พระสมเด็จเกศไชโย วัดไชโยวรวิหาร จ.อ่างทอง

 พระสมเด็จเกศไชโย วัดไชโยวรวิหาร จ.อ่างทอง
ผู้สร้างมีความเชื่อกันว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นผู้สร้างเพื่อบรรจุในพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ท่านสร้าง ณ วัดไชโยวรวิหาร จ.อ่างทอง เพื่อสืบทอดพระศาสนา ศิลปสกุลช่าง เป็นช่างราษฎร์ ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยได้รับคำแนะนำ วิธีการสร้างให้พระออกมาสวยงามคงทน โดยขุนวิจารณ์เจียรนัย

จากการสันนิษฐานทราบว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้สร้างพระพุทธพิมพ์สี่เหลี่ยมบนฐานต่างชั้นกัน ที่เรามาเรียกภายหลังว่า พระสมเด็จเกศไชโยนี้ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๐๔ เพื่อบรรจุลงในพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ณ วัดไชโยวรวิหาร แต่พระพุทธรูปเกิดพังทลายขึ้นมาก่อนที่จะบรรจุพระเครื่อง จึงได้มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาใหม่ แล้วบรรจุพระเครื่องลงไป เมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๐๖ – ๒๔๐๗ หากการบรรจุครั้งนั้น ไม่ครบจำนวนตามที่ตั้งความประสงค์ไว้ จึงมีการนำพระสมเด็จวัดระฆังมารวมบรรจุด้วย แต่มีจำนวนน้อยมาก องค์ประกอบพระ

ตามบันทึกคำกล่าวของพระธรรมถาวร (ลูกศิษย์สมเด็จโต) กล่าวว่า “เนื้อที่ใช้สร้างพระสมเด็จนั้น แต่เดิมใช้ผงวิเศษ 5 ประการ ผงเกสรดอกไม้ ปูนขาวและข้าวสุกเท่านั้น

ผงวิเศษ 5 ประการ มีอิทธิคุณดังนี้

1. ผงอิทธิเจ มีอานุอิทธิเจ มีอานุภาพทางเมตตามหานิยม ใครเห็นใครเมตตา ให้ความรักและเอ็นดู
2. ผงปัถมัง มีอานุภาพทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี จังงัง ตลอดจนการพรางตัว(หายตัว) ได้อย่างมหัศจรรย์ยิ่ง
3. ผงมหาราช มีอานุภาพทางเสน่ห์ ชายเห็นชายทัก หญิงเห็นหญิงรัก เหมาะสำหรับการค้าขาย และเข้าหาผู้ใหญ่ จะได้รับการเอ็นดูให้การส่งเสริมได้ดีในราชการและธุรกิจ
4. ผงพุทธคุณ มีอานุภาพป้องกันสิ่งอัปมงคล อาถรรพณ์และไสยศาสตร์สายดำ ป้องกันทำคุณไสย มีอิทธิพลล้ำเลิศทางด้านแคล้วคลาดปลอดภัย ครอบคลุมไปถึงด้านเมตตามหานิยมและมหาอำนาจ
5. ผงตรีนิสิงเห มีอิทธิคุณทางด้านมหาอำนาจ สามารถล้างอาถรรพณ์ น้ำมันพราย สยบอิทธิฤทธิ์ของภูติผีปีศาจได้ดียิ่ง

ซึ่งเมื่อถอดพิมพ์และตากแห้งแล้ว ปรากกฏว่าเนื้อพระจะร้าวและ แตกหักเป็นจำนวนมากเพราะความเปราะ

ต่อมาเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ทดลองใช้ กล้วยหอมจันทน์ และกล้วยน้ำว้าทั้งเนื้อและเปลือกผสมโขลกลงไปด้วย เมื่อเนื้อพระแห้งแล้วก็มีสีเหลืองนวลขึ้น การแตกร้าวลดลงแต่ก็ยังไม่ได้ผลทีเดียว

ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ทดลองใช้น้ำมันตังอิ้ว ตามคำแนะนำของหลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองในราชสำนัก สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ผลดีขึ้นจริง

ลักษณะวรรณะพระสมเด็จวัดเกศ เป็นพระที่มีวรรณะหลายสี เช่น ขาวแป้ง ขาวนวล สีเทา และมีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด


พุทธลักษณะเป็นพระพุทธประทับนั่งสมาธิขัดราบ บนฐานต่าง ๆ กัน คือฐาน 3 ชั้น 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น และเป็นพระพุทธนั่งสมาธิภายใต้ใบโพธิ์ หรือที่เราเรียกว่า ปรกโพธิ์ จำแนกพิมพ์ออกได้เป็น 20 พิมพ์ โดยประมาณดังนี้

1. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์นิยม 7 ชั้น
2. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์เล็ก
3. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์หูประบ่า
4. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์แขนกลม
5. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์เข่าโค้ง
6. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์แข้งหนอน
7. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ไหล่ตรง
8. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์แขนดิ่ง
9. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์เศียรกลม
10. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์อกตัน
11. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ต้อ
12. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ปรกโพธิ์
13. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์ใหญ่ เอ
14. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์ใหญ่ บี
15. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์ล่ำ
16. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์ไหล่ตรง
176. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์อกตัน
18. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์อกตอด
19. พิมพ์ 5 ชั้น
20. พิมพ์ตลก

ด้านหลังองค์พระเป็นพระหลังเรียบ

ตำหนิเอกลักษณ์

พระสมเด็จเกศไชโย 7 ชั้นนิยม

1. ทีเด็ด-พระเกศปลายแหลม ตรงกลางจะโปนออกแผ่วๆ
2. พระกรรณเป็นหูบายศรี พระกรรณซ้ายจะเชิดสูงกว่า
3. พระพักตร์และพระศอ ดูรวมๆคล้ายหัวไม้ขีด
4. ทีเด็ด-พระสภาพเดิมๆติดคมชัด จะเห็นโคนแขน แทงเข้าไปที่หัวไหล่
5. อกพระจะนูน ส่วนล่างถัดลงมาจะเป็นเส้นคู่พลิ้ว
6. ตรงกลางกรอบกระจก ด้านซ้ายมือเราส่วนใหญ่ มักเป็นแอ่งท้องช่างเบาๆ
7. ขอบกระจกด้านล่างขวามือของเราส่วนใหญ่ มักจะเป็นแอ่งท้องช่าง
8. ปลายฐานชั้นล่างสุดทั้งสองข้าง จะเป็นเดือยวิ่งชนเส้นครอบแก้ว
9. เนื้อหาพระละเอียด บางองค์เป็นมันลื่นคล้ายหินสบู่ ถ้าพลิกด้านหลังจะเห็นชัด


พระสมเด็จเกศไชโย 6 ชั้น อกตัน

1 .พระเกศยาวแหลม ในองค์ชัด ติดเต็มๆตรงกลางจะโปร่งเล็กน้อย
2. ลำคอจะเล็กและอาจบิดได้ ถือเป็นเรื่องปกติ
3. พระอุทร พลิ้วเล็กน้อย แต่ดูแข็งกว่าพิมพ์ 7 ชั้นนิยมเล็กน้อย
4. แขนทั้งสองข้างจะหักศอกน้อยๆ
5. เข่าจะอิ่มและปลายจะเชิดงอนขึ้น
6. รอยเหนอะที่ข้างฐาน
7. รอยแตกรานบนผิวเป็นเหลี่ยมเป็นมุม

พระสมเด็จเกศไชโย 6 ชั้น อกตลอด

1. พระเกศเป็นลำยาว ในพระสวยจัดๆตรงกลางโป่งออกบางๆคล้ายเปลวเทียว
2. พระพักตร์ และพระศอคล้ายหัวไม้ขีดในองค์ชัดๆ ตรงกลางพระพักตร์ จะเห็นเป็นสันนูน
3. วงแขนหักโค้งเบาๆพองาม แลคล้ายถ้วยไวน์
4. พระอุระ + พระอุทร แลรวมๆคล้ายซี่ฟัน สังเกตให้ดี พระอุทรแลคล้ายรากฟันแต่จะไหวพริ้ว อ่อนช้อย
5. กรอบกระจกด้านข้างองค์พระ โดยมากจะไม่เรียบ แต่จะเป็นแอ่งท้องช้างบางๆ
6. ใต้กรอบกระจก ในองค์ชัดๆจะเห็นเส้นทิว ยาวบางๆ 2-3 เส้น
7. การแตกลายงา จะเป็นเหลี่ยมมากกว่าการแตกยิบแบบชามสังกะโลก

ตำหนิเอกลักษณ์

ด้านหลัง

1. ขอบพระโดยมากจะมน
2. รอยแตกรายงามักปรากฏที่ขอบพระ
3. ผิวจะลื่นเนียน คล้ายหินสบู่ไม่สากมือ

 

 

ขอขอบคุณที่มา : http://www.amulet.in.th

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน จังหวัดกำแพงเพชร

 

จากบันทึก ในใบลานทองที่พบในกรุ สันนิษฐานว่า พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน สร้างในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย อายุถึงปัจจุบัน ประมาณ 700 ปีเศษ

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน เมืองกำแพงเพชร พบจากกรุ
– วัดพระบรมธาตุ
– วัดพิกุล
– วัดทุ่งเศรษฐี

ซึ่งวัดทั้ง 3 ดังกล่าว อยู่ในบริเวณลานทุ่งเศรษฐี ฝั่งนครชุม หรือฝุ่งตะวันตกของลำน้ำปิง เมืองกำแพงเพชร จึงเรียกพระพิมพ์ต่าง ๆ รวมกันว่า พระกำแพงทุ่งเศรษฐี

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน มีเพียงพิมพ์เดียว แต่ขนาดอาจต่างกันเป็น ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จึงไม่นิยมแบ่งแยกพิมพ์

พุทธคุณ

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน จังหวัดกำแพงเพชร เด่นในด้านโชคลาภ แคล้วคลาด และเสริมส่งความเจริญรุ่งเรือง ไม่มีตกอับ ซึ่งนับเป็นพระกรุ ที่มีคนนิยมและศรัทธาเป็นอย่างมาก

 

ขอบพระคุณภาพพระติดรางวัลที่ 1 จาก…"เปี๊ยก ปากน้ำ"

พระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก

พระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก เป็นหนึ่งใน พระชุดเบญจภาคี ที่มีพระสมเด็จวัดระฆัง เป็นประธาน รวมกับพระพิมพ์อื่น ๆ อีก 3 พิมพ์ คือ พระกำแพงซุ้มกอ หรือพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน, พระผงสุพรรณ, และพระรอด กรุวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน

พระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก จัดว่าเป็นพระชั้นนำแห่งยุคนิยม เรียกกันว่าเป็น ราชินีแห่งพระเครื่อง เลยทีเดียว อีกทั้งยังเป็น พระเครื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ของเมืองพิษณุโลก

พระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก เป็นพระดินเผา ที่มีเนื้อหยาบที่สุด ในบรรดาพระเนื้อดิน ชุดเบญจภาคี อีกทั้งยังฝังจมดิน ซึ่งเป็นดินเหนียวริมน้ำ เป็นเวลานานนับร้อยปี เนื้อพระนางพญา จึงรักษาสภาพความแกร่ง ไว้ได้เป็นอย่างดี

พระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก เป็นพระเครื่องที่พบอยู่ในเจดีย์ และบริเวณวัดนางพญา ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ริมแม่น้ำน่าน ซึ่งเดิมนั้นเป็นวัดเดียวกันกับวัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นวัด ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช ที่สำคัญยิ่ง และเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ต่อมา มีการตัดถนน ผ่ากลางพื้นที่วัดเดิม ออกเป็น 2 วัด ดังนั้น ชื่อของ พระนางพญา น่าจะมาจากสถานที่ ที่ค้นพบนั่นเอง

พระนางพญา ถูกขุดพบเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2444 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คราวเมื่อเสด็จประพาสครั้งนั้น ณ บริเวณวัดนางพญา เมื่อคนงานขุดหลุมจัดสร้างปะรำพิธี จึงได้พบพระเครื่องจำนวนมาก ก็คือ พระนางพญา นั่นเอง

ในครั้งนั้น ทางจังหวัดพิษณุโลก และเจ้าอาวาสวัด ได้ทำการเก็บพระที่พบเหล่านั้นไว้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จถึง จึงได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พระองค์จึงได้พระราชทานแจกจ่ายแก่ประชาชน และข้าราชบริพาร ที่ตามเสด็จฯ ส่วนพระเครื่องที่เหลือ ก็นำกลับกรุงเทพมหานคร

พระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก สามารถจำแนกพิมพ์ทรงทั้งหมดได้ 7 พิมพ์ด้วยกัน คือ
1.) พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง
2.) พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง
3.) พระนางพญาพิมพ์อกนูนใหญ่
4.) พระนางพญาพิมพ์อกนูนเล็ก
5.) พระนางพญาพิมพ์สังฆาฏิ
6.) พระนางพญาพิมพ์อกแฟบ หรือ พระนางพญาพิมพ์เทวดา
7.) พระนางพญาพิมพ์พิเศษ เช่น พระนางพญาพิมพ์เข่าบ่วง หรือ พระนางพญาพิมพ์ใหญ่พิเศษ

จุดเด่นของเนื้อพระนางพญา คือ มวลดินประเภทเม็ดทราย ที่แทรกปนอยู่ในเนื้อ เป็นจำนวนมาก เรียกกันว่า เม็ดแร่ ขนาดสัณฐานของเม็ดทรายจะต้องใกล้เคียงกันทั่วองค์พระ เพราะเป็นเนื้อที่ผ่านการกรองมาแล้ว

สันนิษฐานว่า พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมเหสีของพระมหาธรรมราชา และพระราชมารดาใน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างพระนางพญาขึ้น ในคราวบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดราชบูรณะ ราวปี พ.ศ. 2090 – 2100 ขณะนั้นพิษณุโลกเป็นเมืองลูกหลวง และ พระวิสุทธิกษัตรีย์ ดำรงพระอิสริยยศเป็น แม่เมืองสองแคว และพระมหาธรรมราชา ทรงพระอิสริยยศที่ พระอุปราช แห่งกรุงศรีอยุธยา

พระนางพญา ได้รับอิทธิพลพุทธศิลป์ มาจากสกุลช่างสุโขทัย ในพระราชสำนักโดยตรง เพราะเมืองพิษณุโลก และสุโขทัยมีความใกล้ชิดกันมา ตั้งแต่ราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่ ในดินแดนภาคเหนือ

พิมพ์ทรงของพระนางพญา เด่นชัดมากหากเปรียบเทียบกับ พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ในเรื่องสัดส่วน ทรวดทรง ศิลปะ อาจกล่าวได้ว่า การสร้างพระนางพญานั้น เป็นการสืบสานศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์ ในรูปพระเครื่อง ที่ชัดเจนไม่บิดเบือน

ตำหนิเอกลักษณ์ที่เด่นชัด ของพระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก มีดังนี้
– พระเกศเหมือนปลีกล้วย
– ปรากฏกระจังหน้าชัดเจน
– หน้าผากด้านขวาขององค์พระ จะยุบหรือบุบน้อยกว่า หน้าผากด้านซ้ายขององค์พระ
– ปลายหูด้านซ้ายมือขององค์พระ จะติดเชื่อมกับสังฆาฎิ
– ปลายหูด้านขวามือขององค์พระ จะแตกเป็นหางแซงแซว
– เส้นอังสะจะช้อนเข้าใต้รักแร้
– จะมีเม็ดผดขึ้น อยู่ระหว่างเส้นอังสะ กับเส้นสังฆาฎิ
– หน้าท้องขององค์พระ จะมีกล้ามเนื้อเป็น 3 ลอน
– ปลายมือข้างซ้ายขององค์พระ จะแหลมแตกเป็นหางแซงแซว
– มือที่วางบนเข่า จะไม่มีนิ้วมือยื่น เลยลงมาให้เห็น

พระนางพญา เป็นพระพุทธปฏิมา แบบนูนต่ำ ในรูปทรงสามเหลี่ยม ประทับนั่งปางมารวิชัย ไม่มีอาสนะ หรือฐานรองรับ ทรวดทรงองค์เอวอ่อนหวาน ละมุนละไม และงามสง่า

ลักษณะของเนื้อพระนางพญา เป็นพระเนื้อดินผสมว่าน และเกสรดอกไม้ 108 ชนิด ตลอดจนมีแร่ กรวด ทรายต่าง ๆ เมื่อกดพิมพ์และตากแห้งแล้ว จึงนำไปเผา จึงอาจแบ่งเนื้อพระนางพญา ออกได้ 2 ประเภท คือ

1.) พระนางพญาเนื้อละเอียด
คือ เนื้อพระจะมีส่วนผสมของว่าน และเกสรดอกไม้มาก แต่มีแร่ กรวด ทรายน้อย หรือเกือบไม่มี ทำให้เนื้อพระดูหนึกนุ่มและสวยงาม แต่พบจำนวนน้อย

2.) พระนางพญาเนื้อหยาบ
คือ มีเนื้อพระผสมว่านน้อยหรืออาจจะไม่มีเลย จะมีส่วนผสมของแร่ กรวด ทรายมาก เนื้อพระจึงดูค่อนข้างหยาบ แกร่ง และแข็งมาก จะพบมากกว่าเนื้อละเอียด ถ้าหากนำไปใช้ เนื้อพระสึก จะพบแร่ทราย ปรากฏบนเนื้อขององค์พระ ที่เรียกว่า แร่ลอย

พุทธคุณ

พระนางพญา  จังหวัดพิษณุโลก เป็นพระกรุ ที่มีความเด่นด้านเมตตามหานิยม

พระร่วงหลังรางปืน จังหวัดสุโขทัย

 

พระร่วงหลังรางปืน จังหวัดสุโขทัย นับว่าเป็น จักรพรรดิแห่งพระเครื่องเนื้อชิน ซึ่งเป็นพระเครื่องเนื้อชินสนิมแดง ที่หาได้ยากยิ่ง เพราะเป็นพระที่พบน้อยมาก และในจำนวนพระที่พบน้อยนั้น ยังมีพระที่ชำรุดอีกด้วย

พระร่วงหลังรางปืน มีเอกลักษณ์ที่ด้านหลัง เป็นร่องราง จึงเป็นที่มาของชื่อพระว่า พระร่วงรางปืน ในเวลาต่อมา

พระร่วงหลังรางปืน เป็นพระเครื่อง ที่มีลักษณะประติมากรรม ที่งดงาม สง่า ผึ่งผาย สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย

เซียนพระเครื่อง ได้ให้ความสนใจ พระร่วงหลังรางปืนนี้ ไม่แพ้พระเครื่องชุด พระไตรภาคี เนื่องจากเป็นพระเครื่อง ที่มีขนาดยาว คือ พิมพ์ใหญ่ ขนาดสูงประมาณ 8-9 เซนติเมตร และมีน้ำหนักมาก ผู้หญิงที่มีพระร่วงหลังรางปืนนี้ ไม่ค่อยนิยมคล้องคอ ยกเว้นผู้ชาย หรือพวกนักรบ ที่ชอบคล้องคอ เพื่อความสง่างาม

พระร่วงหลังรางปืน สร้างจากเนื้อชิน ตะกั่วดำโบราณ จากเมืองสวรรคโลก เนื้อชินนี้ เป็นเนื้อชินที่ได้รับความนิยม เรียกกันว่า สนิมมันปู ซึ่งจะเกาะอยู่ตามส่วนอื่น ๆ ขององค์พระ

พระร่วงหลังรางปืน เป็นพระที่ถูกลักลอบขุดจากบริเวณ พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ เมืองเก่าชะเลียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จำนวนที่ขุดพบครั้งแรกนั้น มีประมาณ 400 องค์ สำหรับราคาที่ให้เช่าบูชาในขณะนั้น องค์ละ 100 บาท ก็ยังหาผู้บูชาไม่ค่อยจะได้ แต่สำหรับปัจจุบัน องค์ที่มีสภาพสมบูรณ์ราคาจะสูงมาก เนื่องจากมีจำนวนน้อย

เดิมนั้น พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นสถาปัตยกรรมสกุลช่างลพบุรี สร้างขึ้นเป็นพุทธาวาสโดยตรง ได้รับการปฏิสังขรณ์ และแก้ไขดัดแปลงหลายครั้ง ทั้งในสมัยสุโขทัยและอยุธยา ต่อมา ได้รับการขุดโดยกรมศิลปากร เป็นครั้งแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2497

พระร่วงหลังรางปืน ได้ถูกคนร้ายลักลอบขุด เมื่อ พ.ศ.2499 ตอนกลางคืน คนร้ายได้ลักลอบขุดเจาะฐานพระพุทธรูป ในพระวิหารด้านทิศตะวันตก ขององค์พระปรางค์ และได้งัดเอาศิลาแลงออกไป พบไหโบราณ 1 ใบ อยู่ในโพรงดินปนทราย ลักษณะคล้ายหม้อทะนน หรือกระโถนเคลือบสีขาว

ภายในไหที่คนร้ายขุดพบนั้น บรรจุพระพุทธรูปสกุลช่างลพบุรี 5 องค์ คือ

– พระพุทธรูปยืน ปางห้ามสมุทรทรงเทริด เนื้อสำริด สูง 10 นิ้ว
– พระพุทธรูปนั่ง ปางนาคปรก เนื้อสำริด หน้าตักกว้าง 3-4 นิ้ว 2 องค์
– พระพุทธรูปนั่งในซุ้มเรือนแก้ว หน้าตักกว้าง 3-4 นิ้ว 2 องค์
– พระร่วงหลังรางปืน ประมาณ 240 องค์

ต่อมา ไหโบราณ และพระพุทธรูปทั้งหมด ได้มีคนนำมาขายที่แถว ๆ เวิ้งนครเกษม พระร่วงรางปืนที่ได้ในครั้งนี้ เป็นพระร่วงหลังรางปืน ที่ชำรุดเสียประมาณ 50 องค์ ที่เหลืออยู่ก็ชำรุดเล็กน้อยตามขอบ ๆ ขององค์พระ พระที่สวยสมบูรณ์จริง ๆ นับได้คงไม่เกิน 20 องค์

พระร่วงของกรุนี้ เป็นพระเนื้อชินสนิมแดง ที่ด้านหลังพระร่วงกรุนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นร่องราง เลยเป็นที่มาของชื่อ พระร่วงหลังรางปืน และมีบางองค์ ที่เป็นแบบหลังตัน แต่พบเป็นจำนวนน้อย และที่ด้านหลังของพระ จะเป็นรอยเส้นเสี้ยน หรือลายกาบหมากทุกองค์

ในตอนนั้น พวกที่ลักลอบขุดเจาะได้แบ่ง พระร่วงรางปืน กันไปตามส่วน และนำพระร่วงรางปืน ออกมาจำหน่าย ซึ่งเมื่อมีข่าวแพร่สะพัดออกไป ก็มีคนจากกรุงเทพมหานคร เดินทางไปเช่าหากัน จนราคาพระสูงขึ้นเป็นอันมาก และพระก็ได้หมดไปในที่สุด

ในปัจจุบัน พระร่วงรางปืน ที่พบจากกรุนี้ ได้แบ่งแยกออกเป็น
– พระร่วงหลังรางปืนพิมพ์ฐานสูง
– พระร่วงหลังรางปืนพิมพ์ฐานต่ำ

ข้อแตกต่างกันของ พระร่วงรางปืน ทั้ง 2 แบบนี้ ก็คือ ที่ฐานขององค์พระจะสูง และบางต่างกัน นอกนั้นรายละเอียดจะเหมือน ๆ กัน

ลักษณะร่องรางของด้านหลัง ของพระร่วงรางปืน ก็ยังแบ่งออกได้เป็น
– พระร่วงหลังรางปืนแบบร่องรางแคบ
– พระร่วงหลังรางปืนแบบร่องรางกว้าง

แต่ที่สำคัญ พระร่วงหลังรางปืน จะปรากฏรอยเสี้ยน ทั้ง 2 แบบ

เนื้อและสนิมของพระร่วงหลังรางปืน จะเป็นเนื้อตะกั่วสนิมแดง สนิมออกแดงแกมม่วง สลับไขขาว สีของสนิมแดงใน พระร่วงหลังรางปืนของแท้ จะมีสีไม่เสมอกันทั้งองค์ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จะมีสีอ่อนแก่สลับกันไป

ส่วนพระร่วงหลังรางปืนของเทียม มักจะมีสีเสมอกันทั้งองค์ พื้นผิวสนิมมักจะแตกระแหงเป็นเส้นเล็ก ๆ คล้ายใยแมงมุม

การแตกของสนิมของ พระร่วงหลังรางปืน มักแตกไปในทิศทางต่าง ๆ กัน สลับซับซ้อน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสนิมแดงของแท้ ที่ขึ้นเต็มเป็นปื้น ซึ่งมักจะเป็นเช่นนี้

เนื่องจากพระร่วงหลังรางปืนนี้ สร้างขึ้นจากวัสดุที่เรียกว่า เนื้อชินตะกั่วดำโบราณพิเศษ จึงมีสนิมแดงที่เรียกว่า สนิมมันปู เกาะอยู่ตามขอบ หรือบริเวณที่เป็นสัน หรือส่วนที่เป็นฐานนูนอยู่โดยทั่วไป

ลักษณะของสนิมจะจับแน่นในเนื้อองค์พระโดยทั่วไป แต่ในปัจจุบัน พึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะปรากฏว่า มีผู้ทำเลียนแบบของเก่า โดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ทำการอบสนิมแดง โดยใช้เครื่องมือและสารเคมีเข้าช่วย ทำให้เกิดสนิมแดง ได้คล้ายคลึงกับของจริงมาก และมักใช้น้ำมันและผงสีดำทาทับไว้จนทั่ว เพื่ออำพรางสายตานักเลงดูพระรุ่นใหม่

ด้านพุทธคุณนั้น กล่าวกันว่า พระร่วงหลังรางปืนนั้น มีอานิสงส์สูงส่งทางโชคลาภ แคล้วคลาด คงกระพัน และป้องกันไฟไหม้ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม พระร่วงรางปืน จึงได้รับความนิยมในการแสวงหา เอามาบูชา จากบรรดาเซียนพระเครื่อง เป็นอย่างยิ่ง

พระหลวงพ่อโต กรุวัดบางกระทิง จ.พระนครศรีอยุธยา

 

พระเครื่อง ที่มีองค์พระขนาดค่อนข้างใหญ่ ส่วนมากมักจะเรียกกันว่า พระหลวงพ่อโต และที่รู้จักกันดี ก็คือ พระหลวงพ่อโต กรุวัดบางกระทิง ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระเนื้อดินเผา มีทั้งชนิดเนื้อละเอียดและเนื้อค่อนข้างหยาบ รวมทั้งมีพระเนื้อชินปะปนอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก

นอกจากกรุวัดบางกระทิงแล้ว พระหลวงพ่อโตยังพบตามกรุวัดต่างๆ ทั้งใน จ.พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งบางวัดในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพระที่นำมาฝากกรุในภายหลัง

พระหลวงพ่อโต กรุวัดบางกระทิง เป็นพระที่มีจำนวนสร้างมาก คาดว่าน่าจะเท่ากับ พระธรรมขันธ์ คือ ๘๔,๐๐๐ องค์ หรือมากกว่านั้น ทำให้พบเห็นโดยทั่วไป ในส่วนพระเนื้อดิน นับเป็นเนื้อดินที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองอยุธยาโดยเฉพาะ ราคาเช่าหาไม่แพงนัก แต่ที่สวยคมชัดมากๆ อาจจะมีราคาที่สูงกว่าพระทั่วๆ ไป

พุทธศิลป์ เป็นฝีมือของช่างสมัยอยุธยา อายุกว่า ๔๐๐ ปี
ชาวอยุธยา รุ่นเก่าๆ เล่าว่า สมัยก่อนบริเวณวัดบางกระทิง มักพบพระหลวงพ่อโตตกหล่นอยู่ตามพื้นดินตามลานวัดโดยทั่วไป คนสมัยก่อนไม่นิยมนำพระเข้าบ้าน เมื่อนำพระมาใช้ติดตัวยามไปไหนมาไหน หรือนำออกสู้รบในสงครามเสร็จแล้ว ก็มักจะนำพระกลับมาเก็บไว้ที่วัดเหมือนเดิม

สำหรับการแตกกรุของ พระหลวงพ่อโต นั้น ก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ที่ทางวัดเปิดกรุอย่างเป็นการ คือในปี ๒๔๘๑ ขณะรื้อโบสถ์เก่าเพื่อสร้างใหม่ จึงได้พบพระหลวงพ่อโต บรรจุอยู่ใต้ฐานพระประธาน ทางวัดจึงได้นำพระส่วนหนึ่งออกมาแจกสมนาคุณแก่ชาวบ้าน ที่ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์หลังใหม่ ส่วนพระที่เหลือได้นำบรรจุที่ฐานพระประธานในโบสถ์หลังใหม่

ในการพบกรุพระหลวงพ่อโต ครั้งนั้นได้พบ แม่พิมพ์ ของพระหลวงพ่อโตด้วย ต่อมาได้มีคนร้ายแอบขุดพระหลวงพ่อโต ที่ใต้ฐานพระประธานได้ไปจำนวนหนึ่ง พร้อมกับเอาแม่พิมพ์เก่าไปด้วย ทางวัดจึงได้เปิดกรุพระอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้คนร้ายแอบลักขุดขโมยพระได้อีก

การขุดกรุครั้งนี้ ได้พบ พระหลวงพ่อโต อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละส่วนกับที่ขุดได้ในครั้งก่อน ทางวัดได้ให้กรมศิลปากร ตรวจสอบ ปรากฏว่า พระหลวงพ่อโต ในส่วนนี้เป็นการสร้างขึ้นภายหลัง ในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากเนื้อหามวลสารแตกต่างกัน และอายุความเก่าไม่ถึงสมัยอยุธยา ไม่เหมือนกับพระหลวงพ่อโตที่ขุดพบก่อนหน้านี้

พระหลวงพ่อโต มีสัณฐานเป็นรูปสามเหลี่ยม องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย มีทั้งปางสมาธิ และ ปางมารวิชัย องค์พระคมชัดนูนเด่น พระพักตร์ใหญ่ และมักปรากฏรายละเอียดต่างๆ บนพระพักตร์อย่างครบถ้วน รวมทั้งเส้นสังฆาฏิ ด้านหลังองค์พระ ส่วนใหญ่มีรอยปาด ที่เรียกกันว่า “รอยกาบหมาก”

พระหลวงพ่อโต กรุวัดบางกระทิง มีของปลอมมานานแล้ว ทั้งที่ถอดพิมพ์ หรือสร้างแม่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งส่วนหนึ่งที่คนร้ายได้ขโมยแม่พิมพ์เก่าไป ได้เอาไปกดพิมพ์พระกันใหม่ ก็เป็นอีกฝีมือหนึ่งที่คนร้ายได้ทำ พระปลอม วางขายกันมาโดยตลอด

การพิจารณาจากพิมพ์ทรงองค์พระ จึงอาจจะมีปัญหา เพราะ พระปลอม ส่วนหนึ่งมักจะมีจุดตำหนิเหมือนกับ พระแท้ มาก สิ่งที่ต้องยึดเป็นหลักในการพิจารณา คือ เนื้อพระ ที่ไม่สามารถทำได้เหมือน โดยเฉพาะ ความเก่า ที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ซึ่งย่อมแตกต่างกับ ความเก่าที่แปลกปลอม อันเกิดมาจากการเร่งทำปฏิกิริยาด้วยน้ำยาทางเคมี หรือการเผาไปที่เป็นไปอย่างเร่งรีบ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาท หรือถามผู้รู้ไว้ก่อน ก็ย่อมจะปลอดภัยจาก พระปลอม ได้ในระดับหนึ่ง

พระหลวงพ่อโต กรุวัดบางกระทิง เป็นพระที่ชายชาตรีสมัยก่อน หรือนักเลงโบราณ นิยมกันแขวนโชว์นอกเสื้อมานานแล้ว ด้วยความเชื่อมั่นในพุทธคุณ ที่เลื่องลือกันมานานแล้วว่า เป็นพระคงกระพันชาตรี มหาอุด ปืนผาหน้าไม้ทำอะไรไม่ได้เลย ขณะเดียวกัน คนสมัยใหม่ต่างยืนยันว่า ทางด้านเมตตามหานิยมก็เป็นเลิศ

ที่สำคัญ คือ พระหลวงพ่อโต ที่เป็นของเก่า สร้างในสมัยอยุธยา เป็นพระเนื้อดินเผาที่ยึดเป็น เนื้อครู สำหรับการศึกษาพระเนื้อดินสมัยอยุธยาได้เป็นอย่างดี.

 

 

ขอขอบคุณที่มา : http://www.komchadluek.net/

พระมเหศวร จ.สุพรรณบุรี

     พระมเหศวร

       พระมเหศวร เป็นพระพิมพ์ขึ้นจากกรุจากพระปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรีเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ร่วมกับพระผงสุพรรณและพระพิมพ์อื่น ๆลักษณะของพระมเหศวรเป็นพระพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบครองจีวรห่มเฉียงปรากฏสังฑาฏิยาว พาดผ่านพระอังสาซ้าย ปลายจรดพระอุทร บริเวณด้านข้างพระเศียร มีเส้นขีดในแนวนอนที่อาจใช้ความหมายถึงกิ่งก้านโพธิ์ ศิลปะแบบอู่ทองหรืออยุธยาตอนต้น ราวพุทธศตวรรตที่20 พระมเหศวรมีทั้งที่เป็นพระพิมพ์เนื้อชินเงินและชินตะกั่ว เดิมเรียกว่าพระสวน เนื่องจากองค์พระมีสองด้าน ลักษณะหันพระเศียรขึ้นลงสลับข้างกัน ซึ่งคงเกิดจากการแก้ไขปัญหาการหักของพระศอซึ่งเป็นส่วนที่เปราะบาง โดยเมื่อนำมาประกบกัน พระศอจะอยู่ในตำแหน่ง พระเพลาของพระอีกด้านหนึ่งทำให้ไม่แตกหักง่าย สันนิษฐานว่า แม่พิมพ์ของพระมเหศวรมีลักษณะแบบเบ้าประกบ มีเดือยอยู่ตรงกลางระหว่างองค์พระบางองค์จึงยังมีรอยก้านชนวนให้เห็นอยู่ สำหรับชื่อเรียกพระมเหศวรกล่าวกันว่ามาจากชื่อขุนโจรชื่อดังของเมืองสุพรรณในอดีต พร้อมทั้งแต่งเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ในด้านความคงกระพันประกอบคงเพื่อสร้างจุดสนใจให้แก่พระพิมพ์นี้

 
 
 
 
ขอขอบคุณที่มา…

พระท่ากระดาน กรุศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี

พระท่ากระดาน กรุศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี

       
พระท่ากระดาน แตกกรุออกมาจากวัดร้างในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2460 พบพระขึ้นครั้งแรกที่ วัดกลาง ต่อมาพบที่ วัดเหนือ และวัดใต้ พระท่ากระดานสร้างจากตะกั่ว ด้านหลังเรียบ แบ่งเป็น 2 พิมพ์ ด้วยกันคือ พิมพ์เกศยาว และพิมพ์เกศตุ้ม ที่เป็นพิมพ์เกศยาวนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพระเกศคดไปทางใดทางหนึ่ง ส่วนพิมพ์เกศตุ้มพระเกศจะสั้น พระท่ากระดานที่พบกว่าครึ่งเป็นพระปิดทางมาตั้งแต่อยู่ในกรุ ลักษณะทางแห้งหมองหรือซีด ส่วนสนิมจะมีสีแดงอมม่วง พระบางองค์มีไขขาวเกาะทั่วองค์ แต่บางองค์ก็มีเกาะเป็นแห่ง ๆ มีสนิมแดงสลับ
       พระท่ากระดานเป็นหนึ่งในพระสนิมแดงยอดนะยม และเป็นหนึ่งใน ไตรภาคี ของพระเนื้อชิน อันประกอบด้วย พระร่วงหลังรางปืน พระหูยาน และพระท่ากระดาน ในขณะที่พระหูยานได้รับการยกย่องว่าเป็นขุนศึกแห่งละโว้นั้น พระท่ากระดานก็ได้รับให้เป็นขุนศึกแห่ง ลุ่มน้ำแม่กลอง ด้วยเช่นกัน…
 
 
 
ขอขอบคุณที่มา

พระพุทธชินราชอินโดจีน

 พระพุทธชินราชอินโดจีน พิมพ์สังฆาฏิยาวหน้าหนู โค๊ดอกเลานูน

 

พระพุทธชินราชอินโดจีน พิมพ์แต่งใหม่

 

ในปี พ.ศ. 2485 ประเทศไทยประสพปัญหาทางด้านการเมือง ซึ่งหลังจากปัญหา
ต่างๆได้กลับคืนสู่สภาวะปกติแล้ว จึงได้มีการก่อตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า
" พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย " ซึ่งเป็นการรวมตัวระหว่าง พุทธธรรมสมาคม
กับ ยุวพุทธสาสนิกสมาคม จึงได้มีการคิดที่จะทำการหล่อ พระพุทธชินราชจำลองขึ้น

ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
ชนิดที่ทำการสร้าง พระพุทธชินราชจำลองที่สร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

1. พระบูชา จะสร้างโดยใช้วิธีหล่อเป็นพระขัดเงามีเรือนแก้วขนาดหน้าตักขนาดใหญ่เพื่อสำหรับจัดส่ง
ไปประจำจังหวัดต่างๆ ทั่วเมืองไทย พระพุทธรูปชนิดนี้ หากประชาชนปรารถนาจะสร้างไว้สำหรับสักการะบูชา
ของตนเอง ก็ขอให้แสดงความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งส่งเงินค่าสร้างองค์ละ ๑๕๐ บาท
ไปยังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อจักได้รวบรวมจำนวนให้ช่างจัดการต่อไป

2. พระเครื่อง มีการสร้างพระเครื่องขึ้นเป็น 2 วิธีคือ โดยวิธีหล่อ และ โดยวิธีปั๊ม

พระเครื่องชนิดหล่อ จะทำการหล่อด้วยโลหะและมีรูปลักษณะทำนองพระยอดธง ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธชินราช
มีเรือนแก้ว และมีรูปดอกเลาบานประตูพระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ข้างใต้ฐาน พระเครื่องชนิดนี้ ค่าสร้างองค์ละ1 บาท

พระเครื่องชนิดปั๊ม จะสร้างขึ้นโดยวิธีปั๊ม มีรูปลักษณะคล้ายเสมา ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธชินราชมีเรือนแก้ว
ด้านหลังมีรูปดอกเลาบานประตูพระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุพระเครื่องชนิดนี้ ค่าสร้างองค์ละ 50 สตางค์

สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานในพิธีหล่อพร้อมด้วยพระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณต่างๆ
ทั่วราชอาณาจักร
พระชุดนี้ได้พิธีหล่อ และปลุกเสกในพระอุโบสถวัดสุทัศน์ฯ (ปี พ.ศ.2485) โดยมีท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระสังฆราชแพ (ติสสเทวะ)
เป็นองค์ประธาน และท่านเจ้าคุณศรีสัจจญาณมุนี (สนธิ์) เป็นผู้ดำเนินการ ได้ทำพิธีลงทองถูกต้องตามตำหรับการสร้างพระกริ่ง-พระชัย
ของวัดสุทัศน์นี้แล้ว ยังมีแผ่นทองจากท่านพระคณาจารย์ ที่นิมนต์มาร่วมพิธีปลุกเสกสมทบหล่อหลอมในครั้งนี้อีกด้วย จึงนับได้ว่า
พิธีหล่อพระรูปจำลองพระพุทธชินราช เป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ ในสมัยรัตนโกสินทร์พิธีหนึ่ง ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วย พระอาจารย์ที่มีชื่อเสียง
ในยุคนั้น ดังปรากฏพระรายนาม ดังต่อไปนี้

รายนามพระอาจารย์ที่ร่วมปลุกเสก รูปจำลอง พระพุทธชินราช พ.ศ. 2485

1. สมเด็จพระสังฆราช แพ (ประธาน) วัดสุทัศน์เทพวราราม
2. พระศรีสัจจญาณมุนี (***าน) (สนธิ์) วัดสุทัศน์เทพวราราม
3. พระครูใบฎีกา(ประหยัด) วัดสุทัศน์เทพวราราม
4. พระครูอาคมสุนทร(มา) วัดราชบูรณะ
5. พระครูพิพัฒนบรรณกิจ(วิเชียร) วัดราชบูรณะ
6. พระครูสรกิจพิศาล(ศุข) วัดราชบูรณะ
7. พระครูสุนทรศิลาจารย์(เจิม) วัดราชูบุรณะ
8. พระครูพิบูลย์บรรณวัตร(สนิท) วัดราชบุรณะ
9. พระครูสมถกิติคุณ(ชุ่ม) วัดพระประโทน
10. พระธรรมเจดีย์(สมเด็จพระสังฆราช อยู่ ) วัดสระเกศ
11.พระสุธรรมธีรุคณ(วงษ์) วัดสระเกศ
12. พระวิเชียรโมลี(ปลั่ง) วัดคูยาง กำแพงเพชร
13. พระพิมลธรรม(นาค) วัดอรุณฯ
14. พระครูอรุณธรรมธาดา(บัว) วัดอรุณฯ
15. พระครูสังฆพินิจ(เฟื่อง) วัดสัมพันธวงศ์
16. พระมหาโพธิวงศาจารย์(นวม) วัดอนงคาราม
17. พระปลัดเส่ง- วัดกัลยาฯ
18. พระสังฆวรา(สอน) วัดพลับ
19. พระสมุทห์เชื้อ- วัดพลับ
20. พระครูถาวรสมณวงศ์(อ๋อย) วัดไทร บางขุนเทียน
21. พระพิษณุบุราจารย์(แพ) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก
22. พระครูวิสุทธิศีลาจาร(พริ้ง) วัดบางประกอก ธนบุรี
23. หลวงพ่อหลิม- วัดทุ้งบางมด
24. พระอุบาลีคุณูปรมาจารย์(เผื่อน) วัดพระเชตุพนฯ
25. พระวิสุทธิ์สมโพธิ์(เจีย) วัดพระเชตุพนฯ
26. พระมงคลทิพมุนี(เซ็ก) วัดทองธรรมชาติ
27. พระธรรมรังษี(ปาน) วัดเทพธิดาราม
28. พระญาณปริยัติ(พริ้ง) วัดราชนัดดา
29. พระสังกิจคุณ(ขำ) วัดศรีทศเทพ
30. พระปัญญาพิศาลการ(หนู) วัดปทุมวนาราม
31. พระปริญัติบัณฑิต(ทองคำ) วัดปทุมคงคาฯ
32. สมเด็จพระมหาศรีวรวงศ์(อ้วน) วัดบรมนิวาศ
33. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(เจริญ) วัดเทพศิรินทร์
34. พระธรรมดิลก(โสม) วัดราชบูรณะ
35. พระครูวรเทย์มุนี(อี๋) วัดสัต***บ ชลบุรี
36. พระครูศรีพนัศนิคม(ศรี) วัดพลับ ชลบุรี
37. พระครูวิบูลย์คณารักษ์(ดิ่ง) วัดบางวัว แปดริ้ว
38. พนะครูสิทธิสารคุณ(จาด) วัดบางกะเบา ปราจีนบุรี
39. พระครูกรุณาวิหารี(เผือก) วัดกิ่งแก้ว บางพลี
40. พระครูพัก – วัดบึงทองหลาง บางกะปิ
41. พระครูทองศุข – วัดโตนดหลวง เพชรุรี
42. หลวงพ่ออิ่ม – วัดหัวเขา สุพรรณบุรี
43. พระวิสุทธิรังษี(เปลี่ยน) วัดใต้ กาญจนนุรี
44. พระครูอดุลย์สมณกิจ(ดี) วัดเหนือ กาญจนนุรี
45. พระครูนิวิธสมาจารย์(เหรียญ) วัดหนองวัว กาญจนนุรี
46. พระครูยติวัตรวิบูลย์(สอน) วัดลาดหญ้า กาญจนนุรี
47. หลวงพ่อเหมือน – วัดโรง***บ ดอนเมือง
48. พระครูธรรมสุนทร(จันทร์) วัดบ้านยาง ราชบุรี
49. พระครูนนทวุฒาจารย์(ช่วง) วัดบางแพรกใต้ นนทบุรี
50. พระครูนนทปรีชา(เผือก) วัดโมลีโลก นนทบุร
51. พระครูโศภณศาสนกิจ(กลิ่น) วัดสะพานสูง นนทบุรี
52. หลวงพ่อแฉ่ง – วัดบางพัง นนทบุรี
53. สมเด็จพระวริญาณวงศ์(สมเด็จพระสังฆราช ชื่น ) วัดบวรนิเวศฯ
54. พระสุพจน์มุรี(ผิน) วัดบวรนิเวศฯ
55. พระครูไพโรจน์มันตาคม(รุ่ง) วัดท่ากระบือ สมุทรสาคร
56. พระครูมหาชัยบริรักษ์(เชย) วัดเจษฎาราม สมุทรสาคร
57. พระครูสังวรศิลวัตร(อาจ) วัดดอนไก่ดี สมุทรสาคร
58. พระครูวัตตโกศล(เจียง) วัดเจริญสุขาราม สมุทรสงคราม
59. พระครูสุนทรโฆษิต(ทองอยู่) วัดประชาโฆษิตาราม สมุทรสงคราม
60. หลวงพ่อกบึง – วัดสวนแก้ว สมุทรสงคราม
61. หลวงพ่อไวย – วัดดาวดึงษ์ สมุทรสงคราม
62. หลวงพ่อแช่ม- วัดตาก้อง นครปฐม
63. หลวงพ่อจง – วัดหน้าต่างนอก อยุธยา
64. หลวงพ่ออั้น – วัดพระญาติ อยุธยา
65. หลวงพ่อนอ – วัดกลางท่าเรือ อยุธยา
66. หลวงพ่อแจ่ม – วัดวังแดงเหนือ อยุธยา
67. หลวงพ่อเล็ก – วัดบางนมโค อยุธยา
68. หลวงพ่ออ่ำ – วัดวงฆ้อง อยุธยา
69. หลวงพ่อกรอง – วัดสว่างอารมย์ อยุธยา
70. หลวงพ่อจันทร์ – วัดคลองระนงค์ ชุมแสง
71. พระครูทิวากรรคุณ(กลีบ) วัดตลิ่งชัน ธนบุรี
72. พระราชโมลี(นาค) วัดระฆังฯ ธนบุรี
73. หลวงพ่อเกษีวิกรม(พูน) วัดสังฆราชาวาส สิงห์บุรี
74. หลวงพ่อจันทร์ – วัดนางหนู ลพบุรี
75. พระครูมหาศิลสุนทร(ปลอด) วัดหลวงสุวรรณาราม ลพบุรี
76. พระครูศิลธรานุรักษ์(ครุฑ) วัดท่าพ่อ พิจิตร
77. หลวงพ่อพิธ – วัดฆะบัง พิจิตร
78. หลวงพ่ออ่ำ – วัดหนองกระบอก ระยอง
79. หลวงพ่อทอง – วัดดอนสท้อน หลังสวน
80. พระมหาเมธังกร(มหา) วัดน้ำถือ แพร่
81.พระสุเมธีวรคุณ(เปี่ยม) วัดเกาะหลัก ประจวบคีรีขันธ์
82. พระธรรมทานา(อิ่ม) วัดไชยพฤกษ์มาลา ธนบุรี

ประกอบพิธีหล่อที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ในวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3
ตรงกับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2485 ซึ่งเป็นวันระหว่างงานสมโภชพระพุทธชินราชประจำปี
นายช่างผู้ทำการหล่อ
กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการหล่อและออกแบบโดยตลอด

สถานที่ติดต่อสั่งจองเฉพาะพระเครื่อง
ที่ข้าหลวงประชาจังหวัดและนายอำเภอทุกแห่งทั่วราชอาณาจักร และที่นายประมวล บูรณโชติ เลขาธิการของสมาคม
ณ สำนักงานพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชอุทยานสราญรมย์ จังหวัดพระนคร

เงินรายได้
จำนวนเงินรายได้ทั้งสิ้น เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะได้แบ่งส่วนเฉลี่ยออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน เพื่อนำไปจัดการดังต่อไปนี้

1. ให้กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ สำหรับบำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาและการกุศลสาธารณะต่างๆภายในจังหวัด
2. ให้คณะกรรมการจังหวัดพิษณุโลก สำหรับบำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา และการกุศลสาธารณะต่างๆภายในจังหวัด
3. ให้พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นทุนในการดำเนินกิจการเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามวัตถุประสงค์ของสมาคม

พระผงสุพรรณ วัดพระศรีมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี

พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่นั้นเป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผาศิลปะอู่ทอง ประทับนั่งปางมารวิชัย บานฐานเขียง พระพักตร์มีเค้าความ
หี่่ยวย่นคล้ายคนชราภาพ เป็นที่มาของชื่อ "พิมพ์หน้าแก่"

 

พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้ากลาง มีพุทธลักษณะเนื้อหาทรวดทรงสัณฐานเช่นเดียวกับพระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่แต่เค้าพระพักตร์จะไม่เคร่งขรึมเหี่่ยวย่นเหมือนพิมพ์ หน้าแก่ ดูอิ่มเอิบสดใส คล้ายหน้ามนุษย์ที่ไม่สูงวัยมาก และจะมีแม่พิมพ์เพียงพิมพ์เดียว

 

พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม เป็นพิมพ์ที่มีความลึก คมชัดเป็นอย่างยิ่ง ดูจากสภาพองค์พระที่ปรากฏจะเห็นลักษณะการถอดออกจากแม่พิมพ์ค่อนข้างยากว่าพระผงสุพรรณพิมพ์อื่น เหตุเพราะแม่พิมพ์มีความลึกมากเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงพบองค์สภาพสมบูรณ์น้อยมาก พระพักตร์จะดูอ่อนเยาว์ สดใส และเรียวเล็กกว่าพิมพ์อื่น สมัยโบราณเรียกว่า "พิมพ์หน้าหนู" ซึ่งพระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม นี้มีแม่พิมพ์เดียว

ศิลปะแห่งองค์พระผงสุพรรณ 

         จากสำเนาจารึกลานทองที่ค้นพบกล่าวถึงการสร้าง พระผงสุพรรณไว้ ความว่า“ศุภมัสดุ 1265  สิทธิการิยะ แสดงบอกไว้ให้รู้ว่าฤาษีทั้งสี่ตนพระฤาษีพิมพิลาไลย์เป็นประธาน  เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์ มีสุวรรณเป็นต้น คือ บรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราช  เป็นผู้มีศรัทธา พระฤาษีทั้งสี่ตนจึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย  พระฤาษีจึงอัญเชิญเทวดามาช่วยกันทำพิธีเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งแดง  สถานหนึ่งดำ  ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี  ศรีสารีบุตร คือ เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น  ได้เอาแร่ต่าง ๆ มีอานุภาพต่างกัน  เสกด้วยมนต์คาถาครบ  ๓  เดือน  แล้วท่านให้เอาไปประดิษฐ์ไว้ในสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม

         ถ้าผู้ใดพบเห็นให้รับเอาไปไว้สักการบูชาเป็นของวิเศษ  แม้จะมีอันตรายประการใดก็ดี  ให้อาราธนาผูกไว้ที่คอ  อาจคุ้มครองภยันตรายได้ทั้งปวง  เอาพระสงสรงน้ำมันหอม  แล้วนั่งบริกรรม พุทธคุณ  ธรรมคุณ  สังฆคุณ  ๑๐๘  จบ  พาหุง  ๑๓  จบ ใส่ชันสัมฤทธิ์  นั่งสันนิษฐานเอาความปรารถนาเถิดให้ทาทั้งหน้าและผม  คอหน้าอก  ถ้าจะใช้ทางเมตตา  ให้มีสง่า  เจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟังยำเกรง  ให้เอาพระไว้ในน้ำมันหอม  เสกด้วยคาถานวหรคุณ ๑๓  จบ  พาหุง  ๑๓  จบ  พระพุทธคุณ  ๑๓ จบ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนทำพิธีในวันเสาร์  น้ำมันหอมเก็บไว้ใช้ได้เสมอทาริมฝีปาก  หน้าผาก  และผม  ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้  พระว่านก็ดี  พระเกสรก็ดี ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี  อย่างประมาทเลย อานุภาพพระทั้ง  ๓  อย่างนี้ดุจกำแพงแก้วกันอันตรายทั้งปวงแล้วให้ว่าคาถาทแยงแก้วกันอันตรายทั้งปวง แล้วให้ว่าคาถาทแยงสันตาจนจบพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณจนจบพาหุงไปจนจบแล้วให้ว่าดังนี้อีก กะเตสิกเกกะระณังมหาไชยังมังคะ  สังนะมะพะทะ แล้วให้ว่า  กิริมิติ  กุรุมุธุ  เกเรเมเถ  กะระมะทะประสิทธิแล”

        พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  สุพรรณบุรี  นับเป็นพระเครื่องเลื่องชื่อ ถูกบรรจุอยู่ในชุด “เบญจภาคี” ซึ่งมีทั้งเนื้อดินและเนื้อชินเงิน  ที่เรียกว่า  “พระผงสุพรรณยอดโถ” 
        แต่สาเหตุที่เรียกว่า “ผงสุพรรณ” ก็เนื่องจากการค้นพบจารึกลานทองกล่าวถึงการสร้างจากผงว่านเกสรดอก
ไม้อันศักดิ์สิทธิ์  จึงได้รับการเรียกขานกันว่า “ผงสุพรรณ” เรื่อยมา  โดยสามารถจำแนกออกได้เป็น ๓ พิมพ์
       

        ๑.  พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าแก่
        ๒. 
พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้ากลาง
        ๓.  พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าหนุ่ม

        ศิลปะพระผงสุพรรณมีความสัมพันธ์กับศิลปะพระพุทธรูปประเภทหนึ่ง ได้แก่  พระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง  เนื่องมาจากแหล่งต้นกำเนิดของพระผงสุพรรณอยู่ในบริเวณที่เป็นศูนย์กลางของศิลปะทางศาสนาที่เรียกว่า ศิลปะอู่ทองประการหนึ่ง  นอกจากนี้ ลักษณะการแบ่งแม่พิมพ์พระผงสุพรรณยังจำแนกและเรียกชื่อแม่พิมพ์ตามพุทธลักษณะของพระพุทธรูปอู่ทอง  ซึ่งได้แก่  พิมพ์หน้าแก่  พิมพ์หน้ากลาง  และพิมพ์หน้าหนุ่ม  อีกด้วย

        ในความเป็นจริงแล้วศิลปะอู่ทองเป็นศิลปะแห่งการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมัยทวาราวดีกับสมัยขอมหรือเขมร  ต่อมาช่วงหลังได้ผสมผสานศิลปะของสุโขทัยเข้าไปด้วย  จนกลายเป็นพุทธศิลปะที่เกิดจากการผสมผสานโดยมีอายุตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖  จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่  ๑๙  กล่าวคือ  เมื่อสิ้นยุคทวาราวดีขอมได้มีอำนาจ  ในดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  แต่ศิลปกรรมแห่งทวาราวดียังคงสืบทอดต่อเนื่อง โดยผสมผสานศิลปะของขอมเข้าไป ก่อนที่สุโขทัยจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจรัฐและความเจริญทางด้านพุทธศาสนาต่อเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา  ศิลปะอู่ทองเดิมจึงผสมผสานกับศิลปะสุโขทัยอีกชั้นหนึ่ง  ซึ่งเราอาจแยกประเภทศิลปะของอู่ทองได้ดังนี้
        ๑. ศิลปะอู่ทองยุคแรก  มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๘  ศิลปะจะเป็นแบบผสมผสานระหว่างศิลปะทวาราวดีกับศิลปะขอม สามารถจำแนกออกเป็น
           –  ศิลปะอู่ทอง สกุลช่างลพบุรี  รู้จักกันในชื่อ “อู่ทองเขมร”  “อู่ทอง-ลพบุรี” หรือ
“อู่ทอง-ฝาละมี”
           –  ศิลปะอู่ทอง สกุลช่างสุพรรณบุรี รู้จักกันในชื่อ “อู่ทอง-สุวรรณภูมิ” มีลักษณะคล้ายมนุษย์มาก ท่างดงามสุดยอด จะเรียกตามภาษาวงการพระว่า “สันแข้งคางคน”
        ๒. ศิลปะอู่ทองยุคที่สอง มีอายุอยู่ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙  ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ศิลปะจะผสมผสานระหว่างศิลปะอู่ทองยุคแรกกับศิลปะสุโขทัย  ช่างสมัยจะคาบเกี่ยวกันระหว่างศิลปะสุโขทัยจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น รู้จักกันในชื่อ “อู่ทอง-อยุธยาตอนต้น” 

        ๓.  ศิลปะอู่ทองยุคที่สาม มีอายุอยู่ในราว พ.ศ.๑๙๕๒ – ๑๙๙๑  อยู่ในช่วงสมัยสมเด็จพระนครินทราชา  สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) จนถึงต้นรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ  ศิลปะจะได้รับอิทธิพลของอยุธยามากขึ้น (จากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณข้างศาลาหลวงพ่อเหย ด้านทิศตะวันตกห่างจากองค์ปรางค์ประธาน  ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้  ๓๐ เมตร  พบแม่พิมพ์พระดินเผา  ขนาดกว้าง  ๓  ซ.ม.  สูง  ๔๒  ซ.ม.  เป็นแม่พิมพ์พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าแก่แต่ท่อนล่างหกชำรุด)

พุทธเอกลักษณ์พระผงสุพรรณ
 
    พระผงสุพรรณ เป็นพระเครื่องที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  จ.สุพรรณบุรี  เป็นพระเครื่องเนื้อดินเผา  จำลองพุทธลักษณะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในลักษณะการปางมารวิชัย  แบ่งแยกแม่พิมพ์ได้เป็นพิมพ์หน้าแก่  พิมพ์หน้ากลาง  และพิมพ์หน้าหนุ่ม  (สมัยโบราณเรียกพิมพ์หน้าหนู)  องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัย  บนฐานเชียงชั้นเดียว  พระเกศคล้ายฝาละมี  มีกระจังหน้า  พระพักตร์เคร่งขรึม พระนาสิกหนาใหญ่  พระอุระหนา ส่วนพระการทอดเรียว  แสดงออกถึงศิลปะสกุลช่างอู่ทองที่เน้นความละม้ายคล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่สุด  ด้วยเหตุนี้  เมื่อพบพิมพ์พระ  ๓  ประเภท จึงเรียกชื่อตามลักษณะพระพักตร์และตามศิลปะสกุลช่างแห่งพระพุทธรูปที่พระพักตร์เหี่่ยวย่นเหมือนคนแก่  เรียกว่า พิมพ์หน้าแก่  ที่พระพักตร์อิ่มเอิบเรียวเล็ก  ปราศจากรอยเหี่่ยวย่น  เรียกว่าพิมพ์หน้าหนุ่ม

    พระผงสุพรรณนั้นปรากฏตามจารึกลานทองกล่าวถึงการสร้างว่า  “……..พระฤๅษีทั้งสี่ตนจึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย  พระฤๅษีจึงอัญเชิญเทวดามาช่วยกันทำพิธีเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี  ศรีสารีบุตรคือ  เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่าง ๆ  มีอานุภาพต่างกัน  เสกด้วยมนต์คาถาครบ  ๓  เดือน แล้วท่านให้เอาไปประดิษฐ์ไว้ในสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม… ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้  พระว่านก็ดี  พระเกสรก็ดี ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี……”

    ความหมายจากจารึกลานทองได้กล่าวถึงประเภทของพระผงสุพรรณไว้  ๒  ชนิด ได้แก่ พระเนื้อดินที่มีส่วนผสมจากว่านและเกสรต่าง ๆ  โดยเป็นพระเนื้อดินเผาตามกรรมวิธีการสร้างพระพิมพ์สมัยโบราณ สีพระผงสุพรรณจึงเป็น “สถานหนึ่งดำ  สถานหนึ่งแดง”  และอีกชนิดหนึ่งได้แก่  พระผงสุพรรณที่ทำจากแร่ธาตุโลหะซึ่งเรียกตามจารึกว่า “ได้เอาแร่ต่าง ๆ มีอานุภาพต่างกัน….ถ้าผู้ใดพบพระ…..ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี”  ซึ่งหมายถึงพระผงสุพรรณเนื้อชินที่รู้จักกันในชื่อ  “พระผงสุพรรณยอดโถ”

    สำหรับพระผงสุพรรณเนื้อดินนั้น  เป็นพระเครื่องที่มีส่วนผสมวัสดุมวลสารจากดินละเอียด ว่าน และเกสรต่าง ๆ  คนโบราณเรียกว่า  “พระเกสรสุพรรณ”  จะสังเกตได้ว่าเนื้อดินของพระผงสุพรรณเป็นเนื้อดินค่อนข้างละเอียด  หากเปรียบเทียบกับพระนางพญากรุวัดนางพญา  จ.พิษณุโลก  แล้วจะเห็นว่าเนื้อพระผงสุพรรณจะละเอียดกว่า  แต่ไม่ละเอียดมากเหมือน  พระรอดกรุวัดมหาวัน  จ.ลำพูน  ซึ่งดินที่ใช้เป็นดินในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี  ซึ่งดินแต่ละที่จะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน  สำหรับปัญหาที่ว่า  หากผสมว่านเมื่อพระผ่านการเผา  มวลสารของว่านจะไม่สามารถทนอุณหภูมิความร้อนได้  ต้องย่อยสลายไปนั้น  หากพิจารณาแล้วในองค์พระผงสุพรรณก็ไม่ปรากฏโพรงอากาศอันเกิดจากการย่อยสลายของเนื้อว่าน  แต่อย่างใดนั้น ต้องพิจารณาถึงกรรมวิธีการสร้างพระของโบราณาจารย์เป็นสำคัญว่า  มีหลายวิธี  วิธีประการหนึ่งซึ่งพบหลักฐานในการนำว่านผงเกสรมงคล  ๑๐๘  มาเป็นวัตถุมงคลในการสร้างพระ  ได้แก่ การนำหัวว่านมงคลต่าง ๆ มาคั้นเอาน้ำว่านเป็นส่วนผสมเข้ากับมวลสารอื่น ๆ ซึ่งจะพบว่าพระผงสุพรรณนั้นมีความหนึกนุ่ม  และซึ้งจัด  หากได้โดนเหงื่อโคลนแล้ว ยิ่งขึ้นเป็นมันเงางามอย่างที่คนโบราณเรียกว่า  “แก่ว่าน”  ซึ่งได้แก่การคั้นน้ำว่านผสมลงไป  ดังนั้น  เมื่อผ่านการเผาจึงมิได้เกิดการย่อย สลายของเนื้อว่าน

    เนื่องจากพระผงสุพรรณเนื้อดินเป็นพระที่ผ่านการเผาไฟ  สีสันขององค์พระจึงเป็นเฉกเช่นเดียว  กับพระเนื้อดินที่ผ่านการเผาประเภทอื่น ๆ คือ มีตั้งแต่สีเขียวที่ถูกเผาในอุณหภูมิสูงและนานที่สุด สีแดง  สีมอย  สีน้ำเงินเข้ม สีเทา  ไปจนถึงสีดำ

    การสร้างพระพิมพ์เนื้อดินเผา  มีมาแต่สมัยโบราณโดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีการสร้างควบคู่มากับเทคนิคการทำเครื่องปั้น  ดินเผา โดยเฉพาะดินแดนประเทศไทยนั้น พบพระพิมพ์ดินเผาตั้งแต่ยุคทวาราวดีเรื่อยมา  ในศิลาจารึกหลักที่  ๒ วัดศรีชุม ซึ่งจารึกโดยพระมหาเถรศรีศรัทธา (พ.ศ. ๑๘๙๐ – ๑๙๑๗)  ได้กล่าวถึงปาฏิหารย์ของพระเกศธาตุโดย  เปรียบเทียบกับการเผาดินโดยแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีในการควบคุมอุณหภูมิดังความว่า “พระเกศ ธาตุเสด็จมี  หมู่หนึ่งซีดัง  สายฟ้าแลบดังแถวน้ำแล่นในกลางหาวอัศจรรย์  สิ่งหนึ่งเห็นตะวันออกเขียวดังสูงเผาหม้อเผาไห”  ซึ่งจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า  สีของเปลวไฟที่ออกเป็นสีเขียว  จะต้องมอุณหภูมิถึง  ๑,๓๐๐ – ๑,๔๐๐  องศาเซนเซียส  ซึ่งจะกระทำได้เมื่อมีเทคโนโลยีการสร้างเตาเผา การให้ความร้อนและการควบคุมอุณหภูมิอย่างดีเยี่ยม 

การเผาเนื้อดินของพระผงสุพรรณ เป็นการเผาที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอและเผาในอุณหภูมิสูงโดย  ใช้เทคโนโลยีในการเผาเช่นเดียวกัน การทำเครื่องปั้นดินเผา  โดยเฉพาะในบริเวณแถบสุพรรณบุรี-สิงห์บุรี  ปรากฏแหล่งเตาเผาที่แสดงถึงเทคโนโลยีชั้นสูงที่บ้านบางปูน สุพรรณบุรีและเตาแม่น้ำน้อยฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน้อยวัดพระปรางค์  อ.ชันสูตร  สิงห์บุรี  ซึ่งมีอายุในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้น  จนถึงรัชสมัยพระนครินทราชา

    การเผาโดยวิธีควบคุมอุณหภูมิส่งผลให้พระผงสุพรรณมีสภาพความแกร่งคมชัด  ไม่หักเปราะง่าย  แม้จะผ่านกาลเวลาเป็นนาน คนโบราณ  จะใช้วิธีสังเกตสีของเปลวไฟที่ลุกไหม้  เป็นหลักในการควบคุมอุณหภูมิการเผาจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า
    –  ไฟที่มีสีแดงจัดจ้า อุณหภูมิประมาณ  ๘๐๐  องศาเซนเซียส
    –  ไฟที่มีสีแดงธรรมดา  อุณหภูมิประมาณ  ๘๘๐  องศาเซนเซียส
    –  ไฟสีส้ม อุณหภูมิประมาณ  ๙๕๐ – ๑๑๐๐  องศาเซนเซียส
    –  ไฟสีนวล  อุณหภูมิประมาณ ๑,๓๐๐  องศาเซนเซียส
    –  ไฟสีเขียว  อุณหภูมิประมาณ  ๑,๓๐๐ – ๑,๔๐๐  องศาเซนเซียส

    พระผงสุพรรณ  จะใช้วิธีการเผา  โดยควบคุมอุณหภูมิที่  ๑๑๐๐ – ๑๓๐๐ องศาเซนเซียส  องพระจะแกร่งส่วนใหญ่จะมีสีแดง  ส่วนสีอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับการถูกความร้อนมาก – น้อย ต่าง ๆ กัน ดังนั้นพระผงสุพรรณจึงเป็นพุทธปฏิมากรดินเผาที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเผาพระพิมพ์อย่างมีคุณภาพ

    เอกลักษณ์ประการหนึ่งของพระผงสุพรรณก็คือ  ด้านหลังองค์พระจะมีลอยลายนิ้วมือซึ่งเป็นการกดเมื่อนำดินใส่ลงในแม่พิมพ์ในจารึกลานทองกล่าวไว้ว่า “ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน  พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี  ศรีสารีบุตร  คือ  เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั่น”  ลายมือที่ปรากฏจะเป็นลายนิ้วมือ หัวแม่โป้งแบบ “ก้นหอย”  ขนาดใหญ่  ซึ่งเป็นลักษณะลายมือของคนโบราณ ส่วนการตัดขอบ  นั้นมักจะตัดเป็นรูปตามองค์พระด้านฐานผายกว้าง  ด้านบนสอบเข้า  โดยเฉพาะขอบข้างพระเศียรอาจตัดเป็นเหลี่ยม  มุมทำให้กรอบพระผงสุพรรณมีห้าเหลี่ยมบ้าง  สี่เหลี่ยมบ้าง  ไม่สู้จะเสมอเหมือนกัน

เอกลักษณ์ในแม่พิมพ์
 
 
        แม่พิมพ์มีความสำคัญในการพิจารณาพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง  พุทธเอกลักษณ์ของแม่พิมพ์  นอกจากจะแสดงถึงศิลปะของสกุลช่างที่ปรากฏยังเป็นสิ่งพิสูจน์ความแท้-เทียมขององค์พระ  การแกะสลักแม่พิมพ์ไม่ว่าจะเป็นหินสบู่  หินชนวน  หรือแม่พิมพ์ดินเผา  จะเป็น “ต้นแบบ”  ที่ยากจะทำเลียนแบบได้  หากนำองค์พระไปถอดพิมพ์เพื่อทำพิมพ์ใหม่  องค์พระจะมีขนาดเล็กลง  ซึ่งในสายตาผู้ชำนาญการจะสังเกตได้ จุดสังเกตที่ภาษานักสะสมพระเรียกว่า “จุดตาย”  นั้นก็คือเอกลักษณ์หรือตำหนิในแม่พิมพ์  โดยเฉพาะส่วนลึกที่สุดขององค์พระ จะเป็นส่วนสูงที่สุดของแม่พิมพ์ซึ่งไม่คลาดเคลื่อนไม่ว่าพระองค์นั้นจะกดลึกหรือกดตื้น  แต่ตำหนิสำคัญก็จะคงอยู่ สำหรับพระผงสุพรรณนั้น  สามารถแยกแม่พิมพ์ออกเป็น  ๓  แบบด้วยกันคือ  พิมพ์หน้าแก่  พิมพ์หน้ากลาง  และพิมพ์หน้าหนุ่ม

    พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ นั้นเป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผาศิลปะอู่ทอง ประทับนั่งปางมารวิชัย  บานฐานเชียง  พระพักตร์มีเค้าความเหี่่ยวย่น  คล้ายคนชราภาพ  เป็นที่มาของชื่อ  “พิมพ์หน้าแก่”  ซึ่งมีจุดสังเกตดังนี้
    –  พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าแก่  มีเพียงแม่พิมพ์เดียว  สาเหตุที่ดูเผิน ๆ  แตกต่างกันนั้น  เนื่องมาจากการผ่านการเผา  ทำให้ได้รับความร้อนไม่เท่ากัน  ส่งผลให้ขนาด  สีสัน วรรณะ  การหดตัวไม่เท่ากัน นอกจากนี้การตัด  การบรรจุกรุ  สภาพการใช้ยังส่งผลต่อการพิจารณาพระผงสุพรรณด้วย
    –  พระเนตรด้านซ้ายขององค์พระยาวรีลึก  ปลายพระเนตรตวัดขึ้นสูงกว่าพระเนตรด้านขวา
    –  พระนาสิกหนาใหญ่  สองข้างมีร่องลึกลงมารับพระโอษฐ์ ซึ่งแย้มเล็กน้อย
    –  พระกรรณขวาขององค์พระจะขมวดคล้ายมุ่นมวยผม  ไรพระศกทอดยาวลงมามากกว่าพระกรรณด้านซ้าย
    –  เกือบบนสุดของพระกรรณขวามีร่องลึก เหมือนร่องหู และพระกรรณด้านบนเหนือร่องจะหนาใหญ่โค้งคล้ายใบหูมนุษย์
    –  ด้านในของพระกรรณซ้ายจะมีเม็ดผดคล้ายเมล็ดข้าวสารวางสลับไปสลับมาเรื่อยมาถึงปลายพระกรรณ
    –  พระอุระใหญ่ก่อนจะคอดกิ่วมาทางพระนาภีคล้ายหัวช้าง
    –  ระหว่างพระอุระกับพระอังสะซ้ายขององค์พระเว้าลึกปรากฏเป็นรอยสามเหลี่ยม
    –  มีเส้นบาง ๆ ลากผ่านเหนือพระอังสะซ้ายไปจรดขอบนอกพระอุระด้านซ้ายปลายเส้นปรากฏเม็ดผดเล็ก ๆ ขึ้นเรียงรายได้ราวนมซ้าย
    –  พระหัตถ์ซ้ายหนาใหญ่อยู่กึ่งกลางลำพระองค์  ปลายพระหัตถ์ไม่จรดพระกรขวา  เหมือนพิมพ์หน้ากลาง  มองเห็นร่องพระหัตถ์ชัดเจน
    –  ข้อพระกรขวาขององค์พระด้านในเว้าลึก

    พระผงสุพรรณพิมพ์หน้ากลาง  มีพุทธลักษณะเนื้อหาทรวดทรงสัณฐานเช่นเดียวกับพระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าแก่แต่เค้าพระพักตร์จะไม่เคร่งขรึมเหี่่ยวย่นเหมือนพิมพ์หน้าแก่  ดูอิ่มเอิบสดใส  คล้ายหน้าหนุ่มที่ไม่สูงวัยมาก  และจะมีแม่พิมพ์เพียงพิมพ์เดียว  มีลักษณะที่น่าสังเกตดังนี้
    –  พระพักตร์อิ่มเอิบ  ไม่เหี่่ยวย่นชราภาพเหมือนพิมพ์หน้าแก่
    –  พระเนตรทั้งสองข้างไม่จมลึกเท่าพิมพ์หน้าแก่  ปลายพระเนตรด้านซ้ายขององค์พระตวัดเฉียงขึ้นเล็กน้อย  หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่ารูปพระพักตร์ระหว่างพระเนตรทั้งสองข้างวางได้ระดับเท่ากันทั้งสองข้างไม่เอียงเหมือนพิมพ์หน้าแก่
    –  พระกรรณทั้งสองข้างจะเป็นเส้นเอียงลงตามเค้าพระพักตร์และมีความยาวเกือบเท่ากันทั้งสองข้าง
    -ในองค์ที่ติดพิมพ์ชัด  ปลายพระกรรณขวาขององค์พระจะเรียวยาวคล้ายจงอยที่ปลายงอเข้าหาด้านในเล็กน้อย  ส่วนปลายพระกรรณซ้ายขององค์พระจะแตกเป็นหางแซงแซว
    –  พระอุระผายกว้างและสอบเพรียวตรงพระนาภีดูคล้ายหัวช้าง
    –  พระหัตถ์ซ้ายวางที่หน้าตัก  แต่ให้สังเกตปลายพระหัตถ์ก็จะยาวยื่นไปเกือบชนลำพระกรขวาขององค์พระ  ซึ่งจะแตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้าหนุ่ม
    –  ข้อพระกรขวาเว้าลึกอย่างเห็นได้ชัด
    –  ในองค์ที่ติดชัดข้างฝ่าพระหัตถ์ขวามีติ่ง  เนื้อเกินเล็ก ๆ วิ่งจากโคนนิ้วขึ้นด้านบน

    พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม เป็นพิมพ์ที่มีความลึก  คมชัดเป็นอย่างยิ่ง  ดูจากสภาพองค์พระที่ปรากฏจะเห็นลักษณะการถอดออกจากแม่พิมพ์ค่อนข้างยากกว่าพระผงสุพรรณพิมพ์อื่น  เหตุเพราะแม่พิมพ์มีความลึกมากเป็นพิเศษ ดังนั้น  จึงพบองค์สภาพสมบูรณ์น้อยมาก  พระพักตร์จะดูอ่อนเยาว์  สดใสและเรียวเล็กกว่าพิมพ์อื่น สมัยโบราณเรียกว่า “พิมพ์หน้าหนู”  ซึ่งพระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าหนุ่มนี้มีแม่พิมพ์เดียว มีข้อสังเกตดังนี้
    –  พระพักตร์ดูอ่อนเยาว์  สดใส  แตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้ากลางอย่างเห็นได้ชัด
    –  พระเนตรทั้งสอข้างอยู่ในระนาบเดียวกัน  ปลายพระเนตรซ้ายขององค์พระ  ยกเฉียงขึ้นเล็กน้อย
    –  พระนาสิกหนาใหญ่ตั้งเป็นสัน
    –  ริมพระโอษฐ์หนา
    –  พระกรรณจะแตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้ากลาง  กล่าวคือ  ตั้งขึ้นเป็นสันแนบชิดกับพระพักตร์และยาวลงมาเกือบจรดพระอังสะทั้งสองข้าง

 

 

ขอขอบคุณที่มา…www.itti-patihan.com

และhttp://school.obec.go.th/suangsutthawittaya/leung.html

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑