ฆราวาสที่ฟังธรรมแล้วบรรลุอรหัตผล

สันตติมหาอมาตย์

พระบรมศาสดา ได้ทรงปรารภ สันตติมหาอำมาตย์ ได้ไปปราบปัจจันตชนบทเรียบร้อยกลับมา
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยินดีให้ครองราชสมบัติ ๗ วัน
แล้วพระราชทานหญิงผู้ฉลาดในการฟ้อนขับนางหนึ่งเป็นรางวัล สันตติมหาอำมาตย์ ได้เสพสุราเมามึนอยู่สิ้น ๗ วัน
ในวันคำรบ ๗ ประดับกายด้วยอลังการวิภูษิตทั้งปวง แล้วขึ้นสู่คอคชสารตัวประเสริฐไปสู่ท่าน้ำ
ได้เห็นพระศาสดาเจ้าเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต จึงสั่นศีรษะถวายนมัสการ
พระศาสดาทรงกระทำแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ
พระอานนท์จึงทูลถามเหตุแห่งความแย้มพระโอษฐ์นั้น พระองค์จึงตรัสว่า
สันตติมหาอำมาตย์จักมาสู่สำนักของเราทั้งเครื่องประดับแล้วจักสำเร็จพระอรหันต์ ปรินิพพานในวันนี้แหละ
เมื่อสันตติมหาอำมาตย์ไปเล่นน้ำสิ้นวันยังค่ำแล้วก็ไปสู่อุทยาน นั่งดูสตรีที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานนั้นแสดงการฟ้อนรำ
เวลานั้นลมสัตถวาตบังเกิดขึ้นภายใน ตัดหทัยของสตรีนั้นขาด
ทำกาลกิริยาในขณะนั้น สันตติมหาอำมาตย์ได้เห็นดังนั้น ก็เสียใจเศร้าโศกเป็นกำลัง
ไม่เห็นคนอื่นจะดับความโศกอันนั้นได้
จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาพระองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนา ให้สำเร็จพระอรหันต์ แล้วปรินิพพานวันนั้น

พระภิกษุทั้งหลายจึงประชุมปรารภกันถึงสนตติมหาอำมาตย์ ควรจะเรียกอย่างไร
พระองค์จึงตรัสพระคาถานี้

อลงฺกโต เจปิ สมฺจเรยฺย สนฺโต
ทนฺโต นิยโต พฺรหฺมจารี
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ,
โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขุ. สมณะ

ถ้าแม้บุคคลที่ประดับแล้ว เป็นผู้สงบระงับ
ฝึกตนแล้ว เที่ยงตรงแล้วต่อมรรคผล เป็นผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ
ละอาชญาในสัตว์ทุกจำพวกแล้ว ประพฤติสม่ำเสมอไซร้
ผู้นั้นชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ผู้นั้นชื่อ ว่าเป็นสมณ.

ขอขอบคุณธัมมนัตาจาก หนังสือ ธรรมสมบัติ

“ศีล” ของพระอริยะ

อย่างพระโสดาท่าน เพียงท่านสำเร็จโสดา
นั่นคือเข้าสู่ความจริงแล้ว
เชื่อบาปเชื่อบุญเชื่อกรรมแล้วนั่น
ฝังแล้ว เมื่อฝังแล้วท่านจึงมีธรรมประจำใจ
เป็นนิสัยขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

เพราะฉะนั้นพระโสดาจึงไม่มีการรับศีล
เป็นสมุจเฉทวิรัติโดยอัตโนมัติไปเลย
คือหิริโอตตัปปะสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรมไปในนั้นเสร็จเลย
เช่นรับศีล ๕ ศีล ๘ ศีลอะไรนี้ หากว่าอยู่กับหมู่กับเพื่อน
ท่านก็นำบรรดาประชาชนรับเท่านั้น

ผู้ที่เป็นพระโสดานั้นท่านจะไม่มีเจตนาว่าตั้งใจจะรับศีล
เพราะศีลเราด่างพร้อยหรือขาดทะลุ ไม่มี เป็นแต่เพียงเป็นผู้นำๆ
นี่เรียกสมุจเฉทวิรัติของพระอริยบุคคล

สมุจเฉทวิรัติของปุถุชนนี้ตั้งความงดเว้นไว้ตลอดวันตาย
นี้เรียกว่าวิรัติตลอดวันตายเลย

ส่วนพระอริยบุคคล เช่น ขั้นพระโสดาขึ้นไปนี้
จะเป็นสมุจเฉทวิรัติโดยอัตโนมัติตลอดวันตายเหมือนกัน ไม่ได้ตั้งท่าตั้งทาง
เรื่องหิริโอตตัปปะสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรมทั้งหลายนี้เป็นขึ้นมาเองๆ

นี่ละออกจากภาวนา ออกจากการได้ยินได้ฟัง
รู้เห็นธรรมเป็นความจริงแล้วปลูกขึ้นมาทุกอย่าง
ขึ้นชื่อว่าความจริง ความจอมปลอมปัดออกๆ ท่านเป็นอย่างนั้น

 
ที่มา:โดยหลวงตา มหาบัว ญาณสัมปันโน
luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=250&CatID=2

กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด

๑. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย แม้แต่กรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังตามมาให้ผล เช่น พระโมคคัลลานะถูกโจรทุบจนร่างกายแหลกเหลว ก่อนจะเหาะไปลาพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพาน และเรื่องของสมเด็จองค์ปัจจุบันที่ทรงตรัสเล่าเรื่องกรรมเล็กๆ น้อยๆ คือ เรื่องน้ำขุ่น – น้ำใส ก่อนจะเข้าสู่ปรินิพพาน ก็ยังตามาให้ผลกับพระองค์ เป็นต้น

๒. หลังจากที่ท่านฤๅษีทิ้งขันธ์ ๕ ไปสู่พระนิพพานแล้ว เรื่องพระภิกษุสงฆ์ภายในวัดก็ปั่นป่วนมาก บ้างสึกภายใน ๗ วัน บ้างจะสึก บ้างจะย้ายออกนอกวัด บ้างพาคนไปทัวร์นอกวัดบ่อยๆ เป็นต้น ล้วนเป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น ให้กำหนดจิตรู้ว่าเป็นไฟที่เผาผลาญ นำความทุกข์ร้อนให้เกิดแก่จิต หากละวางได้ในปฏิปทาของคนอื่น จิตก็จักไม่รุ่มร้อนไปด้วยไฟปฏิฆะ เพราะไปรับรู้เรื่องที่ไม่ใช่ของดี ไม่ใช่พระธรรม ไม่ใช่พระวินัย จิตไปเกาะอยู่ตามนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นของร้อน

๓. นี่เพราะเจริญศีลไม่ถึงขั้นที่ ๓ ไปยินดีด้วยในกรรมชั่วของผู้อื่น จิตจึงไม่มีอุเบกขาเพียงพอ ความเยือกเย็นของจิตจึงยังมีกำลังไม่เพียงพอ ไปทุกข์ร้อนกับพฤติการณ์ละเมิดศีล ละเมิดธรรมของคนอื่นเข้า เรียกว่าพรหมวิหาร ๔ ยังไม่เต็มจิต เพราะฉะนั้น จงหมั่นเจริญพรหมวิหาร ๔ ด้วยการเจริญศีล รักษาศีลให้ได้ครบทั้ง ๓ ขั้น เพราะศีลเป็นตัวปฏิบัติ พรหมวิหาร ๔ เป็นผล เป็นตัวคุมให้ศีลเต็มได้ถึง ๓ ขั้น จงอย่าละเลยจุดนี้ เพราะจุดนี้สำคัญมาก สัมมาทิฎฐิ – สัมมาสมาธิเกิดได้ตรงศีลบริสุทธิ์ อันเป็นเหตุให้เกิดปัญญาบริสุทธิ์ด้วย

๔. ให้สังเกตอารมณ์ของจิต ในอันที่จักเกิดปัญญาได้ มีการพิจารณาธรรมได้คล่องตัว เพราะเวลานั้นเกิดศีลบริสุทธิ์ขึ้นในจิต จิตไม่ยุ่งกับปฏิปทาของผู้อื่นด้วย จิตวางกังวลในขันธ์ ๕ ลงด้วย จิตไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ ๕ ด้วย จิตสงบ – จิตเป็นสุข – มีสมาธิตั้งมั่น – ปัญญาพิจารณาธรรมก็เกิดขึ้นตรงนั้น ให้จำอารมณ์ตรงนี้เอาไว้ให้ดี จักได้มีจิตพร้อมไปด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา และพิจารณาเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย อย่างเช่น การพิจารณา กายคตา บวก อสุภะ และธาตุ ๔ อย่าใจร้อน ให้มีความใจเย็น เพียรพิจารณาไปอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วจักทำให้เกิดปัญญาพิจารณาร่างกายหรือขันธ์ ๕ ได้ตามความเป็นจริง ถ้าพิจารณาไปไม่ไหว ก็ให้ตรวจดูบารมี ๑๐ ว่าบกพร่องตรงไหนบ้าง ให้ปรับปรุงที่ตรงนั้น อย่างตัวใจร้อนถือว่าขาดเมตตาบารมี ไม่สงสารจิตของตนเอง ที่ไม่ยอมมีกำลังใจพิจารณาปลดขันธ์ ๕ ให้พ้นจากจิตที่ยังมีความเร่าร้อนมัวเมาอยู่กับขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้ต่อไปอีก ให้พิสูจน์กำลังใจหรือบารมี ๑๐ กันที่ตรงนี้

๕. อย่ากังวลกับเรื่องงานให้มากเกินไป หาเวลาพักผ่อนบ้าง เพื่อจักได้ไม่เบียดเบียนร่างกายให้มากจนเกินไป จิตที่อาศัยกายอยู่จักได้ไม่ถูกเบียดเบียนไปด้วย อย่าคิดเอาแต่รักษาจิตอย่างเดียวไม่ได้ จักต้องหมั่นรักษากายด้วย เพราะในขณะมีชีวิตอยู่นี้ กายกับจิตจักต้องคอยอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา ให้สักเกตกายถูกเบียดเบียนเมื่อไหร่ จิตก็พลอยถูกเบียดเบียนไปด้วย เพราะฉะนั้น จงอย่าเบียดเบียนร่างกายให้มากจนเกินไป มองตัวพอดีหรือมัชฌิมาเอาไว้บ้าง (จุดนี้ก็คือว่าขาดเมตตาบารมี เพราะเป็นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นด้วย)

๖. ให้เห็นธรรมดาของโลก ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่บนความเสื่อมแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดาตามกฎของไตรลักษณ์ ดังนั้น การช่วยเหลือคนก็ดี สัตว์ก็ดี ให้ช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่าไปหวังผลตอบแทน และเมื่อช่วยแล้วไม่ได้ผลตามที่เราหวัง ตามที่เราตั้งใจ ก็ปล่อยวาง ให้ถือว่านี่เป็นกฎธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างจักให้เป็นไปตามที่เราหวังดีสมปรารถนานั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด แม้กระทั่งเรื่องพระภิกษุสงฆ์ภายในวัดปั่นป่วนมาก หลังที่ท่านฤๅษีทิ้งขันธ์ ๕ ไปแล้ว นี่ก็เป็นกฎของกรรมทั้งหมด สุดวิสัยอย่าไปฝืนกรรม ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม จงอย่าห่วงวัดท่าซุงมากไปกว่าห่วงจิตของตนเอง เพราะวัดท่าซุงไปรอดแน่ แต่ระยะนี้เป็นช่วงกรรมอกุศลให้ผลก็ต้องเป็นไปตามนั้น (๑๗ พ.ค. ๓๙) อย่ากังวลกรรมของผู้อื่น หรือกรรมของวัดให้เสียเวลา ถ่วงมรรคผลของการปฏิบัติเปล่าๆ ตัดใจอย่าไปห่วงเรื่องภายนอก เอาเวลามาห่วงเรื่องภายใน คือ อารมณ์จิตของตนเองดีกว่า (จุดนี้ก็ขาดเมตตาบารมี เพราะขาดปัญญาบารมี)

๗. ให้สังเกตอารมณ์จิตในช่วงที่ได้พักผ่อนเพียงพอ กับพักผ่อนไม่เพียงพอ มีอารมณ์ต่างกันอย่างไร จิตที่มีร่างกายพักผ่อนเพียงพอ มีอารมณ์ผ่องใสมากกว่า และพิจารณาธรรมอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ก็จงอย่าเพลิดเพลินกับการนอนมากจนเกินไป จักเป็นการติดสุขในการนอน พึงหาความพอดีให้พบระหว่างกายกับจิตนี้ ตรากตรำกายมากเกินไป ก็ทุกข์เป็น อัตตกิลมถานุโยค พึงระมัดระวังอย่าให้ไปตกอยู่ในส่วนสุด ๒ ประการนี้ พยายามหามัชฌิมาปฏิปทาของกายกับจิตให้พบ แล้วแต่ละคนพึงหาความพอดีของตนเองให้พบ แล้วการปฏิบัติธรรมไปย่อมจักมีผลดีได้

๘. ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ความเบื่อหน่ายอันเป็นนิพพิทาญาณ จักได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง มิใช่เบื่อๆ อยากๆ อยู่เช่นในปัจจุบัน ให้เห็นโทษของการมีร่างกาย มันเต็มไปด้วยภาระและความทุกข์อยู่ตลอดเวลา (ภาราหะเวปัญจักขันธา) ให้เห็นความเสื่อมของร่างกายหรือขันธ์ ๕ ที่เมื่อวานนี้และตลอดมาจนถึงวันนี้ ให้จิตหมั่นกำหนดรู้อยู่อย่างนี้ ไม่คลายจากอารมณ์พิจารณาธาตุ ๔ หรือขันธ์ ๕ จิตก็จักทรงอยู่ในอำนาจของวิปัสสนา เป็นปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไป วางภาระภายนอกทิ้งไป เอาเวลามาทำกิจภายในให้เป็นกิจจะลักษณะเสียที อย่าเป็นผู้มีภาระมาก เรื่องของคนอื่นปล่อยวางเสีย

๙. การที่รู้สึกมีอารมณ์เบื่อนั้นเป็นของดี แต่พึงรักษาอารมณ์อย่าให้เบื่อมากจนเกินไป จนเกิดเป็นความเศร้าหมองของจิต ความเบื่อขันธ์ ๕ เป็นของดี เพราะทุกภพ – ทุกชาติ พวกเจ้าไม่เคยเบื่อขันธ์ ๕ ด้วยเหตุของการพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงอย่างปัจจุบันนี้ ในอดีตหรืออดีตชาติที่ผ่านมา ถ้าหากจักเบื่อ ก็เบื่อด้วยเหตุภายนอกเข้ามาเป็นปัญหากระทบกระทั่งใจ ถือว่าเป็นอารมณ์เบื่อที่เจือไปด้วยความกลัดกลุ้มใจ มิใช่อารมณ์เบื่ออย่างในปัจจุบัน (เบื่อจากภายนอกกับเบื่อจากภายใน) ดังนั้นเมื่อเริ่มมีอารมณ์เบื่อ ก็ต้องดูต้นเหตุให้ถึงที่สุดของความเบื่อจริงๆ แล้วจักปลดอารมณ์ราคะและปฏิฆะได้ แต่ให้ระวังกำลังใจเบื่อไม่จริงเอาไว้ให้ดี กิเลสมารมันจักหลอกจิตได้ง่าย เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งแน่ใจในความเบื่อ ให้ค่อยๆ ดูไป และพยายามเบื่ออย่างเบา ๆ อย่าให้อารมณ์เบื่อมันรุนแรงมากเกินไป จักทำให้เกิดอารมณ์เป็นทุกข์เสียประโยชน์เปล่า ๆ พยายามใช้ปัญญาพิจารณาให้มาก อย่าใช้สัญญาคือความจำตัวเดียว จักไม่ได้มรรคผลที่แท้จริง

๑๐. อย่าสนใจกับร่างกายให้มากจนเกินไป ให้พิจารณาจนเข้าใจถึงกฎธรรมดาด้วยว่า เ มื่อเกิดมามีร่างกายแล้วก็จักต้องแก่ – ต้องเจ็บ – ต้องตาย นี่เป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นกฎของธรรมดาอันนี้ไปได้ สำคัญอยู่ที่จิตของพวกเจ้ายอมรับนับถือกฎของธรรมดาได้มากแค่ไหน จุดนี้พึงพิจารณาให้มากเพราะเป็นการเตรียมจิตเพื่อละซึ่งขันธ์ ๕ ให้ได้จริงๆ ในยามที่ความแก่-ความเจ็บ-ความตายจักเข้ามาถึงร่างกายในกาลข้างหน้า คำว่ากาลข้างหน้าอย่าไปคิดว่าอีกนานเพียงขณะจิตเดียวนี้ผ่านไป ขณะจิตเดียวข้างหน้าจักเข้ามา นั่นก็เป็นกาลข้างหน้าแล้ว และไม่พึงมีความประมาทในชีวิต เพราะร่างกายเป็นของเปราะบาง จักถึงแก่ความตายเมื่อไหร่ก็ได้ อย่าคิดว่าจิตเราพร้อม เหตุการณ์ที่ประสบอุบัติเหตุไฟดูดนั่นแหละเป็นบทเรียนสอนจิตของเจ้าได้เป็นอย่างดี อย่างคุณหมอเคยคิดซ้อมๆ เอาไว้ว่า ถ้ามีคนเอาปืนมาจ่อยิง จักเตรียมจิตพุ่งไปพระนิพพาน นั่นมันเป็นเพียงแค่คิดยังไม่ใช่ของจริง เพราะของจริงคำว่าอุบัติเหตุ คือ เหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน จุดนี้ถ้าจิตไม่มีพระนิพพานให้มั่นคงแล้ว อย่างไรก็เตรียมจิตไม่ทันแน่ (ก็คิดสงสัยว่า แม้แต่พระโสดาบันด้วยหรือ) ทรงตรัสว่า เจ้าอย่าลืมซิพระโสดาบันมี ๓ ระดับ ยังต้องเกิดเป็นมนุษย์ ๑ ชาติ – ๓ ชาติ – ๗ ชาติ เพียงแต่เมื่อถึงพระโสดาบันแล้ว ตายไปจะไม่ตกสู่อบายภูมิ ๔ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น พึงซ้อมจิตเตรียมรับอุบัติเหตุทุกรูปแบบเข้าไว้ให้ดีๆ

เมื่อหลวงปู่ขวัญ วัดบ้านไร่เจอดวงพระวิญญาณ พระเจ้าเสือ…

ขออนุญาต เจ้าของเรื่องดัวย  ที่ได้นำ เอาเรื่องนี้ มาเล่าต่อ โดยที่อาตมาภาพไม่ได้ขออนุญาต โดยตรง  เพราะไม่รู้จะติดต่อได้ยังไง  แต่ก็หวังว่า คงไม่ว่ากะไร เพราะถือว่า เป็นคนบ้านเดียวกัน คนพิจิตรเหมือนกัน
 แต่เห็นเกี่ยวกับเรื่องของ  พระเจ้าเสือ  และเห็นว่า แปลกดี ก็ขอนำมาเล่าต่ออีกที…
  เมื่อ  หลวงปู่ขวัญ  พบดวงพระวิญญาณ พระเจ้าเสือ
________________________________________

เรื่องนี้เกิดประมาณ พ.ศ.2517 ยุคนั้นเป็นยุคที่คนคลั่งใคล้ในการหาสมบัติหรือ ตัดเศียรพระ ช่วงนั้นทำให้มีโบราณวัตถุได้หายไปมาก สำหรับเรื่องที่จะเล่าก็เกี่ยวกับการหาสมบัติเป็นดังนี้ครับ มีชายคนนึงได้ลายแทงมาจากอยุธยาเป็นลายแทงที่บอกว่ามีสมบัติของ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  8 (พระเจ้าเสือ) ซ่อนอยู่ที่ วัดโพธิ์ประทับช้าง ก็เลยขึ้นมาหาที่ วัดโพธิ์ประทับช้าง (ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระเจ้าเสือ) จู่ก็เกิดตัวบวมปวดท้องไม่มีสาเหตุ ลูกหาบจึงหามมาหาหลวงปู่ขวัญให้รักษา ท่านก็ทำน้ำมนต์รด ปรากฏว่าชายคนนั้นลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า พระคุณเจ้าไอ้นี่มันเป็นคนเลวคิดจะเอาสมบัติชาติผมได้รับคำสั่งจากเจ้าที่ที่เฝ้าให้ลงโทษมัน หลวงปู่ท่านจึงกล่าวว่า โยมเป็นใครล่ะ ชายคนนั้นตอบว่าผมเป็นเทวดาที่เฝ้าสมบัตินั้นอยู่ขอรับ หลวงปู่ถามว่า โยมอาตมาต้องการช่วยเขามีวิธีไหมเล่า ท่านต้องไปขอจากสมเด็จพระเจ้าเสือขอรับ ชายที่ถูกสิงพูด แล้วทำไงล่ะ หลวงปู่ท่านถาม นิมนต์พระคุณเจ้าเอาเจ้านี่ไปวัดโพธิ์ประทับช้างคืนนี้ก่อนสองยามกระผมจะไปรายงานพระเจ้าเสือ ท่านต้องมาพบพระคุณเจ้าแน่ขอรับ หลวงปู่ก็ตกลง และ ก็ให้ลูกหาบหามชายหาสมบัติไป รอที่ วัดโพธิ์ประทับช้าง ส่วนวันนั้นทั้งวัน หลวงปู่ขวัญ ท่านนั่งกรรมฐานโดยไม่ออกมาพบปะผู้คนเลย โพล้เพล้ท่านก็เดินทางไปวัดโพธิ์ประทับช้าง สักประมาณสองยามหลวงปู่ท่านก็นั่งบริกรรมคาถา แผ่เมตตาของท่านว่า พุทโธ กรรมฐาโม กรรมจุติ สัมพุทธโธ ก็เกิดลมพัดใหญ่ สักพักก็พบชายร่างกายกำยำสวมเสือผ้าไหมดิ้นทอง เดินมายกมือก้มกราบ กระผมชื่อ นายเดื่อ  เจ้าของสมบัติ (หมายเหตุ นายเดื่อ คือชื่อของ พระเจ้าเสือ ที่ท่านเรียกตนเอง)                   หลวงปู่ขวัญ ท่านรู้แล้วว่าเป็น พระเจ้าเสือ จึงออกปากบิณฑบาตขออย่าให้ พระเจ้าเสือ ทำร้ายนายคนนั้นอีก พระเจ้าเสือ ท่านก็รับปากแต่ ท่านจะขอให้หลวงปู่บอกนายคนนั้นให้สร้าง พระอุทิศส่วนกุศล ให้ท่านเพราะปัจจุบันท่านเป็นเพียง ภุมเทวดาธรรมดา หลวงปุ่ก็รับปากจะบอกให้
     พระเจ้าเสือ จึงว่า งั้นโยมจะเอาสมบัติให้มันไปเป็นทุนสร้างพระอุทิศให้โยม แต่พระคุณเจ้าจะต้องทายปริศนาก่อนว่าสมบัติโยมอยู่ที่ไหน ก้อแล้วสมบัติมหาบพิตรอยู่ที่ใดเล่า  หลวงปู่ขวัญท่านถาม สมบัติโยมอยู่ที่ ควายสองตัวหันหัวชนกัน ล่ะขอรับ หลวงปู่ขวัญจึงตอบว่าอาตมาภาพรู้แล้ว สมบัติมีที่อยู่ที่ ต้นมะขวิดสองต้น ที่หันหน้าชนกัน หน้าพระอุโบสถ นี่เอง พระเจ้าเสือ จึงบอกว่า ใช่ขอรับ แล้วยกมือไหว้หลวงปู่ว่ากระผมขอลาไปก่อนและอย่าลืมบอกให้เจ้านั่นจัดการให้กระผมด้วยขอรับพระคุณเจ้า แล้วดวงพระวิญญาณก็หายไปชายคนนั้นก็หายจากอาการตัวบวม และเมื่อขุดที่ตรงระหว่างต้นมะขวิดหันหน้าชนกันก็พบทองคำเท่าลูกบวบ กระโถนทอง ข้างในมี เศษรกแห้ง หลวงปู่ท่านจึงให้ชายคนนั้น เอาทองลูกบวบไปขายเอาเงินไปสร้างพระถวายพระเจ้าเสือที่อยุธยา และ กระโถนใบนั้นท่านได้มอบให้นายอำเภอเพราะเป็นที่ใส่รกของพระเจ้าเสือเมื่อพระองค์ประสูติ
            นี่ก็เป็นเรื่องเล่าที่ผมได้ฟังจากหลวงปู่ท่านและถือโอกาสมาเรียบเรียงให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ก็เพื่อจะได้ให้เพื่อน ๆ เห็นว่า อภิญญา หรือ ฌานสมาบัติในพระพุทธศาสนามีจริง ภูติผีเทวดาโลกหน้ามีจริงจะได้ดำรงตนด้วยความไม่ประมาทครับ
(หมายเหตุ พ่อผมได้เล่าเพิ่มเติมว่าเหตุการณ์นี้ทำให้จังหวัด มีดำริ สร้างศาลพระเจ้าเสือ และยกหลักเมืองพิจิตร ในเวลาต่อมา ส่วนชายคนนั้น นำเงินไปสร้างพระอุทิศให้ พระเจ้าเสือ ที่วัด แถวอำเภอนครหลวง  จ. อยุธยา  ครับ )
                                          ขอขอบคุณ และ อนุโมทนา  เจ้าของเรื่อง  มา   ณ  โอกาสนี้ด้วย
                                          และขอขอบพระคุณ   พระอริญฺชโยภิกขุ  วัดโพธิ์ประทับช้าง ผู้เล่าเรื่อง

ตำนานความเป็นมาของพระกริ่งและพระชัยวัฒน์

คำว่า  กริ่ง  นี้ มาจากคำถามที่ว่า กึ กุสโล  คือเมื่อพระโยคาวจรบำเพ็ญสมณธรรมมีจิตผ่านกุศลธรรมทั้งปวงเป็นลำดับไปแล้ว ถึงขั้นสุดท้าย จิตเสวยอุเบกขา  เวทนา  ปฺญญาภิสังขารเปลี่ยนไป อเนญชา  เป็นเหตุให้พระโยคาวจรเอะใจขึ้นว่า กึ กุสโล นี้เป็นกุศลอะไร  เพราะเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแปลกประหลาดไม่เหมือนกับกุศลอื่นที่ผ่าน ดับสนิท คือ หมายถึงพระนิพพานนั่นเอง พระกริ่งจะมีรูปทรงเหมือนพระชัยวัฒน์ แต่พระกริ่ง จะมีขนาดใหญ่กว่าและที่ฐานจะบรรจุเม็ดโลหะกลมๆไว้ โบราณท่านบอกว่า พระกริ่งนั้นไว้แช่น้ำมนต์ พระชัยวัฒน์นั้นไว้พกติดตัว

  image001

พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ ปวเรศ วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2530

image002

พระกริ่ง ยอดแก้ว วัดบวรฯ

 

          สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศเทพวรารามทรงสร้างพระกริ่ง และพระชัยวัฒน์นั้น มีดังต่อไปนี้ คือ

          ทรงเล่าว่า  เมื่อพระองค์ทรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีมหาโพธิ์ครั้งนั้น สมเด็จพระวันรัต (แดง)  สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ยังมีชีวิตอยู่และครั้งหนึ่งสมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่นเสด็จมาเยี่ยม  เมื่อสั่งถามถึงอาการของโรคเป็นที่เข้าพระทัยแล้ว  รับสั่งว่าเคยเห็นกรมพระยาปวเรศฯ สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐาน ขอน้ำพระพุทธมนต์ให้คนไข้เป็นอหิวาตกโรคกินหายเป็นปกติ พระองค์จึงรับสั่งให้มหาดเล็กที่ตามเสด็จ ไปนำพระกริ่งที่วัดบวรนิเวศ แต่สมเด็จฯ ทูลว่าพระกริ่งที่กุฏิมี สมเด็จสมณเจ้าจึงรับสั่งให้นำมาแล้ว 

image003

สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว)

อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์โรคอหิวาก็บรรเทาหายเป็นปรกติ

           พระกริ่งที่อาราธนาขอน้ำพระพุทธมนต์นั้นเป็นพระกริ่งเก่าหรือไม่  ก็คงเป็นพระกริ่งของสมเด็จกรมพระยาปวเรศฯ องค์ใดองค์หนึ่ง

          ตั้งแต่นั้นมา พระองค์ก็เริ่มสนพระทัยในการสร้างพระกริ่งนี้ขึ้นเป็นลำดับ ค้นหาประวัติการสร้างพระกริ่งและก็ได้เค้าว่า การสร้างพระกริ่งนี้มีมาแต่โบราณแล้ว    เริ่มขึ้นที่ประเทศธิเบตก่อน ต่อมาก็ประเทศจีนและประเทศเขมร 

           เรื่องกำเนิดพระกริ่งของอาจารย์เสถียร  โพธินันทะ เรียบเรียงไว้ในหนังสือ ชีวิต ปีที่ 5 มกราคม กุมภาพันธ์ 2505 เป็นว่ามีสาระประโยชน์อย่างยิ่ง  จึงขอนำมากล่าว เพื่อเชิดชูในเกียรติที่ท่านผู้มีปัญญาเลิศผู้หนึ่งในยุค 25   ความว่า   ในอาณาจักรพระเครื่องรางที่นับถือว่ามีอานุภาพขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักนิยมพระเครื่อง  ฝ่ายพระผงเห็นจะได้แก่พระผงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)  ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า สมเด็จ วัดระฆัง ฝ่ายพระโลหะเห็นจะได้แก่ พระกริ่งของสมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกร หรือที่เรียกกันว่า กริ่งปวเรศ พิธีกรรมการสร้างพระผงแต่โบราณมาต้องทำผงวิเศษ  ซึ่งสำเร็จจากสูตรสนธิต่าง ๆ ที่ขีดเขียนลงในกระดาษชนวน แล้วลบถมจนได้ที่ เป็นจำนวนผงที่ต้องการ  สำหรับผสมกับการอื่นๆ พิมพ์เป็นองค์พระ  การสร้างพระโลหะหรือพระกริ่งก็เช่นเดียวกันจะต้องลงเลขยันต์ในแผ่นโลหะ อันจะเป็นชนวนผสมในการหล่อด้วย เลขยันต์ที่นิยมลงยันต์โดยมากท่านนิยมลงด้วยพระยันต์ 108 นปถมัง  14  นะ  ว่ากันว่าเป็นตำรับของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว  ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  การสร้างก็ต้องมีพิธีพระพุทธาภิเษก และมีพิธีโหร พิธีพราหมณ์ ประกอบ

          พระกริ่งปวเรศนี้ เล่ากันว่าสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพนฯ  สืบทอดมาจากสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาปวเรศฯ  ทรงสร้างพระกริ่งในเบื้องปัจฉิมสมัยแห่งพระชนมายุ  แต่สร้างคราวละเล็กน้อยเชื่อกันว่ามี 2 คราวเท่านั้น  ทรงแจกเฉพาะผู้ใกล้ชิดและเจ้านาย ข้าราชการประชาชนที่มาสดับพระธรรมเทศนาในวัดบวรนิเวศวิหาร  ฉะนั้น  พระกริ่งปวเรศฯ จึงมีน้อยไม่แพร่หลาย  ต่อมาเจ้าคุณวัดมกุฏกษัตริยาราม เลียนแบบของพระองค์ท่าน ไปจัดสร้างขึ้นบ้างก็เป็นจำนวนน้อย  ภายหลังตำราไปตกอยู่กับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (มา) วัดจักรรดิราชวาส  ตามปากราษฎรเรียกว่า ท่านเจ้ามา เป็นพระเถระเชี่ยวชาญทางสมถภาวนา  อาจสามารถจุดเทียนระเบิดน้ำลงไปลงตะกรุด  ณ ท่าแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดได้  ต่อมาท่านเจ้าก็มาเป็นประสาธน์ตำราแก่พระเทพโมฬี (แพ  ติสฺสเทวา) วัดสุทัศนเทพวรารามซึ่งภายหลังพระเทพโมฬีเจริญสมณศักดิ์โดยลำดับ จนได้ครองสมณอัครฐานันดรศักดิ์ ที่สมเด็จพระสังฆราชในรัชกาลที่ 8 พระเทพโมฬีไดสร้างพระกริ่งขึ้นเป็นครั้งแรก  และได้สร้างติดต่อกันเรื่อยมาเป็นนิตย์ครั้งละมากบ้างน้อยบ้าง  จนถึงดำรงฐานะสมเด็จพระสังฆราช และจำเดิมแต่นั้นก็มีพระเกจิอาจารย์ต่างสำนักเลียนแบบสร้างพระกริ่งกันแพร่หลาย

image004

พระกริ่งปทุมสุริยวงค์ วัดบวร ปี  ๒๔๙๑

 

          พระพุทธลักษณะของพระกริ่งเป็นแบบพระพุทธรูปมหายานทาง ประเทศธิเบต และปรากฏในประเทศเขมรก็มีพระกริ่งแบบนี้เหมือนกันกับเราเรียกว่า กริ่งปทุม ประเพณีสร้างพระกริ่งของไทยจะได้ครูจากเขมรเป็นแน่แท้  และมีการสร้างกันในยุคกรุงสุโขทัยแล้ว ที่กล่าวว่าตำราสร้างพระกริ่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้  เดิมเป็นของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้วก็น่าจะจริง  เพราะสมเด็จพระพนรัตองค์นั้นท่านคงได้รวบรวมวิธีการสร้างตำรับตำราเก่า ๆ และในสมัยนั้นวัดป่าแก้ว ก็นับถือกันว่าเป็นสำนักอรัญญิกาสมถธุระวิปัสสนาธุระ

pic_12564_1

พระปฏิมาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า แบบ ธิเบต

 

          อันที่จริงพระกริ่ง ก็คือ พระปฏิมาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านั่นเอง  พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นที่นิยมนับถือของปวงพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายานยิ่งนัก  ปรากฏพระประวัติมาในพระสูตรสันสกฤตสูตรหนึ่งคือ พระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาราชามูลประณิธานสูตร  แปลเป็นจีนในราวพุทธศตวรรษที่ 10 ซึ่งขอแปลโดยย่อสู่กันว่าดังนี้

          สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระศากยมุนี พุทธะ   เสด็จประทับ       กรุงเวสาลีสุขโฆสวิหาร  พร้อมด้วยพระมหาสาวก 8,000 องค์  พระโพธิสัตว์ 36,000 องค์  และพระราชาธิบดี  เสนาอำมาตย์ตลอดจนปวงเทพก็โดยสมัยนั้นแล  พระมัญชุศรีผู้ธรรมราชาบุตรอาศัยพระพุทธภินิหารลุกขึ้นจากที่ประทับทำจีวรเฉลียงบ่าข้างหนึ่งลงคุกพระชาณุอัญชลีกราบทูลขึ้นว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดปรานพระธรรมเทศนา พระพุทธนามและมหามูลปณิธานและคุณวิเศษอันโอฬาร แห่งปวงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อยังผู้สดับพระธรรมกถานี้ให้ได้รับหิตประโยชน์บรรลุถึงสุขภูมิ  พระบรมศาสดาทรงรับอาราธนาของพระมัญชุศรี โพธิสัตว์แล้วจึงทรงแสดงพระเกียรติคุณของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าว่า

          ดูก่อนกุลาบุตร จากที่นี้ไปทางทิศตะวันออกผ่านโลกธาตุอันมีจำนวนดุจเม็ดทรายในคงคานที 10 นทีรวมกัน    โลกธาตุหนึ่งนามว่าวิสุทธิไพฑูรย์โลกธาตุ นั้นมีพระพุทธเจ้า  ซึ่งมีทรงนามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาคถาคต พระองค์ถึงพร้อมด้วยพระภาคเป็นพระอรหันต์  เป็นผู้ตรัสรู้รู้ดีชอบแล้วด้วยพระองค์เอง  เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิชาและจรณะเป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว  เป็นผู้รู้แจ้งทางโลก  เป็นผู้ยอดเยี่ยมไม่มีใครเปรียบ  เป็นสารถีฝึกบุรุษ  เป็นศาสดาแห่งเทวดา  และมนุษย์เป็นผู้เบิกบานแล้ว  เป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดูก่อนมัญชุศรี ณ เบื้องอดีตกาล เมื่อพระตถาคตเจ้าพระองค์นี้ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่  พระองค์ทรงตั้งมหาปณิธาน 12 ประการ เพื่อยังความต้องการแห่งสรรพสัตว์ให้บรรลุ

          มหาปณิธาน  12  ประการเป็นไฉน

1.   ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  ซึ่งมีวรกายอันรุ่งเรือง ส่องสาดทั่วอนันตโลกุ บริบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 และอนุพยัญชนะ 80 ขอให้สรรพสัตว์จึงมีวรกายดุจเดียวกับเรา

2.   ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  ขอให้วรกายของเรามีสีสันดุจไพฑูรย์  มีรัศมีรุ่งโรจน์โชตนาการยิ่งกว่าแสงจันทร์และแสงอาทิตข์  ประดับด้วยคุณาลังการอันมโหฬาร ไพศาลพันลึกส่องทางให้แก่สัตว์ที่ตกอยู่ในอบายคติ ให้หลุดพ้นเข้าสู่คติที่ชอบตามปราถนา

3.   ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  ก็ขอให้เราได้ปัญญาโกศลอันล้ำลึกสุขุมไม่มีที่สิ้นสุดยังสรรพสัตว์ให้ได้รับโภคสมบัตินานาประการ อย่าได้มีความยากจนเลย

4.   ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสัตว์ใดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ขอให้เรายังเขาให้ตั้งมั่นในสัมมาทิฐิก็ขอให้เรายังเขาให้ตั้งมั่นในสัมมาทิฐิในโพธิมรรคหากมีสัตว์ใดดำเนินปฏิปทาแบบสาวกยาน ปัจเจกยาน ก็ขอให้เราสามารถยังเขามาดำเนิดปฏิปทาแบบมหายาน

5.   ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  หากมีสรรพสัตว์ใดมาประพฤติพรหมณ์จรรย์ในธรรมวินัยของเรา ก็ขอให้เขาเหล่านั้นอย่างได้มีศีลวิบัติเลย จงบริบูรณ์ด้วยองค์แห่งศีลทั้ง 3 เถิด หากผู้ใดศีลวิบัติ เมื่อสดับนามแห่งเราก็ขอให้ จงบริบูรณ์ดุจเดิมไม่ตกสู่ทุคคตินิรยาบาย

6.   ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสรรพสัตว์มีกายอันเลวทรามมีอินทรีย์ไม่ผ่องใสโง่เขลาเบาปัญญา  ตาบอดหรือหูหนวกเป็นใบ้หรือหลังค่อม สารพัดพยาธิทุกข์ต่าง ๆ เมื่อได้สดับนาม แห่งเราก็ขอให้เขาหลุดพ้นจากปวงทุกข์เหล่านั้น มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีอินทรีย์ผ่องใสสมบูรณ์

7.   ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากยังมีสรรพสัตว์ ปราศจากวงศาคณาญาติอันความยากจนค้นแค้นมีทุกข์มาเบียดเบียนแล้ว เพียงแต่นามแห่โสตของเขาเท่านั้น ขอสรรพความเจ็บป่วยจงปราศไปสิ้น เป็นผู้มีกายในอันผาสุข มีบ้านเรือนอาศัยพรั่งพร้อมด้วยธนสารสมบัติจนที่สุดก็จัดได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณ

8.   ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีอิสสตรีใดมีความเบื่อหน่ายต่อเพศแห่งตน ปราถนาจะกลับเพศเป็นบุรุษไซร้  มาตรว่าได้สดับนามแห่งเราก็จงสามารถเปลี่ยนเพศจากหญิงเป็นชายตามปราถนา จนที่สุดก็จะได้สำเร็จแก่โพธิญาณ

9.   ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  เราจะสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากข่ายแห่งมารและเครื่องผูกพันของเหล่ามิจฉาทิฏฐิให้สัตว์เหล่านั้น ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิและให้ได้บำเพ็ญโพธิสัตว์จริยาจนบรรลุพระโพธิญาณในที่สุด

10. ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  มีสัตว์เหล่าใดถูกต้องพระราชอาญาต้องคุมขังรับทัณฑกรรมในคุกตารางหรือต้องอาญาถึงประหารชีวิต ตลอดจนได้รับการข่มเหงคะเนงร้ายดูหมิ่นดูแคลนเหยียดหยามอื่น ๆ เป็นผู้มีอันคับแค้นเผาลนแล้ว มีใจกายอัววิปฏิสารอยู่ หากได้สดับนามแห่งเรา ได้อาศัยบารมี และมีคุณาภินิหาร ของเรา ขอให้สัตว์เหล่านั้นจงหลุดพ้นจากปวงทุกข์ดังกล่าว

11. ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  มีสัตว์เหล่าใดมีความทุกข์ ด้วยความหิวกระหายและประกอบอกุศลกรรม  เพราะเหตุแก่งอาหารไซร้ หากได้สดับนามแห่งเรา มีจิตมั่นตรึกนึกภาวนาเป็นนิตย์ เราจะได้ประทานเครื่องอุปโภคบริโภคอันปราณีตแก่เขา ยังให้เขาอิ่มหน่ำสำราญ แล้วจะประทานธรรมรสแก่เขา ให้เขาได้รับความสุข

12. ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดที่ยากจนปราศจากอาภรณ์นุ่งห่ม อันความหนาวร้อนและเหลือบยุงเบียดเบียน ทั้งกลางวันกลางคืน หากได้สดับนามแห่งเราและหมั่นรำลึกถึงเราไซร้เขาจักได้สิ่งที่ปราถนาและจักบริบูรณ์ด้วยธนสารสมบัติสรรพอาภรณ์เครื่องประดับและเครื่องบำรุงความสุขต่าง ๆ ฯลฯ

          ครั้นแล้ว  พระบรมสาสาคาศากยะมุนีพุทธเจ้า ตรัสต่อไปว่า พระไภษัชยคุรีพุทธนี้ มีพระโพธิสัตว์ใหญ่ 2 องค์ พระสุริยไวโรจนะและพระจันทรไวโรจนะ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยของพระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้า  เบื้องปลายแห่งพระสูตรนั้นทรงแสดงอานิสงส์ของการบูชาพระไภษัชยคุรุว่า ผู้ใดก็ดี ได้บูชาพระองค์ด้วยความเคารพเลื่อมใสแลไซร้ก็จักเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากภัยบีฑา  ไม่ฝันร้ายศาสตราวุธทำอันตรายมิได้ สัตว์ร้ายทำอันตรายมิได้  ยาพิษทำอันตรายมิได้ ฯลฯ  นอกจากนี้ยังทรงแสดงถึงพิธีจัดมณฑลบูชาพระไภษัชยคุรุอีกด้วยว่า  ต้องจัดพิธีบูชาเครื่องนั้น ๆ และทรงประธานพระคาถาบูชาพระไภษัชยคุรุด้วย ในเวลาตรัสพระคาถานี้ พระบรมศาสดาทรงประทับเข้าสมาธิชื่อ สรวสัตวทุกขภินทนาสมาธิ ปรกฏรัศมีไพโรจน์ขึ้นเหนือพระเกตุมาลา แล้วตรัสพระคาถามหาธารณี ดังนี้

          นโม  ภควเต  ไภษชฺยคุรุ  ไสฑูรฺยปรฺภาราชาย  ตถาคตยารฺทเต  สมฺยกสมฺพุทฺธาย  โอมฺ  ไภเษชฺเย  สมุรฺคเตสฺวาหฺ

          ครั้นตรัสพระมหาธารณีนี้แล้ว พสุธาก็กัมปนาทหวาดไหว แสงสว่างอันโอฬารก็ปรากฏสัตว์ทั้งปวงก็หลุดพ้นจากสรรพพยาธิ บรรลุสุขสันติอันประณีตแล้วพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนมัญชุศรี ถ้ามีกุลบุตรกุลธิดาใดอันพยาธิทุกข์เบียดเบียนแล้ว  ถึงตั้งจิตให้เป็นสมาธิแล้วนำพระมหาธารณีบทนี้ ปลุกเสกอาหารหรือยาหรือน้ำดื่มครบ  108  หน แล้วดื่มกินเข้าไปเถิด  จักสามารถดับสรรพปวงพยาธิได้ ฯลฯ พระสูตรนี้ตอนปลาย ๆ ยังมีเรื่องราวพิศดารอีกมากแต่จำต้องของดไว้เพียงเท่านี้ เป็นอันว่าท่านผู้ชมได้ทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของพระพุทธไภษัชยคุรุโดยสังเขปเท่านี้ สำหรับพระคาถามหาธารณีนั้นท่านพระคณาจารย์สร้างพระกริ่งได้และควรนับถือว่าเป็นมนต์ประจำพระกริ่ง  โดยเฉพาะทีเดียว

          เมื่อความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารของพระพุทธรูปไภษัชยคุรุปรากฏตามที่ได้พรรณามา  พวกพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายาน จึงเคารพนับถือยิ่งนักมีพระพุทธปฏิมาขอพระไภษัชยคุรุบูชากันทั่วไปในวัด  ประเทศจีน ญี่ปุ่น  ธิเบต  เกาหลีและเวียดนามที่สุดจนในประเทศเขมรและประเทศไทย  สำหรับประเทศไทยแม้จะนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์ลัทธิสาวกยานแต่ก่อนนั้นขึ้นไปเราก็เคยรับเอาลัทธิมหายานมานับถืออยู่ระยะหนึ่งเป็นลัทธิมหายานซึ่งแพร่ขึ้นมาจากอาณาศรีวิชัยทางใต้  และที่แพร่หลายมาจากเขมร ไทยเพิ่งจะเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา ฝ่ายลังกาวงศ์ก็เมื่อยุคสุโขทัยนี้เท่านั้น  อาณาจักรศรีวิชัยซึ่งตั้งแว่นแคว้นอยู่บนคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่ พ.ศ.1200 1700 รวมเวลานานราว 600 ปี เป็นอาณาจักรที่เคารพนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน  และนำลัทธิมหายานให้แพร่หลายในหมู่เกาะชวา  มลายู  ตลอดขึ้นมาจนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนเขมรนั้นปรากฏว่ามีทั้งลัทธิมหายานและลัทธิพราหมณ์เจริญแข่งกัน กษัตริย์ของเขมรหรือขอมในสมัยนั้นบางองค์ก็เป็นพุทธมามกะ  บางองค์เป็นพราหมณ์มามกะ ในราว พ.ศ.1546 1592 กษัตริย์เขมรพระองค์หนึ่งทรงนามว่า พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 1 ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากจนถึงกับเมื่อสวรรคตแล้วมีพระนามว่า พระบรมนิวารณบท  พระองค์เป็นเชื้อสายกษัตริย์จากอาณาจักรศรีวิชัย  ฉะนั้น  จึงไม่ต้องสงสัยว่า ลัทธิมหายานจะไม่เฟื่องฟุ้งขึ้น ในรัชสมัยของพระองค์  แต่ก็ยังมีกษัตริย์อีกพระองค์คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1724 1748 พระองค์ทรงเป็นมหายานพุทธมามกะโดยแท้จริง  ทรงพยายามจรรโลงลัทธิราชองค์สุดท้ายของเขมร  เพราะเมื่อสิ้นพระรัชสมัยแล้ว  เขมรก็เข้าสู่ยุคเสื่อม  พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์นี้ปรากฏว่าเป็นผู้สร้างเมืองใหม่ ชื่อนครชัยศรี คือ ปราสาทพระขรรค์สำหรับเป็นพุทธสถานประดิษฐานพระปฏิมาอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์  อันเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณาที่สำคัญอย่างยิ่งองค์หนึ่งของลัทธิมหายานทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระเจ้าธรณินทรวรมันพระมหาชนก แล้วสร้างพระปราสาทตามพรหม ประดิษฐานพระปฏิมาปรัชญาปารมิตาโพธิสัตว์แห่งปัญญา  อุทิศแด่พระวรราชมารดามีจารึกกล่าวว่า ปราสาทตาพรหมเป็นอาวาสสำหรับพระมหาเถระ 18 องค์และสำหรับพระภิกษุอีก 1,740 รูปด้วยแล้วทรงสร้างพระปราสาทบายนเป็นที่ประดิษฐานพระรูป สนองพระองค์เอง นอกจากนี้ปรากฏในศิลาจารึกตาพรหมว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างโรงพยาบาล คือ อโรยศาลา เป็นท่านทั่วพระราชอาณาจักรถึง 102  แห่งด้วยทรงเคารพนับถือพระพุทธไภษัชยคุรุยิ่งนัก  จึงทรงพยายามอนุวัติตามพระพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

          นอกจากนั้นกษัตริย์นักก่อสร้างพระองค์นี้ ยังได้สร้างรูปพระปฏิมา ชยพุทธมหานาถ พระราชทานไปประดิษฐานไว้ในเมืองอื่น ๆ 23 แห่ง  ทรงสร้างธรรมศาลา ขุดสระน้ำ สร้างถนน จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ข้าพเจ้าปราถนาจะกล่าวว่าพระกริ่งปทุมของเขมรได้สร้างขึ้นอย่างแพร่หลายกว่าทุกยุคในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี้ เพื่ออุทิศบูชาแด่พระพุทธไภษัชยคุรุ และได้มีการสร้างบ้างแล้วในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ในการสร้างนั้นได้มีพิธีปลุกเสกประจุฤทธิ์เข้าไปตามกระบวนลัทธิมหายาน  ซึ่งปรากฏในพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชามูลประณิธานสูตรนั้น พระกริ่งปทุมจึงมีฤทธานุภาพศักดิ์สิทธิ์  ภายหลังเมื่อลัทธิมหายานเสื่อมสูญ คติการสร้างพระกริ่งยังคงสืบทอดกันมาและกลับมาแพร่หลายในหมู่ชาวไทย ลาว แต่นานวันเข้าก็ลืมประวัติเดิม  วิธีสร้างแบบเดิม ทั้งนี้เพราะพระสูตรมหายานเป็นภาษาสันกฤตเลือนไปตามลัทธิมหายาน  ด้วยพระเกจิอาจารย์ท่านได้ดัดแปลงวิธีสร้างใหม่ตามแบบไสยเวท เช่น การลงยันต์ 108 และนะปถนัง 14 นะ ในแผ่นโลหะ เป็นต้น  ก็ให้ผลความศักดิ์สิทธิ์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  ถ้ามาตรว่าทำให้ถูกพิธีกรรมใหม่นี้จริง ๆ ส่วนเม็ดกริ่งในองค์พระนั้นสันนิษฐานได้เป็น 2 ทาง คือทางหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธภาวะอันมีคุณลักษณะ อนาทิเบื้องต้นไม่ปรากฏ  จึงทำเป็นเม็ดกลม อีกทางหนึ่งชะรอยจะอนุวัติที่ว่าแม้เพียงได้สดับพระนามก็อาจให้ได้รับความสวัสดีได้ จึงใช้ประจุเม็ดกริ่งไว้  เพราะเมื่อสร้างองค์พระทุกครั้งจะได้บุญ 2 ต่อ คือสร้างเท่ากับได้เจริญภาวนาถึงพระไภษัชยคุรุ ส่วนผู้อื่นที่ได้ยินเสียงกริ่งก็พลอยได้บุญตามไป ฉะนั้น

          ส่วนพระกริ่งเขมร พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ พระเจ้าแผ่นดินเขมรเป็นผู้สร้าง  ที่ได้ยินชื่อเรียกบ่อย ๆ  เรื่องพระกริ่งปทุมนี้ข้าพเจ้าได้ทูลถามเจ้าประคุณสมเด็จฯ ว่าพระกริ่งของพระองค์ที่สร้างครั้งก่อน ๆ เลียนแบบจากพระกริ่งของประเทศใด สมเด็จฯ รับสั่งว่าได้แบบจากพระกริ่งปฐมวงศ์เพราะเห็นพระกริ่งที่ท่านทรงสร้างก่อน ๆ นั้นพระนั่งปางมารวิชัยพระหัตถ์ซ้าย ถือวชิราวุธประทับบนบัวคว่ำบัวหงาย 7 กลีบด้านหลังของพระเกลี้ยงไม่มีกลีบบัว และก็ไม่ได้มีเครื่องหมายอะไร พระองค์ทรงสร้างกริ่งในตัวเนื้อโลหะเป็นทองชนิดเดียวกัน

          สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  เมื่อยังมีพระชนย์มายุอยู่เคยเสด็จมาคุยกับเจ้าประคุณสมเด็จฯ  สมัยเป็นพระพรหมมุนีบ่อย ๆ ครั้งเหมือนกันทราบว่ามาชมหลวงพ่อดำ (พระเชียงแสน)  เจ้าคุณอาจารย์เล่าว่า พระบูชาที่หล่อในยุคนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นผู้แนะนำแบบพิมพ์ด้วยเหมือนกันของฉันหล่อ 2 องค์เลย

          อนึ่ง  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มาเที่ยวนี้ได้ตั้งใจสืบสวนการเรื่องหนึ่ง คือเรื่องพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่าพระกริ่งเป็นของที่นับถือและขวนขวายหากันในเมืองเราแต่ก่อน กล่าวกันว่าเป็นของพระเจ้าปทุมสุริวงศ์สร้างไว้ เพราะไปจากเมืองเขมรทั้งนั้น เมื่อครั้งรัชกาลที่ 4 พระอมรโมลี (นพ) วัดบุป้างราม ลงมาส่งพระมหาปานราชาคณะธรรมยุติ ในกรุงกัมพูชาองค์แรก  ซึ่งต่อมาได้เป็นสมเด็จสุคนธ์นั้นมาได้พระกริ่งขึ้นไปให้คุณตา (พระยาอัมภันตริกามาตย์) ท่านให้แกเราแต่ยังเป็นเด็กองค์หนึ่ง  เมื่อเราบวชเป็นสามเณรได้นำไปถวาวเสด็จฯ พระอุปัชฌาย์ ทอดพระเนตร ท่านตรัสว่าเป็นพระกริ่งพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์นั้นมี 2 อย่าง สีดำอย่างหนึ่ง สีเหลืององค์ย่อมมากกว่าสีดำอย่างหนึ่ง  แต่อย่างสีเหลืองนั้นเราไม่เคยเห็น ได้เห็นของผู้อื่นก็เป็นอย่างสีดำทั้งนั้นต่อมาเมื่อเราอยู่กระทรวงมหาดไทย  พระครูเมืองสุรินทร์เขามากรุงเทพฯ  เอาพระกริ่งมาให้อีกองค์หนึ่งก็เป็นอย่างสีดำได้เทียบเคียงกันดูกับองค์ที่คุณตาให้ เห็นเหมือนกันไม่ผิดเลย  จึงเขาใจว่าพระกริ่งนั้น เดิมเห็นจะตีพิมพ์ทำทีละมาก ๆ และรูปสัณฐานเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปอย่างจีนมาได้หลักฐานเมื่อเร็ว ๆนี้  ด้วยราชฑูตประเทศหนึ่งเคยไปอยู่เมืองปักกิ่ง  ได้พระกริ่งทองทางของจีนมาองค์หนึ่ง  ขนาดเท่ากันแต่พระพักตร์มิใช่พิมพ์เดียวกับพระกริ่ง  พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ถึงกระนั้นก็เป็นหลักฐานว่าพระกริ่งเป็นของจีนคิดแบบตำราในลัทธิฝ่ายมหายาน เรียกว่า ไภษัชยคุรุ เป็นพระพุทธรูปปางทรงถือเครื่องยาบำบัดโรค  ถือบาตรน้ำมนต์หรือผลสมอ เป็นต้น  สำหรับบูชาเพื่อป้องกันสรรพโรคคาพาธและอัปมงคลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นพระกริ่งจึงเป็นพระสำหรับทำน้ำมนต์  เรามาเที่ยวนั้นตั้งใจจะมาสืบหาหลักฐานว่าพระกริ่งนั้นหากันได้ที่ไหนในเมืองเขมร ครั้นมาถึงเมืองพนมเปญพบพระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ลองไต่ถามก็ไม่มีใครรู้เรื่องหรือเคยพบเห็นพระกริ่ง มีออกญาจักรี่คนเดียวเห็นบอกว่า สัก 20 ปีมาแล้วได้เคยเห็นองค์หนึ่งเป็นของชาวบ้านนอก แต่ก็หาได้เอาใจใส่ไม่ครั้นมาถึงนครวัดมาได้ความจริงจากเมอร์ซิเออร์มาร์ชาล ผู้จัดการรักษาโบราณสถานว่า เมื่อสัก 2 3 เดือนมาแล้วเขาขุดซ่อมเทวสถานซึ่งแปลงเป็นวัดพระพุทธศาสนาบนยอดเขามาเก็บ พบพระพุทธรูปเล็ก ๆ อยู่ในหม้อใบหนึ่งหลายองค์เอามาให้เราดู เป็นพระกริ่งสุริยวงศ์ทั้งนั้น มีทั้งอย่างเนื้อดำและเนื้อเหลือง  ตรงกับที่สมเด็จพระอุปัชฌาย์ทรงอธิบายจึงเป็นอันได้ความแน่ว่า  พระกริ่งที่ได้ไปยังประเทศเราแต่ก่อนนั้นเป็นของหาได้ในกรุงกัมพูชาแน่  แต่จะนำมาจำหน่ายจากเมืองจีน  หรือพวกขอมจะเอาแบบพระจีนมาหล่อขึ้นในประเทศขอม ข้อนี้ไม่ทราบได้  พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพตอนนี้ก็เห็นชัดว่า พระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ใครเป็นผู้สร้างและแพร่หลายมาเมืองไทยเรามากพอควร

          สมเด็จฯ จะได้รับตำราการสร้างพระกริ่งมาจากผู้ใดนั้นปรากฏหลักฐานตามหนังสือหลายเล่มได้สันนิษฐานไว้เป็นสองทาง คือ บางเล่มก็สันนิษฐานว่าได้รับตำรามาจาก พระพุฒาจารย์ (มา)  วัดจักรวรรดิราชาวาส บางเล่มก็สันนิษฐานว่าได้รับตำรามาจาก พระมงคลทิพย์มณี (เทียบ) วัดพระเชตุพนฯ 

          สมเด็จฯ  ภายหลังจากที่ได้รับตำราการสร้างพระกริ่งมาแล้วพระองค์ก็ทรงค้นคว้า มุ่งแสวงหาแร่ธาตุที่มีคุณมีอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ มาทดลองหล่อผสม  หาวิธีการที่จะทำเนื้อโลหะ ให้เกิดความบริสุทธิ์และมีฤทธิ์สมดังคำบรรยายที่มีเขียนไว้ในตำรา  และทรงค้นควาอย่างจริงจังดังปรากฏตามคำบอกของท่านเจ้าคุณราชวิสุทธาจารย์ (แป๊ะ) วัดสุทัศน์ฯ และอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร ว่า เมื่อคราวจัดงานพระศพของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ลงไปใต้ถุนตำหนัก เพื่อสำรวจสถานที่ที่เตรียมจัดงานพระศพได้พบก้อนแร่หลายชนิด พบอ่างเคลือบประมาณ 10 กว่าใบ พบครกเหล็กขนาดใหญ่วัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14 นิ้วฟุต มีรอยตำมาอย่างมากจนก้นทะลุ พบสูบนอนทำด้วยไม้สัก แต่ผุจวนจะหมด แสดงว่าเลิกค้นคว้ามานาน พบเบ้าหลอมแร่ที่แตก ๆ จำนวนมากเป็นกองโต พร้อมกับก้อนแร่เป็นจำนวนมาก เป็นที่น่าเสียดายว่าขณะนั้นเป็นการเวลาที่รีบเร่ง เพราะกำลังจัดงานพระศพ ประกอบกับการเสียใจในการจากไปของท่าน ทำให้ผู้ที่พบทั้งสองท่านไม่ได้คิดว่าจะอนุรักษ์ความเพียรพยายามของสมเด็จฯ ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังดูจึงได้ทำการเกลี่ยดินและกระทุ้งจนแน่น เทพื้นซีเมนต์ทับ ทำให้หลักฐานหมดไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อทรงพระชนม์อยู่เคยรับสั่งกับอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร  ขณะอุปสมบทว่า ค้นหาแร่ธาติที่นำมาสร้างพระกริ่ง ถ่านหมดไปหลายลำเรือ เป็นความจริงตามหลักฐานปรากฏ และเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าทรงพยายามค้นคว้าอย่างจริงจัง ด้วยเจตนาที่ต้องการความเข้มขลัง

          ในศิลาจารึกของอาณาจักรขอม ได้จารึกไว้ว่า ประมาณ พ.ศ.1725 1729 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามความเชื่อในศาสนาพุทธ โดยสร้างสถานพยาบาลเรียกว่า อโรคยาศาลา ขึ้นไว้ 102 แห่ง ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและบริเวณใกล้เคียงและยังกำหนดผู้ที่ทำหน้าที่รักษาพยาบาลไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ พยาบาล เภสัช ผู้จดสถิติ ผู้ปรุงอาหาร รวม 92 คน รวมทั้งพิธีกรรมบวงสรวงพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภา ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน ด้วยการบูชายาและอาหารก่อนจ่ายให้แก่ผู้ป่วย ปัจจุบันมี อโรคยาศาลา ที่ยังเหลือปราสาทที่สมบูรณ์ที่สุดคือ ปราสาทกู่บ้านเขว้า จังหวัดมหาสารคาม

 : เรื่องเล่าจาก Internet

ขอขอบพระคุณที่มา…http://catkm.cattelecom.com/

พระรอด วัดมหาวัน จ.ลำพูน

   

พระรอด วัดมหาวัน ลำพูน

 

ลักษณะ: พระเนื้อดิน เป็นพระพิมพ์ขนาดเล็ก ชื่อพระรอดนั้นมีข้อสันนิษฐาน 3 ทางได้แก่

       1. ออกเสียงตามผู้ที่สร้างขึ้น คือ พระฤาษีนารอด ซึ่งออกเสียงตามภาษามอญ

       2. ผู้ที่สักการะบูชา และนำติดตัวไปยังที่ต่าง ๆ สามารถรอดพ้นจากอันตรายเป็นอย่างดี จึงเรียกว่าพระรอด

       3. เนื่องจากเป็นพระเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าพิมพ์อื่นๆ จึงได้ชื่อว่าพระลอด และเพี้ยนมาเป็นพระรอด

     

        ลักษณะทั่วไปของพระรอด  เป็นพระปางมารวิชัย มีฐานอยู่ใต้ที่นั่ง และมีผ้านิสีทนะ (ผ้านั่งปู) รองรับปูไว้บนฐานข้างหลังองค์พระมีลวดลายกระจัง ชาวพื้นเมืองเหนือเรียกกันว่า ใบโพธิ์ เพราะกระจังนั้นดูคล้ายๆใบโพธิ์มีกิ่งก้านไม่อยู่ในเรือนแก้ว  พระพักตร์จะปรากฏพระเนตร (ตา) พระกรรณ (หู) ยาวลงมาเกือบจรดพระอังสะ (บ่าหรือไหล่) ทั้งสองข้าง  ส่วนด้านหล้งนั้นไม่มีลวดลายอะไรนอกจากรอยนิ้วมือ เป็นเนื้อดินทั้งหมด บางองค์มีลักษณะนูนบ้างแบนบ้าง

 

         สามารถแบ่งได้ 5 พิมพ์

                1. พิมพ์ใหญ่

                2. พิมพ์กลาง

                3. พิมพ์เล็ก

                4. พิมพ์ต้อ

                5. พิมพ์ตื้น

 ดังตัวอย่าง

 

 

 

พระรอด พิมพ์เล็ก วัดมหาวัน ลำพูน
กรุเก่า เนื้อจัด พระใช้
 

 

 

 พระรอดแขนติ่ง เนื้อผ่านดำ
เนื้อจัด พระใช้ เห็นตาและจมูกรางๆ

 

พุทธคุณ: ยอดเยี่ยมในทางแคล้วคลาด เมตตามหานิยม

 

      พระรอด เป็นพระเครื่องเนื้อดินเผาองค์เล็กที่มีพุทธลักษณะงดงาม  จึงได้รับความนิยม และจัดอยู่ในชุดเบญจภาคีพระเครื่อง ซึ่งประกอบด้วย

 

 พระสมเด็จ (พุทธจารย์โต พรหมรังษี)

 

 พระรอด (ลำพูน)

 

 พระซุ้มกอ (กำแพงเพชร)

 

 พระนางพญา (พิษณุโลก)

 

 พระผงสุพรรณ (สุพรรณบุรี)

 

 

        ซึ่งในบรรดาพระเครื่องในชุดเบญจภาคี  พระรอด ถือว่าเป็นพระที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด คือ ประมาณ ๑,๓๐๐ กว่าปีพระรอดสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระนางจามเทวี และบรรจุไว้ ณ วัดมหาวัน

 

 

 

ขอขอบคุณที่มา : หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา จังหวัดลำพูน พ.ศ.2544

Navigator :  สท.ลำพูน > ลำพูนเมืองน่าอยู่ > วัฒนธรรมและประเพณี > พระรอด    

http://www.rd.go.th/lamphun/52.0.html

พระซุ้มกอ กำแพงเพชร

พระกำแพงซุ้มกอ จัดเป็นพระที่สุดยอด และเอกของเมืองกำแพงเพชร เป็นพระที่อมตะ ทั้งพุทธศิลป์ และพุทธคุณถูกจัดอยู่ในชุดเบญจภาคีที่สูงสุดของพระเครื่องเมืองไทย พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระที่ทำจากเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ และทำจากเนื้อชิน ก็มีพุทธลักษณะของพระซุ้มกอนั้นองค์พระประติมากรรม ในสมัยสุโขทัย นั่งสมาธิลายกนกอยู่ด้านข้างขององค์พระนั่งประทับอยู่บนบัวเล็บช้าง ขอบของพิมพ์พระจะโค้งมนลักษณะคล้ายตัว ก.ไก่ คนเก่า ๆ จึงเรียกว่า “พระซุ้มกอ

พระกำแพงซุ้มกอ ที่ค้นพบมีด้วยกัน 5 พิมพ์ ประกอบด้วย

  1. พิมพ์ใหญ่ แยกออกเป็น 2 ประเภท คือ มีลายกนกและไม่มีลายกนก พระที่ไม่มีลายกนกส่วนใหญ่มักจะมีสีดำ หรือสีน้ำตาลแก่ซึ่งเรามักจะเรียกว่า “พระกำแพงซุ้มกอดำ”
  2. พิมพ์กลาง
  3. พิมพ์เล็ก
  4. พิมพ์เล็กพัดโบก
  5. พิมพ์ขนมเปี๊ย

         พระกำแพงซุ้มกอ ทั้งมีลายกนกและไม่มีลายกนกเป็นพระที่มีศิลปะของสุโขทัยปนกับศิลปะศรีลังกา โดยเฉพาะไม่มีลายกนกจะเห็นว่าเป็นศิลปะศรีลังกาอย่างเด่นชัด พระกำแพงซุ้มกอ เนื้อขององค์พระ ใช้ดินผสมกับว่านเกสรดอกไม้ จึงทำให้เนื้อของพระซุ้มกอมีลักษณะนุ่มมัน ละเอียดเมื่อนำสาลีหรือผ้ามาเช็ดถูจะเกิดลักษณะมันวาวขึ้นทันที

ลักษณะของเนื้อที่เด่นชัดอีกประการหนึ่ง คือตามผิวขององค์พระจะมีจุดสีแดง ๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ว่านดอกมะขาม” และตามซอกขององค์พระจะมีจุดดำ ๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ราดำจับอยู่ตามบริเวณซอกของพระ”

  • พระกำแพงซุ้มกอ นั้นนอกจากเนื้อดินยังพบเนื้อชินและชนิดที่เป็นเนื้อว่านล้วน ๆ ก็มีแต่น้อยมาก
  • พระกำแพงซุ้มกอ ที่ขุดค้นพบนั้นจะปรากฏอยู่ตามบริเวณวัดบรมธาตุ วัดพิกุล วัดฤาษีและตลอดบริเวณลานทุ่งเศรษฐี
  • พระกำแพงซุ้มกอ ที่ไม่มีลายกนกที่มีสีน้ำตาลนั้นจัดเป็นพระที่หาได้ยากมาก เพราะส่วนใหญ่จะมีสีดำ
  • พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระพุทธคุณนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะพระกำแพงซุ้มกอ มีครบเครื่องไม่ว่าเรื่อง เมตตา มหานิยม แคล้วคลาด ตลอดจนเรื่องโชคลาภ จนมีคำพูดที่พูดติดปากกันมาแต่โบราณกาลว่า “มีกูแล้วไม่จน” ประกอบกับพระกำแพงซุ้มกอ ถูกจัดอยู่หนึ่งในห้าของชุดเบญจภาคี ความต้องการของนักนิยมพระเครื่องจึงมีความต้องการสูงเพราะทุกคนต้องการแต่พระกำแพงซุ้มกอทั้งนั้น ราคาเช่าหาจึงแพงมาก และหาได้ยากมากด้วย
  • พระกำแพงซุ้มกอ ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหนก็ตามหรือจะเป็นเนื้อดินเนื้อว่าน ตลอดจนเนื้อชิน พุทธคุณเหมือนกันหมด แล้วแต่ว่าท่านจะหาพิมพ์ไหนมาได้
  • พระกำแพงซุ้มกอ จึงจัดว่าอยู่ในพระอมตะพระกรุอันทรงคุณค่าที่ควรค่าแก่การหา และนำมาเพื่อเป็นศิริมงคล เป็นอย่างมากทีเดียว

ประวัติความเป็นมาของพระซุ้มกอ

         พระเครื่องสกุลกำแพงเพชร มีตำนานปรากฏชัดเจนจากการพบจารึกบนแผ่นลานเงินในกรุขณะรื้อพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดพระบรมธาตุ เมืองนครชุม และเมื่อ พ.ศ.2392 สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังฯ ซึ่งขึ้นมาเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร ก็ได้อ่านศิลาจารึกอักษรไทยโบราณ ที่วัดเสด็จ ฝั่งเมืองกำแพงเพชรมีอยู่ในจารึกได้กล่าวถึงพิธีการสร้างพระ อุปเท่ห์การอาราธนาพระ รวมถึงพุทธานุภาพอย่างมหัศจรรย์ ของพระเครื่องสกุลกำแพงเพชรทั้งหลาย นอกจากนี้ในพระราชนิพนธ์ เรื่องเสด็จประพาสกำแพงเพชร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเขียนในปี พ.ศ. 2449 ก็ได้กล่าวถึงจารึกบนแผ่นลานทอง อันมีข้อความเกี่ยวกับการขุดพบพระต่างๆ ตามกรุต่างๆ หลักฐานชิ้นสำคัญ อันเกี่ยวกับเมืองกำแพงเพชร ได้แก่ศิลาจารึกนครชุม ที่กล่าวถึงการสร้างเมือง โดยพระมหาธรรมราชาลิไท ในราวปี พ.ศ.1279
     
         จากหลักฐานการศึกษา เทียบเคียงทั้งหลายมีข้อสันนิษฐาน ที่เชื่อถือได้โดยสรุปว่า พระซุ้มกอสร้างโดยพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งดำรงพระยศผู้ครองเมืองชากังราว ในฐานะเมืองหน้าด่านสำคัญของอาณาจักรสุโขทัย ก่อนที่จะได้ทรงรับสถาปนาเป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์สุโขทัย ดังนั้นอายุการสร้างของพระซุ้มกอจนถึงปัจจุบัน จึงมีประมาณ 700-800 ปี

พระซุ้มกอที่ได้รับความนิยมมีทั้งหมด 4 พิมพ์คือ

  1. พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่มีกนก
  2. พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก
  3. พระซุ้มกอ พิมพ์กลาง
  4. พระซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ

เนื้อของพระกำแพงซุ้มกอมีดังนี้

  • เนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ เป็นเนื้อที่ได้รับความนิยมสูงสุด
  • เนื้อว่าน แบ่งเป็นเนื้อว่านล้วน ๆ และเนื้อว่านหน้าทองคำ เนื้อว่านหน้าเงิน
  • เนื้อชินเงิน
  • เนื้อว่านและเนื้อชินเงิน ปัจจุบันหาพบยาก

        พิมพ์ใหญ่มีลายกนก เป็นพิมพ์ที่พบเห็นแพร่หลาย เป็นพระปางสมาธิ บนฐานบัว มีซุ้มลายกนกรอบองค์พระ เป็นพระดินเผา ผสมว่านและเกสรดอกไม้ ตามผิวจะมีจุดแดง ๆ เรียกว่า แร่ดอกมะขาม ซึ่งเป็นวัตถุธาตุตะกูลเหล็กไหล จุดดำเรียกรารัก จับกระจายเป็นหย่อม ๆ

  • พิมพ์ใหญ่ไมมีลายกนก คือพระซุ้มกอดำ เป็นเนื้อที่หายากมาก ราคาแพง พบที่กรุวัดบรมธาตุ, วัดพิกลุล, และกรุนาตาคำ
  • พิมพ์กลาง มีลักษณะใกล้เคียงกับพิมพ์ใหญ่ลายกนก เพียงแต่บางและตื้นกว่า หายากครับ
  • พิมพ์ขนมเปี๊ยะ ความจริงก็เป็นพิมพ์ต่าง ๆ นั่นเอง เพียงแต่ไม่ได้ตัดขอบมนออก จึงดูคล้ายขนมเปี๊ยะ

ส่วนพิมพ์อื่น ๆ ไม่ขอพูดถึง เพราะหาชมได้ยากมาก

การค้นพบพระกำแพงซุ้มกอ

         เมื่อ พ.ศ.2392 สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ได้ไปเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร ได้พบศิลาจากรึกที่วัดเสด็จ จึงทราบว่ามีพระเจดีย์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ฝั่งเมืองนครชุมเก่า ท่านจึงชักชวนเจ้าเมืองออกสรวจ ก็พบเจดีย์ 3 องค์ อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่ชำรุดมาก จึงได้ชักชวนเจ้าเมืองทำการรื้อพระเจดียเก่าทั้ง 3 องค์ รวมเป็นองค์เดียวกัน เมื่อรื้อถอนจึงพบพระเครื่องซุ้มกอจำนวมาก หลวงปู่จึงนำเข้ากรุงเทพ ฯ ส่วนหน่งพร้อมเศษอิฐหิน และบรรทึกใบลาน แล้วนำมาสร้างพระสมเด็จของท่านจนขึ้นชื่อลือกระฉ่อน เพราะสร้างตามสูตรการสร้างพระซุ้มกอ ส่วนการสร้างเจด์ยังไม่ทันแล้วเสร็จ เจ้าเมืองก็ด่วนลาลับ ต่อมาพระยาตะก่า ขุนนางพม่า จึงปฏิสังขรณ์ต่อ จนเสร็จ จึงมีรูปลักษ์เป็นเจดีย์พม่า

         พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระศิลปะสุโขทัยยุคต้น สร้างประมาณ พ.ศ.1900 สมัยพญาลิไท ขุดค้นพบหลายกรุ โดยครั้งแรกพบ ณ วัดพระบรมธาตุ โดยหลวงปู่โต ต่อมา พ.ศ.2490, และ 2501 ก็พบอีก แต่ไม่มาก ปี 2505 และ 2509 พบจากกรุวัดพิกุลทอง, วัดฤาษี วัดหนองลังกา และวัดซุ้มกอ

พระซุ้มกอ พิมพ์มีกนก

         ขุดค้นพบบริเวณฝั่งตะวันตกของลำแม่น้ำปิง จังหวัดกำแพงเพชร เป็นบริเวณทุ่งกว้างที่มีชื่อว่า " ลานทุ่งเศรษฐี " หรือโบราณเรียกว่า " เมืองนครชุมเก่า " บริเวณลานทุ่งเศรษฐีอันกว้างใหญ่นี้ ปรากฎซากโบราณสถานอยู่มากมาย เป็นชื่อวัดนับสิบกว่าวัดด้วยกัน พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์มีกนก ขุดพบที่กรุวัดมหาธาตุ กรุวัดพิกุล หรือหนองพิกุล กรุฤาษี กรุตาพุ่ม กรุนาตาคำ กรุลานดอกไม้ กรุวัดหนองลังกา และเจดีย์กลางทุ่ง

         ส่วนพระนามของพระซุ้มกอนั้น เป็นเอกลักษณ์ของซุ้มประภามณฑล ที่ครอบเศยรองค์พระ เป็นซุ้มโค้งงอเหมือน ก ไก่ เลยเรียกติดปากมาตั้งแต่โบราณว่า " พระซุ้มกอ " พระกำแพงซุ้มกอ สันนิษฐานว่า จะสร้างในสมัย พระมหาธรรมราชาลิไท แห่งสุโขทัย พระพุทธศิลปะขององค์พระจะสง่างาม มีความล้ำสัน นั่งขัดสมาธิราบอยู่บนบัลลังก์บัวเล็บช้าง ภายใต้ซุ้มเรือนกนก

พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์มีกนก 
     
         เป็นพระที่ขุดพบมีจำนวนค่อนข้างน้อย เนื้อดินเผา เป็นพระที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่เหมือนพระเครื่องดินเผาทั่วไป เป็นพระดินเผาที่มีเนื้อค่อนข้างนิ่ม ละเอียด ไม่มีเม็ดกรวดเจือปน เนื้อขององค์พระจะดูค่อนข้างจะเปื่อยและยุ่ยง่าย เหมือนพระดินดิบ คือเหมือนพระที่ไม่ผ่านการเผามา มีว่านดอกมะขามสีแดงปรากฎให้เห็นทั่วองค์พระ

ตำหนิเอกลักษณ์ การสังเกตุพระซุ้มกอ

  1. พระเกศเป็นเกศปลี ปลายแหลมสอบเข้า
  2. พระเนตรรี ลอยอยู่ในเบ้า
  3. พระนาสิกเป็นแท่งแหลม พระโอษฐ์เล็ก
  4. พระกรรณโค้งเป็นแบบหูบายศรีเบาๆ
  5. ยอดองค์ใต้คอเป็นแอ่งกระทะเบาๆ
  6. กนกข้างแขนขวาองค์พระเป็นเลข 6 ฝรั่ง
  7. สังฆาฏิเป็นลำเล็ก
  8. ซอกแขนลึก
  9. ชายจีวรยาวเข้าไปซอกแขน
  10. พระหัตถ์ขวากระดกขึ้นเล็กน้อย

 

ขอขอบคุณที่มา…www.itti-patihan.com

ขอขอบคุณภาพจาก : chanok, http://www.amulet1.com/view.php?id=374

เปิดตำนาน…เพชรพลอยพญานาค

เปิดตำนาน…เพชรพลอยพญานาค
 
Picture 030_resize.jpg 

ตำนานการก่กำเนิดเพชรพลอยพญานาค


นับย้อนหลังนานแสนนานไปในสมัยพุทธกาลแห่งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสโป ซึ่งได้ลงมาตรัสรู้พระโพธิญาณเพื่อรื้อขนสัตว์ข้ามห้วงวัฏฏะสงสารในมหาภัทรกัปนี้(ที่มีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ 5 พระองค์ (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่.4) ทำให้เกิดความสั่นสะเทือนกึกก้องไปทั่วหมื่นโลกธาตุอนันตจักรวาลด้วยพระบารมีแห่งพระโพธิญาณองค์มหาพระโพธิสัตว์ เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์บังเกิด”ฝนโบกพัท”ตกลงมา ใครใคร่ให้เปียกก็เปียกใครใคร่ไม่เปียกก็ไม่เปียกด้วยพระบุญญาธิการแห่งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสโป เมื่อได้ตกลงมาสู่พื้นพสุธาบางส่วนได้ประมวลตัวรวมธาตุดึงดูดธาตุทั้งสี่คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ


จนบังเกิดก่อกำเนิดเป็น”เพชรเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง”ธาตุกายสิทธิ์ขึ้นมา มีรัศมีสว่างไสวเปล่งประกายรัศมีถึง 7สี ส่องแสงสว่างไปทั้งกลางวันและกลางคืนนับเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน รัศมีแห่งเพชรเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงนี้ส่องสว่างครอบคลุมจนไปถึงนครใต้บาดาลดลบันดาลทำให้เกิดแสงสว่างเป็นรัศมี 7 ประการกลบรัศมีแสงสว่างอัญมณีพลอยอันมีค่าต่างๆที่อยู่ในนครบาดาลทั้งหมด จนเกิดความแตกตื่นโกลาหลไปทั่วทั้งนครบาดาล จนเหล่านาคีนาคาผู้ที่มีฤิทธิ์ต่างหาสาเหตุต่างๆนาๆถึงเหตุการณ์อันอัศจรรย์ใจนี้  จนทำให้กษัตริย์ผู้ครองเมืองนครบาดาลทั้ง 7 เมืองนามว่า”พญานาคราชสุนันโท”กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ผู้ครองเมืองนครบาดาล ที่มีเหล่าบริวารนาคีนาคาผู้มีฤทธิ์อำนาจกำลังแห่งตนมากมายนับไม่ถ้วน ได้ใช้กำลังบุญฤทธิ์ของตนอธิษฐานขอให้รู้ถึงสาเหตุของปรากฏการณ์อัศจรรย์ใจในครั้งนี้ ด้วยเหตุของกำลังบุญฤทธิ์ที่ได้สร้างสะสมมานานในสมัยอดีตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนาและได้บวชเรียนเป็นพระภิกษุสาวกแห่งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตกาล ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐาน”จะขอทะนุบำรุงรักษาพระพุทธศาสนา”ก่อนที่จะละสังขารตายลง(ขอเว้นในเหตุของกฏแห่งกรรมที่ทำให้กำเนิดเป็นพญานาคผู้มีฤทธิ์)


ด้วยเหตุนี้เองทำให้ล่วงรู้ถึงการก่อกำเนิดแห่ง”เพชรเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง”ด้วยอำนาจผลบุญบารมีแห่ง”พระโพธิญาณขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า”และรู้ถึงหน้าที่ของตนเองที่ได้อธิษฐานเอาไว้ พญานาคราชสุนันทโทผู้เป็นใหญ่ได้แสดงฤิทธิ์อำนาจแทรกแผ่นดินขึ้นมาพร้อมกับเหล่าบริวารทั้งหลาย ขึ้นมาสู่พื้นปัฐพีมาดูต้นเหตุอัศจรรย์อันที่ทำให้เกิดความอัศจรรย์ไปทั่วพื้นพิภพใต้บาดาล ท่านพญานาคราชสุนันโทได้มีคำสั่งให้เหล่าบริวารทั้งหลายต่างแสดงฤิทธิ์อานุภาพอัญเชิญไปเก็บรักษาเพื่อประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาสืบต่อไป


เหล่านาคีนาคาบริวารทั้งหลายต่างก็อัญเชิญไปเก็บตามถ้ำตามภูเขาหมวดหมู่ที่พวกตนได้สิ่งสถิตย์พักอาศัยอยู่ ส่วนหนึ่งก็ได้นำดินสีต่างๆมาพอกหุ้มเพชรนาคาหรือเพชรเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงเอาไว้ เพื่อให้รอดพ้นจากสายตาหรือน้ำมือจากพวกมนุษย์ใจคิดคดไม่อยู่ในศีลในธรรมหรือจากเหล่าเทพพรหมที่เป็นมิจฉาทิฐิ ให้เห็นเป็นเพียงก้อนดินก้อนหินธรรมดา อีกกลุ่มหนึ่งได้นำไปไว้ในถ้ำที่ลึกลับที่ยากจะเข้าไปได้นำไปประดิษฐสถานเอาไปไว้ในแอ่งน้ำต่างๆภายในแต่ละถ้ำที่เห็นสมควรพร้อมกับทั้งอธิษฐานบดบังรัศมีแห่งแก้วนี้เสีย จนรอเมื่อถึงเวลาที่จะต้องทำประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาสืบต่อไป


รูปร่างสัณฐานสีสันของเพชรพลอยพญานาค


เพชรพญานาค มีรูปร่างหลายสัณฐานหลายขนาดหลายสีสัน เพชรนาคาสามารถที่จะแบ่งออกได้เป็น 3 สัณฐานใหญ่คือ


1.สัณฐานลูกรักบี้ จะมีรูปร่างกลมยาวเรียวหัว-ท้ายเรียวมนคล้ายหัวจรวด จะมีความยาวประมาณตั้งแต่ 2-3 ซ.ม.จนถึง 9-10 ซ.ม. สามารถแบ่งเป็นประเภท1.1เป็นเพชรนาคา , 1.2.เป็นเหล็กไหลชนิดดูดติดเหมือนแม่เล็ก หรือแบบดูดไม่ติด


2.สัณฐานเหมือนพลอยหลังเบี้ย จะมีรูปร่างสัณฐานแบ่งออกได้อีก 2 แบบคือ

2.1. รูปกลม(แฮมเบอเกอร์) จะมีรูปลักษณะทรงกลมตรงกลางจะนูนขึ้นมาดังหลังเบี้ยทั้งสองด้าน ด้านข้างจะสามารถมองเห็นคล้ายขอบรอยเชื่อมของเพชรนาคา จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์ตั้งแต่ 7 มิลลิเมตรถึง 1 ซ.ม.กว่าๆ

2.2.รูปวงรี จะมีรูปทรงเป็นวงรีตรงกลางจะนูนขึ้นมาดังหลังเบี้ยทั้งสองด้าน จะมีขนาดตั้งแต่ 5 มิลลิเมตรจนกระทั่งมีความถึงยาว 1-2 นิ้ว


3.สัณฐานกลมแบบลูกแก้ว จะมีลักษณะกลมเป็นลูกแก้ว แต่สังเกตุดูดีๆแล้วบางเม็ดจะมีรอยขอบ รอบๆ มีตั้งแต่ขนาดเม็ดเท่าปลายนิ้วก้อย( ประมาณ 1 ซ.ม.)จนถึงขนาดเท่าไข่ไก่


4.สัณฐานพิเศษที่หายาก จะมีคือ…..

4.1.ลักษณะลูกสมอจันท์ จะมีลักษณะออกจะกลมคล้ายดังลูกแก้วเหมือนกับสัณฐานกลมหลังเบี้ยแบบที่.2.1 จะมีขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเกือบ 2 ซ.ม. หรือขนาดเท่านิ้วหัวแม่โป้ง

4.2.ลักษณะเป็นเขี้ยวแก้ว จะมีลักษณะรูปทรงสัณฐานเป็นเขี้ยว จะมีความยาวประมาณหนึ่งข้อนิ้วก้อยนิดๆจนกระทั่งมีความยาว 6 – 7 นิ้ว

4.3.ลักษณะรูปหยดน้ำ จะมีลักษณะรูปทรงคล้ายหยดน้ำขนาดใหญ่ประมาณปลายนิ้วก้อย

4.4.ลักษณะเป็นฟันกราม จะมีลักษณะรูปทรงคล้ายฟันหน้าหรือฟันกรามของคน จะมีส่วนที่ยื่นออกมาดังรากฟัน จะมีหลายขนาดทั้งฟันกรามเล็กฟันกรามใหญ่

4.5.ลักษณะรูปหัวใจ

4.6.ลักษณะรูปดอกบัว

4.7.ลักษณะรูปหงอนพญานาค

4.8.ลักษณะเป็นไข่


เพชรพญานาคนั้นจะมีสีสันที่สวยงามส่องแสงเป็นประกายมาก ยิ่งเอาไปส่องด้วยแสงไฟจะส่องเป็นประกายสีถึง 7 สีและจะมีความมันเงาแวววาว บางสัณฐานภายในคล้ายกับมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่หรือคล้ายกับมีดวงตาซ้อนอยู่ภายใน แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นได้ชัดเจนนั้นจะเป็นสัณฐานเหมือนพลอยหลังเบี้ย จึงนับว่าแปลกอัศจรรย์เป็นอย่างมาก  มีผู้ที่มีความชำนาญในการดูพลอยบอกว่า ถ้าพลอยดีชั้นดีเวลาส่องดูจะเห็นเป็นแถบสายรุ้ง  ถ้าเป็นพลอยรองลงมาเวลาส่องดูจะเห็นเป็นประกายของสี ทั้ง 7 สี  เมื่อนำเพชรนาคานำมาส่องดู(แบบสัณฐานที่2)บางเม็ดด้านหนึ่งส่องดูเห็นเป็นแถบสีพอพลิกดูอีกด้านหนึ่งส่องดูเห็นเป็นประกายสีเหมือนมีชีวิตเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก


หลวงปู่พวง สุวีโร วัดป่าปูลูสันติวัฒนา จ.อุดรธานีได้เล่าให้ฟังว่า”ลูกศิษย์ท่านได้นำไปตรวจสอบตรวจดูที่ต่างประเทศ ซึ่งผลปรากฏว่ามีคุณค่าเกือบจะเท่าอัญมณี แต่ก็ถือว่าเป็นแร่รัตนชาติชนิดหนึ่งที่มีคุณค่า”

การแบ่งสีสันของเพชรพญานาคนั้นสามารถที่จะแบ่งออกได้ 3 ประเภทก็คือ

1.สีอ่อนแต่ใส
2.สีเข้ม
3.สีเข้มออกโทนเทาดำ

จะมีอานุภาพพลังที่แตกต่างกันไปตามสีสันและตามขนาดสัณฐานด้วย ยิ่งออกเป็นสีในประเภทที่ 3.ยิ่งมีพลังลึกลับอาถรรพ์เพิ่มมากขึ้น

post-25093-1222931667_resize.jpg

การแบ่งตามวรรณะตามโทนสีของเพชรพญานาค สามารถแบ่งออกได้คือ


1.สีน้ำเงิน วรรณะกษัตริย์
2.สีฟ้าน้ำทะเล วรรณะเชื้อพระวงศ์
3.สีเขียว วรรณะนักบวช,ผู้ทรงศีล
4.สีแดง วรรณะนักรบ,ขุนพล
5.สีม่วง วรรณะขุนนาง
6.สีขาว วรรณะ กลาง
7.สีเหลือง,สีส้ม,สีชมพู วรรณะทั่วไป


ความหมายตามสีสันของเพชรพลอยพญานาค


1.สีขาว หมายถึง พลังบารมีพุทธคุณหรือบารมีขององค์มหาพระโพธิสัตว์ ที่ได้ทรงบำเพ็ญเพียรถือศีลภาวนาปฏิบัติธรรมลดละกิเลสตัณหาอุปทาน ให้วางจิตให้อยู่ในสายกลางไม่มีบุญไม่มีบาป มีสติเป็นผู้รู้(เกิดปัญญา)เท่าทันในสภาวะปัจจุบัน เกิดความใสสะอาดบริสุทธิ์ มีจิตใจเยือกเย็นหนักแน่นมั่นคงไม่หวั่นไหวง่ายๆ เหมาะกับผู้ที่มีจิตใจอ่อนไหวรวนเรไม่มีความมั่นใจ

2.สีแดง หมายถึง สีแห่งกำลังฤทธิ์อำนาจ กล้าหาญเด็ดเดียวความคิดฉับไหวเฉียบคมดุดัน ตัดสินใจรวดเร็วตรงเป้าหมายทันอกทันใจ เป็นที่เคารพน่าเกรงขาม ผู้ที่ได้ครอบครอบเพชรนาคาสีแดงนี้จะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมฝึกฝนให้จิตมี”สติ”รู้เท่าทันอารมณ์มิเช่นนั้นจะเกิดผลกระทบที่ไม่ดีเกิดขึ้นทั้งตนเองและผู้อื่น สีแดงเป็นสีที่บ่งบอกถึง”โทสะจริต”ที่มีความต้องการให้ทันอกทันใจรวดเร็ว บางครั้งไม่เป็นตามที่เราต้องการก็จะเกิดอารมณ์โมโหโกรธขึ้นมานี้ละตัวร้าย ยิ่งเพชรนาคาที่มีสีเข้มขึ้นมากเท่าใดยิ่งจะมีพลังทางลบมากเท่านั้น มันจะเผาผลาญทั้งกายและจิตใจให้เกิดความหม่นหมองมืดมัวเศร้าสร้อยไปทางทุคติที่ไม่ดี

2.1.สีแดงพิเศษ…จะเป็นสีที่พลังอานุภาพฤทธิ์อำนาจสูงกว่าสีปกติมาก เพราะจะเป็น”เพชรนาคาสีแดงขอบดำ”ครูบาอาจารย์บอกว่า”เป็นพลังอนันตจักรวาล” ผู้ที่สามารถที่จะครอบครองได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีบุญวาสนาบารมีที่ได้สร้างสมมาจากอดีตชาติไว้มากหรือและต้องเป็นผู้ที่มี”จิต”เป็นฤทธิ์เดชตบะมหาอำนาจที่ฝึกฝนมาทางนี้ มิเช่นนั้นไม่สามารถที่จะรองรับพลังอานุภาพของเพชรนาคาที่มีพลังอนันตจักรวาลได้

3.สีเขียว หมายถึง อำนาจจิตที่มีความเมตตาเย็นกายเย็นจิต มีเดช ตบะบารมีของผู้ทรงธรรมที่มีจิตสัมผัสทางโลกลี้ลับเหล่าเทพพรหมเทวดา มีพลังอำนาจลี้ลับไหลเวียนเป็นกระแสล้อมรอบตัว ทำให้จิตมีความสงบเยือกเย็นมั่นคงแคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆ ยิ่งสีเข้มยิ่งมีอานุภาพของพลังที่สื่อผ่านมาจากเพชรนาคาจนเย็นยะเยือก เป็นที่เคารพนอบน้อมเป็นที่น่าเชื่อถือไม่ว่าจะทำสิ่งใดพูดจาอะไร เป็นเหตุที่เกิดมาจากการบำเพ็ญเพียรตบะบารมี”สัจจะอธิษฐาน”ที่ไม่พูดปดมดเท็จหลอกลวงตลบแตลง และเป็นสีของกายทิพย์ผู้เป็นจอมเทพใหญ่ในสวรรค์ชั้นฟ้าทรงช้างเอราวัณ 3 เศียรที่มีอำนาจฤิทธานุภาพจ้าวแห่งสรวงสวรรค์แห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

4.สีเหลือง หมายถึง ความนุ่มนวลมีสง่าราศีสีที่แสดงถึงความมั่งคั่งมีโชคมีลาภไหลมาเทมา มีความเจริญสดใสรุ่งเรืองดัง”ทองคำ”ที่มีคุณค่าในตัวเอง กระแสแห่งสียิ่งสีสดใสเท่าใดยิ่งมีกระแสแห่งโชคลาภทรัพย์สินเงินทองเปล่งประกายมากขึ้นเท่านั้น เป็นกระแสที่ทำให้น่าเกรงขามเคารพศรัทธาในความมีสง่าราศีดังเจ้าขุนคุณนายเจ้าพระยาผู้มีศักดิ์มีศรี จะได้รับการช่วยเหลืออนุเคราะห์สงเคราะห์ทำให้หน้าที่กิจการเจริญก้าวหน้าราบรื่น

หมายเหตุผู้ใดได้เพชรนาคาสีเหลืองไว้ครอบครองจะต้องมีจิตใจที่ชอบทำบุญทำทานเป็นนิจวัตร มีน้อยทำน้อยมีมากเท่ามากตามกำลังของตนเองและต้องเป็นผู้ที่อยู่ในศีลในธรรม ยิ่งจะส่งผลให้เกิดกระแสแห่งทานบารมีที่บริสุทธิ์ส่งเสริมพลังเพชรนาคาสีเหลืองและองค์เทพที่รักษาดูแลมีบุญบารมีเพิ่มขึ้น

5.สีส้ม หมายถึงพลังแห่งการป้องกันภัยจากอาวุธภัยอันตรายต่างๆ เป็นพลังที่มีความคิดเด็ดเดียวกล้าหาญกล้าคิดกล้าทำกล้าที่จะเผชิญและเป็นผู้ที่มีความคิดก้าวหน้ายุติธรรมไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เป็นกระแสพลังที่ป้องกันและลดสลายอุปสรรคพลังที่ไม่ดีที่เข้ามากระทบ กระทำให้บุคคลใดผู้ใดที่คิดจะมาเบียดเบียนต้องพ่ายแพ้ตนเองไปในที่สุด มีเทพที่มีคุณธรรมดูแลปกปักรักษา และเป็นสีแห่ง”พระบารมีขององค์พระสยามเทวาธิราช”องค์มหาเทพที่ดูแลปกปักรักษาคุ้มครองประเทศชาติ,ศาสนา,พระมหากษัตริย์ จากภัยอันตรายจากศัตรูผู้ไม่เป็นมิตรที่คิดมากระทำย่ำยี

6.สีม่วง หมายถึง พลังที่มีอำนาจลึกลับยากที่จะหยั่งถึงได้ ดังคำว่า”รู้หน้าไม่รู้ใจ” เกี่ยวข้องจิตวิญญาณโอปาติกะภูติผีปีศาจทำให้เกิดความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะคิดไม่ดีกระทำไม่ดี เหมือนมีพลังลึกลับจ้องมองอยู่ ยิ่งสีที่เข้มจนเกือบดำไม่ต้องพูดถึงมีพลังลึกลับอานุภาพมากขึ้นเป็นทวีคูณ ป้องกันภูติผีปีศาจคุณผีคุณคนคุณไสยการกระทำย่ำยีต่างๆให้เสื่อมสลายหายไป และเป็นสีที่สามารถดูดซับพลังอำนาจลึกลับทั้งดีและไม่ดีได้ขึ้นอยู่กับผู้ที่เป็นเจ้าของ

หมายเหตุบุคคลที่มีวาสนาครอบครองเพชรนาคาสีม่วงนี้จะเป็นคนที่มีพลังลึกลับหรือมีสัมผัสพิเศษเรื่องลึกลับบางคนอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้และเป็นคนที่ช่างคิดช่างตรึกตรองเจ้าวางแผน ถ้ามีมากจนกระทั่งออกไปทางหน้ากลัว อาจจะเกิดผลเสียหรือเกิดพลังที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น ควรที่จะฝึกปฏิบัติจิตให้มีความเมตตาหนักแน่นปล่อยวางจากอารมณ์ที่มากระทบ ให้จิตมีแต่ความโปร่งใสบริสุทธิ์จะทำให้อานุภาพของเพชรนาคาสีม่วงนี้จะเปล่งประกายออกมาครอบคลุมทั่วร่างตลอดเวลา เสมือนเกราะแก้วคุ้มครอง

6.1.สีม่วงพิเศษ… จะเป็นสีที่มีพลังฤทธิ์อำนาจแห่งความลึกลับแห่งจิตวิญญาณโอปาติกะ ป้องกันอาถรรพ์การกระทำคุณไสยคุณผีคุณคนการกระทำย้ำยีต่างๆผูกพยนต์ฝังรูปฝังรอย ทำให้เกิดการสลายเสื่อมอานุภาพ ศัตรูหมู่มารต่างสยบไม่กล้าที่จะคิดร้ายกระทำไม่ดี มีอานุภาพแผ่พลังครอบคลุมเป็นปริมณฑลได้ทั้งบ้าน แต่ก็ขึ้นอยู่ผู้ที่เป็นเจ้าของครอบครองมีจิตสะอาดอยู่ในศีลในธรรมหรือไม่เป็นหลัก ยิ่งที่เป็นผู้ที่ปฏิบัติทางจิตจะยิ่งเปล่งประกายของอานุภาพรัศมีกว้างขึ้น

7.สีฟ้า หมายถึง ถึงผู้ที่มีบุญวาสนาที่ได้สร้างสมมาในอดีต มีน้ำใจกว้างขวางใสสะอาด น่าเคารพนอบน้อมดังเพื่อนสนิทมิตรสหายสนิทชิดเชื้อกันมานาน พูดจาเจรจาพาทีเข้าทีเข้าท่าติดต่อค้าขายคล่องตัวลื่นไหลสะดวก เป็นผู้ที่มีบุญฤทธิ์ที่เหล่าเทพยดาดูแลค้ำชู เดินทางไปไหนมาจะมีความสะดวกสบาย

8.สีน้ำเงิน หมายถึง ผู้ที่มีอำนาจวาสนาบารมีสูงมีทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์บารมี เป็นผู้นำผู้ปกครองมีทั้งเดชตบะบารมีเป็นที่เคารพน่าเกรงขามมีขุมทรัพย์มหาศาลที่ซ้อนเร้นอยู่ ดังร่มโพธิ์ร่มไทรที่แผ่กิ่งก้านร่มเย็นที่พักพิงแก่สรรพสัตว์ มีพลังที่ป้องกันศัตรูภัยอันตรายต่างๆทั้งแปดทิศ จะต้องมีเทพพรหมเทวดาดูแลปกปักรักษาตลอดเวลาเสริมสร้างบารมียิ่งขึ้น

หมายเหตุผู้ที่บุญวาสนาได้ครอบครองจะต้องเป็นผู้ที่บุญวาสนาบารมีมาในอดีตชาติที่สร้างสมมานาน และต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมประจำใจ มิฉะนั้นจะเกิดอาถรรพ์ที่ไม่ดีแก่ผู้ที่ครอบครองเกิดความวิบัติ อย่าหลงอดีตอย่าบ้าอำนาจอย่าอวดเก่งหลงตัวเอง จงทำจิตให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดคือการปล่อยวางจากกิเลสตัณหาอุปทาน

9.สีชมพู หมายถึง สีแห่งพลังอานุภาพเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์มหานิยมนิ่มนวลอ่อนโยน มีความโดดเด่นสะดุดตาดึงดูดสำหรับเพศตรงข้ามและผู้คนรอบข้างผู้ที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ผู้คนรอบข้างเกิดความเมตตาช่วยเหลืออย่างน่าอัศจรรย์ใจ ยิ่งสีชมพูเข้มออกสดใสยิ่งมีพลังมหาเสน่ห์ดึงดูดเป็นที่รักใคร่เป็นที่พึงปรารถนาดังนางพญาที่สูงศักดิ์สง่างดงามอย่างน่าประหลาด

หมายเหตุผู้ที่ได้ครอบครองจะต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจที่ดีงาม ไม่นำพลังไปใช้ในทางไม่ดีดัง”ปากหวานก้นเปรี้ยวเลี้ยวตลบแตลง”ยิ่งกระทำกับเพศตรงข้ามจนกระทั่งผิดศีลในข้อที่ 3 จนเกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ บั้นปลายท้ายสุดแล้วจะอเน็จอนาถน่าสังเวชเป็นอย่างมาก เมื่อผลกรรมนั้นมาตอบสนอง

10.สีชา(สีพิเศษ) หมายถึง สีที่มีพลังอานุภาพสามารถที่จะยับยั่งอารมณ์ความคิดที่ใช้แต่อารมณ์ ทำให้สติปัญญาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ถูกที่ควรที่ตามไม่ทัน จนกระทำพลาดพลั้งผิดพลาดไปจนเกิดความเสียหาย เหมาะกับผู้ที่ขาดแหล่งพึงพิงทางจิตใจหรือผู้ที่มีจิตใจเลื่อนลอยเสร้าเสียใจผิดหวังท้อแท้ และมีความพิเศษก็คือจะมีอานุภาพทางมีโชคมีลาภอย่างที่คาดไม่ถึง ( เป็นสีที่หาพบได้ยาก )

แต่ตามความเป็นจริงแล้วในการบูชาเพชรพญานาคหรือเพชรเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงนั้น มิใช่บูชาตามความหมายของสีว่าสีนี้ดีอย่างนี้แบบนั้นหรือสีที่เหมาะกับวันเกิดเดือนเกิดแล้วจะได้ตามนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับบุญวาสนาบารมีที่ได้สร้างสมกันตั้งแต่ในอดีตชาติและเคยได้เป็นเจ้าของกันมาก่อน ผนวกในปัจจุบันเป็นผู้ที่ดำรงอยู่ในศีลในธรรมเป็นที่ตั้ง มิฉะนั้นแล้วจะเกิดอาถรรพ์เพทภัยไม่ดีกับตนเอง จึงจำจะต้องมีการอธิษฐานจิตเสี่ยงบารมี ตามกำลังบุญวาสนาบารมีของตนเองว่า สีใดแบบใดจะคู่ควรกับบุญวาสนาบารมีของตัวเรา หรือได้คำแนะนำจากครูบาอาจารย์ผู้รู้.

เพชรพลอยพญานาค
สีแดง ดูแลเกี่ยวกับ
เลือดลมสูบฉีด, อวัยวะเพศ

สีส้ม ดูแลเกี่ยวกับ
ระบบการฟอกเลือดในร่างกาย

สีเหลือง ดูแลเกี่ยวกับ
ลำไส้, กระเพาะ

สีฟ้า ดูแลเกี่ยวกับ
ภูมิแพ้, ทางเดินหายใจ

สีเขียว ดูแลเกี่ยวกับ
หัวใจ, ปวดหลัง

สีน้ำเงิน ดูแลเกี่ยวกับ
ระบบประสาทในสมอง

สีม่วง ดูแลเกี่ยวกับ
ศูนย์รวมเส้นประสาทในร่างกาย

สีชมพู ดูแลเกี่ยวกับ
ความสดชื่นกระปี้กระเปร่า

สีขาว ดูแลเกี่ยวกับ
กระดูก, เส้นเอ็น

คำอัญเชิญเพชรพลอยพญานาค

พุทธอัญเชิญ พัดอัญเชิญ
เทพที่สิงสถิตในเพชรพลอยพญานาคนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวคำบูชา

นะคะบูชา พัดคะบูชา มะอะอุ นิหิงนะพันเต นะมะ พุทธพันเต

บูชาด้วยธูป 16 ดอก ผลไม้ 9 อย่าง จัดใส่พาน ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ
จะเป็นศิริมงคล ใส่กรอบแขวนคอ ทำหัวแหวนหรือพกติดตัว

แคล้วคลาดปลอดภัย ป้องกันคุณไสย์ ดลใจให้รู้เหตุ

อธิฐานจิต : ให้คงกระพันดั่งเหล็กไหล

:
ให้มีอำนาจวาสนาแข็งแกร่งดั่งเพชร

:
ให้เป็นเมตตามหานิยม (มิตรมากหลายบริวารรักใคร่)


ต่อด้วยการตั้งจิตอธิษฐานตามที่ต้องการ(ไม่เกินกำลังของกฏแห่งกรรม)

ต้องการทำนำมนต์ โดยการหาขันใส่น้ำสะอาด อัญเชิญ”เพชรพญานาค”ลงแช่ในน้ำ พร้อมกับการจุดธูปเทียนบูชาท่องคาถา พร้อมกับสำรวมกายวาจาใจให้สงบนิ่งสักอึดใจหนึ่ง แล้วตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ตั้งมั่นจบด้วยบทแผ่เมตตา เมื่อสำเร็จสมหวังดังที่ได้อธิษฐานทุกครั้ง จะต้องทำบุญใส่บาตร,ถวายสังฆทาน,ถวายพระพุทธรูป เป็นต้น อุทิศถวายให้”พระแม่ธรณี,หลวงปู่เทพโลกอุดร,ปู่ทวดนาคราชสุนันโท,นาคานาคีเงือกบริวารทั้งหลาย ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรเป็นที่ตั้ง” ซึ่งจะเป็นการสร้างกุศลผลบุญบารมีไปในตัว

หลังจากเสร็จสิ้นจากการที่นำเพชรนาคาติดตามตัวเช่น เป็นเครื่องประดับเป็นหัวแหวน,เป็นจี้ห้อยคอ,เป็นสร้อยข้อมือก็ตาม หรือนำมาบูชาเอาไว้ที่บ้าน ควรที่จะจัดหาพานรองรับตามความเหมาะสมวางผ้าแดงผ้าขาวรองพื้นก่อนที่นำเพชรพญานาคหรือเครื่องประดับที่มีเพชรพญานาควางลงบนพาน และจัดหาขันหรือถ้วยใส่น้ำสะอาดโรยมะลิร่วงวางบูชาไว้ตรงด้านหน้าพานที่วางบรรจุเพชรพญานาคอยู่ ควรจะเปลี่ยนน้ำสะอาดทุกวันหรือวันเว้นวันตามความเหมาะสม น้ำที่วางบูชาเพชรนาคานี้เป็นน้ำมนต์ที่มีพลังอานุภาพ ใช้ดื่มกินอาบราดทั่วตัวไล่สิ่งที่ไม่ดีเสนียดจัญไรที่มาเกาะติดตามตัวเรา เพื่อเป็นสิริมงคลเป็นเกราะคุ้มกันปกป้อง พร้อมระลึกขอบารมีปู่ทวดนาคราชสุนันโทกำหนดเห็นเป็นรูปองค์พญานาคมาขดล้อมรอบตัวของเราส่องแสงสว่างเป็นรัศมีกระจายรอบตัวประมาณ 1 วา หรืออาจจะหาขันหรือภาชนะที่ใส่น้ำสะอาด พร้อมขันหรือภาชนะเล็กที่ลอยน้ำได้เพื่อนำเพชรนาคาหรือเครื่องประดับมีเพชรนาคาวางอยู่ในขันหรือภาชนะที่ลอยน้ำได้อีกทีหนึ่ง

 

บ่งบอกลักษณะผู้เป็นเจ้าของ

“เพชรพญานาค”นั้นสามารถบ่งบอกลักษณะนิสัยหรือข้อติดขัด(วาระกรรม)ของผู้ที่ครอบเป็นเจ้าของ เพราะธาตุกายสิทธิ์นี้ เมื่อได้เลือกผู้ใดบุคคลใดจะ”เชื่อม”กำลังบารมีซึ่งกันและกันคล้ายดังเป็นดวงจิตเดียวกัน มีพลังอำนาจที่จะบ่งบอกจุดบกพร่องจุดที่จะต้องพัฒนาเพื่อยกระดับภูมิจิตภูมิธรรมและเพื่อแก้ไขสภาวะกรรมที่เป็นอกุศลที่ได้ตามติดมาจากอดีตที่จะส่งผลในชาติปัจจุบันนี้(ไม่เกินกฎแห่งกรรมที่หนัก)

ที่สำคัญเพชรพญานาคนี้สามารถ”ขยายโตใหญ่และเล็กลงได้ เกิดความขุ่นใสเปลี่ยนสีได้”ตามระดับภูมิจิตภูมิธรรมของผู้ที่ครอบครองประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลในธรรมแค่ไหน  เพชรพญานาคมีพลังงานของธรรมชาติที่สะสมประมวลธาตุมานานหลายล้านล้านปีประมาณมิได้ ย่อมสามารถที่จะ ”เปิดสภาวะกรรม”ให้รู้ให้เห็นได้และมีพลังที่สามารถลดกระกรรมหนักให้สลายเป็นเบาได้ แต่ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสภาวะกฏแห่งกรรมได้ นอกจาก"จิต"ผู้เป็นเจ้าของต้องเป็นผู้พฤติปฏิบัติในแนวทาง” ศีลอริยะมรรค”ก่อกำเนิดพลัง”โลกุตระ”ยกภูมิจิตยกภูมิธรรมให้จากอบายภูมิมีสัตว์และสัตว์เดรัจฉานเป็นการ"อโหสิกรรม"กันไป

พระหูยาน จังหวัดลพบุรี

พระหูยาน เมืองลพบุรี สร้างเมื่อสมัยขอมยังเรืองอำนาจ ในแผ่นดินพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เมื่อประมาณ 700 กว่าปีมาแล้ว

สมัยนั้น พระองค์ทรงใช้เมืองละโว้ หรือเมืองลพบุรีในปัจจุบีน เป็นศูนย์กลาง ในการบัญชาราชการงานบ้านเมือง ศาสนา ศิลปะ ดังนั้น วิทยาการทั้งหลายแหล่ของขอม ล้วนมีกำเนิดที่เมืองละโว้ทั้งสิ้น

พระหูยาน จังหวัดลพบุรี เป็นพระพิมพ์เนื้อชิน เป็นพระประทับนั่ง ปางมารวิชัย บนกลีบบัวเล็บช้าง แบบชั้นเดียว และสองชั้นบัวคว่ำบัวหงาย พระเกศเป็นรูปบัวตูม ใบหน้าคว่ำ อันแสดงถึงญาณอันแก่กล้า และมีลักษณะเคร่งเครียด อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะขอม หูยาวจดไหล่ วงการพระเครื่องจึงขนานนามว่า พระหูยาน

พระหูยาน เมืองลพบุรีนี้ มีการขุดค้นพบที่ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี เป็นหลัก จึงนิยมเรียกกันติดปากว่า พระหูยาน ลพบุรี

พระหูยาน ลพบุรี มีทั้งหมด 3 พิมพ์ คือ
1.) พระหูยาน พิมพ์ใหญ่ ขนาดสูงจากฐานถึงยอดสุด ประมาณ 5.5 เซนติเมตร
2.) พระหูยาน พิมพ์กลาง ซึ่งจะมีขนาดลดหลั่นกันลงมา
3.) พระหูยาน พิมพ์เล็ก ซึ่งจะมีขนาดลดหลั่นกันลงมา

พระหูยาน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี มีการแตกกรุออกมาครั้งแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ.2450 เรียกว่า พระกรุเก่า ผิวจะปลอดจากคราบผิวปรอทขาวโพลน มีขุมสนิมกัดกินลึกในเนื้อ มีรอยระเบิดแตกปริ

ต่อมา ได้มีการขุดค้น อย่างไม่เป็นทางการหลายครั้ง จนกระทั่งปี พ.ศ.2508 ก็แตกกรุออกมาอีกเป็นจำนวนมาก ที่บริเวณพระเจดีย์องค์เล็ก หน้าพระปรางค์ เรียกว่า พระกรุใหม่ ส่วนมากจะมีพรายปรอทขาวซีด ๆ ทั้งอยู่ในสภาพสมบูรณ์งดงามมาก มีเพียงบางองค์ ที่มีรอยแตกปริ และขุมสนิมบางส่วน เหมือนยืนยันถึงความเก่าแก่ของอายุขัย

พระกรุใหม่บางส่วน ถูกฝังรวมไว้กับพระพุทธรูปบูชา ซึ่งเมื่อเวลาเกิดคราบสนิม จะเป็นสีเขียว จนได้ลุกลามไปติด เป็นคราบสนิมของ พระหูยานกรุใหม่ด้วย จึงกลายเป็นตำหนิสำคัญ ที่นักเลงพระเครื่องเนื้อชิน ใช้ประกอบในการพิจารณา พระหูยานกรุใหม่ เมืองลพบุรี

วงการพระเครื่อง ยังได้กำหนดลักษณะ หรือศิลปะของ พระหูยาน ลพบุรี แยกไว้เป็น 2 แบบ คือ
1.) พระหูยานหน้ายักษ์
2.) พระหูยานหน้ามงคล

สำหรับพิมพ์ด้านหลังของ พระหูยาน ลพบุรี จะมีเอกลักษณ์ เหมือนกันหมดทุกพิมพ์ คือ เป็นลายผ้ากระสอบ ที่มีความถี่ และความหยาบเหมือนกันทุกองค์

นอกจากนี้ ยังปรากฏมีการพบ พระหูยาน ที่กรุอื่น ๆ อีก เช่น
– พระหูยาน กรุวัดอินทาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
– พระหูยาน กรุวัดปืน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
– พระหูยาน กรุวัดราษฎร์บูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
– พระหูยาน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี
– พระหูยาน กรุวัดค้างคาว จังหวัดเพชรบุรี
– พระหูยาน กรุเมืองสรรค์ จังหวัดชัยนาท

พระหูยานต่างกรุ จึงมักจะไม่เหมือนกัน ในเอกลักษณ์ของแต่ละกรุ แต่ละทรวงทรงหรือลักษณะเล็กใหญ่ ใกล้เคียงกันมาก

พระหูยานบางกรุ อยู่ในชั้นที่สมบูรณ์แบบ ผิวของชินหรือดีบุก ยังขาวฝังจับเนื้อแน่น ดูคล้ายของใหม่เลยก็มี ต้องดูให้ดีว่า ผิวนั้นเป็นมันอยู่หรือเปล่า ถ้าเป็นมันอยู่ หรือผิวไม่แห้งสนิทเลยนั้น อาจจะเป็น พระหูยานเทียม ค่อนข้างแน่

ถ้าเป็น พระหูยานของแท้จริง ผิวของดีบุกหรือชิน จะแลดูผิวขาวนวลแห้งสนิท เหมือนดังปุยเมฆ แห้งแบบด้าน ๆ จะมีส่วนหมองคล้ำของผิวนิด ๆ

พระหูยาน ลพบุรี เป็น ยอดจักรพรรดิของพระเครื่อง พิมพ์หนึ่ง เป็นยอดมหาอุตม์ และคงกระพันชาตรี จนกระทั่ง มีนักนิยมพระรุ่นเก่า และรุ่นใหม่ให้สมญานามว่า ยอดจักรพรรดิแห่งกรุงละโว้ ไม่ว่าจะเป็นอภินิหาร ปาฏิหาริย์ ความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ และสิ่งมหัศจรรย์ นานับประการ อยู่ในองค์พระหูยานทั้งหมด

พระหูยาน เมืองลพบุรี ไม่ว่าจะกรุเก่า กรุใหม่ หรือกรุใด ๆ ล้วนเป็นเลิศด้วยพุทธคุณ ด้านคงกระพันชาตรี ตามแบบฉบับของขอม และเมตตามหานิยม สมคำยกย่องจริง ๆ

 

 

ขอขอบคุณที่มา…http://www.buddhawax.com/

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑