หลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ท่านอาจารย์ลำใย หรือหลวงพ่อลำใย แห่งวัดทุ่งลาดหญ้า ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ท่านเป็นพระเถระที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา มีกิจวัตรอันประเสริฐยิ่ง ตลอดชีวิตแห่งการดำรงเพศพรหมจรรย์

นับตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณรจวบจนกระทั่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ยาวนานกว่า 60 ปี

คุณงามความดีที่ท่านได้สร้างสมไว้แก่พระพุทธศาสนา และสังคมประเทศชาติ มากมาย

จนมิอาจจะกล่าวได้หมดในเวลาอันสั้นนับแต่ได้รับภาระเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า เป็นเจ้าคณะตำบล

เป็นเจ้าคณะอำเภอศรีสวัสดิ์ และเป็นพระอุปัชฌาย์ นอกจากจะพัฒนาวัดจนเจริญรุ่งเรือง ได้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของกรมการศาสนาแล้ว

ท่านยังสร้างวัดและร่วมพัฒนาวัดทั้งในเขตปกครองและนอกเขตปกครองอีกกว่า 200 วัด เป็นประธานหาทุนทรัพย์สร้าง”โบสถ์”

“ศาลาการเปรียญ” อีกกว่า 100 วัด สร้าง”โรงเรียน” ทั้งมัธยม-ประถม (รวมที่ดินและอาคารเรียน) กว่า 10 แห่ง

(โรงเรียนมัธยมวัดทุ่งลาดหญ้า-หลวงพ่อลำใย อุปถัมภ์ ได้รับการยกระดับเป็นโรงเรียนมัธยมระดับตำบลเป็นแห่งแรกของประเทศไทย)

หลวงพ่อสร้าง”สถานีอนามัย”มอบให้แก่ทางราชการทั้งอาคาร และที่ดินนับได้ประมาณ 20 แห่ง

ครั้งหลังสุดเพิ่งสร้าง”สถานพยาบาลบ้านพักคนชรา”บนเนื้อที่ราว 70 ไร่ สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ 100 ล้านบาท

มอบให้แก่กรมประชาสงเคราะห์ และห้องสมุดประชาชนกาญจนาภิเษก ต.ลาดหญ้า พร้อมที่ดิน มูลค่ากว่า 20 ล้าน(ที่ดินติดถนนใหญ่)

มอบให้แก่กรมการศึกษานอกโรงเรียนหลวงพ่อสร้าง”ระบบประปา”มอบให้แก่หมู่บ้านต่างๆหลายสิบแห่ง

และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว ตรงด้านหน้าวัดทุ่งลาดหญ้า มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท และอีกแห่งตรงช่วงที่ผ่านตำบลหนองบัว

มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท มอบให้เป็นสาธารณะประโยชน์ ในส่วนของการ”สงเคราะห์”ผู้ยากไร้

หลวงพ่อได้กระทำอย่างต่อเนื่องนับเป็นเวลาหลายสิบปี ท่านเป็นธุระจัดหาข้าวสารอาหารแห้งให้แก่สถานสงเคราะห์คนชราที่ท่านสร้างขึ้น

และทุกวันที่ 14 เมษายน หลวงพ่อจะจัดงานเทกระจาด แจกข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นแก่ผู้ยากไร้

เป็นงานประจำปีที่วัดทุ่งลาดหญ้าในเขตปกครองของท่าน คืออำเภอศรีสวัสดิ์ ซึ่งเป็นอำเภอติดชายแดน มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ทั้ง มอญ กระเหรี่ยง และกระหร่าง เป็นอำเภอที่ทุระกันดานมาก ในช่วงเข้าพรรษา ท่านก็จะนำข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงสิ่งของจำเป็น

ไปแจกจ่ายแก่พระสงฆ์ตามวัดต่างๆอย่างทั่วถึงนับเป็นรัอยวัด ทำให้เขตปกครองของท่านมีความสงบเรียบร้อยมาก

ซึ่งเป็นผลดีต่อบ้านเมืองจากผลงานและจริยาวัตรอันประเสริฐของท่าน ทำให้ท่านได้การยกย่องเชิดชูจากสถาบันต่างๆมากมาย

รวมถึงได้รับพระราชทาน”เสมาธรรมจักร”ในฐานะ”คนดีศรีสังคม”จากสมเด็จพระเทพฯ

โครงการที่ท่านกำลังดำเนินงานอยู่ในขณะนี้ คือการสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน

ภายในบริเวณวัดทุ่งลาดหญ้า ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน น่าเสียดายที่ท่านด่วนจากไป 

ด้วยความดีอันมากล้นของหลวงพ่อ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระมงคลสิทธิคุณ

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2539 คนๆหนึ่ง พระสงฆ์รูปหนึ่ง เกิดมามีชีวิตที่ไม่สูญเปล่า สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมประเทศชาติมากมาย

ตลอดชีวิตของท่านมีแต่การให้และการเสียสละโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากกายใดๆ ท่านได้ทำหน้าที่"พระสงฆ์"

ที่สมควรกราบไหว้จนถึงนาทีสุดท้ายแห่งชีวิต สมควรที่เราทั้งหลายจะยกย่องเชิดชูให้เป็น”ปูชนียบุคคลอันประเสริฐ


ที่มา: http://www.amuletsinthai.com/mybb/vi…fbfdcb2deb66b0

ประวัติหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดป่าอรัญญวิเวก อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม  นามเดิมชื่อ ตื้อ นามสกุล ปาลิปัตต์ ท่านเป็นตระกูลชาวนาถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2431 ตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปีชวด สัมฤทธิศกจุลศักราช 1250 ณ บ้านข่า ตำบลบ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม

บิดาชื่อ นายปา  ปาลิปัตตฺ

มารดาชื่อ  นางปัตต์ ปาลิปัตต์

มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดี่ยวกัน 7 น ชาย 5 หญิง 2 คน คือ

1. นางคำมี  ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

2. เป็นชาย (ถึงแก่กรรมแล้วตั้งแต่เด็ก)

3. นายทอง  ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

4. นายบัว  ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

5. หลวงปู่ตื้อ  อจลธมฺโม (มรณภาพแล้ว)

6. นายตั้ว  ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

7. นายอั้ว  ทีสุกะ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นผู้มีนิสัยรักความสงบ เขาเป็นศิษย์วัดตั้งแต่ยังเด็ก และได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ระยะหนึ่ง เป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษา มีนิสัยตรงไปตรงมา และเป็นที่น่าสังเกตว่าในเครือญาติของท่านใฝ่ใจในการบรรพชาอุปสมบททั้งนั้นและถ้าเป็นหญิงก็เข้าบวชชีตลอดชีวิต

สำหรับหลวงปู่ตื้อ ได้รัยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อมีอายุได้ 21 ปี บวชครั้งแรกในฝ่ายมหานิกาย บวชนานถึง 19 พรรษา ต่อมาได้ญัตติเป็น ฝ่ายธรรมยุตินิกาย จนถึงวาระสุดท้ายได้ 46 บรรษา สิริรวมอายุ 86 พรรษา

ก่อนหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม จะออกบวชเป็นพระภิกษุนั้น ท่านได้เกิดนิมิตอันดีงามแก่ตัวท่านเอง คือก่อนคืนที่ท่านจะออกบวชนั้น กลางคืนท่านได้นิมิตฝันว่า ได้มีชีปะขาว 2 คนเข้ามาหาท่าน คนหนึ่งแบกครกหิน อีกคนหนึ่งถือสากหิน มาหยุดอยู่ตรงหน้าท่าน แล้ววางครกและสากลงคนแรกปพูดว่า

“ไอ้หนู เจ้ายกสากหินนี้ออกจากครกได้ไหม”

หลวงปู่ตื้อ ตอบว่า “ขนาดต้นเสาใหญ่ผมยังแบกคนเดียวได้ ประสาอะไรกับของเพียงแค่นี้”

แล้วท่านก็เดินเข้าไปพยายามยกเท่าไหร่ๆ ก็ไม่สำเร็จ จนถึงวาระที่ 3จึงสามารถยกสากหินนั้นขึ้นได้

เมื่อยกได้แล้วก็ได้เอาสากหินนั้นตำลงที่ครก และตำเรื่อยไป มองดูที่ครกเห็นมีเปลือกเต็มไปหมด ทานจึงได้พยายามตำข้าวเปลือกเหล่านั้นจนกลายเป็นข้าวสารไปหมด แล้วชีปะขาวก็หายไป

เมื่อชีปะขาวหายไปจากนั้นก็ปรากฏว่าได้มีพระเถระ 2 รูป มีกิริยาอาการน่าเคารพเลื่อมใสมาก ทั้งร่างกายเป็นรัศมี ท่านนึกว่าเป็นพระอริยเจ้าผปู้วิเศษ เดินตรงมาที่ท่านแล้วพูดเบาๆว่า

“หนูน้อย เจ้ามีกำลังแข็งแรงมาก”

พอดีท่านรู้สึกตัวขึ้นมา แล้วนั่งทบทวนพิจารณาถึงความฝันที่ฝ่านมา เห็นเป็นเรื่องแปลกและพิสดารมาก คิดว่านิมิตเช่นนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้างหนอ คิอแต่เพียวว่าคงจะมีเรียงที่ดีเกิดขึ้นกับท่านแน่

ท่านคิดได้แค่นี้ก็ระลึกถึงคำของบิดาว่า ได้สั่งให้ไปต้อนควายจากท้องทุ้งนาให้เข้ามาหากินอยู่ใหล้ๆ บ้าน ท่านจึงได้ลุกออกจากบ้านไปต้อนไล่ควายมาเลี้ยงอยู่ใกล้ๆ บ้านแต่ในใจยังนึกถึงความฝันเมือคืนนี้อยู่

เป็นเพราะหลวงปู่ตื้อมีนิสัยรักความสงบอยู่แล้วจึงคิดขึ้นมาว่า สมควรที่เราจะต้องบวชเพื่อประพฤติธรรมดูบ้าง คิดว่าวันพรุงนี้เราต้องออกไปอยู่วัดอีก เพื่อจะได้บวชเป็นพระภิกษุแล้วจะได้มีโอกาสประพฤติธรรมอย่างจรึงจังบ้าง อละก็เป็นเช่นที่คิด พอรับประทานอาหารเย็นวันนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว บิดาท่านก็บอกว่า

“กินข้าวอิ่มแล้วให้รีบไปหาปูจารย์สิมที่บ้าน ปู่จารย์สิมมาตามหาเจ้าตั้งแต่กลางวันแนะ”

หลวงปู่ตื้อนึกสงสัยว้าจะมีเรื่องอะไรก็ไม่ทราบ จึงรีบไปหาปู่อาจารย์สิมทันที

(คำว่า พ่ออาจารย์, ปู่จารย์, หมายถึง ผู้ชายที่ได้รับบวชเรียนเป็นพระภิกษุมาก่อนหลายพรรษา และได้เล่าเรียนวิชา จนมีความรู้พอสมควร เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป แต่ต่อมาได้สึกออกมใช้ชีวิตฆราวาส)

เมื่อไปถึงบ้านปู่จารย์สิมเรียบร้อยแล้ว ปู่จารย์สิมเปิดประตูข้างในเรือนและเรียกให้ท่านเข้าไปหา พอท่านเข้าไปในห้อง เห็นมีผ้าไตรจีวร บาตร อละเครื่องบริขารสำหรับบวชพระ แล้ว

ปู่จารย์สิมก็ยื้นขันดอกไม้ที่เตรียมเอาไว้ให้พร้อมกับพูดว่า “เห็นมีแต่หลานคนเดียวเท่านั้นที่สมควรจะบวชให้ปู่ เพราะปู่ได้เตรียมเครื่องบวชไว้เรียบร้อยแล้ว แต่หาคนบวชไม่ได้ จึงให้หลายได้บวชให้ปู่สัก 1 พรรษา หรือได้สัก 7 วันก็ยังดี ขอให้บวชให้ปู่ก็เป็นพอ จะนานเท่าไรก็ได้ไม่เป็นไร”

หลวงปู่ตื้อได้รับปากกับปู่จารย์สิมซึ่งเป็นปู่ของท่านทันที แต่ขอไปบอกลาบิดามารดาเสียก่อน เมื่อบิดามารดาอนุญาตให้ก็จะได้บวชตามที่ปูจารย์สิมต้องการ

บิดามารดาของท่านเมื่อได้ยินลูกชายเล่าให้ฟังเช่นนั้น ก็อนุญาตตามที่ปู่จารย์สิมขอ พร้อมกลับกล่าวคำอนุโมทนาสาธุการ แสดงความยินดีกับลูกชายเป็นอย่างยิ่ง

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่อหลวงปู่ตื้อ อจลธฺมโม ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาให้บวชแล้ว ท่านก็ได้เข้าไปอยู่เป็นศิษย์วัด อยู่ต่อมาจนได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในฝ่ายมหานิกาย เมื่อ ปีพ.ศ.2452 แต่ในบันทึกไม่ปรากฏแน่ชัดว่าท่านบวชที่ไหนและบวชกับใคร ท่านบอกว่า ท่านบวชกับประอุปัชฌาย์คาน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แล้วก็กลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านข่าซึ่งเป็นบ้านเดิม เพื่อศึกษาเล่าเรียนตามอุปนิสัยที่ถ่านถนัดอยู่แล้ว นิสัยของท่านชอบการศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัย อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก

เมื่อท่านบวชครบ 7 วัน แล้วปู่จารย์สิมได้มาหาท่านที่วัดถามถึงเรื่องที่จะสึกหรือไม่สึก ถ้าสึกจะหาเสื้อผ้ามาเตรียมไว้ให้ ท่านก็สองจิตสองใจใครสึกบ้าง ไม่สึกบ้าง แต่มาคิดได้ว่า ถ้าสึกตอนนี้ชาวบ้านจะพากันเรียน ไอ้ทิต 7 วัน รู้สึกอัยอาย จึงบอกหู่จารย์สิมว่า

“อาตมายังไม่อยากสึก ขออยู่ไปก่อน รอให้ออกพรรษาก่อนเถิด”

ท่านก็บวชอยู่ได้ครบพรรษาหนึ่ง ท่านหัดท่องหัดสวดเจ็ดตำนาน สิบสองตำนานจนขึ้นใจ

พอออกพรรษาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ทำเฉยเสีย เพราะรู้สึกใจคอท่านสบายดีอยู่ ถ้าหากสึกไปแล้ว การเล่าเรียนพระธรรมก็ยังไม่ไปถึงไหนเลย แค่อาราธนาศีล 5 ศีล 8 อาราธนา เทศน์ยังทำไม่ได้คล่องแคล่ว เมื่อสึกออกไป ถูกเข้าไหว้วานให้อาราธนา ถ้าว่าไม่ได้จะอายเขาเปล่า ๆ

ต่อมาท่านได้เดินทางเพื่อไปศึกษาวิชาธรรมะในทางพระพุทธศาสนาที่เรียบกันว่า “เรียนสนธิ์ เรียนนาม มูลจัจจายน์” อันเป็นวิชาที่เรียนได้ยากในสมัยนั้น ถ้าหากใครเรียนได้จบตามหลักสูตรเรียกกันว่า “นักปราชญ์” เป็นผู้แตกฉานในพระธรรมวินัย

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้เดินทางไปเรียนที่ วัดโพธิชัย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนนม การเดินทางไปมีความลำบากมากทางคมนาคมไม่สะดวกเลย ต้องเดินไปด้วยเท้า (ระยะทางประมาณ 51 กิโลเมตร) สำนักเรียนวัดโพธิชัยมีชื่อเสียงมากในขณะนั้น เพราะมีอุปัชฌาย์คาน เป็นเจ้าสำนักเรียน

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโมได้เข้าศึกษาเล่าเรียนวิชาบาลีสนธิ์นาม และมูลกัจจายน์ในสำนักวัดโพธิชัยนี้ด้วยความสนใจเป็นเวลานานถึง 4 ปีเต็ม จึงจบตามการสอนของสำนักเรียน และได้ถือโอกาสกราบเรียนลาท่านพระอาจารย์ผู้เป็นเจ้าสำนักเรียน กลับสำนักเดิมคือ วัดบ้านข่า

เมื่อท่านกลับมาอยู่วัดได้ 3 วันเท่านั้น ทั้งนี้คงเป็นเพราะนิสัยท่านใฝ่ใจในธรรม ชอบศึกษาค้นคว้าในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านจึงได้เดินทางออกจากบ้านเพื่อจะไปเรียนพระปริยัติธรรมต่อที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นแหล่งที่มีการศึกษาเจริญที่สุดได้ชักชวนพระภิกษุรูปหนึ่งในวัดออกเดินทางจากวัดเดิมธุดงค์มุ่งหน้าไปยัง จังหวัดอุดรธานีก่อนค่ำไหนก็พักจำวัดทำสมาธิภาวนาที่นั่น เป็นเวลาหลายวันจึงถึงอุดรธานี

แต่พอเดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี พระภิกษุที่เป็นเพื่อนเดินทางเกิดเปลี่ยนใจเพราะคิดถึงบ้านอยากกลับบ้านไม่ยอมไปเรียนต่อที่กรุงเทพมหานครตามที่ตั้งใจเอาไว้ ถึงแม้จะพูดอย่างไรก็ตามก็ไม่ยอม คิดแต่จะกลับบ้านอย่างเดียว ท่านต้องเป็นเพื่อนเดินทางกลับไปส่งพระรูปนั้นกลับบ้านข่า ถึงแค่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี แล้วท่านจึงเดินทางกลับมายังวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานีอีก แต่สมัยนั้นวัดโพธิสมภรณ์ หรือแม้จังหวัดอุดรธรนีก็ยังเป็นป่าไม่ได้พัฒนาให้เจริญเหมือนอย่างทุกวันนี้

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม  เมื่อได้เดินทางกลับมาถึงจังหวัดอุดรธานีคราวนี้ ท่านได้เปลี่ยนใจจากการไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร เป็นการออกปฏิบัติธรรมกรรมฐานแทน

ท่านกล่าวว่า “การออกเดินธุดงค์ เป็นการเดินทางเส้นตรง…ต่อการบรรลุธรรมอย่างแท้จริง”

เมื่อท่านได้เปลี่ยนในเช่นนี้แล้วก็ได้เดินทางจากจังหวัดอุดรธานีมุ่งสู่จังหวัดหนองคาย ท่านได้แวะพักโปรดญาติโยมเป็นระยะ ๆ ไปและพักทำกรรมฐานที่ พระบาทบัวบกอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี บำเพ็ญภาวนาอยู่หลายวัน จึงออกเดินทางไปยังฝั่งลาวพักกรรมฐานอยู่ที่บริเวณนครเวียงจันทน์เป็นเวลาหลายเดือน

หลวงปู่ตื้อเล่าให้ฟังว่า ได้ไปทำความเพียรอยู่บนเขาควายทำกรรมฐานอยู่บริเวณนั้นเป็นเวลา 4 เดือนเต็ม คืนแรกที่ท่านไปถึงนั้น ได้ไปนั่งภาวนาอยู่ที่ถ้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในบริเวณนั้น พอนั่งสมาธิอยู่ไม่นานประมาณชั่วโมงเศษ ๆ เห็นจะได้ ท่านได้ยินเสียงดังมาแต่ไกล คล้ายเสียงลมพัดอย่างแรง แต่พอลืมตาขึ้นดูไม่เห็นมีอะไร นอกจากตัวผึ้งเป็นหมื่น ๆ ตัวบินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะคล้ายเสียงเครื่องบิน

สักพักหนึ่งตัวผึ้งเหล่านั้นก็บินลงมาเกาะตามผ้าจีวรเต็มไปหมด แล้วเที่ยวไต่ไปตามตัวจนท่านต้องเปลื้องจีวรและอังสะออกจากตัวและนุ่งสบงแบบจูงกระเบน แล้วรัดผ้ากับให้แน่น ตามตัวมีแต่ตัวผึ้งเต็มไปหมด แต่มันก็มิได้ต่อยทำร้ายท่าน

หลวงปู่ตื้อบอกว่า ในภาวะเช่นนั้นต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง ประมาณ 20 นาที หมู่ผั้งเหล่านั้นทั้งหมดก็บินจากไป จากนั้นท่านก็นั่งภาวนาต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ๆ

ในขณะนั้นเอง ได้นิมิตเห็นศีรษะของชายคนหนึ่งค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นข้างหน้าท่านห่างออกไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขากำลังเดินขึ้นมาจากเบื้องล่าง แล้วเดินเข้ามาหาท่าน จนเข้ามาใกล้แล้วมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า โดยไม่พูดอะไร ร่างกายชายคนนั้นใหญ่โตมาก

บุคคลนั้นยืนอยู่นานพอสมควรแล้วกันหลังเดินไป แต่การเดินกลับไปนั้นดูเหมือนว่าเดินลึกลงไปสู่ที่ต่ำเพราะหายลับลงไปอย่างรวดเร็วมาก จนมองตามไม่ทัน และท่านนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม ไม่นานนักก็ได้ปรากฏว่ามีเทพยดาสวมมงกุฏสวยงามมากเข้ามาหาท่าน 2 องค์แล้วพูดขึ้นว่า

“ท่านอาจารย์ ห่างจากนี้ไม่ไกลนัก  มีพระพุทธรูปทองคำ 10 องค์ พระพุทธรูปเงิน 15 องค์ จมอยู่ในดิน ขอให้ท่านอาจารย์ไปเอาขึ้นมา เพื่อให้คนทั้งหลายได้กราบไหว้สักการบูชาเพราะบัดนี้ไม่มีใครรักษาแล้ว” พูดเท่านั้นเทพยาดาทั้งสองก็หายไป

หลวงปู่ตื่อเล่าเรื่องต่อไปว่า คืนที่ไปนั่งภาวนาอยู่ที่เส้นทางช้างศึกของเจ้าอนุวงษ์ นครเวียงจันทน์หลายคืน คืนหนึ่งมีวิญญาณหลงทางมาหามากมายจริง ๆ เหตุที่ว่าเป็นวิญญาณหลงทางนั้นเพราะจะแผ่เมตตาให้อย่างไร ก็ระลึกและคลายมานะทิฐิไม่ได้ ยังมัวเมาอยู่นั่นเอง

วิญญาณพวกนี้โดยมากเป็นพวกทหารหนุ่ม ๆทั้งนั้น สังเกตเห็นว่า พวกนี้จะไม่ยอมกราบไหว้ไม่มีเคารพในสมณเพศ ทั้งนี้เพราะส่วนมากเป็นวิญญาณมิจฉาทิฐิมาปรากฏเพื่อให้เห็นเท่านั้น

รุ่งเช้า มีโยมมาขอให้ท่านพักอยู่ต่อไปนาน ๆ จะสร้างกุฏิถวาย แต่ท่านไม่รับนิมนต์ ท่านบอกโยมว่า จะต้องเดินธุดงค์ไปเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่เมืองของไทยใหญ่ ท่านบอกว่านับตั้งแต่ออกจากพระบาทบัวบกจังหวัดอุดรธานีมา พักจำพรรษาอยู่ที่บริเวณเวียงจันทน์นี้ เป็นเวลานานถึง 4 เดือนเศษ ๆ จากนั้นก็เดินทางแบบพระธุดงคกรรมฐษนต่อไปยังเมืองหลวงพระบาง หนทางเดินลำบากที่สุด สภาพทั่วไปเป็นภูเขา บางวันเดินขึ้นภูเขาสูง ๆแล้วเดินลงจากหลังเขา ถ้าคิดระยะทางการเดินทางธรรมดาจะต้องเดินไปไกลกว่านั้น เพราะเดินตลอดวันก็กลับลงมาที่เดิม ตกเย็นมืดค่ำลง ก็กางกลดพักผ่อนทำความเพียรภาวนา รุ่งอรุณก็ตื่นเดินทางต่อไป บางวันไม่ได้บิณฑบาติเลยเพราะไม่มีบ้านคน

ท่านเล่าว่า เดินไปด้วยกันคราวนี้รวมแล้ว 6 รูป แต่ต่างคนต่างไปไม่พบกันหลายวันก็มี บางทีก็พบพระซึ่งเป็นชาวพม่าซึ่งท่านก็เดินธุดงค์เช่นกัน นาน ๆ พบกันทีหนึ่ง พบกันแล้วก็แยกทางกันเดินต่อไป ท่านบอกว่าถนนหนทางลำบากที่สุด รถยนต์ไม่มีโอกาสจะไปได้เลย แม้แต่คนจะเดินไปก็ยังยาก และสมัยนั้นรถยังไม่เคยมีในถิ่นนั้นเลย

และแล้ว หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ก็ได้พบพระธุดงค์รูปหนึ่งซึ่งจะมีสหธรรมิกรูปสำคัญต่อไปในอนาคต พระธุดงค์หนุ่มรูปนี้มีปฏิปทาลีลาอะไรหลายอย่างละม้ายเหมือนหลวงปู่ตื้อมากเป็นต้นว่า เป็นพระภิกษุหนุ่มฝ่ายมหานิกายที่ออกจาริกธุดงค์แต่ลำพังอย่างโดดเดี่ยวกล้าหาญโดยไม่มีครูบาอาจารย์ฝ่ายกรรมฐานแนะนำคอยชี้ทางให้เลย

พระธุดงค์รูปนี้มีนามว่า หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พบกันครั้งแรกที่ป่านภูพานขณะนั้นหลวงปู่ตื้อจาริกธุดงค์มาจากพระบาทบัวบกจังหวัดอุดรธานี ได้สนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กันเป็นที่ชอบอัธยาศัยถูกใจกันยิ่งนัก

หลวงปู่ตื้อเองก็ใฝ่ใจปรารถนาอยากจะพบ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ให้ได้เหมือนกันเพราะได้ยินได้ฟังกิตติศัพท์เลื่องลือ เกี่ยวกับพระอาจารย์มั่นมามากแต่ยังไม่ได้พบสมใจหวังสักที

ทั้งสองได้ปรึกษาหารือกันว่า หากวาสนายังมีคงจะได้พบกับอาจารย์มั่นสมใจหวัง เราอย่าเร่งรัดตัวเองและกาลเวลาเลย ถ้าไม่ตายเสียก่อนจะต้องได้สดับธรรมจากพระอาจารย์มั่นเป็นแม่นมั่น ในระหว่างนี้เราควรจะจาริกธุดงค์ไปตามมรรคาของเราก่อน

ทั้งหลวงปู่ตือ และหลวงปู่แหวน เริ่มต้นเดินทางสู่เมืองลาวที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยพอข้ามแม่น้ำโขงแล้งก็พบแต่ป่าต้องเดินมุดป่าไปเรื่อย ๆดูเหมือนเป้าหมายจะเป็นหลวงพระบางในการเดินทางเท้านั้น ตลอดทางมักได้พบสัตว์ป่าเป็นจำนวนมากและได้อาศัยเดินตามรอยช้าง เพราะสะดวกสบายดี ถ้าใครเคยขึ้นภูกระดึง และเคยมุดป่าบนหลังภู จะพบทางเดินของช้างบนนั้น

พระภิกษุหนุ่มทั้งสองท่านจะเดินธุดงค์ไปตลอดทั้งกลางวัน พอพลบค่ำก็เลือกพักใกล้หมู่บ้านคนพอได้โคจรบิณฑบาตยามเช้า ท่านได้เล่าถึงชาวป่าเผ่าหนึ่งพบระหว่างทางในตอนใกล้  พระอาทิตย์ตกดินชาวป่าเหล่านั้นเอากระติบข้าเหนียวมาถวายเดินแถวเข้ามานับ สิบเพื่อถวายอาหารด้วยพวกเขาไม่ทราบพระรับอาหารยามวิกาลไม่ได้แต่มีศรัทธาบอกว่า “งอจ้าวเนียวงอจ้าวเหนียว” ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร ทั้งสองท่านจึงบอกว่าอาหารไม่รับ ขอรับน้ำร้อนก็พอ ซึ่งก็ได้พยายามสื่อความหมายจนกระทั่งรู้เรื่องกันได้

พอรุ่งเช้าเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ต้องทำการบิณฑบาตแบบโบราณคือ ไปยืนอยู่หน้าบ้านทำเป็นหวัดกระแอมไอ ให้เขาออกมาดู เขาไม่เข้าใจ ก็ทำนิ้วชี้ลงที่บาตร จึงได้ข้าวมาฉัน คนป่าเผ่านั้นคงจะไม่เคยรู้จักพระมาก่อน ไม่รู้วินัยพระ ไม่รู้ธรรมเนียมพระ

ต่อมาท่านได้ธุดงค์เดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีวัดประจำหมู่บ้าน แต่ไม่มีพระจำพรรษามีแต่เพียงสามเณรอยู่รูปเดียว สามเณรรูปนั้นเห็นพระอาคันตุกะสองรูปนั้นมาเยี่ยมก็ดีใจ หาที่นอนหาน้ำร้อนมาถวาย ถวายเสร็จแล้วสามเณรรูปนั้นก็หลบไป

อีกสัดครู่หลวงปู่ตื้อกับหลวงปู่แหวนก็ได้ยินเสียงไก่ร้องกระโต้กกระต้าก แล้วก็เงียบเสียงลง อีกสักพักหนึ่งก็มีกลิ่นไก่ย่างโชยมา และอีกสักพักหนึ่งไก่ย้างก็ถูกนำมาวางตรงหน้าท่านทั้งสอง

“นิมนต์ท่านครูบาฉันไก่ก่อน ข้าวเหนียวก็กำลังร้อน ๆ นิมนต์ครับ”

ในที่สุดหลวงปู่ทั้งสองถึงเมืองหลวงพระบาง

แม้ว่าบางครั้งท่านจะแยกกันธุดงค์ แต่มีหลายครั้งที่ท่านมีโอกาสจำพรรษาร่วมกัน และเป็นคู่อรรถคู่ธรรมที่แปลกมากกล่าวคือ เรื่องอุปนิสัยที่แตกต่างกัน หลวงปู่ตื้อ ท่านเป็นพระที่ชอบพูดชอบเทศน์ มีปฏิปทาผาดโผน และเวลาพูดเสียงท่านจะดังแต่ หลวงปู่แหวนกลังเป็นพระที่พูดน้อย เสียงเบา ไม่ชอบเทศน์ มีแต่ให้ข้อธรรมสั้น ๆมีปฏิปทาเรียบง่าย

ธรรมโอวาท

สำหรับการแสดงธรรมเผยแพร่พระพุทธศาสนา ของปู่ตื้อ อจลธมฺโมนั้น ท่านแสดงธรรมอย่างตรงไปตรงมา แสดงธรรมตามทัศนะของท่าน มีคนชอบฟังมาก หลวงปู่เล่าว่า โลกนี้เขามีเครื่องผูกอันเหนียวแน่น ยากที่จะตัดได้ด้วยอย่างอื่น นอกจากพระธรรมของพระพุทธเจ้า มนุษย์เราเกิดมาก็ต้องทำบาป เมื่อทำแล้วก็ต้องได้รับผลกรรมที่เราทำไว้ พ่อแม่เรานั้นทำกรรม เราเกิดมาก็ทำกรรมไปอะไรที่สุดของกรรม ไม่มีใครรู้ได้ทำบาปแล้วมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

1. จิตตานุปัสสนา จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นโสดาปัตติมรรค จิตก็เป็นโสดาปัตติผล

2. จิตตานุปัสสนา จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นพระสกิทาคามิมรรค จิตก็เป็นพระสกิทาคามิ             ผล

3. จิตตานุปัสสนา จิตไม่คิดมีผัวเมีย ออกบวช  จิตก็เป็นพระอนาคามิมรรค จิต ก็เป็น               พระอนาคามิผล

4. จิตตานุปัสสนา จิตไม่กล่าวมุสาวาท จิตก็เป็นพระอรหัตมรรค จิตก็เป็นพระอรหัตผล อีกนัยหนึ่ง

1.  จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

2.  จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

3.  จิตออกบวช จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

4.  จิตไม่ขี้ปด จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

หลวงปู่สอนว่า “ธรรมะคือ คำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเรามองข้ามไปเสียหมด อยู่ที่ตัวของเรานี้เองมิใช่อื่น พุทธะคือผู้รู้ ก็ตัวของเรานี้ เองมิใช่ใครอื่น เช่นเดียวกันกับไข่ ไข่อยู่ข้างในของเปลือกไข่ ทำให้เปลือกไข่แตกเราก็ได้ไข่ พิจารณาร่างกายของเราให้แตก แล้วเราก็จะได้ธรรมะ” หรือ…….

“ธรรมะจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทำอะไรจริงจัง คือการตัดสินใจอย่างแน่นอนลงไป แล้วเลือกเฟ้นธรรมปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่นานหรอกเราก็จะได้พบสิ่งที่เราต้องการความกลัวทุกอย่างจะหายไปหมด

ถ้าเราตัดสินใจอย่างใดแล้วคือเราต้องเป็นคนมีจุดมุ่งหมายอย่างหลวงตา นับตั้งแต่บวชมาได้ตัดสินใจปฏิบัติธรรมะอย่างแท้จริง จนทุกวันนี้ไม่เคยลดละเลยและท้อถอยเลย” หรือ……..

“นักธรรม นักกรรมฐานต้องมีนิสัยอย่างเสือโคร่ง คือ 1. น้ำจิตน้ำใจต้องแข็งแกร่งกล้าหาญไม่กลัวต่ออันตรายใด ๆ   2. ต้องเที่ยวไปในกลางคืนได้   3. ชอบอยู่ในที่สงัดจากจน   4. ทำอะไรลงไปแล้วต้องมุ่งความสำเร็จเป็นจุดหมาย” หรือ…..

“สัตว์เดรัจฉานมันดีกว่าคนตรงที่มันไม่มีมายา ไม่หลอกลวงใคร มีครูอาจารย์ก็คือคน เป็นสัตว์ที่น่ารักน่าสงสาร คนเราซิโง่เป็นพุทธะได้ แต่หลอกลวงตนเองว่าเป็นไม่ได้ ร่างกายก็มีให้พิจารณาว่าเป็นของเน่าเป็นของเหม็น แต่เราพิจารณาว่าเป็นของหอมน่ารัก โง่ไหมคนเรา”

และเมื่อเทศน์จบลงท่านชอบถามผู้ฟังว่า “ฟังเทศน์หลวงตาดีไหม” คำถามเช่นนี้ ท่านบอกว่า หมายถึงการฟังธรรมครั้งนี้ได้รับความสงบเย็นของจิตไหม และเกิดสังเวชในความชั่วไหม?

ท่านชอบตักเตือนเสมอว่าการปฏิบัติธรรมนั้นอย่างที่ท่านบูรพาจารย์ทั้งหลายดำเนินมานั้นท่านพยายามไม่ให้เกิดความเบื่อหมายในการปฏิบัติธรรม พยายามให้เกิดความสนใจในธรรมปฏิบัติอยู่เสมอ

การที่เราเกิดความเบื่อหน่ายในธรรมปฏิบัตินี้เป็นการที่เราจะดำเนินไปไม่ได้นาน และจะเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก แต่เกิดความสังเวชในธรรมบางอย่างนั้นเป็นการดีเพราะจะเป็นประโยชน์แก่เราผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง แต่ถ้าเบื่อหน่ายในความชั่วไม่เป็นไร เพราะถ้าเบื่อหน่ายในความชั่วแล้วก็เร่งพยายามทำความดีต่อไป

ปัจฉิมบท

ในปี พ.ศ.2517 นับเป็นปีที่ 4 ที่ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญวิเวกบ้านข่า แดนมาตุภูมิของท่าน ในพรรษานี้ใครเลยจะนึกว่า ท่านจะจากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ ก่อนเข้าพรรษาท่านเคยพูดเสมอว่า

“ใครต้องการอะไรก็ให้เร่งรีบสร้างเอา คุณงามความดีทั้งหมดอยู่ที่ตัวของเราแล้ว ขันธ์ 5 นี้ เมื่อมันยังไม่แตกดับก็อาศัยมัน แตกดับแล้วก็อาศัยอะไรมันไม่ได้ ขันธ์ 5 ของหลวงตาก็จะดับแล้วเหมือนกัน”

และบ่อยครั้งที่ท่านพูดว่า “ธาตุลมของหลวงตาได้วิบัติแล้ว บางครั้งมันเข้าไปแล้วก็ไม่ออกมา นานที่สุดจึงออกมา และเมื่อมันออกมาแล้วก็ไม่อยากจะเข้าไป”

ท่านแสดงธรรมแต่ละครั้นนั้นนานมาก ท่านได้สงเคราะห์ทั้งวัตถุธรรมและนามธรรม ท่านได้ให้อะไรสารพัดอย่าง บางครั้งท่านได้หยุดในระหว่างเทศน์ เมื่อเทศน์จบลงแล้วท่านบอกว่า

“ขันธ์ 5 จะดับแล้ว ธาตุลมวิบัติแล้ว” จึงได้กราบเรียนถามท่านว่า “ท่านหลวงตาไม่เหนื่อยหรือ?”

ท่านบอกว่า “ขันธ์ 5 จะได้หยุดการแสดงธรรมเหมือนกัน แต่ถ้าจิตไม่หยุดมันก็หยุดไม่ได้ การแสดงธรรมเป็นหน้าที่ของเราเกิดมาเพื่อทำประโยชน์ทั้งนั้นได้ความดีแล้วก็ต้องทำความดี เพื่อความดีอีก คนเกิดมารู้จัก พุทโธ ธัมโม สังโฆ จึงจะเป็นคน ไม่ใช่สัตว์ เราต้องรู้จักพระธรรมให้ดีที่สุด” จึงจะเรียกได้ว่า พระมหาเปรียญ พระนักธรรม พระกรรมฐา

เช้าวันที่ 19 กรกฎาคม 2517 ท่านฉันเช้าตามปกติแต่ก็ไม่มากนัก สังเกตดูอาการท่านเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากทีเดียว นับแต่เวลาเช้าไปท่านพักผ่อนเล็กน้อย แสดงธรรมตลอดแต่พูดเบามาก

ขณะที่ท่านกำลังเทศน์อยู่นั้น มีพระภิกษุสามเณรจากต่างจังหวัดมาถวายสักการะและรับฟังโอวาท ท่านให้ลูกศิษย์ช่วยพยุกลุกขึ้นนั่ง เมื่อลุกขึ้นนั่งแล้วท่านพูดว่า “สังขารไม่เที่ยง หลวงตาเกิดมาก่อน ก็ต้องไปก่อนตามธรรมดา” ท่านเทศน์ประมาณ 15 นาที คณะสงฆ์นั้นก็ลากลับไป

ขณะนั้นเวลาประมาณ 16 นาฬีกา ท่านเหนื่อยมากที่สุด พูดเบามาก ท่านบอกว่า “ลมวิปริตแล้ว ไม่มีแล้ว”

จานกนั้นท่านได้ให้พรลูกศิษย์ว่า

“พุทุโธ สุโข ธมฺโม สุโข สงฺโฆ สุโข จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ”

แล้วท่านก็หัวเราะแล้วยิ้มให้ลูกศิษย์ อันเป็นลักษณะเดิมของท่าน แสดงว่าท่านมีอารมณ์ดี ไม่สะทกสะท้านต่ออาการที่เกิดขึ้น

ในขณะนั้นมีท่านอาจารย์อุ่น ท่านอาจารย์วาน และพระภิกษุสามเณรหลายสิบรูปเฝ้าดูอาการของท่านด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

แม้ท่านจะเหนี่อยมาสักปานใดก็ตาม แต่ท่านก็ยังพูดอยู่เรื่อย ๆ ถึงเสียงจะเบา แต่ก็พอฟังรู้เรื่องว่า ท่านพูดว่าอะไร

วาระสุดท้ายท่านพูดว่า

“ธาตุในหลวงตาวิปริตแล้ว”

จากนั้นท่านไม่พูดอะไรอีกเลยกิริยาอาการทุกอย่างสงบเงียบทุกคนแน่ใจว่า  หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้ถึงมรณภาพแล้ว เวลา 19 นาฬิกาเศา ท่ามกลางสานุศิษย์ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ด้วยความอาลัยยิ่ง แต่เชื่อมั่นเหลือเกินว่า ท่านได้ไปสันติสุขที่สุดแล้วสิริรวมอายุได้ 86 ปี

ขอขอบคุณที่มา : http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000468.htm

ประวัติหลวงปู่นาค โชติโก วัดห้วยจระเข้ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

วัดห้วยจระเข้

 ตั้งอยู่เลขที่ 447 ถนนพิพิธประสาท ด้านหน้าวัดใกล้คลองเจดีย์บูชา ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เดิมมีชื่อวัดว่า วัดนาคโชติการาม ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดใหม่ห้วยจระเข้ ปัจจุบันได้ชื่อเป็นทางการว่า วัดห้วยจระเข้ เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดคือ หลวงปู่นาค โชติโก (พระครูปัจฉิมทิศบริหาร) ท่านเป็นผู้สร้างวัดนี้ให้เป็นวัดบริวารขององค์พระปฐมเจดีย์ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 หลวงปู่นาค โชติโก เกิดปี พ.ศ. 2358 (ร.ศ.35) ตรงกับปีกุน จ.ศ. 1177 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 อุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี ณ พัทธสีมา วัดพระปฐมเจดีย์ ตรงกับปี พ.ศ. 2379 พระอุปัชฌาจารย์ไม่ปรากฏนาม ทราบแต่พระกรรมวาจาจารย์คือ พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระปฐมเจติยานุรักษ์ (หลวงปู่กล่ำ) เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ได้รับฉายา "โชติโก"อุปสมบทเป็น

พระภิกษุแล้วจำพรรษาอยู่วัดพระปฐมเจดีย์กับหลวงปู่กล่ำ เจ้าอาวาสทั้งสองเป็นสหธรรมิก มีความสนิทสนมกันดี หลวงปู่กล่ำเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาหลวงปู่นาคเป็นรองเจ้าอาวาส ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยดีตลอดมา ปี พ.ศ. 2432 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดฯแต่งตั้งพระเถระ 4 รูป เพื่อทำหน้าที่รักษาองค์พระปฐมเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ1.      พระครูปริมานุรักษ์ (นวม พรหมโชติ) วัดสรรเพชร รักษาด้านทิศตะวันออก2.      พระครูทักษิณานุกิจ (แจ้ง ธมมสโร) วัดศิลามูล รักษาด้านทิศใต้3.      พระครูปัจฉิมทิศบริหาร (นาค โชติโก) วัดห้วยจระเข้ รักษาด้านทิศตะวันตก4.      พระครูอุตตรการบดี (ทา) วัดพะเนียงแตก รักษาด้านทิศเหนือหลวงปู่นาค ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระครูปัจฉิมทิศบริหาร ทำหน้าที่รักษาองค์พระปฐมเจดีย์ด้านทิศตะวันตก และยังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะมณฑลนครชัยศรี ถ้าเปรียบสมัยนี้เท่ากับรองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม 
 
หลวงปู่นาค สร้างพระปิดตามหาอุตม์ เนื้อเมฆพัด เมื่อ พ.ศ. 2432 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่หลวงปู่นาคได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ หลวงปู่นาคท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการสร้างเนื้อเมฆพัดมาก การผสมเนื้อแร่ต่างๆ การปั้นพิมพ์ และการเทหล่อองค์พระท่านทำด้วยตัวท่านเอง องค์พระที่ท่านหล่อออกมาสวยงาม ไม่มีรอยตะเข็บ ไม่เป็นฟองอากาศ เนื้อพระเป็นสีดำอมเขียว สีดำเงาคล้ายปีกแมลงทับ สวยงามพิสดาร เนื้อพระผิวตึง สมบูรณ์แบบด้านรูปทรง ว่ากันว่า "หลวงปู่นาค" กับ"หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว" มีความสนิทสนมกัน เป็นสหธรรมิกรุ่นน้อง(หลวงปู่นาค มีอายุมากกว่าหลวงปู่บุญ 35 ปี) และมีการแลกเปลี่ยนวิชาซึ่งกันและกันด้วย โดยหลวงปู่บุญขอเรียนวิชาการสร้างเนื้อเมฆพัดไปจากหลวงปู่นาคส่วนหลวงปู่นาคก็ได้ขอเรียนวิชาอื่นจากหลวงปู่บุญไปเป็นการแลกเปลี่ยน สำหรับหลวงปู่บุญท่านได้ก็สร้างพระเนื้อเมฆพัดขึ้นจำนวน

หนึ่ง ซึ่งพระเนื้อเมฆพัดของหลวงปู่บุญที่ท่านสร้างเองลักษณะเนื้อจะเหมือนๆ ของหลวงปู่นาคมากผิดกับเนื้อเมฆพัดพิมพ์กลีบบัว และพิมพ์ปิดตาที่วางตามสนามทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นพระที่สั่งทำจากโรงงานมาปลุกเสกทีหลังในการสร้างพระปิดตาของหลวงปู่นาคท่านสร้างหลายครั้งด้วยกัน สร้างไปเรื่อยๆตามแต่จะมีโอกาส พระปิดตาของท่านจึงมีประมาณ 4-5 พิมพ์ นับแล้วพระปิดตาห้วยจระเข้ก็มีอายุร่วมๆ หนึ่งร้อยปีเห็นจะได้เอกลักษณ์ของพระปิดตาห้วยจระเข้นอกจากจะดูพิมพ์เป็นหลักแล้ว พระปิดตาห้วยจระเข้จะต้องมีการลงเหล็กจารทุกองค์ด้วย ในการลงเหล็กจารนั้นมีเรื่องเล่ากันว่าหลวงปู่นาคท่านนำเอาพระปิดตาที่สร้างเสร็จแล้วไปลงเหล็กจารที่ท่าน้ำข้างๆ วัด โดยท่านจะนำลงไปจารอักขระใต้น้ำ เมื่อจารเสร็จแล้วก็จะปล่อยให้พระปิดตาลอยขึ้นมาเหนือน้ำเองโดยมีลูกศิษย์ที่อยู่บนฝั่งคอยเก็บ ถ้าพระปิดตาองค์ไหนลงจารแล้วไม่ลอยน้ำขึ้นมา แสดงว่าพระปิดตาองค์นั้นไม่มีพลังพุทธคุณ อันอาจจะเกิดอักขระวิบัติจากการจารอักขระก็ได้การที่พระเกจิอาจารย์ท่านใดสามารถดำลงไปทำวัตถุมงคลใต้น้ำได้นานๆ แบบนี้ ก็แสดงว่าพระเกจิอาจารย์ท่านนั้น

สำเร็จวิชากสิณที่สามารถแปลงธาตุน้ำให้เป็นช่องว่างมีอากาศหายใจได้ นอกจากการจรอักขระพระปิดตาใต้น้ำแล้ว หลวงปู่นาคท่านก็มีวิธีการจารอักขระอีกวิธีหนึ่งคือ ท่านจะไปจารที่กลางทุ่งนา หรือในป่าริมคลองที่มีปูอาศัยอยู่มากๆ เมื่อไปถึง และหารูปูเจอแล้ว ท่านก็จะยืนโดยเอาหัวแม่เท้าขวาอุดที่ปากรูปู จากนั้นก็จะกำหนดจิตบริกรรมคาถา และลงเหล็กจารไปพร้อมๆ กัน ขณะนั้นทั่วทั้งทุ่ง และป่าริมคลองนั้นจะเงียบสงัดทันที เสียงนก หรือแมลงร้องจะไม่มีได้ยิน สัตว์ทุกตัวที่อยู่บริเวณนั้นจะหยุดนิ่งชะงักเป็นจังงังกันหมด เมื่อท่านผ่อนคลายกำหนดจิตจากการลงอักขระเสร็จแล้วนั่นแหละ ทุกอย่างจึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก่อนที่จะกลับหลวงปู่นาคท่านจะทำน้ำมนต์รดที่รูปูนั้นเพื่อเป็นการคลายอาคม หากมิเช่นนั้นปูที่อยู่ในรูจะออกมาไม่ได้ หรือถ้าปูอยู่ข้างนอกก็จะกลับลงรูไม่ได้เหมือนกันอักขระที่ท่านใช้คือ "นะคงคา" เป็นตัวหลัก เพราะหลวงปู่นาคสำเร็จ อาโปกสิน วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกจึงหนักไปทางพลังเย็นเร้นเข้มขลังอย่างเอกอุ จากพิธีกรรมการสร้างอันเข้มขลังนี้เอง จึงทำให้พระปิดตาห้วยจระเข้เป็นจักรพรรดิของพระปิดตาเนื้อเมฆพัดทั้งปวง แต่พระปิดตาห้วยจระเข้ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเนื้อเมฆพัดชนิดเดียว แต่ได้มีชนิดที่สร้างด้วย "เนื้อชิน" อีกด้วย ซึ่งพระปิดตาห้วยจระเข้เนื้อชินเป็นแบบ "ชินตะกั่ว" โดย

หลวงปู่นาคท่านนำเอาแผ่นตะกั่วมาลงอักขระแล้วหลอมเทเป็นพระปิดตา และลงเหล็กจารด้วยกรรมวิธีการเช่นเดียวกับพระปิดตาเนื้อเมฆพัด กล่าวถึงพระปิดตาห้วยจระเข้เนื้อชินตะกั่วนี้ก็มีการสร้างในยุคแรกๆ เป็นพระปิดตาที่หลวงปู่นาคท่านสร้างขึ้นก่อนที่ท่านจะสร้างเนื้อเมฆพัดได้สำเร็จ แต่ในการเล่นหาพระปิดตาห้วยจระเข้เนื้อชินตะกั่วจะถูกกว่าเนื้อเมฆพัด พ.ศ. 2441 หลวงปู่นาค โชติโก ได้ย้ายจากวัดพระปฐมเจดีย์ มาสร้างวัดห้วยจระเข้ เพื่อให้เป็นวัดบริวารขององค์พระปฐมเจดีย์ ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งพื้นที่บริเวณนั้นเป็นป่ารก มีสัตว์ป่าชุกชุม ลำห้วยมีจระเข้มาก ริมคลองเจดีย์บูชา อันเป็นคลองประวัติศาสตร์ที่ทรงโปรดฯให้ขุดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2407 เพื่อเชื่อมต่อกับแม่น้ำนครชัยศรี ให้เป็นเส้นทางเสด็จมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ทางชลมารค หลวงปู่นาคใช้เวลา 3 ปี จึงสร้างวัดสำเร็จ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา โดย สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2443 โดยให้ชื่อว่า "วัดห้วยจระเข้"หลวงปู่นาค จัดเป็นพระปรมาจารย์เมืองนครปฐมในสมัยแรก เป็นต้นตำรับพระปิดตาเนื้อเมฆพัด พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จประพาสพักแรม ณ พระราชวังสนามจันทร์ จะต้องเสด็จแวะกราบนมัสการหลวงปู่นาคเป็นประจำ และหลวงปู่นาคได้มอบพระปิดตาทั้งสองพระองค์

ไว้บูชาคู่พระวรกายด้วยหลวงปู่นาค โชติโกไ ด้เป็นผู้สร้างวัดห้วยจระเข้ร่วมกับประชาชน ปกครองวัดมานาน 11 ปี ถึงกาลละสังขารเมื่อปี พ.ศ. 2453 ด้วยโรคชรา รวมอายุได้ 95 ปี 74 พรรษา ก่อนที่หลวงปู่นาคท่านจะมรณภาพ ก็ได้ถ่ายทอดวิชาการสร้างพระปิดตาให้กับ "หลวงปู่ศุข" ลูกศิษย์ซึ่งต่อมาหลวงปู่ศุขท่านก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ต่อจากหลวงปู่นาค หลวงปู่ศุขท่านนี้ก็เป็นพระเกจิอาจารย์ของเมืองนครปฐมที่มีชื่อเสียงรุ่นราวคราวเดียวกับ "หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง" และ "หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา" ที่มีคนนับถือมากเช่นกัน หลวงปู่ศุขท่านสร้างพระปิดตาเนื้อเมฆพัดพิมพ์แบบเดียวกับหลวงปู่นาคทุกอย่าง เพียงแต่ท่านไม่ได้ลงเหล็กจารเพื่อให้มีความแตกต่างไม่เป็นการวัดรอย

เท้าอาจารย์ แต่ก็มีบ้างอยู่เหมือนกันที่มีการเอาพระปิดตาหลวงปู่ศุขมาลงเหล็กจารแล้วหลอกขายเป็นของหลวงปู่นาคเพื่อให้ได้ราคาสูง จึงควรพิจารณารอยเหล็กจารว่าต้องมีความเก่า ถ้าเป็นรอยจารใหม่แต่เป็นพิมพ์เดียวกันก็แสดงว่าเป็นของลูกศิษย์แน่ครับปัจจุบันพระปิดตาห้วยจระเข้กลายเป็นพระปิดตาที่หายากอีกสำนักหนึ่งของวงการ ราคาก็มีการเล่นหาสูงตั้งแต่หลักหมื่นอ่อนๆ ถึงหลักหมื่นกลางๆ จนเลยถึงหลักแสนไปแล้วก็มี แต่ของเก๊ก็เพียบเหมือนกันการ์ดไม่สูงโดนเหมือนกันหมด 

ขอขอบคุณที่มา…http://www.praboonporn.com/index.php?option=com_content&task=view&id=110&Itemid=48

หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก
อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

หลวงพ่อทา พระคณาจารย์ยุคเก่าเมืองพระเจดีย์ใหญ่ ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากในอดีต บรรดานักเลงและเสือร้ายทั้งหลายทั่วเมืองต่างเกรงกลัวบารมีของท่าน เวลามีงานประจำปีของวัดพะเนียงแตก มีประชาชนมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก กลับไม่ต้องใช้ตำรวจมารักษาความปลอดภัยและก็ไม่มีเรื่องนักเลงตีกันในวัดเกิดขึ้นเลย

หลวงพ่อมีนามว่า ทา เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๙ ณ. ตำบลบ่อผักกูด อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ท่านเป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้อง๔ คน น้องชายของท่านทั้งหมดอีกสามคนบวชเป็นพระภิกษุเช่นเดียวกับท่าน

ท่านบรรพชาเมื่ออายุ ๑๕ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๓๙๔ ณ.วัดโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

อุปสมบทเมื่ออายุ ๓๖ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๕ ณ. พัทธสีมาวัดบ้านฆ้อง หลังจากท่านอุปสมบท ก็ได้ออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรไปตามป่าเขาลำเนาไพรอีกหลายแห่งพร้อมกับพระน้องชาย

ออกเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ กาลเวลาได้ล่วงเลยมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ที่ท่านหลวงพ่อทาได้ออกออกธุดงค์ จนกระทั่ง พ.ศ. 2430 ขณะนั้นท่านมีอายุ 51 ปี ได้เดินมาถึงบริเวณ ตำบลมาบแค จังหวัดนครปฐม ซึ่งบริเวณนั้นเป็นพื้นที่รกร้างนอกเมือง ท่านได้ปักกรดพักแรมและทราบด้วยฌาณว่า บริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน หลวงพ่อทาจึงได้ออกเดินสำรวจโดยรอบ และได้พบระฆังใบใหญ่ใบหนึ่งมีอักขระขอมจารึกไว้ เป็นข้อความปริศนาแต่ตีความได้ไม่ยาก แสดงว่าเจ้าของทรัพย์ได้อธิษฐานมอบแก่ผู้มีบุญบารมีและมีจิตเป็นกุศลจึงจะสามารถพบเจอสมบัติ ซึ่งท่านหลวงพ่อทาทราบเจตนารมย์ของเจ้าของสมบัติ จึงนำสมบัตินั้นไปสร้างวัด

หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ช่วงนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ได้รับการยอมรับนับถือกันอย่างกว้างขวาง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงทราบถึงกิติคุณดังกล่าว จึงรับสั่งโปรดเกล้าให้เข้าเฝ้าอยู่เสมอ หลวงพ่อทาก็เป็นเถราจารย์องค์หนึ่งที่พระองค์ท่านโปรดปราน ดังนั้นพระราชพิธีหลวงต่างๆท่านจะนิมนต์หลวงพ่อทาอยู่เสมอโดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์ และทรงแต่งตั้งพระเถระ 4 รูป เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์และเฉลิมพระเกียรติองค์พระปฐมเจดีย์ ประจำทั้ง 4 ทิศพระครูอุตรการบดี ประจำทิศเหนือ ซึ่งหลวงพ่อทา ได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์แรก และองค์ต่อมาคือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้
พระครูทักษิณานุกิจ ประจำทิศใต้ พระเถระที่เคยดำรงสมณศักดิ์นี้คือ หลวงพ่อเงิน วัดสรรเพชร หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม พระครูปริมานุรักษ์ ประจำทิศตะวันออก พระเถระที่เคยดำรงสมณศักดิ์นี้คือ หลวงพ่อคล้าย วัดศิลามูล
พระครูปาจิณทิศบริหาร พระเถระที่เคยดำรงสมณศักดิ์นี้คือ หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้

 สาเหตุที่เรียกชื่อว่า"วัดพะเนียงแตก"นี้เนื่องจากว่าหลวงพ่อทาท่านมักจะเล่นพลุไฟพะเนียงในเวลามีงานวัดประจำปี แล้วปีหนึ่งท่านได้นำมือไปปิดปากกระบอกพลุ ซึ่งไม่สามารถทำให้พลุออกมาจากกระบอกได้ เมื่อกระบอกร้อนมากขึ้นๆก็เกิดระเบิด และสะเก็ดพลุแตกใส่ท่าน แต่ท่านมิได้รับบาดเจ็บใดๆเลย ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์จึงได้นำเรื่องนี้กล่าวขานไปทั่ว พร้อมกับเรียกหลวงพ่อทาว่า “หลวงพ่อพะเนียงแตก” และเรียกวัดร้างที่หลวงพ่อทาบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ว่า “วัดพะเนียงแตก” เหตุผลที่หลวงพ่อทาท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อจะกำราบพวกนักเลงหัวไม้ให้เกิดความเกรงกลัว แล้วท่านจะได้อบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนดีได้ง่าย

ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนาและไสยเวทมามาก จึงเป็นที่เคารพและเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของบุคคลทั่วๆไป และด้วยวัตรปฏิบัติที่ดีงามน่าศรัทธาของท่านนี้เอง ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงเมืองนครปฐม

หลวงพ่อทาท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย อาทิ หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก , หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผักกูด , หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม , หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง เป็นต้น

วัตถุมงคลของหลวงพ่อทา ท่านสร้างไว้ได้แก่ เหรียญหล่อ พระปิดตา ตะกรุด และ ลูกสะกด เป็นต้น

ท่านละสังขารเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ สิริรวมอายุ ๘๔ ปี ๔๘ พรรษา

ขอขอบคุณที่มา…http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=saksuphan&id=53
http://www.praboonporn.com/index.php?option=com_content&task=view&id=143&Itemid=

ประวัติหลวงพ่อเผือก วัดกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ

หลวงพ่อเผือก วัดกิ่งแก้ว  เป็นพระเกจิชื่อเสียงโด่งดังรูปหนึ่งของ จ.สมุทรปราการ

ประวัติหลวงพ่อเผือก วัดกิ่งแก้ว หรือ หลวงปู่เผือก พระครูกรุณาวิหารี ปัญญาธโร

หลวงพ่อเผือก พระครูกรุณาวิหารี หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงปู่เผือก เกิดที่บ้านคลองสำโรง ต.บางพลี จ.สมุทรปราการ ในปีพ.ศ.2412 อายุ 13 ปีเข้าเรียนหนังสือกับพระอาจารย์อิ่ม อินทสโร ที่วัดกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ อายุ 15 ปีกลับมาช่วยบิดามารดาทำนาทำสวน อายุ 18 ปีถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารเรืออยู่ 2 ปี จนเมื่ออายุครบบรรพชา หลวงพ่อเผือกจึงอุปสมบท ณ วัดกิ่งแก้ว ได้รับฉายา "ปัญญาธโร" ศึกษาพระธรรมวินัย อักขระตัวขอม และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์อิ่ม อินทรสโร เจ้าอาวาสวัดกิ่งแก้ว

ครั้นพอต่อมาพระอาจารย์ อิ่ม อินทสโร มรณภาพลง พระสงฆ์ตลอดจนชาวบ้านในแถบนั้นได้พร้อมใจกันให้ พระภิกษุเผือก รักษาการเจ้าอาวาส ดูแลวัดกิ่งแก้วสือต่อมา จนถึงปีพ.ศ.2442 จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดกิ่งแก้ว ขณะนั้นท่านมีอายุได้30ปี ในพรรษาที่9นี่เอง เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแล้ว หลวงปู่เผือก ได้ทำการบูรณะวัดเป็นการใหญ่ ตอนระยะแรกๆ มีลูกมือไม่กี่คน แต่เป็นด้วยท่านได้พรสวรรค์มาพูดอะไรคนก็เชื่อ เอ่ยปากขอร้องใคร่เขาก็เต็มใจช่วยทำ ไม่ว่ากิจการอะไรทั้งนั้นหลวงปู่เอ่ยปากจะทำโน่นทำนี่ ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ใก้ลชิดทราบก็นำเรื่องราวมาหาลือกัน แล้วแจ้งข่าวให้ญาติโยมใก้ลวัดทราบก่อนแล้วขยายวงกว้างออกไปให้ทราบทั่วกัน ผู้คนต่างเดินทางมาช่วยสละเเรงงานบ้าง สละทรัพย์บ้าง นำวัสดุมาบ้าง เรียกได้ว่าเขาเหล่านั้นมีความศรัทธาและเคารพหลวงปู่เผือกมาก จึงทำให้ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านระแวกนั้นเป็นอย่างดี

สมณศักดิ์

พ.ศ. 2442 อายุ 30ปี ได้รับตราตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดกิ่งแก้ว
พ.ศ. 2443 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะต.ราชาเทวะ
พ.ศ. 2446 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสมุห์ฐานานุกรมของ พระครูสุนทรสมุทร(จ้อย)เจ้าคณะจ.สมุทรปราการ วัดกลางวรวิหาร
พ.ศ.2446 ได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชณายะ
พ.ศ.2480 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูกรุณาวิหารี"
พ.ศ.2487 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสงฆ์ องค์การสาธารณูปการ ในอ.บางพลี จ.สมุปราการ

อาจารย์ของพระครูกรุณาวิหารี(เผือก ปัญญาธโร)


หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา(วัดลาดบัวขาว)

หลังจากได้บวชจำพรรษา ที่วัดกิ่งแก้ว และได้เรียนหนังสือไทยขอมบาลี พระธรรมวินัย กับพระอาจารย์อิ่ม และไม่ลืมที่จะแวะไปศึกษาวิชากับ หลวงปู่ทอง วัดลาดบัวขาว(วัดราชโยธา) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ จนได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ใกล้ชิดกับหลวงปู่ทองมากที่สุด
ศิษย์สายตรงได้รับการเปิดเผยจาก หลวงพ่อหลุย วัดราชโธที่เกิดทันหลวงปู่ทองมี ๕ องค์คือ
๑ หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว
๒ หลวงปู่รอด ปราจีนบุรี
๓ หลวงพ่อเพชร วัดสามปลื้ม
๔ หลวงพ่อกล่ำ วัดบึงพระยาสุเรนทร์
๕ หลวงพ่อพักตร์ วัดบึงทองหลาง
หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๒ มีอายุมากถึง๑๑๗ปี ครองสมณเพศ ๙๖ พรรษา เป็นพระอุปัชฌาย์พิเศษสามารถบวชพระได้ทั่วราชอาณาจักร และพระเกจิยุคนั้นไม่ว่าจะเป็น หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงพ่อปาน วัดบางเ***้ย หลวงปู่ภู วัดอินทร์ หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง หลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อหรุ่น วัดอัมพวา หลวงปู่ขาว วัดหลักสี่ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พลวงพ่อคง วัดบางกระพร้อม หลวงพ่อจาก วัดบางกระเบา หลวงพ่ออี๋ วัดสัต***บ หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง ล้วนแล้วแต่เป็นพระสหธรรมิกกับหลวงปู่ทองทั้งสิ้น จึงเป็นไปได้ว่าชื่อเสียงของหลวงปู่ทองเป็นที่รู้จักของหลวงปู่เผือกมาก่อน และจึงได้ถวายตัวเป็นศิษย์เมื่อพ.ศ.2430-2480 จนหลวงปู่ทองมรณะภาพในปีพ.ศ.2480 จึงเชื่อกันว่าหลวงปู่เผือก เป็นศิษย์ใกล้ชิดอย่างแท้จริง
เมื่อพ.ศ.2496 หลวงปู่เผือก ก็เริ่มอาพาธด้วยโรคมะเร็งในกระเพาะปัสวะ ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงฆ์ ที่กรุงเทพ ประมาณ7เดือน เมื่ออาการป่วยทุเลาลงแล้ว ท่านจึงออกจากโรงพยาบาล กลับมารักษาตัวที่วัด และปฏิบัติภารกิจเหมือนเดิมโดยไม่ได้แสดงความเจ็บปวดให้เห็นแม้แต่น้อย จนกระทั้งถึง วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2501 เวลา 23.45 น. ท่านก็ได้มรณะภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 89ปี 7 เดือน 17วัน รวมพรรษา 69 พรรษา นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวบางพลีไปอย่างน่าเสียดายนัก

วัดกิ่งแก้ว นามเดิมคือวัดข้างหนองกิ่งไม้ หรือวัดกิ่งไผ่ ไม่ทราบแน่ชัด เพราะชาวบ้านเขาเรียกกันทั้งสองชื่อตั้งอยู่ที่ต.ราชาเทวะอ.บางพลีจ.สมุทรปราการ ติดกับคลองชวดลากข้าว และอยู่ในที่ราบลุ่มติดกับห้วยหนอง คลองบึง ที่นาและสวน ส่วนที่ตรงนั้นจะเป็นหนองน้ำใหญ่ ทำให้ที่ตรงบริเวณนั้นที่มีกิ่งไม้ที่หัก และพวกผักตบชวา หญ้า และฟางข้าวไหลตามน้ำมา จึงทำให้มา รวมกันอยู่ตรงหนองน้ำแห่งนั้น เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่จะเป็นพวกกิ่งไม้ กิ่งไผ่ จึงเป็นที่มาของวัดข้างหนองกิ่งไม้ หรือวัดกิ่งไผ่ ส่วนการเดินทางมาวัด สมัยนั้นต้อง เดินทางโดยเรือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
วัดกิ่งแก้วสร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. 2428 ในสมัย รัชกาลที่5 โดย หม่อมแก้ว ซึ่งเป็นชาวกรุงเทพ ได้มาเห็นวัดขาดการดูแลเอาใจใส่ ท่านจึงได้เข้ามาทำนุบำรุง บูรณะพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น และได้ขนานนามเสียใหม่ว่า "วัดกิ่งแก้ว" และต่อมาได้มีผู้ใจบุญบริจากเนื้อที่ให้อีกจึงทำให้วัดกิ่งแก้วมีเนื้อที่กว้างมากขึ้นอีก และปัจจุบันการคมนาคมเดินทางสะดวกรวดเร็วโดยรถยนต์เข้าถึงวัดได้เลย

หลวงปู่เผือกเริ่มทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดกิ่งแก้วและสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เพิ่มเติม อาทิ พระอุโบสถ พระพุทธชินราชจำลอง พระวิหาร ศาลาการเปรียญ ฯลฯ โดยได้รับความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านที่มีความศรัทธาจนวัดกิ่งแก้วสมบูรณ์ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของสาธุชนทั่วไป นอกจากนี้ หลวงพ่อเผือกท่านได้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม เพื่อเป็นที่ศึกษาของพระภิกษุสามเณร โดยหลวงพ่อเผือกเป็นผู้สั่งสอนเอง และยังว่าจ้างครูบาอาจารย์ที่มีความรู้จากกรุงเทพฯ มาสอน รวมทั้งมุ่งเน้นการปฏิบัติทางวิปัสสนากรรมฐานแก่พระภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา อีกด้วย

ลำดับเจ้าอาวาสวัดกิ่งแก้ว

๑ พระภิกษุต่วน มาจาก วัดราชบัวขาว 1พรรษา
๒ พระอาจารย์อิ่ม อินทรสโร
๓ พระครูกรุณาวิหารี พ.ศ. 2442- พ.ศ. 2501
๔พระครูศีลคุณาธาร พ.ศ. 2502- พ.ศ. 2536
๕พระครูวิมลกิจจานุกิจ พ.ศ. 2536- พ.ศ.2543
๖พระมหาบุญส่ง องค์ปัจจุบัน

วัตถุมงคลของหลวงพ่อเผือกมีมากมาย ทั้งพระพิมพ์ พระปิดตา พระสมเด็จ เหรียญ รวมถึงเครื่องรางของขลังต่างๆ ซึ่งก็ล้วนเป็นที่นิยมสะสมของเหล่าลูกศิษย์ลูกหาและพุทธศาสนิกชนโดยถ้วนทั่ว โดยเฉพาะ "พระหลวงพ่อเผือก รุ่นขุดสระ" ซึ่งจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านที่มี น้ำใจมาร่วมแรงกันช่วยเหลืองานจนประสบความสำเร็จ

พระหลวงพ่อเผือก รุ่นขุดสระนี้ มีหลายเนื้อหลายพิมพ์ทรง อาทิ เนื้อผง เนื้อว่าน เนื้อชินตะกั่ว ฯลฯ มีทั้งพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก พิมพ์สามเหลี่ยม และพระปิดตา เป็นต้น ผู้ใดมีไว้สักการบูชาถือเป็นสิริมงคลยิ่ง ด้วยบารมีของหลวงพ่อเผือก ผู้สร้างและแรงศรัทธาในการร่วมมือร่วมใจกันสร้างพุทธานุภาพที่ ยิ่งใหญ่ได้ครับผม

ขอขอบคุณที่มา…ข่าวสด
และhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=saengchanamulet&group=1

ประวัติหลวงปู่ทองวัดลาดบัวขาว (ราชโยธา) กรุงเทพฯ

หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ท่านเป็นยอดพระเกจิที่เก่งมากๆในสมัยก่อน
โดยท่านเป็นศิษย์รุ่นน้องของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)

ซึ่งมีอาจารย์ร่วมสำนักเดียวกันคือ หลวงปู่แสง วัดมณีชลขันธ์ จ.ลพบุรี

(ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันอีกท่าน คือ หลวงปู่แก้ว วัดเครือวัลย์)

นอกจากนี้ สหายของหลวงปู่ทองที่ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ เพื่อแลกเปลี่ยนวิชาความรู้และวิชาอาคมต่างๆก็มี
หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร,
หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท,
หลวงปู่พริ้ง วัดบางปะกอก ,
หลวงปู่ภู วัดอินทร์,
หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง,
หลวงปู่แช่ม วัดท่าฉลอง จ.ภูเก็ต,
ท่านเจ้ามา วัดสามปลื้ม,…
หลวงปู่ปั้นวัดเงิน ตลิ่งชัน

ส่วนลูกศิษย์ของหลวงปู่ทองก็มี หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของท่าน
เพราะท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้เอง

และตอนที่หลวงปู่เผือกสร้างพระ หลวงปู่ทองก็ยังมอบผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
ซึ่งท่านแบ่งมาจากสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) ศิษย์พี่ของท่าน ให้หลวงปู่เผือกไปสร้างพระด้วย

นอกจากนี้ ยังมีพระเกจิอาจารย์อีกหลายท่านที่มาขอเรียนวิชาเพิ่มเติมจากหลวงปู่ทอง เช่น

หลวงปู่เหลือ วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทรา,
หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา,
หลวงปู่คง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม,
หลวงปู่จาด วัดบางกะเบา ปราจีนบุรี,
หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ,
หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขันธ์ นครศรีธรรมราช,
หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพระองค์ สมุทรสาคร,
หลวงพ่ออี๋ สัต***บ,…

ในสมัยก่อนหลวงปู่ทอง ท่านเป็นพระที่มีอาวุโสสูง และทรงไว้ซึ่งวิทยาคมแก่กล้า

ดังนั้นไม่ว่าใครก็ล้วนมาขอเรียนวิชาต่างๆจากท่าน
สำหรับพระเครื่องวัตถุมงคลต่างๆ หลวงปู่ทองก็สร้างไว้พอสมควร แต่ปัจจุบัน ไม่ค่อยได้เห็นกัน

เพราะหายากมาก คนรุ่นนั้นต่างเก็บไว้ใช้กันหมด ที่เราพอจะได้เห็นกันบ้างก็คือ สมเด็จเขียวเหนียวจริง
หรือพระสมเด็จกรุบึงพระยาสุเรนทร์

ซึ่งท่านสร้างและปลุกเสกให้

แม้แต่ตอนสงครามอินโดจีน พระยาพหลพลพยุหเสนา อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ยังได้นิมนต์ท่านขึ้นเครื่องบิน
ไปโปรยทรายเสก รอบวัดพระแก้ว และสนามหลวง รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง

เพื่อให้คุ้มครอง มิให้เป็นอันตรายจากระเบิดของข้าศึก
และยังได้ขอร้องให้ท่านสร้างเสื้อยันต์เพื่อแจกทหารไปใช้ในสงคราม

ซึ่งเสื้อยันต์นี้มีกิตติศัพท์เลื่องลือกันมาก ว่าแคล้วคลาดยิงไม่ถูกหรือโดนยิงแล้วไม่เป็นอะไร
บางคนโดนยิงล้มลง ก็ยังลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ จนได้รับฉายาว่า ทหารไทยเป็นทหารผี

ซึ่งตอนนั้น เสื้อยันต์ที่ท่านสร้าง จะจารเขียนด้วยดินสอดำ

ท่านเองทำให้ไม่ทัน จึงได้ขอให้พระอาจารย์อีก 5 ท่านมาร่วมสร้างด้วย คือ

1.หลวงปู่แช่ม วัดตาก้อง นครปฐม,
2.หลวงปู่คง วัดบางกะพ้อม,
3.หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา,
4.หลวงปู่จาด วัดบางกะเบา ปราจีนบุรี,
5.หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว สมุทรปราการ

หลวงปู่ทองท่านเป็นพระที่ความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง ท่านมีอภิญญาปาฏิหาริย์มากมาย

แม้แต่คนจะถ่ายรูปท่าน ก็ยังถ่ายไม่ติดเลยครับ ทำให้ปัจจุบัน จึงไม่ค่อยมีรูปท่านให้เห็นกัน
จะมีที่เห็นก็เพียงรูปเดียว

ก็คือ รูปที่บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายร่วมกันไปอ้อนวอนขอถ่ายรูปท่าน
ซึ่งเป็นรูปที่ท่านกำลังลงจากกุฏิไปฉันเพลเท่านั้น

หลวงปู่ทองท่านมรณภาพ ปีพ.ศ. 2480 อายุรวม 117 ปี นับเป็นยอดพระเกจิอาจารย์
ที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบันครับ

ขอขอบคุณ
(ข้อมูลจาก หนังสือชีวประวัติและเกียรติคุณ ของหลวงปู่ทอง วัดราชโยธา พิมพ์เมื่อปี2524)

ประวัติ หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี

หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ( อ่านว่า ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2359 เป็นบุตรนายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน 4 คน คือ

1. หลวงปู่เอี่ยม
2. นายฟัก
3. นายขำ
4. นางอิ่ม

บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส

เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม ไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้

สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้)

ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น "วัดสะพานสูง" จนตราบเท่าทุกวันนี้

หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น

ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม

เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก

เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร

โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยม จึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี

จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ

จากการเจริญกรรมฐานนี้ จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ "โสรฬ"  มีเรื่องเล่ากันว่ามีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมากเป็นที่เกรงกลัวแก่ชาวบ้านแถบนั้น หลวงปู่จึงช่วยยืนเพ่งอยู่ 3 วันเท่านั้น ต้นตะเคียนก็เฉาและยืนต้นตาย หลวงปู่เป็นผู้มีอาคมฉมัง วาจาสิทธิ์ มักน้อยและสันโดษ ท่านเป็นต้นแบบในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้สร้างถาวรวัตถุที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ จึงเป็นที่มาของการสร้างพระปิดตา และตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลอันลือลั่นนั่นเอง

ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต  ก่อนที่หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า  “ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว  ถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่ง และให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย”  ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า  “ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ  เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ รวมอายุได้ ๘๐ ปี บวชได้ ๕๙ พรรษา

ก่อนที่ท่านจะมรณภาพได้มีศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นตัวแทนของชาวบ้าน และผู้เคารพนับถือศรัทธา ที่มีและไม่มีของมงคลท่านไว้บูชา กราบเรียนถามหากว่าเมื่อหลวงปู่เอี่ยม ได้มรณภาพแล้วจักทำประการใด ท่านจึงได้มีปัจฉิมวาจาว่า " มีเหตุสุข ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา"

จึงเป็นที่ทราบและรู้กันว่า หากผู้ใดต้องการมอบตัวเป็นศิษย์หรือต้องการให้ท่านช่วยแล้วด้วยความศรัทธายิ่ง ก็ให้เอ่ยระลึกถึงชื่อของท่าน ท่านจะมาโปรดและคุ้มครองและหากเป็นเรื่องหนักหนาก็บนตัวบวชให้ท่าน รูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงปู่เอี่ยม ท่านประดิษฐานอยู่หน้าพระอุโบสถ สร้าง(หล่อ) ขึ้นเมื่อพ.ศ. 2480 ในสมัยหลวงปู่กลิ่น ผู้ปกครองวัดต่อจากท่าน เพื่อการสักการะบูชา ต่อมาจนทุกๆวันจะมีผู้ศรัทธาจากทุกสารทิศมากราบไหว้และบนบานฯ ตลอดเวลาตราบแสงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า ท่านชอบกระทงใส่ดอกไม้เจ็ดสี จะมีผู้นำมาถวายและแก้บนแทบทุกวันโดยเฉพาะในวันพระแม้แต่ผงขี้ธูปและน้ำในคลองหน้าวัดก็ยังมีความ"ขลัง" อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

และหลังจากที่ท่านมรณภาพล่วงไปเนิ่นนานแล้วก็ตามที ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ผลปรากฏว่าฐานที่ท่าน เคยถ่ายทุกข์เอาไว้และปิดตาย คราวที่เกิดไฟไหม้ป่าช้า ฐานของหลวงปู่เอี่ยม เพียงหลังเดียวเท่านั้นที่ไม่ไหม้ไฟ

เมื่อความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นเช่นนั้น ผู้คนจึงค่อยมาตัดเอาแผ่นสังกะสีไปม้วนเป็นตะกรุดจนหมดสิ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมารื้อเอาตัวไม้ไปบูชาจนไม่เหลือหรอ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ไม่ได้อะไรเลยก็มาขุดเอาอุจจาระของท่านไปบูชา

ขอขอบคุณที่มา…www.itti-patihan.com