศาสนา ของพระครุบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร

ประวัติหลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี

พระวิสุทธิรังสีชินศาสนโสภีสังฆปาโมกข์ (หลวงพ่อเปลี่ยน) วัดใต้ กาญจนบุรี

พระวิสุทธิรังสีชินศาสนโสภีสังฆปาโมกข์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อเปลี่ยน” เดิมชื่อเปลี่ยน นามสกุล พลูสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2405 ที่บ้านม่วงชุม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่ออายุครบบวชได้เข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์ ณ พัทธสีมาวัดไชยชุมพลชนะสงคราม โดยมี พระครุวิสุทธิรังสี (ช้าง) วัดใต้ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการรอด วัดทุ่งสมอ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการภรณ์ วัดชุกกะพี้ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลวงพ่อเปลี่ยน ได้ศึกษาวิปัสสนาธุระ พุทธาคมและไสยเวทย์ ซึ่งหลวงพ่อเปลี่ยนได้ถวายตัวเป็นศิษย์ กับหลวงพ่อช้าง วัดใต้ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านเอง  ท่านได้ศึกษาจนมีความรู้แตกฉานในสรรพวิทยาของพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ

หลังจากท่านได้ศึกษาพุทธานุภาพ และไสยเวทย์จากหลวงพ่อช้าง วัดใต้แล้ว อีกไม่นาน หลวงพ่อช้างเริ่มมีอาการอาพาธ แต่หลังจากนั้นก็มรณภาพลง ทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ ทั้งลูกศิษย์ และชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลวงพ่อเปลี่ยน ซึ่งเป็นศิษย์

เมื่อหลวงพ่อช้างท่านมรณภาพลง แน่นอนตำแหน่งเจ้าอาวาสต้องว่างลง ทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้น นิมนต์หลวงพ่อเปลี่ยนขึ้นเป็นเจ้าอาวาส แห่งวัดใต้ แต่จากหลวงพ่อช้าง ซึ่งต่อมาได้สมณศักดิ์เป็น พระครูวิสุทธิรังสี เหมือนกับหลวงพ่อช้าง

เมื่อหลวงพ่อเปลี่ยนได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสแล้ว หลวงพ่อเปลี่ยนท่านได้พัฒนาถาวรวัตถุต่าง ๆ อาทิเช่น เสนาสนะ กุฏิ ศาลา โบสถ์ วิหาร ขึ้นภายในวัดให้มีความเจริญ ปกครองพระลูกวัดให้มีระเบียบ มีวินัยสงฆ์ รักศิษยานุศิษย์เท่าเทียมกันไม่ว่าจะยากดี มีจน แต่ใกล้หรือไกล

ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองกาญจนบุรี หลวงพ่อเปลี่ยได้รับคำชมเชยจากพระองค์ในการนำพระสงฆ์ 20 รูปขึ้นสวดมนต์ถวายพระพรที่พลับพลา พระองค์ทรงตรัสว่า “สวดมนต์เก่ง สวดได้ชัดเจนลีลาสังโยคน่าฟังและขับตำนานได้ไพเราะยิ่งนัก

หลวงพ่อเปลี่ยน ท่านได้ละสังขารเมื่อปี พ.ศ. 2490 สิริอายุรวมได้ 85 ปี พรรษาที่64

 

 

ขอขอบคุณที่มา…http://www.buddhawax.com